Google Hacks 3rd Edition

มาตรฐาน

เมื่อวานแวะไปที่ IT Book House ที่ไอทีมอลล์เจอเจ้าหนังสือ Google Hacks (3rd edition) วางอยู่ในร้าน (เปิดดูถึงเพิ่งรู้ว่า อ๋อ มาตั้งแต่เดือนสิงหาคมแล้ว)อ่านดูแล้วก็ไม่เลว ใครที่อยากเข้าใจ Google ลึก ๆ ก็น่าหามาอ่านครับ จะได้ tips & tricks สำหรับการค้นหาข้อมูลใน Google ได้มากขึ้น

เว็บไซต์เยลโล่เพจเจสโฉมใหม่

มาตรฐาน

ปลุกปั้นมานานกับเจ้าเว็บไซต์สมุดหน้าเหลือง ในที่สุดก็เปิดตัวเวอร์ชั่นใหม่ให้ใช้กันได้แล้วนะครับ เว็บไซต์นี้เป็นเว็บไซต์ที่ผมกับทีมงานร่วมกันคิดร่วมกันทำอยู่นาน ปรับปรุงให้คุณภาพการค้นหาละเอียดมากยิ่งขึ้น ใครที่ผ่านมาผมอยากให้ลองไปใช้แล้วช่วยกัน feedback กลับมาหน่อยนะครับ ผมจะนำกลับไปปรับปรุงให้มีคุณภาพดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

http://www.yellowpages.co.th

คิดกลับข้างซะบ้างแล้วจะได้ดี…เชื่อพี่เถ๊อะ!

มาตรฐาน

ใครที่อ่านบล็อกผมบ่อย ๆ คงจะเคยได้ยินว่าผมอ้างถึงหนังสือเล่มนึงบ่อย ๆ ชื่อ Whatever You Think, Think The Opposite. คือไม่ว่าคุณจะคิดอะไรลองคิดกลับด้านดูสิ เจ้าของหนังสือเล่มนี้คือ Paul Arden อดีตคนทำงานโฆษณาระดับปรามาจารย์อีกคนของอเมริกา

จริง ๆ แล้วผมไม่ได้สนใจเรื่องโฆษณาเท่าไหร่หรอกครับ แต่เรื่องไอเดียกับความสุดโต่งในหนังสือเล่มนี้ต้องยกให้เขาเลย เล่มนี้แนะนำครับ ว่าแล้วก็ยกตัวอย่าง แปลกันให้อ่านสักตอน (อย่าเขียนอีเมล์ไปฟ้องเขาเชียวนาคุณ)

A Flop. ความล้มเหลว?

ย้อนวันเวลากลับไปเมื่อปี 1968 กับการแข่งขันกระโดดสูงในโอลิมปิกที่เม็กซิโก ซิตี้ตอนนั้นใครจะไปคิดว่าวิธีการกระโดดข้ามไม้กั้นแบบกบกระโดด คือเอาหน้าคะมำไปข้างหน้าจะกลายเป็นเพียงอดีต เมื่อนักกีฬาธรรมดา ๆ คนหนึ่งไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมากมายกลับสร้างสถิติโลกด้วยการกระโดดสูงได้ถึง 7 ฟูตกับอีก 4 นิ้วครึ่ง (2.24 เมตร)ส่งผลให้เขาได้รับเหรียญทองโอลิมปิกในปีนั้นไป และแน่นอนครับ เขากลายเป็นตำนานเลยล่ะ

เขาคือ Dick Fosbury และท่าที่เขาใช้กระโดด (ดูภาพ) ก็ถูกเรียกว่า “Fosbury Flop” ซึ่งกลายเป็นท่าในตำนานที่นักกีฬาทั่วโลกหันมาใช้จนถึงทุกวันนี้ ตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นเพียงตัวอย่างของเทคนิคในการคิด แต่อีกนัยหนึ่งมันคือเทคนิคในการคิดที่จะพลิกให้ Flop กลายมาเป็นความสำเร็จด้วยการคิดอะไรที่กลับข้างเสียบ้าง

ในเรื่องนี้ Paul Arden เขาเล่นคำครับ เพราะคำว่า Flop นั้นหมายถึง Failure ก็ได้ แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของชื่อ Fosbury Flop ด้วย ดังนั้นการที่เขาเล่าว่า Dick กระโดดได้สูงกว่าใครเพราะไอ้เจ้าท่า Flop นี่ก็ดูเท่ดีไม่หยอก ผมอ่านที่ Paul บอกมาแล้วก็นึกสนุกลองไปค้นประวัติของผู้ชายคนนี้เพิ่มเติมก็ยิ่งสนุกครับ

นาย Dick เนี่ยมมาแปลกครับ เขาฝึกฝนตั้งแต่อายุ 16 คิดมาหลายท่ามากว่าจะโดดท่าไหนดีถึงจะโดดได้สูง ๆ ไม่ใช่กระโดดไอ้ท่าเดิม ๆ แล้วมันก็สูงได้ไม่เท่าไหร่ และท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจ (คิดกลับข้าง)กระโดดสปริงตัวหันหลังพับขา ทำให้เขาโดดได้สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์! โอ้ นี่ล่ะหนอพลังของการคิดกลับข้าง เจ๋งจริงเน้อ

6 ซอฟต์แวร์ล่าสุดจากไมโครซอฟท์

มาตรฐาน

ใกล้จะวางจำหน่ายแล้วสำหรับ Windows Vista หลังจากเป็นโรคเลื่อนกันมานานแสนนาน วันนี้แวะเข้าไปที่เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์เลยเห็นแพคเกจสวย ๆ ที่รอกันมานาน คลิกไปดูได้เลยครับ

Yahoo! ซื้อ SNS Bix.com แข่ง MySpace + YouTube

มาตรฐาน

กลายเป็นเจ้าบุญทุ่มกันอีกแล้วเมื่อ Yahoo! ประกาศซื้อกิจการ Bix.com เว็บไซต์ประเภท SNS (Social Network Services อารมณ์ประมาณ WAYN, Hi5, Kapook 2.0) โดยทาง Yahoo! ก็ออกมาพูดว่าเว็บไซต์ประเภท social media กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ซึ่งการซื้อกิจการ Bix.com ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Epinion.com ก็จะช่วยให้ Yahoo! สามารถแข่งขันกับ SNS เจ้าใหญ่ของ MySpace (News Corp. โดยรูเพิร์ธ เมอร์ด็อค)และ YouTube ของ Google ได้ โดยทีมงานทั้ง 16 คนจะต้องย้ายไปอยู่ที่ซันนี่เวลล์ของทาง Yahoo! ทั้งหมด
ที่มา: ClickZ

จีนเปิดทาง"วิกิพีเดีย"นำเสนอสารานุกรมออนไลน์ได้แล้ว

มาตรฐาน

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 17 พฤศจิกายน 2549 10:57 น.

เว็บไซต์สารานุกรมออนไลน์สัญชาติสหรัฐอเมริกา “วิกิพีเดีย” (Wikipedia) ได้ฤกษ์เผยแพร่บนเว็บไซต์ให้ชาวจีนได้ศึกษากันแล้ว หลังจากถูกทางการจีน “บล็อก” เอาไว้ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2005 สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความชื่นชอบของชาวจีนในเนื้อหาข้อมูลที่เว็บไซต์แห่งนี้นำเสนอนั่นเอง

วิกิพีเดียเริ่มเปิดให้บริการสารานุกรมโดยรองรับภาษาจีนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2002 จากนั้นถูกทางการจีนปิดกั้นเรื่อยมาไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง โดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า หรือมีเอกสารอธิบายแต่อย่างใด ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีถึงนโยบายและกฎหมายที่เข้มงวดในการให้บริการอินเทอร์เน็ต ตลอดจนการบล็อกเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินนโยบายของประเทศของทางการจีน

จิมมี เวลส์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์วิกิพีเดียกล่าวว่า ทีมงานผู้ดูแลเว็บไซต์ยังไม่ได้รับจดหมาย หรือคำอธิบายใด ๆ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายของทางการจีนในครั้งนี้ ซึ่งจิมมี เวลส์เป็นผู้หนึ่งที่ต่อต้านการปิดกั้นเสรีภาพบนอินเทอร์เน็ตมาโดยตลอด

วิกิพีเดีย เป็นเว็บไซต์สารานุกรมออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้ยูสเซอร์สามารถเพิ่มเติมข้อมูลและอิดิตข้อมูลในเว็บไซต์ได้
ปัจจุบัน เว็บไซต์วิกิพีเดียในภาคภาษาจีนรวบรวมบทความไว้มากกว่า 100,000 บทความ โดยส่วนมากเขียนโดยชาวฮ่องกงและไต้หวัน

โดยเวลส์กล่าวด้วยว่า เว็บไซต์วิกิพีเดียจะไม่ยอมถอดบทความที่ทางการจีนเห็นว่าเป็นภัยต่อระบบการปกครอง เช่น เหตุการณ์จราจลที่จตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 หรือลัทธิฟาหลุนกง ฯลฯ แต่อย่างใด แต่จะหาแนวทางการนำเสนอให้เป็นมิตรมากขึ้น เช่น หากพบว่าบทความใดมีปัญหา ก็สามารถแจ้งเข้ามาได้ เป็นต้น

นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่า วิกิพีเดียเป็นแบบอย่างหนึ่งในการต่อสู้ของสื่อที่ดี โดยเลือกที่จะนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นกลาง พร้อมทั้งกล่าวด้วยว่า ทางการจีนค่อนข้างถือทิฐิมากจนเกินไปในการดำเนินธุรกิจอินเทอร์เน็ตด้วยการออกกฎข้อบังคับต่าง ๆ มากมาย ขณะเดียวกันก็ต้องการให้มีเทคโนโลยีของชาวอเมริกันเข้าร่วมด้วย ดังนั้น จึงเป็นช่องทางให้เกิดการต่อรองขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พร้อมกันนั้นได้ยกตัวอย่างของผู้ประกอบธุรกิจในวงการไอทีรายใหญ่ เช่น ยาฮู กูเกิล และไมโครซอฟท์ ที่ต้องการดำเนินธุรกิจในจีน และได้ปรับเปลี่ยนแนวทางในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้สามารถได้รับอนุญาตเข้าไปประกอบกิจการในจีนได้ (จีนเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูงสุดในปัจจุบัน)

รายงานข่าวระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายอันเข้มงวดของทางการจีนในครั้งนี้อาจมาจากเหตุที่ทางการจีนเลือกให้ความเชื่อมั่นกับระบบกลั่นกรองคีย์เวิร์ด ซึ่งทำให้ระบบเลือกบล็อกเฉพาะบางหน้าเว็บเพจที่มีข้อมูลด้านการเมือง แทนการแบนเว็บไซต์นั้น ๆ ไปเลย ซึ่งข้อมูลของวิกิพีเดียก็จะถูกปรับมาใช้ระบบกลั่นกรองคีย์เวิร์ดดังกล่าวด้วยเช่นกัน ทำให้มีบางหน้าเว็บไซต์ที่ผู้ชมไม่สามารถเข้าไปอ่านได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน้าที่เป็นบทความด้านการเมือง

แก่แล้วนึกถึงวันเก่า ๆ สมัยทำงานวิทยุ

มาตรฐาน

มีเรื่องเก่า ๆ จะเขียนหน่อย…เมื่ออาทิตย์ที่แล้วโน้นไปเที่ยวงาน Fat Festival ที่ Click Radio เขาจัดมา เรายืนมองป๋าเต๊ด ยุทธนา บุญอ้อม อยู่ไกล ๆ งานี้แกเป็นโต้โผใหญ่เหมือนเคย ใครจะไปนึกน้อว่าวันนึงป๋าแกจะกลายมาเป็นเจ้าพ่ออินดี้ของวงการวิทยุเมืองไทย ยุคนั้นใคร ๆ ก็รู้ว่าป๋าทำงานที่ A-Time พออิ่มตัวก็ต้องย้าย แหม พูดถึงวงการวิทยุ นึกถึงวันเก่า ๆ สมัยยังเอ๊าะ ๆ

สมัยก่อนผมเคยทำงานวงการวิทยุครับ ทำอยู่ได้ประมาณ 6 ปีเต็ม ๆ ทำตั้งแต่ Program Co-Ordinator (ปั๊ดโธ่ก็รับโทรศัพท์นั่นแหละ)ขยับมาเป็น Playlist คอยจัดเพลงให้ดีเจ (เพลงที่คุณ ๆ ได้ฟังกันมาจากฝีมือของคนตำแหน่งนี้ ไม่ได้มาจากดีเจ 100% แต่ไม่ใช่คิวเพลงนะครับ) ทำมันดะเลย คิดแพคเกจขายลูกค้าก็เคย ทำมันยันเป็น Co-Producer เลย

จำได้ว่าสมัยก่อนตอนฝึกงานกับพี่วินิจ (เลิศรัตนชัย) ที่ 89 Pirate Rock (สถานีวิทยุเพลงร็อกสมัยก่อน)ตอนนั้นแกเพิ่งออกจากสไมล์เรดิโอมาใหม่ ๆ ก็ลากเอาเพื่อน ๆ ออกมาด้วยกัน เช่น บอล กิตติพัฒน์ ลิมพะสุต (บอล ถามมาซิจ๊ะโดน และเป็นคนหลงผิดรับผมเข้าทำงาน)พี่นิมิต ลักษมีพงษ์ (บ๊อบบี้โบเต๋ Get 102.5, เล่นโฆษณาเยลโล่เพจเจส, Smart Purse กับบทบาทพี่ชายจอมโหดแห่งไพเรท และคลิ๊กเรดิโอ)พี่ท็อป สราวุธ พลอยประดับ (ตอนหลังไปร้องเพลงลูกทุ่งแล้ว), เจ๊เอื้อง สาลินี ปัญญารชุน เห็นหน้าค่าตาทางทีวีบ่อย ๆ, ป้าเจิ้น คุณาพร คุณาพรธรรม ,ไอ้เจ๊ A สลิลนา ภู่เอี่ยม, ต้อง วีรเชษฐ์ ประมุขวังค้างคาว, ช่วงหลัง ๆ ชวนพี่เปิ้ล หัทยา วงศ์กระจ่าง พี่ป๋อง กพล ทองพลับ (ทำหนังผีซะแล้ว) หรือแม้กระทั่งน้าขุนทอง อสุนีฯ หมอดูไพ่ยิปซีคนดัง น้าทิวา สาระจูฑะ (ทำหนังสือสีสันเหมือนเดิม) พี่มาโนช พุฒตาล (ถึงพี่จะเลิกทำบันเทิงคดีแล้วแต่ผมจะรอมันกลับมาครับ) ฯลฯ พี่ ๆ ทีมงาน Pirate ทุกคน พี่พล พี่กบ พี่แหลม ไอ้เหนือ เก่ง (เคนนี่ เปิดร้านขายซีดีบนสยามดิสฯ)อ้อ ตอนนั้นมีหม่อมรุจน์เป็นที่ปรึกษาด้วย (ยังนึกถึงท่านนะครับ ท่านเป็นหม่อมราชวงศ์ที่ไม่ถือเนื้อถือตัวเลย แถมให้เรียกพี่รุจน์อีก ตอนนี้ยังเล่นเทนนิสอยู่หรือเปล่านะ)ไหนจะพี่ ๆ ที่ BNT, Boom Radio เพื่อน ๆ ที่ Commu Abac อีกเพียบบบบ

ตอนนี้คอนเน็คชั่นกับพี่ ๆ เพื่อน ๆ เหล่านี้แทบขาดหมดแล้ว ไม่ได้มีเวลาไปกราบสวัสดี เซย์ไฮเลย คิดถึงนะ ใครบังเอิญแวะเห็นผมเดินต้วมเตี๊ยมอยู่ริมถนนก็ทักด้วยนะ อยากเจอทุกคนจัง คิดถึงเวลาที่เราทำงานด้วยกันแบบสนุก ๆ (จนเหมือนไม่ได้ทำงาน)

เอ้อ..กลับมาปัจจุบันดีกว่า ตอนนี้เราทำอินเทอร์เน็ตเน้อ ไม่ได้ทำวิทยุแล้ว

Sanook.com กับแนวคิด Web 2.0

มาตรฐาน

ในที่สุด Web 2.0 Conference ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายนที่ San Francisco ก็ผ่านไปด้วยดี เห็นเมืองนอกเขาจัด conference เรื่อง Web 2.0 กันโครม ๆ ๆ ก็อดเอามาเขียนถึงไม่ได้

อย่างที่ผมเคยเขียนเอาไว้ในตอนเก่า ๆ แล้วว่าเว็บไซต์ Portal แบบ 1.0 เดิม ๆ ที่มีทีมงานป้อนเนื้อหาเข้าเว็บไซต์กำลังเจอความท้าทายครั้งใหม่ เนื่องจากตัวเองกำลังสูญเสียความสำคัญ และลดบทบาทการเป็นศูนย์รวมอำนาจทางข้อมูลข่าวสารให้กับ Search Engine ไป เพราะเมื่อก่อนผู้ใช้ไม่มีทางเลือกในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ดีพอ เว็บไซต์ Portal ประเภทรวมลิงก์จึงเป็นเว็บไซต์ที่สำคัญ (สมัยนั้น Search Engine ก็ยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ทั้ง AltaVista, HotBot, AllTheWeb ฯลฯ)

ในบ้านเราถ้าลองยกตัวอย่าง Portal ที่ใหญ่ที่สุดและกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายดังกล่าวก็คือ Sanook.com ที่เมื่อก่อนนี้จะมีกองบรรณาธิการขนาดใหญ่วิ่งออกไปทำข่าว ตอนหลังได้ข่าวว่าทีม Content ลดขนาดลง ก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ไม่ได้ใหญ่อะไรแบบเมื่อก่อนแล้ว เพราะ cost ของการสร้าง Content มีราคาค่างวดค่อนข้างสูง ไหนจะเจอหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นเจ้าของ Content เองเปิดเว็บไซต์ขึ้นมาให้อ่านออนไลน์กันทั่วไปหมดแล้ว หน้าที่ของ Sanook.com จึงกลายเป็นแค่ Aggregator หรือผู้รวบรวมข่าวสารข้อมูลเอาไว้เท่านั้นเอง แถมยังต้องใช้บริการ Search Engine ของ ThaiQuest ผู้ซึ่งเป็น Aggregator ตัวจริง และ Search Engine สำหรับ Search ทั่ว ๆ ไปก็ยังต้องใช้บริการของ Google

แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือท่ามกลางแนวคิดแบบ Web 2.0 (นิยาม Web 2.0)กำลังเป็นที่พูดถึง เว็บไซต์อันดับหนึ่งจากการจัดอันดับโดย Truehits กำลังทำอะไรอยู่? ก้าวต่อไปของ Sanook.com จะเป็นอย่างไร? ณ ตอนนี้ที่ Sanook.com ยังคงรูปแบบการทำงานแบบเดิมไว้ แสดงว่า Sanook.com ก็ต้องมีแผนอะไรบางอย่างที่จะปรับเว็บไซต์เป็นแน่แท้ แต่มันจะคืออะไร ผมลองมาวิเคราะห์เล่น ๆ ดูแล้ว ถ้าหากว่าจะปรับใหม่ ก็คงไม่ต่างจากเว็บไซต์แนวเดียวกันในต่างประเทศอย่าง Yahoo! แน่ ๆ

Sanook.com เมื่อเปรียบกับ Yahoo.com

เนื้อหาที่เราเคยได้อ่านจะกลายเป็น User generated content จะไม่ได้มาจาก Sanook เองอีกต่อไป
หลังจากฟองสบู่ดอทคอมแตก Yahoo! ก็ปรับบทบาทของตัวเองมาเป็น Portal ที่เน้นบริการ Search Engine, Application Service มากกว่าการลงทุนไปกับ Content ที่ตัวเองก็สามารถหามาจากแหล่งอื่น ๆ ได้ เช่นสื่อออฟไลน์ Travel.yahoo.com ก็จะเป็นบริการจองตั๋วเครื่องบินและที่พัก มากกว่าการให้บริการเนื้อหาเรื่องท่องเที่ยว ทาง Sanook.com ก็เช่นเดียวกัน แม้ปัจจุบันจะยังเอา Content มาใส่อยู่เยอะ ๆ (เหมือนสมัยยังมีนายสบายอยู่)http://travel.sanook.com/ แต่สักวันก็ต้องปรับเพื่อบริการที่ดีขึ้นไป ณ ปัจจุบันนี้ก็มีหัวข้อ “เรื่องจากทางบ้าน” ซึ่งเป็น Content ประเภทที่เกิดจาก Blog และ Webboard แต่ก็ยังไม่มี Application สำหรับการจองตั๋วอะไร

ใช้ Ajax มากขึ้น (Web Programmer ต้องรู้!)
บางคนอาจจะงงว่าไอ้เจ้า Ajax นี่มันอะไร Ajax ย่อมาจาก Asynchronous JavaScript and XML เป็นเทคนิคเพื่อทำให้ Web Application มีการตอบสนองที่รวดเร็วทันใจขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่แสดงบนหน้าเว็บโดยใช้ข้อมูลจาก Server โดยไม่ต้องมีการรีโหลดหน้าเว็บใหม่ทั้งหน้า ตัวอย่างของ Web Application ที่ใช้เทคนิคของ Ajax ที่เรามีโอกาสได้ใช้งานได้แก่ Gmail, Google Suggest, Google Maps, Flickr, MS Outlook Web Access เป็นต้น และเจ้า Application service พวกนี้เป็นต้นแบบของระบบที่จัดว่าเป็นระบบ Web 2.0 ด้วย

ส่วนอื่น ๆ ที่ Sanook.com มีเหมือน Yahoo.com ก็คือ มี QQ เหมือนกับ Yahoo! Messenger (QQ บ้านเราอาจจะดูเงียบ ๆ หน่อย แต่ที่เมืองจีนดังนะครับ) มีอีเมล์ 1GB เหมือนกัน แต่ Sanook.com ก็ไม่ได้ถูกสร้างมาพร้อม Feature เหล่านี้ทำให้อีเมล์และ IM ที่อยู่ในใจผู้บริโภคไทยกลายเป็น Windows Live Messenger (MSN Messenger) และอีเมล์อื่น ๆ เช่น Hotmail, Yahoo!, และ Gmail ที่เปิดตัวได้แรงด้วยการเสนอของฟรี 2GB + พื้นที่ที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ก็ต้องดูกันต่อไปว่าก้าวต่อไปของ Sanook.com จะเป็นอย่างไร

e-commerce กับ e-business เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?

มาตรฐาน

ใครก็ตามที่แวะเวียนมาที่ออฟฟิศของผม น้อยคนครับที่จะไม่ทำตาโตกับกองหนังสือที่เกี่ยวกับ Internet Marketing, e-commerce ที่(ผมบ้าไปซื้อมา)วางระเกะระกะเกลื่อนพื้นเกลื่อนตู้ไปหมด และส่วนใหญ่ก็จะพูดเหมือน ๆ กันว่า อืม…ผมนี่ชอบอ่านหนังสือเนอะ

ก็จริงครับ อ่านเยอะ แต่ไม่ค่อยได้แชร์เท่าไหร่ วันนี้ว่าง ๆ เลยเอามาแชร์สักเรื่องละกัน วันนี้หยิบหนึ่งในคำถามที่ชอบถามกันบ่อย ๆ คือ e-commerce กับ e-business เหมือนหรือต่างกันอย่างไร? จากหนังสือ “e-commerce FAQ: คำถามนี้ มีคำตอบ” โดยศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ที่ตีพิมพ์ออกมาแค่ 1,000 เล่มในปี 2546 น่าเสียดายนะครับ หนังสือดี ๆ พิมพ์น้อยจังเลย

ผู้คนจำนวนมากเข้าใจว่า e-commerce คือ e-business และมักใช้สองคำนี้แทนกันอยู่เสมอ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทั้งสองคำมีความหมายใกล้เคียงกัน แต่ไม่เหมือนกันทีเดียว e-business มีขอบเขตที่กว้างกว่า โดยหมายถึง การทำกิจกรรมในทุก ๆ ขั้นตอนของกระบวนการธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการซื้อขาย การติดต่อประสานงาน รวมถึงงานธุรการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในสำนักงานด้วย ในขณะที่ e-commerce หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะเน้นเฉพาะการซื้อขายสินค้าหรือบริการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเท่านั้น จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า e-commerce เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ e-business เท่านั้น

ผมลองค้นจาก Search Engine แล้วพบว่าทาง NECTEC ก็มี soft copy ให้ดาวน์โหลดด้วยนะครับ แต่ไม่เหมือนกันสักทีเดียว ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหนังสือที่ผมมีอยู่ในมือกับ PDF ที่ NECTEC เปิดให้ดาวน์โหลดนี้ใครอัพเดทกว่ากัน แต่อย่างไรก็ลองไปดาวน์โหลดมาอ่านกันได้นะครับ ผมว่ามีประโยชน์มากทีเดียว

The World Is Flat: ใครว่าโลกกลม

มาตรฐาน

สุดสัปดาห์เดินร้านหนังสือซี-เอ็ดสาขาเซ็นทรัลพระราม 3 เจอะหนังสือเล่มหนึ่งตรงชั้นหนังสือแนะนำชื่อ The World Is Flat ใครว่าโลกกลม โดย Thomas Friedman ฉบับแปล โดยคุณรอฮีม ปรามาท ก็อดดีใจไม่ได้ต้องรีบซื้อกลับมาอ่านทันที เพราะผมเคยซื้อหนังสือเล่มนี้มาวางแอ้งแม้งไว้ที่บ้านเกือบปีแล้ว ไม่นึกว่าจะมีใคร(กล้าหาญชาญชัย)แปลออกมาขาย เพราะจะว่าไป เป็นหนังสือที่ค่อนข้างหนักกะโหลกเหมือนกัน

The World Is Flat เป็นไอเดียของ Friedman นักเขียนเจ้าของรางวัลพูลิซเซอร์ 3 รางวัล พูดถึงกระแสโลกาภิวัตน์ไว้ได้อย่างน่าสนใจ สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าเขาเขียนถึงโลกาภิวัตน์ในแง่ดีไปนิดนึง แต่ข้อคิดหลาย ๆ อย่างก็น่าสนใจ ใครที่ทำงานแวดวงไอที ดอทคอม ควรอ่านบทที่ 4-พลังของชุมชนออนไลน์ และบทที่ 9- (Informing) Google Yahoo!, MSN Search

แต่ยังไงก็น่าอ่านครับ ชอบไม่ชอบยังไงก็ลองไปพลิก ๆ ตามร้านหนังสือดูก่อนได้ครับ

บทวิจารณ์หนังสือสมัยยังไม่ถูกแปล

ซื้อหนังสือเล่มนี้

ฟังคลิปเสียงรายการวิทยุ วิจารณ์หนังสือเล่มนี้ จากวิทยุ MCOT