Archive

Archive for มกราคม, 2007

ทะเล ทะเล ทะเล

วันอังคาร, มกราคม 30, 2007 2 ของความคิดเห็น

แวะไปดูบล็อกของชาวบ้านเขา เห็นเขาบินไปเที่ยวฮ่องกงกันแล้วออกอาการขอบตาแดงวาบ ๆ ต้องเอารูปที่เราไปเที่ยวเกาะสีชังช่วงปลายปีมาอวดชาวบ้านบ้าง (เชอะ ไม่ได้ไปช็อปที่ฮ่องกงบ้างให้มันรู้ไป)

ไม่ได้ไปทะเลมาชาติหนึ่งแล้ว ทำงานงุด ๆ อยู่แต่ในกรุงเทพฯ ออกไปสูดอากาศบ้างก็สบายดี หัวมันโล่ง อะไรที่เครียด ๆ ก็หายไปกับสายลม ไปเที่ยวคราวนี้ได้เล่นน้ำทะเล เล่นไพ่กับเพื่อน สวีทกับแม่หวานใจ เป็นช่วงเวลาที่ดีมาก ๆ คราวหน้าจะไปอีก จะไปทะเล ทะเล ทะเล ไม่ไปภูเขา!! ไม่ไหวแล้ว

ปล. สำหรับใครที่สะดุดตากับเสื้อสีแดงของผม ดูที่มาที่ไปของเสื้อตัวนี้ได้ที่ภาพด้านล่างนี้ครับ


ภาพนี้ถ่ายคู่กับวง Calories Blah Blah เป็นรูปที่ภูมิใจมาก เพราะถ่ายแล้วตัวเองดูผอมขึ้นมาทันที ฮ่าๆๆๆๆๆ

Categories: ไม่มีหมวดหมู่

ปี 49 คนกรุงเทพฯ จ่ายค่าหมอดู 2,400 ล้านบาท

วันเสาร์, มกราคม 27, 2007 1 comment

ที่บริษัทเทเลอินโฟ มีเดีย ที่ผมทำงานอยู่ หลัก ๆ เราผลิตและแจกสมุดหน้าเหลืองเป็นหลัก เรามี Call center เบอร์ 1188 ที่ใช้ถามเบอร์โทรศัพท์ รวมถึงดาวน์โหลดโลโก้ ริงโทน อะไรได้หมด และงานที่ผมดูแลอยู่คือ YellowPages.co.th แต่งานรอง (ที่ทำรายได้งาม) ก็คือธุรกิจออดิโอเท็กซ์ หรือการฟังข้อมูลต่าง ๆ ผ่านทางหมายเลข 1900 นั่นเอง และบริการที่ขายดีที่สุดก็คือ “ดูดวง”

พูดถึงเรื่องดูดวง มันเป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก ๆ เลยนะครับ ปี 48 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าทำให้เงินสะพัดถึง 4,000 ล้านบาท ไม่รู้ว่ามันบ่งบอกถึงรสนิยมอะไรของคนไทยเหมือนกัน แต่ในแง่ธุรกิจมันทำรายได้งามเชียวล่ะครับ แต่สำหรับปีนี้ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยเจ้าเก่าก็ออกมาอัพเดทรายงานชิ้นเดิมอีกครั้งโดยระบุว่าในปี 49 เฉพาะกรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯ จ่ายค่าดูดวงถึง 2,400 ล้านบาท!

ตัวเลขน่าสนใจดีนะครับ ผมตัดเอาบางส่วนในรายงานของกสิกรฯ มาฝากนะครับ แน่นอนครับว่าการดูดวงผ่านทางอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ และออดิโอเท็กซ์ เป็นช่องทางที่น่าสนใจมาก น่าสนใจอย่างไรลองอ่านกันดูเลยครับ

- – - – - – - – - – -

“ธุรกิจหมอดู” เป็นธุรกิจที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องไม่ว่าจะอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรืองหรือซบเซา คนกรุงเทพฯส่วนหนึ่งต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่บีบคั้น ทำให้เกิดอาการเครียด ภาวการณ์เช่นนี้ทำให้ทุกคนพยายามหาทางออกที่ดีกว่าให้กับชีวิตและจิตใจของตนเอง โดยที่ปรึกษาที่เป็นทางเลือกหนึ่งของคนกรุงเทพฯจำนวนไม่น้อยคือ“หมอดู” ถึงแม้ว่าในปัจจุบันบรรดาหมอดูที่มีชื่อเสียงจะเพิ่มราคาค่าบริการแต่ก็ยังมีลูกค้าไปอุดหนุนกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากการใช้บริการหมอดูเป็นการส่วนตัวแล้ว ในปัจจุบันบรรดาหนังสือและนิตยสารต่างๆก็จะมีการตีพิมพ์คำทำนายชะตาชีวิตสอดแทรกเข้ามาเป็นหนึ่งในคอลัมภ์ประจำให้กับผู้อ่าน ซึ่งบริการหมอดูก็จัดเป็นหนึ่งในคอลัมภ์ยอดฮิตที่มีแฟนประจำไม่น้อยทีเดียว นอกจากนี้ในช่วงที่เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้นก็มีการทำนายชะตาชีวิตทั้งในอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ และบริการผ่านระบบออดิโอเท็กซ์ ซึ่งบริการเหล่านี้มีทั้งบริการฟรีและต้องเสียค่าใช้จ่าย การดูหมอผ่านทางเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆนี้ทำให้ธุรกิจหมอดูได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียน/นักศึกษาหรือกลุ่มเยาวชน ดังนั้นธุรกิจหมอดูจึงเป็นธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากเงินที่สะพัดอยู่ในธุรกิจนี้ในแต่ละปีมีมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว อ่านต่อ

Categories: ไม่มีหมวดหมู่

บทวิพากษ์ Terry Semel แห่ง Yahoo! โดย Wired Magazine

วันอาทิตย์, มกราคม 21, 2007 ใส่ความเห็น

วันก่อนขณะกำลังรอเครื่องบินกลับเมืองไทย แว่บเข้าไปในร้านหนังสือเห็นนิตยสาร Wired เล่มล่าสุดวางแอ้งแม้งอยู่บนแผงพร้อมกับโปรยหัวว่า Why Yahoo blew up? เปิดอ่านแล้วก็เห็นว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เปรียบเทียบระหว่าง Yahoo! กับ Google ในทำนองที่ว่าสไตล์การบริหารของ Terry Semel แห่ง Yahoo! เป็นแนวที่ผู้เขียนระบุว่าเป็นการบริหารที่ฝ่ายการตลาดเป็นใหญ่ ส่วนการบริหารของ Eric Schmidt แห่ง Google เป็นแบบวิศวกรซอฟท์แวร์เป็นใหญ่

ในบทความเขียนชมทาง Google เสียมาก โจมตี Yahoo! ซะหนัก แต่ก็เป็นบทความอัพเดทความเคลื่อนไหวที่น่าอ่านครับ อ่านทางอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์ของ Wired.com ได้เลย

Categories: ไม่มีหมวดหมู่

แนะนำหนังสืออีกแล้วครับท่าน

วันอาทิตย์, มกราคม 21, 2007 2 ของความคิดเห็น

เมื่อวานแวะไปงาน YouFest ของ Blognone ที่ไอเน็ตมา ผู้คนในแวดวงไอที ดอทคอม ตรึม ได้เจอคนหลายคนที่เราเคยอ่านบทความของเขา ชื่นชมเขาเพียบจริง ๆ (และรู้แม้กระทั่งว่า Blog ของเราก็มีคนอ่านบ้างพอสมควร)

เอาล่ะเข้าเรื่องดีกว่า พอดีขากลับจาก YouFest แวะไปที่ AsiaBook สาขาดิเอ็มโพเรี่ยมก็เจอหนังสือเล่มนี้เข้า “Wikinomics – How Mass Coolaboration Changes Everything” อ่านรายละเอียดข้างในดูได้นะครับ แต่รับรองว่าไม่ผิดหวังเพราะคนแต่งคือ ดอน แท็บสก็อตต์ ผู้แต่งหนังสือ “Digital Capital” หรือชื่อภาษาไทยว่า “ทุนดิจิตอล รากฐานและรูปแบบใหม่ของการสร้างรายได้บนโลกธุรกิจ” ที่สำนักพิมพ์เออาร์เคยแปลและตีพิมพ์ออกมาแล้วเมื่อปี 44

ส่วนใครที่เป็น Blogger มือใหม่ (อย่างผม) ขอแนะนำเล่มนี้ครับ “No One Cares What You Had for Lunch: 100 ideas for your blog” อ่านง่าย กระชับได้ใจความดีแท้ เป็นหนังสือ How-to เขียนบล็อกอย่างไรให้ดังและแตกต่างในมุมมองฝรั่ง โดยมาร์กาเร็ต เมสัน เจ้าของ Shopping Blog MightyGoods.com และบล็อกส่วนตัวของเธอ Mightygirl.com

และท้ายสุดอันนี้เก่านิดนึงแต่ยังแนะนำนะครับ “สังคมยูบิควิตัส” โดยทีมงานสำนักพิมพ์ ส.ส.ท. สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย -ญี่ปุ่น เล่มนี้ได้ ดร.อิทธิ ฤทธาภรณ์และคณะ มาแปลจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นเป็นไทยแล้ว อ่านง่ายดี มีภาพประกอบเยอะ ใครที่สนใจ concept เรื่องการหลอมรวมสื่อ (media convergence) และสังคมที่มีคอมพิวเตอร์อยู่ทุกหนแห่ง ผมแนะนำเล่มนี้ครับ

Categories: ไม่มีหมวดหมู่

Blog Tag Game

วันเสาร์, มกราคม 13, 2007 2 ของความคิดเห็น

นั่งทำงานอยู่ดึก ๆ คนเดียวกำลังเหงา คุณป้อม สยามทูยู ทักเข้ามาถามว่าโดน Tag หรือยัง ผมก็เอ๊ะ อะไรฟะ Tag มันคืออะไร ที่ผมเข้าใจคร่าว ๆ ก็คือ พูดง่าย ๆ ก็คือเขียนเรื่องความลับ (ที่พอเปิดเผยได้บ้าง)มาสัก 5 ข้อที่บอกความเป็นตัวเรา แล้วทำเหมือนจดหมายลูกโซ่ เขียนถึงคนที่เราอยาก Tag ไปอีก 5 คน ก็จะทำให้คนใน blog รู้จักกันมากขึ้น

ต้นตำหรับเขาว่าไว้อย่างนี้ครับ
Turns out there is a game of Blog-Tag going around the blogosphere in which bloggers are sharing five things about themselves that relatively few people know, and then tagging five other bloggers to be “it.”

คุณป้อมก็บอกว่า เอ้อ งั้นผม Tag เลยนะ เอ้าโดน Tag มาแล้วก็ต้อง Tag ต่อไป ว่าแต่จะ Tag ใครต่อดีล่ะ อิอิ ชักสนุก

1 ผมกับตั๊ก บงกชเป็นลูกพี่ลูกน้องคนละสายกัน - นามสกุลของผมคือ “คงมาลัย” เวลาไปไหนมาไหน คนมักจะทักว่าเป็นอะไรกับน้องตั๊ก บงกช คงมาลัย ผมต้องคอยตอบอยู่เรื่อย ๆ ว่า เป็นญาติห่าง ๆ เพื่อรวบรัดตัดความ (หรือบางทีกวน ๆ ก็ตอบไปเลยว่าเป็นสามีภรรยากัน)แต่ที่มาที่ไปคือ สมัยที่คุณปู่ผม ซึ่งเป็นคนตั้งนามสกุล “คงมาลัย” ขึ้นมา เกิดจากท่านนำเอาชื่อของคุณทวด”คง ” กับคุณทวด”มาลัย” มารวมกันเพื่อเทิดทูนคุณบิดามารดา คุณปู่มีน้องชายที่รู้จักนับถือกันมานาน แกเพิ่งมาจากเมืองจีน (ซึ่งเป็นปู่คุณตั๊ก บงกช)ก็ขอใช้นามสกุลร่วมด้วย คุณปู่ผมก็แต่งงานมีลูกมีหลาน หลานตั้งยี่สิบกว่าคนใช้นามสกุลนี้เกือบหมด ส่วนคุณปู่น้องตั๊กก็ต่างไปแต่งงานมีลูกมีหลานเหมือนกันและหลาน ๆ ของแกก็ยังคงใช้นามสกุลคงมาลัยเหมือนกันจนถึงทุกวันนี้ – สรุปแล้วก็คือ เป็นลูกพี่ลูกน้องแบบห่าง ๆ คนละสายคนหนึ่ง

2 ผมเคยเป็นพ่อหมอไพ่ยิปซี - ผมเป็นคนที่มีลางสังหรณ์ค่อนข้างมาก มักจะมีคนทักว่าดวงอย่างนี้ดูดวงได้เลยนะ ผมโดนอยู่อย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ วันหนึ่งก็เลยอยากรู้เรื่องการตรวจสอบดวงชะตาขึ้นมา เลยไปเรียนศาสตร์การดูไพ่ยิปซี หรือไพ่ทาโร่ต์มาจากอาจารย์หลายสำนัก รวมถึงอาจารย์ที่จบมาจากอิตาลี ที่แกจบมาจากสมาคมโหรที่อิตาลีด้วย หัดดูอยู่หลายปี พอตบะแก่กล้าก็ดูเป็นอาชีพเสริมอยู่พักหนึ่ง ดูดวงให้ดารา นักร้อง ดีเจ celebrity ไฮโซไฮซ้อดูมาหมด เคยดูสูงสุดอยู่ครั้งละ 500-1000 บาท ทุกวันนี้ที่บ้านผมยังมีตำหรับตำราด้านนี้อยู่ นาน ๆ ทีก็เอามาเช็คดวงชะตาตัวเอง และเพื่อน ๆ บ้างเป็นบางครั้งบางคราว

3 ผมเคยเป็นกิ๊กสมัยอนุบาลกับเจี๊ยบ โสภิตนภา ทัพพะรังสี นางเองหนังกุมภาพันธ์ สมัยเด็ก ๆ ผมต้องเรียนโรงเรียนราชินีบน ซึ่งเป็นโรงเรียนผู้หญิง เพราะคุณแม่สอนอยู่ ตอนอนุบาลหนึ่งและอนุบาลสองมีเพื่อนร่วมชั้นคือ เจี๊ยบ โสภิตนภา ทัพพะรังสี จำได้ว่าเจี๊ยบเป็นคนที่สวยที่สุดในห้อง น่ารักสุด ๆ ด้วยความหัวงู่แต่เด็กก็เลยจีบ เดินไปส่งหน้าโรงเรียนทุกวันเลย เป็นความรักแบบ puppy love น่ะครับ โตขึ้นมาเจอเจี๊ยบอีกทีตอนเรียนเอแบค แล้วล่าสุดเมื่อตอนเขาแต่งงานกับเบียร์ ก็โทรไปยินดีกับเขามาด้วย ไม่รู้ว่าเจี๊ยบจะจำผมได้แค่ไหน

4 ผมชอบอ่านพล นิกร กิมหงวนมาก จำได้ว่าช่วงปิดเทอมสมัยเด็ก ๆ อ่านแต่พล นิกร กิมหงวน เป็นสิบ ๆ เล่ม อ่านเป็นบ้าเป็นหลัง ชนิด ตื่นเช้ามาตีห้ามาอ่าน อ่านเสร็จกินข้าว อ่าน กินข้าว อ่าน อาบน้ำ อ่าน กินข้าว อ่าน นอน ตื่น อ่าน เป็นอยู่อย่างนี้พักใหญ่ จนตอนหลังเริ่มมีวิดีโอเกมส์มาเปลี่ยนความสนใจของผมไปจากนิยายของท่าน ป.อินทรปาลิต

5 ผมเกลียดฟัก และบวบเข้าไส้ สมัยเด็ก ๆ ตอนเรียนอนุบาล ครูประจำชั้นเห็นผมไม่ชอบกินผัก ด้วยความหวังดีเลยบังคับให้ผมกินผัก แต่บังคับเท่าไหร่ผมก็ไม่ยอม จนวันนึงแกบ้าเลือดขึ้นมาเอาแกงฟัก และบวบใส่ช้อนยัดปากผม สั่งให้กินให้หมด ผมดิ้นแด่ว ๆ อ้วกออกมาหมด ร้องไห้ลั่นโรงอาหาร โตขึ้นมาพอจะกินผัก ผมต้องถามก่อนทุกครั้งว่าถ้ามีฟักหรือมะเขือให้เอาออกด้วย ไม่งั้นกินไม่ได้ กลายเป็นโรคจิตอ่อน ๆ ไปเลย

Categories: ไม่มีหมวดหมู่

เอ็มเว็บ เปลี่ยนชื่อบริษัท?

วันพุธ, มกราคม 10, 2007 1 comment

แวะเข้าไปดูโปรไฟล์ของบริษัทเอ็มเว็บ (ประเทศไทย)จำกัด ล่าสุดเปลี่ยนชื่อเป็น สนุกออนไลน์ จำกัด ส่วนที่อยู่ยังคงเดิม หรือว่า สนุกมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น?

Sanook Online Ltd.
2/4 Siam Commercial Samaggi Insurance Tower 9th Floor, Vibhawadee-Rangsit Rd.,
Thungsonghong, Laksi, Bangkok 10210 Thailand.

นอกจากนี้ผมได้เข้าไปตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนธุรกิจก็พบว่าชื่อ “สนุกออนไลน์” เป็นชื่อใหม่ที่เพิ่งถูกจองเมื่อต้นเดือนธันวาคม 49 ที่ผ่านมานี้เอง

ข่าวนี้น่าสนใจนะครับ

Categories: ไม่มีหมวดหมู่

ชีวิตพอเพียงของมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก Warren Buffet วอร์เรน บัพเฟตต์

วันอังคาร, มกราคม 9, 2007 2 ของความคิดเห็น

มีเพื่อน ๆ forward อีเมล์ฉบับหนึ่งมาให้ นาน ๆ ทีจะรู้สึกดีกับอีเมล์แบบนี้สักทีเลยเอามาใส่ไว้เตือนใจตัวเอง
- – - – - – - – - – - – - – -

แปลโดย Wilai Trakulsin

There was a one hour interview on CNBC with Warren Buffet, the second richest man who has donated $31 billion to charity. มีรายการสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงของสถานีโทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์ วอร์เรน บัพเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก (รองจากบิล เกตส์) ซึ่งบริจาคเงินให้การกุศล 31,000 ล้านดอลล่าร์

Here are some very interesting aspects of his life: ต่อไปนี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา:

1) He bought his first share at age 11 and he now regrets that he started too late!
เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และปัจจุบันบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป!

2) He bought a small farm at age 14 with savings from delivering newspapers.
เขาซื้อไร่เล็กๆ เมื่ออายุ 14 โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือพิมพ์

3) He still lives in the same small 3 bedroom house in mid-town Omaha that he bought after he got married 50 years ago. He says that he has everything he needs in that house. His house does not have a wall or a fence.
เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน กลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม

4) He drives his own car everywhere and does not have a driver or security people around him.
เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน

5) He never travels by private jet, although he owns the world’s largest private jet company.
เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก

6) His company, Berkshire Hathaway, owns 63 companies. He writes only one letter each year to the CEOs of these companies, giving them goals for the year. He never holds meetings or calls them on a regular basis.
บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัท เขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัดประชุมหรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ

7) He has given his CEO’s only two rules. Rule number 1: do not lose any of your share holder’s money. Rule number 2: Do not forget rule number 1.
เขาให้กฎแก่ ซีอีโอ เพียงสองข้อ
กฎข้อ 1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย
กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1

8) He does not socialize with the high society crowd. His pastime after he gets home is to make himself some pop corn and watch television.
เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน คือทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์

9) Bill Gates, the world’s richest man met him for the first time only 5 years ago. Bill Gates did not think he had anything in common with Warren Buffet. So he had scheduled his meeting only for half hour. But when Gates met him, the meeting lasted for ten hours and Bill Gates became a devotee of Warren Buffet.
บิล เกตส์ คนที่รวยที่สุดในโลก เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน บิล เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัพเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิล เกดส์ได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกันนานถึงสิบชั่วโมง และบิล เกตส์กลายเป็นผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัพเฟตต์

10) Warren Buffet does not carry a cell phone, nor has a computer on his desk.
วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน

11) His advice to young people: Stay away from credit cards and invest in yourself.
เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า: จงหลีกห่างจากบัตรเครดิตและลงทุนในตัวคุณเอง

Categories: ไม่มีหมวดหมู่

จับตาก้าวย่าง ‘ทรูฮิต’ เมื่อถึงเวลาต้องยืนด้วยขาตัวเอง

วันจันทร์, มกราคม 8, 2007 ใส่ความเห็น

เพิ่งจะเห็นว่าไทยรัฐสัมภาษณ์ ดร.ปิยะ แห่งทรูฮิตส์เรื่องการแยกเป็นบริษัท ไว้ตั้งแต่กลางเดือนธันวาฯ ปีที่แล้ว แปะไว้ก่อนดีกว่า

- – - – - – - –

เมื่อประมาณ 5-6 ปี ที่ผ่านมา ผู้อ่านหลายท่านคงจะคุ้นๆ กับชื่อของ “ทรูฮิต” ผู้ให้บริการวัดความนิยมของเว็บไซต์สัญชาติไทย ภายใต้การบริหารจัดการของนักวิจัยสังกัดสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ หรือ สบทร. ในการกำกับดูแลของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช.

แต่มาวันนี้ เมื่อเวลาและสภาวะการณ์ต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเห็นควรว่า ถึงเวลาแล้วที่ทรูฮิตผลผลิตจากนักวิจัยสังกัด สบทร. จำเป็นจะต้องก้าวข้ามจากบริการเชิงการวิจัยไปสู่บริการในเชิงพาณิชย์อย่างเติมตัวเพื่อประโยชน์ในการแข่งขัน พัฒนาบริการใหม่ๆ และอยู่กับวงการเว็บไซต์เมืองไทยต่อไป

นับจากนี้ ทรูฮิต จะเดินไปในทิศทางไหนและความชัดเจนเกี่ยวกับการทำธุรกิจจะเป็นอย่างไร ผู้ที่จะมาไขข้อข้องใจเหล่านี้ ได้ดีที่สุดคงจะหนีไม่พ้น “ดร.ปิยะ ตัณฑวิเชียร” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา สบทร. นักวิจัยผู้ปลุกปั้นทรูฮิตมากับมือและยังจะก้าวเดินไปพร้อมกับทรูฮิตในวันข้างหน้า ขอเชิญติดตามได้ ณ บัดนี้ …

IT Exclusive: ความเป็นมาของทรูฮิต มีที่มาที่ไปอย่างไร

ปิยะ: จริงๆ แล้วทรูฮิตเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 6 ปีก่อน เนื่องจากว่าตอนนั้นในเครือของเนคเทคมีเว็บไซต์อยู่หลายเว็บ จึงคิดว่าในการจะวัดว่าเว็บไซต์เหล่านี้มีคนมาเยี่ยมชมเท่าใด เป็นสิ่งที่ควรจะต้องทำ เราเลยลองพัฒนาตัวซอฟต์แวร์ขึ้นมา ตอนแรกก็ทำแบบง่ายๆ วัดเฉพาะในส่วนเว็บไซต์ในเครือศูนย์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทคและสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ หรือ สบทร. มีประมาณ 5-6 เว็บไซต์ ทำไปก็คิดว่าน่าจะขยายวงไปถึงภาครัฐด้วย

ขณะนั้นกระแสการทำรัฐบาลอิเล้กทรอนิกส์ หรือ e-Government ค่อนข้างพูดกันเยอะมาก แล้วโดยส่วนตัวผมก็รู้สึกว่าการที่จะทำอะไรไม่ควรจะแค่ลงทุนลงไป แต่ควรจะวัดด้วยว่าคุ้มค่าหรือไม่ ผมก็คิดว่าหน่วยงานราชการไทยลงทุนด้าน e-government ไม่แพ้ที่อื่น แต่ความคุ้มค่ายังมีคำถามอยู่พอสมควร จึงน่าจะทำรวมไปถึงภาครัฐ ช่วงนั้นบังเอิญไปเจอสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย เขาก็บอกว่าอยากจะสนับสนุนให้มีการวัดเว็บเรตติ้ง สถิติการเยี่ยมชมเว็บของประเทศไทย ตอนนั้นพันธุ์ทิพย์กับแคชชาดอทคอม เขาบอกว่าจะทำเหมือนกัน ต่างคนต่างทำก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว และเราเองก็มุ่งเน้นว่าอยากจะทำให้ภาครัฐ

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากทำให้เป็นบรรทัดฐาน เพราะที่สังเกตดูเว็บไซต์ต่างๆ ก็มีการติดตัววัดต่างคนต่างรูปแบบ บางคนก็ใช้ของเมืองนอกเจ้านั้นเจ้านี้ เราก็คิดว่าคำจำกัดความคำว่า “ผู้เยี่ยมชม” นั้นต่างกันมาก สุดท้ายก็เลยไม่มีไม้บรรทัดเดียวมาวางเทียบเคียงกันได้ จึงมีคำถามเรื่อยมาว่าเว็บใดเป็นเว็บอันดับหนึ่งของประเทศไทย คนก็จะพูดถึงเว็บไซต์ใหญ่ๆ พันทิปดอทคอมบ้าง สนุกดอทคอมบ้าง จึงคิดว่าน่าจะมีมาตรฐานเดียวกัน และถ้ารวบรวมข้อมูลของเว็บไซต์ได้มากจริงๆ เราจะได้ข้อมูลของประเทศไทยด้วย ก็จะเห็นว่าประชาชนคนไทยชอบเนื้อหาเว็บไซต์ประเภทใดบ้าง

ตอนที่สมาคมผู้ดูแลเว็บไทยเชิญไปคุยเรื่องทรูฮิต ระยะนั้นเราตั้งเป้าปริมาณการเยี่ยมชมอยู่ที่ 5 ล้านครั้งต่อวันเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นเรายังทำไม่ถึง และยังคิดว่าไม่ใช่งานหลัก แต่ทำไปทำมารู้สึกว่าสมาคมฯ เอง หรือ เว็บไซต์เช่น thaisecondhand.com เขาก็สนับสนุนเต็มที่ เพราะเขาอยากให้มันเกิด เหตุผลอย่างหนึ่งก็คือเขาคิดว่า ตอนนั้นเว็บไซต์ที่มีขนาดกลางหรือเล็ก หรือที่ยังไม่ได้รับความนิยมขึ้นมานั้น โอกาสเกิดยาก

ส่วนมากคนก็จะนึกถึงแค่สนุก กับพันทิปเป็นหลัก ตรงนี้ก็มีส่วนผลักดันด้วย ประกอบกับทางผู้อำนวยการเนคเทคคนก่อนคือ ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล และผู้อำนวยการคนปัจจุบันคือ ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ก็ให้การสนับสนุน ดังนั้นจากงานอดิเรกจึงเริ่มเข้ามาเป็นงานที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้ง สบทร. โดยตอนนั้นมีการย้ายจากเนคเทคขึ้นมาอยู่ภายใต้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ทรูฮิตจึงย้ายจากเนคเทคมาอยู่ภายใต้ สบทร. ราวๆ 5-6 ปี ทั้ง ดร.พันธ์ศักดิ์ ผอ.เนคเทคคนปัจจุบัน ก็เคยเป็น ผอ. สบทร. และดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ผอ. สบทร.คนปัจจุบันก็ได้ให้การสนับสนุนและบอกว่าเราควรจะต้องทำ

การพัฒนาก็มีมาเรื่อยๆ แต่ทำไปทำมาเริ่มรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น เช่น ค่าทราฟฟิก เพราะจากยอด 5 ล้านครั้งต่อวันเมื่อเราไปถึง เราก็ตั้งเป็น 20 ล้านครั้ง โดยเราไม่คิดว่ามันน่าจะเร็ว แต่จากวันนั้นมาถึงตรงนี้ประมาณ 3-4 ปี เราพบว่าโดยเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่เกือบ 70 ล้านคลิกต่อวันถ้าหารดูก็ประมาณ 10 เท่าตัว ดังนั้นเรื่องของเซิร์ฟเวอร์หรือทราฟฟิกอะไรต่างๆ ผมคิดว่ารูปแบบการให้บริการฟรีเริ่มไม่ใช่คำตอบ ช่วงหนึ่งเราให้บริการฟรีมาเรื่อยๆ สมาชิกขึ้นไปอยู่ที่ 3 หมื่นกว่าเว็บไซต์

แต่ธรรมชาติอย่างหนึ่งก็คือเราดูจำนวนที่มาสมัครไม่ได้ เพราะสมัครแล้วไม่ใช้ ในเมื่อสมัครเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเป็นภาระของเรา เพราะต้องมาดูว่าเว็บไซต์ที่สมัครเข้ามานั้นต้องไม่ใช่เว็บลามกอนาจาร หรือผิดกฎหมายทุกอย่าง ต้องให้คนมานั่งตรวจสอบที่เสียเวลามาก และผมคิดว่าเราอยากจะให้บริการนี้กับคนที่ต้องการใช้จริงๆ ตอนนั้นจึงมีการเปลี่ยนรูปแบบนิดหนึ่ง คือ ให้คนที่ต้องการใช้จริงๆ ส่งเอสเอ็มเอสเข้ามาก่อน แล้วเราจะมีการส่งโค้ดในการเข้าเว็บไซต์ผ่านมือถือไป ตอนนั้นรู้สึกว่าได้เสียงด่าพอสมควรว่า 5 บาทเราจะเก็บทำไม แต่จริงๆ เราไม่ได้สนใจ 5 บาท

อีกประการหนึ่ง สบทร. เป็นหน่วยงานที่ต้องเลี้ยงตัวเอง ประกอบกับการให้บริการฟรีก็เหมือนกับการทำอาหารให้รับประทานฟรีๆ อร่อยหรือไม่อร่อยก็ไม่รู้ เพราะทำให้ฟรี ก็ไม่มีการพัฒนาตนเอง จึงคิดว่าจะเปิดให้บริการในลักษณะสนับสนุน คือ ให้มีผู้สนุบสนุน และเนื่องจากว่า สบทร. ไม่ได้มีภารกิจแค่ทรูฮิตอย่างเดียว การที่จะให้พนักงานสามารถทุ่มเทในส่วนของทรูฮิตได้ ควรจะต้องมีรายรับที่มาเจือจุนโครงการนี้ที่มีแต่ค่าใช้จ่าย จึงเปิดรับการสนับสนุน โดยตอนนั้นก็มีหลายเว็บไซต์ให้การสนับสนุนให้กำลังใจ

ทั้งที่ตอนนั้นการให้บริการสำหรับผู้สนับสนุน และผู้ที่ใช้ฟรีเหมือนกันทุกประการ แต่ก็เป็นธรรมชาติว่าถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะไม่ค่อยมีคนสนับสนุน สุดท้ายมานั่งคุยกันว่าฟีเจอร์ระหว่างผู้ให้การสนับสนุน และผู้ที่เป็นสมาชิกธรรมดาควรจะต่างกัน ก็เลยเริ่มทำรูปแบบการสมัครสมาชิกปีละ 1,800 บาท ตกวันละ 5 บาท เท่ากับการโทรศัพท์วันละครั้ง ก็ไม่น่าจะแพงมาก คิดว่าน่าจะได้สัก 200-300 เว็บไซต์

ช่วงแรกที่บอกว่าจะเปิดรับการสนับสนุน เพราะการที่เอาเงินภาครัฐมาทำโครงการแล้วให้บริการฟรีกับคนเฉพาะกลุ่ม ผมคิดว่าไม่ค่อยยุติธรรมสำหรับผู้เสียภาษีคนอื่น เพราะฉะนั้นการที่เราให้บริการกับคนที่ต้องการใช้จริงๆ และเกิดประโยชน์จริงๆ เราเก็บค่าบริการที่ไม่ได้แพงและคุ้มค่ามันมีประโยชน์กว่า ทางทีมงานก็รู้สึกตกใจเหมือนกัน เพราะจากที่ให้บริการฟรี คุณภาพการให้บริการไม่ต้องซีเรียสมากเท่ากับการรับเงินสนับสนุน แต่เพื่อผลระยะยาวก็ควรทำอย่างนี้

สถิติของทรูฮิตแตกต่างจากที่อื่นตรงที่ เราพยายามลดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด ตอนนั้นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ภาครัฐซื้ออยู่ที่หลักล้าน ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ต่อให้เก็บเงินสนับสนุนมาจึงคิดว่าจะใช้เครื่องพีซีธรรมดาที่ราคา ณ เวลานั้นอยู่ประมาณหลักแสน แล้วอาศัยความเป็นวิศวกรด้านซอฟต์แวร์ และใช้โอเพนซอร์สทำระบบขึ้นมาเพื่อลดค่าใช้จ่าย แล้วก็พยายามทำให้เว็บไซต์ทรูฮิตเบาที่สุด เพื่อให้ใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์น้อยที่สุด ทำไปทำมาคนก็ให้การสนับสนุนมาเรื่อยๆ และผอ.เนคเทคคนก่อน คือ อาจารย์ทวีศักดิ์ก็มีแนวคิดว่าน่าจะมีการประกาศรางวัล ทรูฮิตอวอร์ด เพื่อให้รางวัลกับคนที่เป็นเว็บไซต์ที่มีอันดับความนิยมยอดเยี่ยมแบ่งเป็นหมวดๆ ราว 50 รางวัล

พร้อมทั้งมีการประกาศภาพรวมของเมืองไทยว่านิยมเนื้อหาประเภทไหน คนไทยใช้เวลาเยี่ยมชมช่วงไหนมากที่สุด ใช้เว็บบราวเซอร์แบบไหน ซึ่งแล้วๆ มาเราก็ค่อนข้างตกใจ เพราะแม้แต่เสิร์ชเอนจิ้น ภาพที่เราสังเกตมา 3-4 ปีระบบปฏิบัติการ (OS), บราวเซอร์ หรือเสิร์ชเอนจิ้นของเรา 90% เป็นของคนค่ายเดียว และเทรนด์ของประเทศไทยไม่เปลี่ยนเลย โดยเราได้พยายามเผยแพร่อยู่บนสถิติภาพรวมเว็บไทย

หมวดบันเทิง หรือ เอนเตอร์เทนเมนท์ ของเราได้รับความนิยมมาเรื่อยๆ ในขณะที่เว็บไซต์ของภาครัฐหรือภาคการศึกษากราฟอยู่เตี้ยมาก เป็นสิ่งที่น่าจะเตือนได้อย่างหนึ่ง เพราะการศึกษาของเราอยู่ประมาณ 1-2 % ในขณะที่เอนเตอร์เทนเมนท์อยู่ประมาณ 40% ก็จะเห็นภาพว่านโยบายการแจกคอมพิวเตอร์ทุกโรงเรียน นโยบายงาน e-government วัดผลจริงๆ แล้วไม่ค่อยได้ผลเท่าไร ซึ่งแนวโน้มแบบนี้ในต่างประเทศยังแตกต่างกับเรา ของเขาเอนเตอร์เทนเมนท์อาจได้รับความนิยมมากก็จริง แต่ทางด้านการศึกษาหรือความรู้ไม่น่าจะต่างขนาดนี้

ตัวเลขทางนี้ ผมว่าแม้กระทั่งเนคเทคเองก็ใช้ดูว่าคนเปลี่ยนหันมาใช้โอเพนซอร์สมากขึ้นหรือเปล่า เช่นไฟร์ฟอกซ์เท่าไหร่ อินเทอร์เน็ตเอ็กซ์โพรเรอร์ของไมโครซอฟท์ก็ยังคงเป็น 90% อันนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราให้กับประเทศชาติ และคิดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เราเก็บประวัติศาสตร์ในด้านการใช้เทคโนโลยีของประเทศไทยได้ ทรูฮิตปัจจุบันก็มีผู้สนับสนุนและมีรายได้ที่พออยู่ได้

แต่ก็มีปัญหาที่ผมยังแก้ไม่ตกอีกว่าพนักงานของเรามีการลาออกไปทำที่อื่น เพราะค่านิยมของคนไทยก็คือถ้าเปลี่ยนที่ทำงานเงินเดือนก็จะเพิ่มขึ้นไป และเงินเดือนของราชการเมื่อเทียบกับเอกชนในระดับเดียวกัน เงินเดือนราชการก็ต่ำกว่า ในขณะที่รับเงินสนับสนุนเครื่องมีปัญหาเขาต้องขับรถเข้ามา แล้วการที่เราให้เงินเดือนเขาในอัตราราชการต่อไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่คำตอบแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะมีพนักงานหลายๆ คนที่เก่งจริงๆ ออกไป เมื่ออกไปผมก็รู้สึกว่าเป็นอุปสรรคของเรามากเลย และคิดว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลง โดยตอนนั้นคิดว่าท้ายที่สุดแล้วทรูฮิตจะต้องเป็นบริษัทจำกัด

อีกประการหนึ่งก็คือ การย้ายออกไปหรือการไปทำกิจการของตัวเองนั้น สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง องค์ความรู้ก็ไม่ได้อยู่ที่เนคเทคเลยจึงคิดว่าทำอย่างไรที่นักวิจัยจะมีความสุขและมีความเป็นเจ้าของในสิ่งที่เขาทำผมคิดว่าจริงๆ แล้วทางเนคเทคหรือ สวทช. จะต้องมีแนวคิดในเรื่องลิขสิทธิที่ให้กับนักวิจัย เพราะถึงแม้ลิขสิทธิ์จะเป็นของหน่วยงานจริง แต่ถ้าคนทำไม่อยู่จะเอาไปใช้ประโยชน์หรือพัฒนาได้อย่างไร

ดังนั้น 3 ปีก่อนผมจึงคิดและบอกน้องๆ ที่ร่วมงานว่าท้ายที่สุด ผมต้องการให้ทรูฮิตเป็นบริษัท เพราะถ้าไม่เป็นบริษัทพวกคุณก็จะไม่อยู่ แล้วพวกคุณจะต้องถือหุ้นในบริษัทเพื่อเป็นเจ้าของร่วมกันด้วย ก็เป็นความคิดและเตรียมการมาตั้งแต่นั้น วิธีการก็คือต้องลดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุดตามที่เล่าให้ฟัง ต้องทำให้คุณภาพการบริการดี เพราะบริการแบบนี้ในต่างประเทศมีมากมาย และได้เปรียบเราทั้งในเรื่องเงินทุนและบบุคลากร ในขณะที่ตอนนี้ทรูฮิตมีทีมจริงๆ เหลืออยู่แค่ 3 คน จาก 5 คน

เมื่อมีทีมงานเหลืออยู่น้อย การรับสมาชิกจำนวนมากๆ ไม่ใช่คำตอบของเรา คำตอบของเราคือปริมาณที่เป็นคุณภาพ ดังนั้น 2-3 ปีก่อน เราจึงปิดรับสมัครสมาชิกทั่วไปที่ไม่ต้องจ่ายเงิน เราจะรับสมัครสมาชิกที่สนับสนุนเราเท่านั้น ตอนนั้นก็ถูกด่าพอสมควร แต่ถ้าเขารู้เรื่องราวเขาจะเข้าใจ แต่สำหรับสมาชิกทั่วไปที่มีอยู่เดิมผมก็ไม่ได้ลบความเป็นสมาชิกของเขา ผมให้เขาใช้เหมือนเดิม แต่ถ้าคุณจะสมัครใหม่คุณต้องเสียเงิน

และมีเงื่อนไขว่า ขอให้สมาชิกทั่วไปที่ยังใช้อยู่ขอให้มีการล็อกอินเข้ามาในระบบ 1 ครั้งต่อเดือน ไม่เช่นนั้นจะหยุดรับสถิติ เพราะถ้ารับสถิติแล้วคุณไม่เข้ามาดู ผมถามว่าผมควรเอาทรัพยากรในส่วนนี้ ไปให้บริการคนอื่นไม่ดีกว่าหรือ แต่เรายังอนุญาตให้เว็บไซต์ที่เป็นมูลนิธิ ไม่ได้แสวงหากำไร และโรงเรียนใช้ทรูฮิตได้ เราก็ยังยึดจุดยืนตรงนี้

IT Exclusive: ความคืบหน้าในการจัดตั้งบริษัทของทรูฮิตขณะนี้ไปถึงไหนแล้ว?

ปิยะ: เราได้รับการอนุมัติจากบอร์ดของ สวทช. เมื่อ 4-5 เดือนที่แล้ว และก็ขออนุมัติของคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ กวทช. เมื่อประมาณปลายเดือนกันยายน 2549 ที่ผ่านมา ก็ได้รับความเห็นชอบ ต้องขอบคุณทั้ง 2 หน่วยงานที่เล็งเห็นว่า เป็นมิติใหม่ที่จะทำให้นักวิจัยทำผลงานให้ตอบคำถามสังคม และพึ่งพาตัวเองได้ ส่วนการจดทะเบียนนั้นยังอยู่ระหว่างรอขั้นตอนการจดทะเบียน ตอนนี้ สวทช. กำลังร่างสัญญาร่วมทุน เพราะ สวทช. จะเป็นผู้ถือหุ้น 49% อีก 51% ก็จะเป็นของคนที่ทำงานในทรูฮิต

พนักงานทรูฮิตเป็นพนักงานเทคนิคทั้งหมด แต่ต้องทำทุกอย่างทั้งพบลูกค้าและงานเอกสาร แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เพราะต้องการลดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด ก็หวังว่าเมื่อทรูฮิตแยกออกไปเป็นบริษัทแล้ว ก็อาจจะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นเดินตาม มีนักวิจัยเก่งๆ อยากเข้ามาทำงานที่เนคเทค โดยรูปแบบนี้ผมคิดว่าเป็นรูปแบบที่ดีต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ส่วนการรับคนเพิ่มนั้นก็เป็นสิ่งที่กำลังคิดอยู่ เพราะการรับคนเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ ถ้ามีทัศนคติแนวคิดตรงกันก็พร้อมจะรับคนเก่ง แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนในส่วนนี้

IT Exclusive: การที่มีเสียงต่อว่ามาโดยตลอดเมื่อมีการเปลี่ยนรูปแบบสมัครสมาชิก ส่วนนี้จะกระทบหรือไม่เมื่อทรูฮิตก้าวไปเป็นบริษัทและต้องหารายได้จริงจัง

ปิยะ: ถามว่ากระทบไหม ผมมองว่าขึ้นอยู่กับผู้ใช้ แต่สำหรับเรามองว่าอยากให้ทรูฮิตอยู่ได้ เหตุผลก็คือทำอย่างไรให้ทีมงานเขาอยู่กับเรา พัฒนาบริการให้ดีขึ้น และต้องเข้าใจว่าราชการมีเงินเดือนต่ำ ความผิดทางอาญาอยู่ใกล้มาก อาชีพราชการเป็นอาชีพที่น่าสงสาร ไม่มีหลักประกัน เมื่อมีเอกชนมาสร้างทางเลือกที่ดีกว่าเขาก็ไป คนเก่งๆ ก็ไปทำบริษัทข้ามชาติ ถ้าทรูฮิตไม่ทำเป็นบริษัท ผมจะทำแบบไหน แล้ววันหนึ่งหากต้องปิดทรูฮิตไป เมื่อถึงตอนนั้นผมไม่อยากพูดถึงประวัติศาสตร์ สำหรับรูปแบบการบริหารก็จะเหมือนเดิม มี สวทช. ถือหุ้น 49% มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพียงแต่ว่าเราต้องการให้ทรูฮิตมีการบริหารงานที่คล่องตัว มีค่าตอบแทนให้แก่พนักงานที่สมกับที่เขาทุ่มเท

IT Exclusive: ทรูฮิตมีแผนธุรกิจอย่างไรต่อไป

ปิยะ: บริการทรูฮิตในเรื่องการทำเว็บเรตติ้งคงจะยังให้ความสำคัญอยู่ แต่ก็คงจะเพิ่มนวัตกรรมบริการอื่นๆ อย่างที่มีอยู่ก็คือการทำมอนิเตอร์ระบบเซิร์ฟเวอร์ เพื่อไม่ให้พนักงานต้องมาเข้าเวรเฝ้าเซิร์ฟเวอร์ ทรูฮิตควรมีระบบตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นและแจ้งผ่านเอสเอ็มเอสไปยังพนักงาน และผู้บริหาร โดยทรูฮิตทำมา 3 ปี คิดว่าเป็นบริการที่น่าสนใจ เราจึงให้บริการกับเว็บไซต์ที่มีปัญหาคล้ายๆ กับเรา คิดว่าก็คงต้องทำการประชาสัมพันธ์ตัวนี้ ส่วนบริการอื่นก็กำลังจะทำเว็บไซต์ใหม่ขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ยังไม่อยากบอกรายละเอียด ก็เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ทำให้ทรูฮิตกระจายความเสี่ยงมากขึ้น เป็นเว็บที่ไม่เหมือนใคร เน้นเรื่องของคอนเทนท์แต่เราไม่ได้เป็นเจ้าของคอนเทนท์

IT Exclusive: สุดท้ายอยากจะฝากอะไรถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์

ปิยะ: ท้ายสุด ทรูฮิตมาถึงวันนี้ก็ต้องขอบคุณเว็บไซต์ในเมืองไทยที่ให้การสนับสนุน ถ้ามีข้อแนะนำอะไร หรือนิสิตนักศึกษาที่มีความคิดดีๆ ต้องการทำธุรกิจจริงๆ เราก็ยินดีที่จะส่งเสริม และไม่อยากให้มองว่าทรูฮิตเป็นเว็บสถิติ แต่อยากให้มองมากกว่านั้น เพราะมีการเก็บสถิติของประเทศไทยด้วย เราสามารถเก็บปริมาณผู้เยี่ยมชมอินเทอร์เน็ตในแต่ละวันได้ โดยนับเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์

ขณะนี้อยู่ที่ 3 ล้านเครื่องต่อวัน และต่อไปจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อุตสาหกรรมด้านนี้จะโตขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีธุรกิจโฆษณาเข้ามา ดังนั้น สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ได้คิดเอาเว็บไซต์ ผนวกเข้าไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแก่องค์กรธุรกิจ ณ จุดนี้ถ้าคุณเพิ่งเริ่มผมว่าคุณช้าไปแล้ว แต่ถ้าคุณยังไม่เริ่มเลย ผมว่าคุณคงตกขอบเยอะมาก…

Categories: ไม่มีหมวดหมู่

คอนเวอร์เจนซ์ เกมซื้อเวลา ‘ทรู’

วันพฤหัส, มกราคม 4, 2007 1 comment

ในรอบปีที่ผ่านมา การเปิดเกมรุกด้วยยุทธวิธี “Convergence” ของกลุ่ม “ทรู คอร์ป” มีจังหวะก้าวที่น่าติดตาม
ทรู คอร์ป ทำได้ดีอย่างน่าทึ่ง ทั้งผนวก บวก รวม สินค้าในเครือทั้งหมด ไม่นับรวมถึงการต่อระยางสร้างเกม “ขายพ่วง” ไปถึงเซเว่นอีเลฟเว่น ค้าปลีกรายใหญ่ที่กินรวบทั่วประเทศ

ผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นทั้งทรูมูฟ ยูบีซี บอร์ดแบนด์ ซึ่งเป็นผลจากการตลาดขายพ่วงที่รุนแรง น่าจะทำให้ปี 2549 เป็นปีทองของ “ทรู” และเจ้าสัวน้อย “ศุภชัย เจียรวนนท์” แต่ข้อเท็จจริงกลับเป็นว่า จนถึงขณะนี้ “ทรู” ยังก้าวไม่พ้นวิบากกรรมทางการเงิน

ยิ่งก้าว “รุก” เท่าไหร่ …ภาระทางการเงินของทรู ก็ยิ่งรัดแน่น

เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ หลังจาก “ศุภชัย” ตัดสินใจรับซื้อคืนหุ้นออเร้นจ์จากต่างชาติ ตามด้วยการซื้อคืนยูบีซี

ทั้ง 2 จังหวะก้าว เป็นไปตามเป้าหมายคือ …ตอบโจทย์การเข้าบริหารเบ็ดเสร็จ เพื่อนำมาต่อจิ๊กซอว์ ระหว่างคอนเทนท์ และ คอนเวอร์เจนซ์

ธุรกิจของทรู ดีวันดีคืน แต่ปัญหาใหญ่คือ หนี้สิน 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย

2549 จึงเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความบากบั่นของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” และเชื่อว่าปี 2550 “การเงิน” ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของทรูต่อไป

- – - – - – - – - – - – - – - – - – - -

ถ้ามัวแต่เล่นในเกมของผู้อื่น ก็คงต้องเป็น “ผู้ตาม” วันยังค่ำ ว่าแล้ว ศุภชัย เจียรวนนท์ เจ้าสัวน้อย ก็เปิดเกมคอนเวอร์เจนซ์ ที่ “ทรูคอร์ป” ได้เปรียบมากที่สุด เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมอุตสาหกรรม

ผลเป็นอย่างที่หวัง แต่ยิ่งวิ่งดูเหมือน “ทรู” ยิ่งเหนื่อย แม้มีโอกาสรออยู่บนเส้นทางคอนเวอร์เจนซ์ แต่ประเมินจากฐานะทางการเงินแล้ว “ทรู” ยังต้องลำบากไปอีกนาน

ต้องยอมรับว่าปี 2549 ที่ผ่านมา กลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น ภายใต้การนำของศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น มีความเคลื่อนไหวที่โดดเด่น

ธุรกิจในกลุ่มทรูดีวันดีคืน ยอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทรูมูฟ, เคเบิลยูบีซี หรือแม้แต่โทรศัพท์พื้นฐาน ซึ่งรายได้จากค่าโทรลดลง แต่เป็นฐานลูกค้าในอนาคตของอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์ที่ก้าวกระโดดต่อเนื่อง

นอกจากจะเกิดจากแรงผลักดันด้านไลฟ์สไตล์ของคนไทยที่เปิดรับเทคโนโลยีมากขึ้น ก้าวกระโดดของทรูคอร์ป ยังเป็นผลจาก Business Model และแผนการตลาด บนธีมที่เรียกว่า “คอนเวอร์เจนซ์” ที่ดีไซน์ออกมาเพื่อ “ทรู” โดยเฉพาะ และต้องยกเครดิตให้ “ศุภชัย” ไปเต็มๆ

“คอนเวอร์เจนซ์” เป็นเกมที่ “ศุภชัย” หมายมั่นจะปั้นให้เป็นสังเวียนรบใหม่ ที่มาพร้อมกับโจทย์ที่ว่า ต้องเป็น “ผู้นำ”

ในเกมคอนเวอร์เจนซ์ ไม่มีใครถนัดกว่า “ทรู” อีกแล้ว เพราะมีบริการหลากหลายที่สามารถต่อติด แต่ผลเชิงธุรกิจที่มี “กำไร” เป็นตัววัด ยังเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ

ปัญหาใหญ่ของทรูที่ติดตัวมาตั้งแต่วิกฤติค่าเงินบาทในปี 2540 คือ “หนี้” ที่พอกพูนอยู่กว่า 8 หมื่นล้านบาท

ทรู กลายเป็นบริษัทโทรคมนาคมที่รกรุงรังด้วยหนี้สิน และต้องเผชิญมรสุมต่อเนื่อง รายได้จาก Fixed Line แห้งเหือด ขณะที่มือถือก็ตกเป็นเบอร์รองเสียเปรียบทุกประตู

จากนั้นพันธมิตรสัญชาติอเมริกัน ‘เวอไรซอน’ ในทีเอ และ ‘ออเร้นจ์ เอสเอ’ ประกาศถอนการลงทุนในบริษัททีเอ ออเร้นจ์ ทิ้งหนี้มูลค่า 3.3 หมื่นล้านบาทไว้

ทรู เกือบจะเหมือน “ยักษ์” ที่อนาคตลุ่มๆ ดอนๆ แต่ 2 ปีเศษภายหลังการประกาศคอนเวอร์เจนซ์ นับจากการรับซื้อหุ้นคืนทีเอ ออเรนจ์ ทรูเรียกฟอร์มคืนมาได้อักโข และกลายเป็นผู้กำหนดเวทีใหม่ และดึงคู่แข่งเข้ามาในเกมที่ทรูถนัด

“ไม่ใช่เราไม่เหลืออะไร แต่เราไม่มีอะไรจะเสียมากกว่า และเมื่อเราไม่มีอะไรจะเสีย นั่นคือสิ่งที่เรากำลังจะมี จากความกล้าลงมือเปลี่ยนแปลง เมื่อมีมุมมองที่ดีกว่า”

เป็นแนวคิดที่ “ศุภชัย” ใช้อธิบายกับบอร์ดบริษัท เพื่อก้าวสู่เกมคอนเวอร์เจนซ์ เวทีใหม่ที่เขาเชื่อมั่นว่าจะเป็นพื้นที่ที่ทำให้กลุ่มทรูได้เปรียบคู่แข่งในอนาคต

และเป็นอีกแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ศุภชัยพร้อมชนทุกรูปแบบ เพื่อหนีจากคำว่า ‘ผู้ตาม’

หลังกำหนดกลยุทธ์ชัด ทรูเริ่มเปลี่ยนแปลงตำแหน่งแห่งที่ของตัวเอง จากธุรกิจสื่อสาร ทรูวางตัวเองเป็น “ผู้เติมเต็มไลฟ์สไตล์” พร้อมก้าวรุกซื้อหุ้นคืนจากผู้ร่วมทุนในบริษัทย่อย เพื่อให้สามารถเดินหน้าสู่คอนเวอร์เจนซ์ได้ราบรื่น

” ศุภชัย” รวบรวมโปรดักท์ทั้งหมดมาไว้ในมือ นำมาผสมรวมในเกมบันเดิล ต่อยอดซึ่งกันและกัน เป้าหมายคือ เพื่อให้โปรดักท์ทั้งหมด “เติมเต็มไลฟ์สไตล์” ผู้บริโภค ตามคอนเซปต์ธุรกิจใหม่

นอกจากการซื้อหุ้นทีเอ ออเรนจ์ คืน “ทรู” ยังเดิมพันอีกครั้งกับการตัดสินใจซื้อหุ้น “ยูบีซี” หรือบริษัทยูไนเต็ด บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการเคเบิลทีวีรายใหญ่ในประเทศไทย จาก MIH กลับคืนมาทั้งหมด 231,121,441 หุ้น หรือ 30.59%

ทรู ต้องใช้เงินกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านบาท

รวมกับอีกกว่า 313 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นยูบีซีรายอื่นๆ (เป็นเงินกู้จากดอยช์แบงก์ 290 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินสดของทรูอีกกว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ผลพลอยได้ คือ ทรูได้รวมเอากิจการ ‘ไอเอสพี’ หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ ‘เคเอสซี’ ที่ MIH ถือหุ้นแถมมาด้วย

ว่ากันว่าเป็นการขยับฐานะ และเพิ่มอำนาจต่อรองกับผู้พัฒนาคอนเทนท์

ภาพการคอนเวอร์เจนซ์จับต้องได้มากขึ้น เมื่อกลุ่มทรูตัดสินใจรีแบรนด์ ทั้งธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่จาก “ออเร้นจ์” มาเป็น ทรูมูฟ และใส่ความเป็นทรูให้กับยูบีซี เป็น ยูบีซี ทรู

นอกจากนี้ยังเพิ่มจิ๊กซอว์ให้อาณาจักรทรูอีก 3 ส่วนคือ

ทรู ออนไลน์ อินเทอร์เน็ต และบรอดแบนด์ที่มีแต่จะดีวันดีคืน และเมื่อใดที่ ‘ไว-ไฟ โซน’ เขี้ยวเล็บอันใหม่พร้อมให้บริการ คาดว่าจะมีกำลังซื้ออีกนับล้านที่รอเป็นลูกค้า

ทรู มันนี่ กระเป๋าเงินมือถือ ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความสะดวกสบายกับการทำธุรกรรมการเงินผ่าน ‘ซิม’

และ ทรูไลฟ์สไตล์ แหล่งรวมความบันเทิงและบริการที่แวดล้อมไลฟ์สไตล์ไฮเทค

ภายใต้ 5 แบรนด์ ถูกร้อยเรียงด้วยคอนเทนท์ใน 4 มิติ คือ Device, เน็ตเวิร์ค, คอนเทนท์ และดิสทริบิวชั่น เพื่อเป้าหมายธุรกิจที่ “ฐานผู้ใช้บริการทรูประมาณ 50% ของครัวเรือนในประเทศไทย”

ช่วงปี 2549 หลายธุรกิจยังละล้าละลังเพราะวิตกปัญหาการเมือง แต่ “กลุ่มทรู” กลับก้าวรุก ชนิดที่เบอร์หนึ่งอย่างเอไอเอสยังไม่ยอมกะพริบตา

เห็นชัดถึงความพยายามพลิกตำแหน่งจาก “มวยรอง” ในธุรกิจสื่อสารทั้งในส่วนของโทรศัพท์บ้านที่ตกเป็นรอง “ทีโอที” และธุรกิจมือถือ ที่อยู่ในตำแหน่งเบอร์ 3 ขณะที่เบอร์ 1 และเบอร์ 2 มีส่วนแบ่งตลาดร่วมกันมากกว่า 80%

ทรู หันมาเป็นผู้กำหนดเกมในสังเวียนมือถือ โดยใช้ “ราคา” เป็นหัวหอก และคอนเทนท์เป็นตัวขับเคลื่อน ทำให้ปี 2549 เป็นปีที่ ทรูมูฟ ตีตื้นขึ้นมาได้

ไตรมาส 3 ไตรมาสเดียว ทรูมียอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นถึง 1.4 ล้านเลขหมาย สูงกว่าการเพิ่มของไตรมาส 1 และไตรมาส 2 รวมกันถึง 43%

เป็นผลโดยตรงจากการรุกด้วย “คอนเทนท์” และเกมบันเดิล โดยอาศัยเวที “อะคาเดมี แฟนเทเชีย” หรือ UBCAF 3 โหมโปรโมชั่น เปิดบริการน้องใหม่ ‘ทรูไลฟ์พลัส’ เป็นใบเบิกทางในการเข้าถึงเหล่าสาวก ‘ คนล่าฝัน’

“ยอดผู้ใช้บริการของทรู กระโดดขึ้นเป็น 6.8 ล้านราย” สุภกิจ วรรธนะดิษฐ์ ผู้อำนวยการด้านการตลาดและการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า กลุ่มบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ของทรูมูฟ

จำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ของทรูมูฟ เพิ่มขึ้นเป็น 5.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 16.7% ขณะที่รายได้จากบริการประเภท Non Voice ขยับขึ้นมาอยู่ในระบบ 10% ของรายได้ทั้งหมด แต่การเพิ่มขึ้นของจำนวนเลขหมายที่เป็นพรีเพดมากกว่า ก็ทำให้รายได้ต่อเลขหมาย หรือ Blended ARPU ของทรูมูฟ ลดจาก 297….. เมื่อไตรมาส 2 มาอยู่ที่ 277….. ในไตรมาส 3

” บันเดิลไม่ได้ทำให้รายรับที่ควรได้น้อยลง แต่เป็นวิธีที่ทำให้การจ่ายเงินของสมาชิกคุ้มค่ากว่า ขณะที่กระเป๋าใบใหญ่ของทรูก็ได้รับผลประโยชน์ตอบกลับที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ภาพที่สะท้อนชัดเจนคือจำนวนลูกค้าใหม่ของทรูมูฟที่ก้าวกระโดดในไตรมาส 3″ อริยะ พนมยงค์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ทรูมูฟ กล่าว

เขาระบุว่า ทรูมูฟจะยังคงเดินแผนการตลาดภายใต้โมเดลคอนเวอร์เจนซ์ต่อไป เพื่อสานต่อภาพใหญ่ของทรู เน้นที่คอนเทนท์เป็นธงนำ ทั้งในลักษณะของ Retention Program แผนมัดใจลูกค้าทรูมูฟทุกราย ผ่านแคมเปญ ‘ชิงล้าน ชิงร้อยล้าน กับทรูมูฟ’ ซึ่งลูกค้าทรูมูฟจะได้รับสิทธิลุ้นรับทองคำมูลค่า 100 ล้านบาท หรือ ‘Love to Share Album’ อัลบั้มพิเศษของ จีน เพชร และพัดชา AF1-3 ซึ่งลูกค้าต้องแลกซื้อได้เมื่อเติมเงินหรือจ่ายค่าบริการรายเดือน

ทั้งยังมี ไลฟ์สไตล์แคมเปญ เข้าไปสนับสนุนโครงการ ‘ดาวรุ่งลูกทุ่งไทยแลนด์ 2′ หรือแคมเปญพิเศษสำหรับคนหูหนวก เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยแพ็คเกจบริการสื่อสารพิเศษ ซึ่งใช้บริการได้ทั้ง SMS และ ไฮสปีด อินเทอร์เน็ต

“ปลายทางต้องไปให้ถึง คือ เอาความรู้เข้าไปในทุกครัวเรือนของไทยให้ได้ตามประกาศของคุณศุภชัย แต่ระหว่างทางเรายังคงต้องหาลูกค้าใหม่ ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์คอนเทนท์ใหม่เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้”

ถึงแม้หลายอย่างจะดูดี รายได้เพิ่มขึ้นถึง 30% แนวโน้มไปได้สวยในเกมบันเดิล แต่ตัวเลขที่ปฏิเสธไม่ได้คือตัวแดงอีก 739 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 3 ของทรูมูฟ

หันมาดูทาง ยูบีซี ….นับตั้งแต่โอนย้ายเข้าสู่กลุ่มทรูอย่างเต็มตัวเมื่อปลายปี 2549 เส้นทางเดินของยูบีซีก็ชัดเจนขึ้น ในฐานะ “พระเอก” ด้านคอนเทนท์ ที่จะทำให้ ทรู ได้ประโยชน์จากการ ‘คอนเวอร์เจนซ์’ ชัดเจน

จากธุรกิจสื่อสาร ซึ่งเป็นแค่ “ท่อส่ง” ทรูมองไปที่การเป็นผู้ให้บริการ “คอนเทนท์” ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นกระแสหลักในเทรนด์ธุรกิจ และยูบีซี คือธงนำที่สำคัญ

แม้ว่าเคเบิลยูบีซี ยังคงเป็นท่อส่งคอนเทนท์เช่นเดียวกับทรู แต่มีภาษีตรงที่สามารถสร้างคอนเทนท์ของตัวเองได้

ก่อนที่ทรูจะเข้ามาดูแลเบ็ดเสร็จ ยูบีซีมีคอนเทนท์ดังกระหึ่มอย่างอะคาเดมี แฟนเทเชีย อยู่แล้ว บวกกับช่องยูบีซี อินไซด์ สถานีบันเทิงอีกรายการหนึ่ง

ยิ่งเมื่อแนวทางการทำงานของ “ยูบีซี” มีคำว่าคอนเวอร์เจนซ์นำหน้า สถานะของการเป็นเจ้าคอนเทนท์ก็ยิ่งชัดขึ้น

ไม่ใช่แค่ UBCAF ที่แรงไม่หยุดเท่านั้น วันนี้ยูบีซียังพยายามปั้นคอนเทนท์ฝีมือตัวเองอย่างต่อเนื่อง ในรอบปี 2549 ยูบีซีมีช่องรายการใหม่ที่ผลิตเองเพิ่มขึ้นถึง 3 ช่อง คือ ช่องเพลงไทยสากล 2 ช่อง คือ Majung (มะจัง) ทางยูบีซี 34 และช่องทรูมิวสิค ยูบีซี 30 รวมถึงช่องเกม G-Square ยูบีซี 22

ยูบีซีมั่นใจถึงขั้นไม่ต่อสัญญากับสองช่องเพลง เอ็มทีวี และ วีเอชวัน ซึ่งอยู่คู่กับยูบีซีมานาน

การรวบเอายูบีซีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการขยายฐานลูกค้าของกลุ่มทรูให้กว้างมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อยูบีซีเบนเข็มหันมาลงตลาดกลางลงล่าง หรือกลุ่มแมส เนื่องจากฐานลูกค้าระดับบนเริ่มตีบตัน

เห็นได้จากการปล่อยแพ็คเกจ UBC Knowledge Package สำหรับกลุ่มลูกค้าระดับล่าง ต่อด้วยการพ่วงบริการทรูมูฟและยูบีซีกับแพ็คเกจ ยูบีซี ฟรีวิว เพื่อให้ลูกค้าสามารถรับชม 31 ช่องรายการทีวี ทั้งฟรีทีวีช่องพิเศษหรือรายการของทรู ยูบีซี โดยเสียค่าบริการรายเดือน 300 บาท

จำนวนสมาชิกยูบีซีเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการใช้พลังทั้งหมดของกลุ่มทรูเพื่อผลักดัน UBCAF3 จนฮิตติดลมบน วัดจากการโหวตที่มีมากถึง 13.5 ล้านครั้งต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้นถึง 43% จาก UBCAF 2 จนเมื่อสิ้นสุดไตรมาส 3 ยูบีซีมีผู้ใช้บริการรวม 529,050 ราย ใกล้กับเป้าหมายที่ยูบีซีตั้งไว้ว่าจะสามารถขยายฐานสมาชิกทะลุ 6 แสนรายภายในปีนี้

นี่คือพลังคอนเวอร์เจนซ์ที่ตกทอดถึงยูบีซี

มองทางด้านโทรศัพท์พื้นฐาน ซึ่งดูเหมือนไม่มีอนาคต แต่สำหรับทรูกำลังถูกชดเชยด้วยบรอดแบนด์ ทำให้รายได้จากการให้บริการยังทรงตัวใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่ 5,795 ล้านบาท

มองเฉพาะ Consumer Broadband ทรูมียอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นถึง……. ผู้ใช้บริการใหม่ Consumer Broadband เพิ่มขึ้น 43,868 คน ในไตรมาสเดียว ทำให้บรอดแบรนด์ของทรู มีผู้ใช้บริการมากถึง 412,742 คนแล้ว และยังมีรายได้เฉลี่ยต่อคนสูงถึง 724 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้ด้านนี้ของทรู เพิ่มเป็น 899 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 80% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

บรอดแบนด์ของทรู เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีแนวโน้มสดใสจากยอดผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการขายพ่วง หรือ Bundle เป็นแพ็คเกจร่วมกับบริการอื่นๆ และจากการให้บริการ International Internet Gateway ซึ่งจะทำให้ทรูเป็นลีดเดอร์ในธุรกิจนี้ ทั้งยังขยายไปถึงโฮลเซลส์ด้วย

ถึงกระนั้นในธุรกิจบริการโทรศัพท์ ทรูก็ยังขาดทุนเพิ่มขึ้น โดยไตรมาส 3 ขาดทุน 515 ล้านบาท ขณะที่ในไตรมาสที่ 2 ขาดทุน เพราะยังต้องลงทุนใน Broadband Gateway

จะเห็นได้ว่าในเกม “คอนเวอร์เจนซ์” แม้ทรูจะเป็นผู้นำ เรียกคะแนนนิยมจากกองเชียร์ฝั่งทรู และคนดูขอบเวทีได้ไม่น้อย แต่ถ้าเป็นการวัดผลเชิงตัวเลขกำไร “ทรู” ก็ยังต้องเผชิญกับตัวแดงไม่จบสิ้น

ในไตรมาส 3 ตัวเลขการให้บริการทุกตัวของทรูดีขึ้น มีรายได้ 12,610 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่ผลขาดทุน (ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการควบรวมกิจการยูบีซี) เพิ่มขึ้นเป็น 745 ล้านบาท และยังมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 3,436 ล้านบาท

ส่วนผลประกอบการงวด 9 เดือน ทรูมีรายได้รวมกัน 37,603 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8% จากงวดเดียวกันของปีก่อน แต่ผลขาดทุนเท่ากับ 573 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายลงทุนเพิ่มขึ้น 8,291 ล้านบาท

ในมุมของธุรกิจ และการขยายตลาด ทรู ทำได้ดีทีเดียว เพราะยอดผู้ใช้บริการของทุกโปรดักท์เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น แต่เพราะยังตกอยู่ในวังวนของทะเลเลือด และการลงทุนใหม่ที่ต้องทำต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น รายจ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับรีไฟแนนซ์ ก็ยังทำให้ฐานะการเงินของทรูอ่อนแอต่อเนื่องไปอย่างน้อยก็ 2-3 ปี

นี่คือวิบากกรรมของ ทรู ?

หนังเรื่องนี้ยังไม่จบ เกมคอนเวอร์เจนซ์ของทรูเพิ่งเริ่มอย่างจริงจัง ทั้งยังโชว์ฟอร์มเจ๋ง ก็คงต้องดูกันต่อไปว่า กลยุทธ์ “คอนเวอร์เจนซ์” บรอดแบนด์ มือถือ และยูบีซี โดยมีคอนเทนท์เป็นตัวขับเคลื่อน จะทำให้ทรูสามารถเดินไปถึงปลายทางธุรกิจที่มี “กำไร” เป็นชัยชนะแห่งความสำเร็จได้หรือไม่

หรือทำได้แค่ขยายฐานผู้ใช้บริการ โดยไม่สามารถแก้ปมหนี้ที่เจ้าสัวน้อย “ศุภชัย เจียรวนนท์” แบกอยู่กว่า 8.6 หมื่นล้านบาทได้

“ในเกมคอนเวอร์เจนซ์ แม้ทรูจะเป็นผู้นำ เรียกคะแนนนิยมจากกองเชียร์ฝั่งทรู และคนดูขอบเวทีได้ไม่น้อย แต่ถ้าเป็นการวัดผลเชิงตัวเลขกำไร “ทรู” ก็ยังต้องเผชิญกับตัวแดงไม่จบสิ้น”

Categories: ไม่มีหมวดหมู่

Widget ของเล่นใหม่แห่งปี 2007

วันพฤหัส, มกราคม 4, 2007 ใส่ความเห็น

Widget ของเล่นใหม่แห่งปี 2007

ชุมชนออนไลน์ นับเป็นไฮไลต์ของปี 2006 ส่วนในปี 2007 ที่จะมาถึง หลายฝ่ายฟันธงแล้วว่า สุดยอดในโลกไฮเทคของปี 2007 จะต้องยกให้กับโปรแกรมไฮเทคสารพัดประโยชน์ หรือที่เรียกกันว่า Widget ที่จะมาทำให้ชีวิตออนไลน์ของผู้คนสะดวกสบายมากขึ้น

“ชอน สตรุฟเป้” มีพื้นที่ของตัวเองอยู่บน MySpace ชุมชนออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งยังแรงไม่สร่าง บนหน้าโฮมเพจส่วนตัวของเขามีประวัติและเรื่องราวของเขาบรรยายอยู่ในนั้น และมันจะถูกโหลดขึ้นมาพร้อมกับเสียงเพลงประกอบ นอกจากนั้นเขายังใส่รูปงานปาร์ตี้ครั้งล่าสุด 2 งาน เอาไว้สำหรับเพื่อนๆ

สตรุฟเป้ยังมีลิงค์ไปยัง YouTube ซึ่งเขาโหลดไฟล์วิดีโอของเขาขณะแต่งชุดแฟนซี และเสียงของคุณแม่ของเขาเอาไว้ “แต่ละคนก็อยากสร้างพื้นที่ส่วนตัวบนโลกไซเบอร์ของตัวเองให้น่าสนใจที่สุด หรือว่าสนุกสนานที่สุด” เขากล่าว

สมาชิกหลายล้านคนของ MySpace ตกแต่งหน้าตาโฮมเพจด้วยวิดีโอ รูปภาพ เพลง และอื่นๆ อีกมากมาย และเทคโนโลยีก็สร้างให้คุณเนรมิตหน้าตาของมันได้ตามความต้องการ เหมือนที่สตรุฟเป้ทำ สมาชิกหลายๆ คนไม่เคยรู้วิธีที่จะสร้างโฮมเพจ หรือเขียน HTML แต่ในที่สุดแล้วก็ต้องยกความชอบนี้ให้กับ Widget

Widget จำคำนี้เอาไว้ให้ดี เพราะมันคือเครื่องมือสารพัดประโยชน์ที่จะทำให้ชีวิตในโลกออนไลน์ของคุณ เต็มไปด้วยสีสันรับปีใหม่ที่จะมาถึง!!

หากคุณนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในที่ทำงาน คุณจะต้องเปิดเวบไซต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในแต่ละชั่วโมงการทำงานของคุณ เพื่อเช็คอีเมล ตรวจสภาพอากาศ ดูราคาหุ้น หรือดูผลการแข่งขันกีฬา แต่วันนี้ Widget จะทำให้ชีวิตของคุณสะดวกขึ้น การที่ต้องเปิดเวบไซต์ทีละเวบกลายเป็นชีวิตหน้าจอแบบล้าสมัยไปแล้ว

ด้วยโปรแกรมขนาดจิ๋วที่ติดตั้งลงบนคอมพิวเตอร์ เมื่อทำการใส่รหัสลงไป ผู้ใช้ก็สามารถเลือกเรื่องราวที่น่าสนใจของแต่ละเวบไซต์ที่ตัวเองต้องเชื่อมต่อเข้าไปทุกวัน มาใส่เอาไว้บนหน้าโฮมเพจส่วนตัว

และบนหน้าโฮมเพจนั้น จะมีการอัพเดทข้อมูลที่คุณต้องการตลอดเวลา “มันเป็นโฉมหน้าใหม่ของการท่องเวบไซต์” โอม มาลิค นักหนังสือพิมพ์ออนไลน์ และผู้ก่อตั้งเวบไซต์ gigaom.com กล่าว

เมื่อเดือนที่ผ่านมา “มาลิค” และ “ไนอัล เคเนดี” นักเขียนบล็อกรายหนึ่ง ได้ร่วมกันจัดทำเวบไซต์ที่สามารถใช้งานในลักษณะนี้ได้ โดยเรียกว่า Widgets Live เขาบอกว่า “Widget จะดึงเวบไซต์มาหาคุณเอง”

เขายังบอกอีกว่า มันจะเป็นเหมือนเครื่องประดับชิ้นงามบนเดสก์ทอปของคุณ “มันจะสร้างสีสันสดใสให้บล็อกของคุณ และทำให้เดสก์ทอปของคุณไม่ตกยุค”

ถ้าหากปี 2006 เป็นปีแห่งชุมชนออนไลน์ ทั้งการสร้างพื้นที่ส่วนตัว และการอัพโหลดวิดีโอลงไปใน YouTube ปี 2007 นี้จะเป็นปีที่โลกออนไลน์จะสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เวบไซต์ใหญ่ๆ อย่างกูเกิล และยาฮู! ให้สมาชิกได้มีพื้นที่ส่วนตัวแล้วหรือที่เรียกว่า customizable pages

สมาชิกสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เช่นดูปฏิทิน เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ รายวัน หรือเช็คสภาพคลื่นลมในทะเล ทั้งหมดนี้สามารถเลือกดูดได้บนหน้าโฮมเพจของคุณเองโดยที่ไม่ต้องลิงค์ไปยังเวบไซต์ใดๆ ให้เสียเวลา

บนเวบไซต์จะมีฟังก์ชัน Widgets ให้พวกเขาเลือกคอนเทนท์ที่ถูกใจมาแปะเอาไว้บนโฮมเพจ และในช่วงทดลองที่ผ่านมา ก็ปรากฏว่าสมาชิกส่วนใหญ่ขานรับเป็นอย่างดี

“โฮมเพจส่วนตัวของกูเกิลเป็นสินค้าที่ขายดีและขายเร็ว” มาริสสา เมเยอร์ ผู้บริหารของกูเกิลฝ่ายผลิตภัณฑ์และการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้ากล่าว พร้อมกับบอกอีกว่า “ค่อนข้างแน่ใจว่าตลาดนี้ยังมีช่องว่างอีกมหาศาล และผู้คนอีกมากมายจะหลั่งไหลมาสร้างพื้นที่ส่วนตัวบนกูเกิล”

ไม่เพียงแต่ผู้ให้บริการคอนเทนท์รายใหญ่ที่เป็นที่นิยมเท่านั้นที่ขานรับรูปแบบธุรกิจเช่นนี้ ผู้นำสื่อในยุคเก่าๆ อย่างเช่นนิวยอร์ก ไทมส์ วอลล์สตรีท เจอร์นัล และ ESPN เองก็เริ่มจะเปิดโอกาสให้สมาชิกของเวบไซต์ได้สร้างพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง เมื่อพวกเขาล็อกออนเข้าไปในเวบไซต์สำหรับเปลี่ยนภาพ อย่าง Flickr.com โดยมีฟังก์ชันแจ้งเตือนไปยังเพื่อนๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาอัพโหลดรูปใหม่ๆ ลงในระบบ และเมื่อเดือนที่แล้ว Fox Interactive Media ซึ่งเป็นเจ้าของ MySpace, RottenTomatoes.com และ Askmen.com ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มของตัวเองภายใต้ชื่อ SpringWidgets

นี่ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับผู้นำทางด้านสื่อออนไลน์รายใหญ่ๆ เท่านั้น แต่สตีฟ รูเบล นักการตลาด และนักวิเคราะห์อาวุโสของบริษัท Edelman public relations บอกว่า Widgets สามารถเป็นตัวชี้วัดความน่าสนใจของเวบไซต์ส่วนตัวของเขาได้ด้วย

เขายังยกตัวอย่างอีกว่า ถ้าหากเราอ่านหนังสือพิมพ์ธรรมดา เราคงไม่สามารถรู้ได้ว่าข่าวนั้นเป็นที่นิยม หรือมีคนอ่านมากขนาดไหน แต่สำหรับข่าวสารบนกูเกิล เราสามารถดูความนิยมของข่าวได้

“บริษัทสื่อต่างๆ มักจะต้องการรู้ว่ามีการคลิกเข้ามาชมมากน้อยแค่ไหน และผู้ชมเลือกชมอะไรมากที่สุดบนเวบไซต์” รูเบิลกล่าว “พวกเขาจะใช้ตัวเลขนั้นเองไปสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง และด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ พวกเขาก็เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น”

Widgets จะถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ภายในปี 2007 นี้ โดยในฤดูใบไม้ร่วง แอปเปิลคอมพิวเตอร์จะเปิดตัวระบบปฏิบัติการ Mac OS X โดยใช้โค้ดเนมว่า “Leopard” ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถสร้าง Widgets ได้ด้วยตนเองจากไฟล์เปล่าๆ และยังสามารถแชร์ข้อมูลกับผู้อื่นได้ด้วย

ขณะเดียวกัน ไมโครซอฟท์ก็ระเบิดตัวระบบปฏิบัติการแบบใหม่ Vista ที่มาพร้อมกับ Gadgets กว่า 11 ตัว ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถอัพโหลดข้อมูลผ่าน Windows Live ได้

“ผมคิดว่าเราจะได้เห็นโปรแกรมสารพัดประโยชน์นี้ออกมาอีกหลายพันโปรแกรม” เกเบ้ ดอร์ฟแมน ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์กล่าว พร้อมกับบอกอีกว่า “โปรแกรมเหล่านี้พัฒนาขึ้นมาง่าย ต้นทุนไม่สูงนัก และไม่ได้ใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ผู้ใช้จะเข้าใจ”

แน่นอนว่า ความนิยมของบรรดาเครื่องมือเหล่านี้ ย่อมเป็นโอกาสอันดีสำหรับนักโฆษณา และนักการตลาด อย่างที่ห้างทาร์เก็ต มีเครื่องมือที่จะนับถอยหลังสู่วันคริสต์มาส

ยูพีเอสก็มีการใช้ Widget สำหรับตรวจสอบการส่งสินค้า ส่วน Purina ก็มีการติดตั้ง Weather Widget เพื่อให้ผู้ที่เป็นสมาชิกได้ทราบสภาวะอากาศก่อนจะตัดสินใจออกนอกบ้านเพื่อกิจกรรมในวันหยุดพิเศษนี้ ซึ่งในสองสัปดาห์แรกที่มีการใช้งาน มีการดาวน์โหลดจากสมาชิกไปใช้ถึง 15,000 ครั้ง ซึ่งนักการตลาดมองผลลัพธ์ในแง่ของแบรนด์ว่า หากมีการดาวน์โหลดลงบนเดสก์ทอปของสมาชิก แน่นอนว่าจะต้องมีโลโก้ของ Purina บนหน้าจอคอมพิวเตอร์กว่า 15,000 เครื่อง

“มันดียิ่งกว่าโฆษณาเสียอีก” โอม มาลิค กล่าว “เพราะมันจะอยู่ตรงหน้าคุณไปอย่างนั้นอย่างถาวร ในที่สุดแบรนด์นั้นจะกลายเป็นแบรนด์ของคุณ”

จาก www.newsweek.com

เรียบเรียงโดย ดวงกมล วงศ์วรจรรย์

Categories: ไม่มีหมวดหมู่
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 6,393 other followers