จับตาก้าวย่าง ‘ทรูฮิต’ เมื่อถึงเวลาต้องยืนด้วยขาตัวเอง

มาตรฐาน

เพิ่งจะเห็นว่าไทยรัฐสัมภาษณ์ ดร.ปิยะ แห่งทรูฮิตส์เรื่องการแยกเป็นบริษัท ไว้ตั้งแต่กลางเดือนธันวาฯ ปีที่แล้ว แปะไว้ก่อนดีกว่า

- – – – – – – –

เมื่อประมาณ 5-6 ปี ที่ผ่านมา ผู้อ่านหลายท่านคงจะคุ้นๆ กับชื่อของ “ทรูฮิต” ผู้ให้บริการวัดความนิยมของเว็บไซต์สัญชาติไทย ภายใต้การบริหารจัดการของนักวิจัยสังกัดสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ หรือ สบทร. ในการกำกับดูแลของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช.

แต่มาวันนี้ เมื่อเวลาและสภาวะการณ์ต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเห็นควรว่า ถึงเวลาแล้วที่ทรูฮิตผลผลิตจากนักวิจัยสังกัด สบทร. จำเป็นจะต้องก้าวข้ามจากบริการเชิงการวิจัยไปสู่บริการในเชิงพาณิชย์อย่างเติมตัวเพื่อประโยชน์ในการแข่งขัน พัฒนาบริการใหม่ๆ และอยู่กับวงการเว็บไซต์เมืองไทยต่อไป

นับจากนี้ ทรูฮิต จะเดินไปในทิศทางไหนและความชัดเจนเกี่ยวกับการทำธุรกิจจะเป็นอย่างไร ผู้ที่จะมาไขข้อข้องใจเหล่านี้ ได้ดีที่สุดคงจะหนีไม่พ้น “ดร.ปิยะ ตัณฑวิเชียร” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา สบทร. นักวิจัยผู้ปลุกปั้นทรูฮิตมากับมือและยังจะก้าวเดินไปพร้อมกับทรูฮิตในวันข้างหน้า ขอเชิญติดตามได้ ณ บัดนี้ …

IT Exclusive: ความเป็นมาของทรูฮิต มีที่มาที่ไปอย่างไร

ปิยะ: จริงๆ แล้วทรูฮิตเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 6 ปีก่อน เนื่องจากว่าตอนนั้นในเครือของเนคเทคมีเว็บไซต์อยู่หลายเว็บ จึงคิดว่าในการจะวัดว่าเว็บไซต์เหล่านี้มีคนมาเยี่ยมชมเท่าใด เป็นสิ่งที่ควรจะต้องทำ เราเลยลองพัฒนาตัวซอฟต์แวร์ขึ้นมา ตอนแรกก็ทำแบบง่ายๆ วัดเฉพาะในส่วนเว็บไซต์ในเครือศูนย์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทคและสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ หรือ สบทร. มีประมาณ 5-6 เว็บไซต์ ทำไปก็คิดว่าน่าจะขยายวงไปถึงภาครัฐด้วย

ขณะนั้นกระแสการทำรัฐบาลอิเล้กทรอนิกส์ หรือ e-Government ค่อนข้างพูดกันเยอะมาก แล้วโดยส่วนตัวผมก็รู้สึกว่าการที่จะทำอะไรไม่ควรจะแค่ลงทุนลงไป แต่ควรจะวัดด้วยว่าคุ้มค่าหรือไม่ ผมก็คิดว่าหน่วยงานราชการไทยลงทุนด้าน e-government ไม่แพ้ที่อื่น แต่ความคุ้มค่ายังมีคำถามอยู่พอสมควร จึงน่าจะทำรวมไปถึงภาครัฐ ช่วงนั้นบังเอิญไปเจอสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย เขาก็บอกว่าอยากจะสนับสนุนให้มีการวัดเว็บเรตติ้ง สถิติการเยี่ยมชมเว็บของประเทศไทย ตอนนั้นพันธุ์ทิพย์กับแคชชาดอทคอม เขาบอกว่าจะทำเหมือนกัน ต่างคนต่างทำก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว และเราเองก็มุ่งเน้นว่าอยากจะทำให้ภาครัฐ

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากทำให้เป็นบรรทัดฐาน เพราะที่สังเกตดูเว็บไซต์ต่างๆ ก็มีการติดตัววัดต่างคนต่างรูปแบบ บางคนก็ใช้ของเมืองนอกเจ้านั้นเจ้านี้ เราก็คิดว่าคำจำกัดความคำว่า “ผู้เยี่ยมชม” นั้นต่างกันมาก สุดท้ายก็เลยไม่มีไม้บรรทัดเดียวมาวางเทียบเคียงกันได้ จึงมีคำถามเรื่อยมาว่าเว็บใดเป็นเว็บอันดับหนึ่งของประเทศไทย คนก็จะพูดถึงเว็บไซต์ใหญ่ๆ พันทิปดอทคอมบ้าง สนุกดอทคอมบ้าง จึงคิดว่าน่าจะมีมาตรฐานเดียวกัน และถ้ารวบรวมข้อมูลของเว็บไซต์ได้มากจริงๆ เราจะได้ข้อมูลของประเทศไทยด้วย ก็จะเห็นว่าประชาชนคนไทยชอบเนื้อหาเว็บไซต์ประเภทใดบ้าง

ตอนที่สมาคมผู้ดูแลเว็บไทยเชิญไปคุยเรื่องทรูฮิต ระยะนั้นเราตั้งเป้าปริมาณการเยี่ยมชมอยู่ที่ 5 ล้านครั้งต่อวันเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นเรายังทำไม่ถึง และยังคิดว่าไม่ใช่งานหลัก แต่ทำไปทำมารู้สึกว่าสมาคมฯ เอง หรือ เว็บไซต์เช่น thaisecondhand.com เขาก็สนับสนุนเต็มที่ เพราะเขาอยากให้มันเกิด เหตุผลอย่างหนึ่งก็คือเขาคิดว่า ตอนนั้นเว็บไซต์ที่มีขนาดกลางหรือเล็ก หรือที่ยังไม่ได้รับความนิยมขึ้นมานั้น โอกาสเกิดยาก

ส่วนมากคนก็จะนึกถึงแค่สนุก กับพันทิปเป็นหลัก ตรงนี้ก็มีส่วนผลักดันด้วย ประกอบกับทางผู้อำนวยการเนคเทคคนก่อนคือ ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล และผู้อำนวยการคนปัจจุบันคือ ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ก็ให้การสนับสนุน ดังนั้นจากงานอดิเรกจึงเริ่มเข้ามาเป็นงานที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้ง สบทร. โดยตอนนั้นมีการย้ายจากเนคเทคขึ้นมาอยู่ภายใต้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ทรูฮิตจึงย้ายจากเนคเทคมาอยู่ภายใต้ สบทร. ราวๆ 5-6 ปี ทั้ง ดร.พันธ์ศักดิ์ ผอ.เนคเทคคนปัจจุบัน ก็เคยเป็น ผอ. สบทร. และดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ผอ. สบทร.คนปัจจุบันก็ได้ให้การสนับสนุนและบอกว่าเราควรจะต้องทำ

การพัฒนาก็มีมาเรื่อยๆ แต่ทำไปทำมาเริ่มรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น เช่น ค่าทราฟฟิก เพราะจากยอด 5 ล้านครั้งต่อวันเมื่อเราไปถึง เราก็ตั้งเป็น 20 ล้านครั้ง โดยเราไม่คิดว่ามันน่าจะเร็ว แต่จากวันนั้นมาถึงตรงนี้ประมาณ 3-4 ปี เราพบว่าโดยเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่เกือบ 70 ล้านคลิกต่อวันถ้าหารดูก็ประมาณ 10 เท่าตัว ดังนั้นเรื่องของเซิร์ฟเวอร์หรือทราฟฟิกอะไรต่างๆ ผมคิดว่ารูปแบบการให้บริการฟรีเริ่มไม่ใช่คำตอบ ช่วงหนึ่งเราให้บริการฟรีมาเรื่อยๆ สมาชิกขึ้นไปอยู่ที่ 3 หมื่นกว่าเว็บไซต์

แต่ธรรมชาติอย่างหนึ่งก็คือเราดูจำนวนที่มาสมัครไม่ได้ เพราะสมัครแล้วไม่ใช้ ในเมื่อสมัครเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเป็นภาระของเรา เพราะต้องมาดูว่าเว็บไซต์ที่สมัครเข้ามานั้นต้องไม่ใช่เว็บลามกอนาจาร หรือผิดกฎหมายทุกอย่าง ต้องให้คนมานั่งตรวจสอบที่เสียเวลามาก และผมคิดว่าเราอยากจะให้บริการนี้กับคนที่ต้องการใช้จริงๆ ตอนนั้นจึงมีการเปลี่ยนรูปแบบนิดหนึ่ง คือ ให้คนที่ต้องการใช้จริงๆ ส่งเอสเอ็มเอสเข้ามาก่อน แล้วเราจะมีการส่งโค้ดในการเข้าเว็บไซต์ผ่านมือถือไป ตอนนั้นรู้สึกว่าได้เสียงด่าพอสมควรว่า 5 บาทเราจะเก็บทำไม แต่จริงๆ เราไม่ได้สนใจ 5 บาท

อีกประการหนึ่ง สบทร. เป็นหน่วยงานที่ต้องเลี้ยงตัวเอง ประกอบกับการให้บริการฟรีก็เหมือนกับการทำอาหารให้รับประทานฟรีๆ อร่อยหรือไม่อร่อยก็ไม่รู้ เพราะทำให้ฟรี ก็ไม่มีการพัฒนาตนเอง จึงคิดว่าจะเปิดให้บริการในลักษณะสนับสนุน คือ ให้มีผู้สนุบสนุน และเนื่องจากว่า สบทร. ไม่ได้มีภารกิจแค่ทรูฮิตอย่างเดียว การที่จะให้พนักงานสามารถทุ่มเทในส่วนของทรูฮิตได้ ควรจะต้องมีรายรับที่มาเจือจุนโครงการนี้ที่มีแต่ค่าใช้จ่าย จึงเปิดรับการสนับสนุน โดยตอนนั้นก็มีหลายเว็บไซต์ให้การสนับสนุนให้กำลังใจ

ทั้งที่ตอนนั้นการให้บริการสำหรับผู้สนับสนุน และผู้ที่ใช้ฟรีเหมือนกันทุกประการ แต่ก็เป็นธรรมชาติว่าถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะไม่ค่อยมีคนสนับสนุน สุดท้ายมานั่งคุยกันว่าฟีเจอร์ระหว่างผู้ให้การสนับสนุน และผู้ที่เป็นสมาชิกธรรมดาควรจะต่างกัน ก็เลยเริ่มทำรูปแบบการสมัครสมาชิกปีละ 1,800 บาท ตกวันละ 5 บาท เท่ากับการโทรศัพท์วันละครั้ง ก็ไม่น่าจะแพงมาก คิดว่าน่าจะได้สัก 200-300 เว็บไซต์

ช่วงแรกที่บอกว่าจะเปิดรับการสนับสนุน เพราะการที่เอาเงินภาครัฐมาทำโครงการแล้วให้บริการฟรีกับคนเฉพาะกลุ่ม ผมคิดว่าไม่ค่อยยุติธรรมสำหรับผู้เสียภาษีคนอื่น เพราะฉะนั้นการที่เราให้บริการกับคนที่ต้องการใช้จริงๆ และเกิดประโยชน์จริงๆ เราเก็บค่าบริการที่ไม่ได้แพงและคุ้มค่ามันมีประโยชน์กว่า ทางทีมงานก็รู้สึกตกใจเหมือนกัน เพราะจากที่ให้บริการฟรี คุณภาพการให้บริการไม่ต้องซีเรียสมากเท่ากับการรับเงินสนับสนุน แต่เพื่อผลระยะยาวก็ควรทำอย่างนี้

สถิติของทรูฮิตแตกต่างจากที่อื่นตรงที่ เราพยายามลดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด ตอนนั้นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ภาครัฐซื้ออยู่ที่หลักล้าน ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ต่อให้เก็บเงินสนับสนุนมาจึงคิดว่าจะใช้เครื่องพีซีธรรมดาที่ราคา ณ เวลานั้นอยู่ประมาณหลักแสน แล้วอาศัยความเป็นวิศวกรด้านซอฟต์แวร์ และใช้โอเพนซอร์สทำระบบขึ้นมาเพื่อลดค่าใช้จ่าย แล้วก็พยายามทำให้เว็บไซต์ทรูฮิตเบาที่สุด เพื่อให้ใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์น้อยที่สุด ทำไปทำมาคนก็ให้การสนับสนุนมาเรื่อยๆ และผอ.เนคเทคคนก่อน คือ อาจารย์ทวีศักดิ์ก็มีแนวคิดว่าน่าจะมีการประกาศรางวัล ทรูฮิตอวอร์ด เพื่อให้รางวัลกับคนที่เป็นเว็บไซต์ที่มีอันดับความนิยมยอดเยี่ยมแบ่งเป็นหมวดๆ ราว 50 รางวัล

พร้อมทั้งมีการประกาศภาพรวมของเมืองไทยว่านิยมเนื้อหาประเภทไหน คนไทยใช้เวลาเยี่ยมชมช่วงไหนมากที่สุด ใช้เว็บบราวเซอร์แบบไหน ซึ่งแล้วๆ มาเราก็ค่อนข้างตกใจ เพราะแม้แต่เสิร์ชเอนจิ้น ภาพที่เราสังเกตมา 3-4 ปีระบบปฏิบัติการ (OS), บราวเซอร์ หรือเสิร์ชเอนจิ้นของเรา 90% เป็นของคนค่ายเดียว และเทรนด์ของประเทศไทยไม่เปลี่ยนเลย โดยเราได้พยายามเผยแพร่อยู่บนสถิติภาพรวมเว็บไทย

หมวดบันเทิง หรือ เอนเตอร์เทนเมนท์ ของเราได้รับความนิยมมาเรื่อยๆ ในขณะที่เว็บไซต์ของภาครัฐหรือภาคการศึกษากราฟอยู่เตี้ยมาก เป็นสิ่งที่น่าจะเตือนได้อย่างหนึ่ง เพราะการศึกษาของเราอยู่ประมาณ 1-2 % ในขณะที่เอนเตอร์เทนเมนท์อยู่ประมาณ 40% ก็จะเห็นภาพว่านโยบายการแจกคอมพิวเตอร์ทุกโรงเรียน นโยบายงาน e-government วัดผลจริงๆ แล้วไม่ค่อยได้ผลเท่าไร ซึ่งแนวโน้มแบบนี้ในต่างประเทศยังแตกต่างกับเรา ของเขาเอนเตอร์เทนเมนท์อาจได้รับความนิยมมากก็จริง แต่ทางด้านการศึกษาหรือความรู้ไม่น่าจะต่างขนาดนี้

ตัวเลขทางนี้ ผมว่าแม้กระทั่งเนคเทคเองก็ใช้ดูว่าคนเปลี่ยนหันมาใช้โอเพนซอร์สมากขึ้นหรือเปล่า เช่นไฟร์ฟอกซ์เท่าไหร่ อินเทอร์เน็ตเอ็กซ์โพรเรอร์ของไมโครซอฟท์ก็ยังคงเป็น 90% อันนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราให้กับประเทศชาติ และคิดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เราเก็บประวัติศาสตร์ในด้านการใช้เทคโนโลยีของประเทศไทยได้ ทรูฮิตปัจจุบันก็มีผู้สนับสนุนและมีรายได้ที่พออยู่ได้

แต่ก็มีปัญหาที่ผมยังแก้ไม่ตกอีกว่าพนักงานของเรามีการลาออกไปทำที่อื่น เพราะค่านิยมของคนไทยก็คือถ้าเปลี่ยนที่ทำงานเงินเดือนก็จะเพิ่มขึ้นไป และเงินเดือนของราชการเมื่อเทียบกับเอกชนในระดับเดียวกัน เงินเดือนราชการก็ต่ำกว่า ในขณะที่รับเงินสนับสนุนเครื่องมีปัญหาเขาต้องขับรถเข้ามา แล้วการที่เราให้เงินเดือนเขาในอัตราราชการต่อไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่คำตอบแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะมีพนักงานหลายๆ คนที่เก่งจริงๆ ออกไป เมื่ออกไปผมก็รู้สึกว่าเป็นอุปสรรคของเรามากเลย และคิดว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลง โดยตอนนั้นคิดว่าท้ายที่สุดแล้วทรูฮิตจะต้องเป็นบริษัทจำกัด

อีกประการหนึ่งก็คือ การย้ายออกไปหรือการไปทำกิจการของตัวเองนั้น สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง องค์ความรู้ก็ไม่ได้อยู่ที่เนคเทคเลยจึงคิดว่าทำอย่างไรที่นักวิจัยจะมีความสุขและมีความเป็นเจ้าของในสิ่งที่เขาทำผมคิดว่าจริงๆ แล้วทางเนคเทคหรือ สวทช. จะต้องมีแนวคิดในเรื่องลิขสิทธิที่ให้กับนักวิจัย เพราะถึงแม้ลิขสิทธิ์จะเป็นของหน่วยงานจริง แต่ถ้าคนทำไม่อยู่จะเอาไปใช้ประโยชน์หรือพัฒนาได้อย่างไร

ดังนั้น 3 ปีก่อนผมจึงคิดและบอกน้องๆ ที่ร่วมงานว่าท้ายที่สุด ผมต้องการให้ทรูฮิตเป็นบริษัท เพราะถ้าไม่เป็นบริษัทพวกคุณก็จะไม่อยู่ แล้วพวกคุณจะต้องถือหุ้นในบริษัทเพื่อเป็นเจ้าของร่วมกันด้วย ก็เป็นความคิดและเตรียมการมาตั้งแต่นั้น วิธีการก็คือต้องลดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุดตามที่เล่าให้ฟัง ต้องทำให้คุณภาพการบริการดี เพราะบริการแบบนี้ในต่างประเทศมีมากมาย และได้เปรียบเราทั้งในเรื่องเงินทุนและบบุคลากร ในขณะที่ตอนนี้ทรูฮิตมีทีมจริงๆ เหลืออยู่แค่ 3 คน จาก 5 คน

เมื่อมีทีมงานเหลืออยู่น้อย การรับสมาชิกจำนวนมากๆ ไม่ใช่คำตอบของเรา คำตอบของเราคือปริมาณที่เป็นคุณภาพ ดังนั้น 2-3 ปีก่อน เราจึงปิดรับสมัครสมาชิกทั่วไปที่ไม่ต้องจ่ายเงิน เราจะรับสมัครสมาชิกที่สนับสนุนเราเท่านั้น ตอนนั้นก็ถูกด่าพอสมควร แต่ถ้าเขารู้เรื่องราวเขาจะเข้าใจ แต่สำหรับสมาชิกทั่วไปที่มีอยู่เดิมผมก็ไม่ได้ลบความเป็นสมาชิกของเขา ผมให้เขาใช้เหมือนเดิม แต่ถ้าคุณจะสมัครใหม่คุณต้องเสียเงิน

และมีเงื่อนไขว่า ขอให้สมาชิกทั่วไปที่ยังใช้อยู่ขอให้มีการล็อกอินเข้ามาในระบบ 1 ครั้งต่อเดือน ไม่เช่นนั้นจะหยุดรับสถิติ เพราะถ้ารับสถิติแล้วคุณไม่เข้ามาดู ผมถามว่าผมควรเอาทรัพยากรในส่วนนี้ ไปให้บริการคนอื่นไม่ดีกว่าหรือ แต่เรายังอนุญาตให้เว็บไซต์ที่เป็นมูลนิธิ ไม่ได้แสวงหากำไร และโรงเรียนใช้ทรูฮิตได้ เราก็ยังยึดจุดยืนตรงนี้

IT Exclusive: ความคืบหน้าในการจัดตั้งบริษัทของทรูฮิตขณะนี้ไปถึงไหนแล้ว?

ปิยะ: เราได้รับการอนุมัติจากบอร์ดของ สวทช. เมื่อ 4-5 เดือนที่แล้ว และก็ขออนุมัติของคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ กวทช. เมื่อประมาณปลายเดือนกันยายน 2549 ที่ผ่านมา ก็ได้รับความเห็นชอบ ต้องขอบคุณทั้ง 2 หน่วยงานที่เล็งเห็นว่า เป็นมิติใหม่ที่จะทำให้นักวิจัยทำผลงานให้ตอบคำถามสังคม และพึ่งพาตัวเองได้ ส่วนการจดทะเบียนนั้นยังอยู่ระหว่างรอขั้นตอนการจดทะเบียน ตอนนี้ สวทช. กำลังร่างสัญญาร่วมทุน เพราะ สวทช. จะเป็นผู้ถือหุ้น 49% อีก 51% ก็จะเป็นของคนที่ทำงานในทรูฮิต

พนักงานทรูฮิตเป็นพนักงานเทคนิคทั้งหมด แต่ต้องทำทุกอย่างทั้งพบลูกค้าและงานเอกสาร แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เพราะต้องการลดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด ก็หวังว่าเมื่อทรูฮิตแยกออกไปเป็นบริษัทแล้ว ก็อาจจะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นเดินตาม มีนักวิจัยเก่งๆ อยากเข้ามาทำงานที่เนคเทค โดยรูปแบบนี้ผมคิดว่าเป็นรูปแบบที่ดีต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ส่วนการรับคนเพิ่มนั้นก็เป็นสิ่งที่กำลังคิดอยู่ เพราะการรับคนเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ ถ้ามีทัศนคติแนวคิดตรงกันก็พร้อมจะรับคนเก่ง แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนในส่วนนี้

IT Exclusive: การที่มีเสียงต่อว่ามาโดยตลอดเมื่อมีการเปลี่ยนรูปแบบสมัครสมาชิก ส่วนนี้จะกระทบหรือไม่เมื่อทรูฮิตก้าวไปเป็นบริษัทและต้องหารายได้จริงจัง

ปิยะ: ถามว่ากระทบไหม ผมมองว่าขึ้นอยู่กับผู้ใช้ แต่สำหรับเรามองว่าอยากให้ทรูฮิตอยู่ได้ เหตุผลก็คือทำอย่างไรให้ทีมงานเขาอยู่กับเรา พัฒนาบริการให้ดีขึ้น และต้องเข้าใจว่าราชการมีเงินเดือนต่ำ ความผิดทางอาญาอยู่ใกล้มาก อาชีพราชการเป็นอาชีพที่น่าสงสาร ไม่มีหลักประกัน เมื่อมีเอกชนมาสร้างทางเลือกที่ดีกว่าเขาก็ไป คนเก่งๆ ก็ไปทำบริษัทข้ามชาติ ถ้าทรูฮิตไม่ทำเป็นบริษัท ผมจะทำแบบไหน แล้ววันหนึ่งหากต้องปิดทรูฮิตไป เมื่อถึงตอนนั้นผมไม่อยากพูดถึงประวัติศาสตร์ สำหรับรูปแบบการบริหารก็จะเหมือนเดิม มี สวทช. ถือหุ้น 49% มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพียงแต่ว่าเราต้องการให้ทรูฮิตมีการบริหารงานที่คล่องตัว มีค่าตอบแทนให้แก่พนักงานที่สมกับที่เขาทุ่มเท

IT Exclusive: ทรูฮิตมีแผนธุรกิจอย่างไรต่อไป

ปิยะ: บริการทรูฮิตในเรื่องการทำเว็บเรตติ้งคงจะยังให้ความสำคัญอยู่ แต่ก็คงจะเพิ่มนวัตกรรมบริการอื่นๆ อย่างที่มีอยู่ก็คือการทำมอนิเตอร์ระบบเซิร์ฟเวอร์ เพื่อไม่ให้พนักงานต้องมาเข้าเวรเฝ้าเซิร์ฟเวอร์ ทรูฮิตควรมีระบบตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นและแจ้งผ่านเอสเอ็มเอสไปยังพนักงาน และผู้บริหาร โดยทรูฮิตทำมา 3 ปี คิดว่าเป็นบริการที่น่าสนใจ เราจึงให้บริการกับเว็บไซต์ที่มีปัญหาคล้ายๆ กับเรา คิดว่าก็คงต้องทำการประชาสัมพันธ์ตัวนี้ ส่วนบริการอื่นก็กำลังจะทำเว็บไซต์ใหม่ขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ยังไม่อยากบอกรายละเอียด ก็เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ทำให้ทรูฮิตกระจายความเสี่ยงมากขึ้น เป็นเว็บที่ไม่เหมือนใคร เน้นเรื่องของคอนเทนท์แต่เราไม่ได้เป็นเจ้าของคอนเทนท์

IT Exclusive: สุดท้ายอยากจะฝากอะไรถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์

ปิยะ: ท้ายสุด ทรูฮิตมาถึงวันนี้ก็ต้องขอบคุณเว็บไซต์ในเมืองไทยที่ให้การสนับสนุน ถ้ามีข้อแนะนำอะไร หรือนิสิตนักศึกษาที่มีความคิดดีๆ ต้องการทำธุรกิจจริงๆ เราก็ยินดีที่จะส่งเสริม และไม่อยากให้มองว่าทรูฮิตเป็นเว็บสถิติ แต่อยากให้มองมากกว่านั้น เพราะมีการเก็บสถิติของประเทศไทยด้วย เราสามารถเก็บปริมาณผู้เยี่ยมชมอินเทอร์เน็ตในแต่ละวันได้ โดยนับเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์

ขณะนี้อยู่ที่ 3 ล้านเครื่องต่อวัน และต่อไปจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อุตสาหกรรมด้านนี้จะโตขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีธุรกิจโฆษณาเข้ามา ดังนั้น สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ได้คิดเอาเว็บไซต์ ผนวกเข้าไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแก่องค์กรธุรกิจ ณ จุดนี้ถ้าคุณเพิ่งเริ่มผมว่าคุณช้าไปแล้ว แต่ถ้าคุณยังไม่เริ่มเลย ผมว่าคุณคงตกขอบเยอะมาก…

คอนเวอร์เจนซ์ เกมซื้อเวลา ‘ทรู’

มาตรฐาน

ในรอบปีที่ผ่านมา การเปิดเกมรุกด้วยยุทธวิธี “Convergence” ของกลุ่ม “ทรู คอร์ป” มีจังหวะก้าวที่น่าติดตาม
ทรู คอร์ป ทำได้ดีอย่างน่าทึ่ง ทั้งผนวก บวก รวม สินค้าในเครือทั้งหมด ไม่นับรวมถึงการต่อระยางสร้างเกม “ขายพ่วง” ไปถึงเซเว่นอีเลฟเว่น ค้าปลีกรายใหญ่ที่กินรวบทั่วประเทศ

ผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นทั้งทรูมูฟ ยูบีซี บอร์ดแบนด์ ซึ่งเป็นผลจากการตลาดขายพ่วงที่รุนแรง น่าจะทำให้ปี 2549 เป็นปีทองของ “ทรู” และเจ้าสัวน้อย “ศุภชัย เจียรวนนท์” แต่ข้อเท็จจริงกลับเป็นว่า จนถึงขณะนี้ “ทรู” ยังก้าวไม่พ้นวิบากกรรมทางการเงิน

ยิ่งก้าว “รุก” เท่าไหร่ …ภาระทางการเงินของทรู ก็ยิ่งรัดแน่น

เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ หลังจาก “ศุภชัย” ตัดสินใจรับซื้อคืนหุ้นออเร้นจ์จากต่างชาติ ตามด้วยการซื้อคืนยูบีซี

ทั้ง 2 จังหวะก้าว เป็นไปตามเป้าหมายคือ …ตอบโจทย์การเข้าบริหารเบ็ดเสร็จ เพื่อนำมาต่อจิ๊กซอว์ ระหว่างคอนเทนท์ และ คอนเวอร์เจนซ์

ธุรกิจของทรู ดีวันดีคืน แต่ปัญหาใหญ่คือ หนี้สิน 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย

2549 จึงเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความบากบั่นของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” และเชื่อว่าปี 2550 “การเงิน” ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของทรูต่อไป

- – – – – – – – – – – – – – – – – – – -

ถ้ามัวแต่เล่นในเกมของผู้อื่น ก็คงต้องเป็น “ผู้ตาม” วันยังค่ำ ว่าแล้ว ศุภชัย เจียรวนนท์ เจ้าสัวน้อย ก็เปิดเกมคอนเวอร์เจนซ์ ที่ “ทรูคอร์ป” ได้เปรียบมากที่สุด เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมอุตสาหกรรม

ผลเป็นอย่างที่หวัง แต่ยิ่งวิ่งดูเหมือน “ทรู” ยิ่งเหนื่อย แม้มีโอกาสรออยู่บนเส้นทางคอนเวอร์เจนซ์ แต่ประเมินจากฐานะทางการเงินแล้ว “ทรู” ยังต้องลำบากไปอีกนาน

ต้องยอมรับว่าปี 2549 ที่ผ่านมา กลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น ภายใต้การนำของศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น มีความเคลื่อนไหวที่โดดเด่น

ธุรกิจในกลุ่มทรูดีวันดีคืน ยอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทรูมูฟ, เคเบิลยูบีซี หรือแม้แต่โทรศัพท์พื้นฐาน ซึ่งรายได้จากค่าโทรลดลง แต่เป็นฐานลูกค้าในอนาคตของอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์ที่ก้าวกระโดดต่อเนื่อง

นอกจากจะเกิดจากแรงผลักดันด้านไลฟ์สไตล์ของคนไทยที่เปิดรับเทคโนโลยีมากขึ้น ก้าวกระโดดของทรูคอร์ป ยังเป็นผลจาก Business Model และแผนการตลาด บนธีมที่เรียกว่า “คอนเวอร์เจนซ์” ที่ดีไซน์ออกมาเพื่อ “ทรู” โดยเฉพาะ และต้องยกเครดิตให้ “ศุภชัย” ไปเต็มๆ

“คอนเวอร์เจนซ์” เป็นเกมที่ “ศุภชัย” หมายมั่นจะปั้นให้เป็นสังเวียนรบใหม่ ที่มาพร้อมกับโจทย์ที่ว่า ต้องเป็น “ผู้นำ”

ในเกมคอนเวอร์เจนซ์ ไม่มีใครถนัดกว่า “ทรู” อีกแล้ว เพราะมีบริการหลากหลายที่สามารถต่อติด แต่ผลเชิงธุรกิจที่มี “กำไร” เป็นตัววัด ยังเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ

ปัญหาใหญ่ของทรูที่ติดตัวมาตั้งแต่วิกฤติค่าเงินบาทในปี 2540 คือ “หนี้” ที่พอกพูนอยู่กว่า 8 หมื่นล้านบาท

ทรู กลายเป็นบริษัทโทรคมนาคมที่รกรุงรังด้วยหนี้สิน และต้องเผชิญมรสุมต่อเนื่อง รายได้จาก Fixed Line แห้งเหือด ขณะที่มือถือก็ตกเป็นเบอร์รองเสียเปรียบทุกประตู

จากนั้นพันธมิตรสัญชาติอเมริกัน ‘เวอไรซอน’ ในทีเอ และ ‘ออเร้นจ์ เอสเอ’ ประกาศถอนการลงทุนในบริษัททีเอ ออเร้นจ์ ทิ้งหนี้มูลค่า 3.3 หมื่นล้านบาทไว้

ทรู เกือบจะเหมือน “ยักษ์” ที่อนาคตลุ่มๆ ดอนๆ แต่ 2 ปีเศษภายหลังการประกาศคอนเวอร์เจนซ์ นับจากการรับซื้อหุ้นคืนทีเอ ออเรนจ์ ทรูเรียกฟอร์มคืนมาได้อักโข และกลายเป็นผู้กำหนดเวทีใหม่ และดึงคู่แข่งเข้ามาในเกมที่ทรูถนัด

“ไม่ใช่เราไม่เหลืออะไร แต่เราไม่มีอะไรจะเสียมากกว่า และเมื่อเราไม่มีอะไรจะเสีย นั่นคือสิ่งที่เรากำลังจะมี จากความกล้าลงมือเปลี่ยนแปลง เมื่อมีมุมมองที่ดีกว่า”

เป็นแนวคิดที่ “ศุภชัย” ใช้อธิบายกับบอร์ดบริษัท เพื่อก้าวสู่เกมคอนเวอร์เจนซ์ เวทีใหม่ที่เขาเชื่อมั่นว่าจะเป็นพื้นที่ที่ทำให้กลุ่มทรูได้เปรียบคู่แข่งในอนาคต

และเป็นอีกแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ศุภชัยพร้อมชนทุกรูปแบบ เพื่อหนีจากคำว่า ‘ผู้ตาม’

หลังกำหนดกลยุทธ์ชัด ทรูเริ่มเปลี่ยนแปลงตำแหน่งแห่งที่ของตัวเอง จากธุรกิจสื่อสาร ทรูวางตัวเองเป็น “ผู้เติมเต็มไลฟ์สไตล์” พร้อมก้าวรุกซื้อหุ้นคืนจากผู้ร่วมทุนในบริษัทย่อย เพื่อให้สามารถเดินหน้าสู่คอนเวอร์เจนซ์ได้ราบรื่น

” ศุภชัย” รวบรวมโปรดักท์ทั้งหมดมาไว้ในมือ นำมาผสมรวมในเกมบันเดิล ต่อยอดซึ่งกันและกัน เป้าหมายคือ เพื่อให้โปรดักท์ทั้งหมด “เติมเต็มไลฟ์สไตล์” ผู้บริโภค ตามคอนเซปต์ธุรกิจใหม่

นอกจากการซื้อหุ้นทีเอ ออเรนจ์ คืน “ทรู” ยังเดิมพันอีกครั้งกับการตัดสินใจซื้อหุ้น “ยูบีซี” หรือบริษัทยูไนเต็ด บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการเคเบิลทีวีรายใหญ่ในประเทศไทย จาก MIH กลับคืนมาทั้งหมด 231,121,441 หุ้น หรือ 30.59%

ทรู ต้องใช้เงินกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านบาท

รวมกับอีกกว่า 313 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นยูบีซีรายอื่นๆ (เป็นเงินกู้จากดอยช์แบงก์ 290 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินสดของทรูอีกกว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ผลพลอยได้ คือ ทรูได้รวมเอากิจการ ‘ไอเอสพี’ หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ ‘เคเอสซี’ ที่ MIH ถือหุ้นแถมมาด้วย

ว่ากันว่าเป็นการขยับฐานะ และเพิ่มอำนาจต่อรองกับผู้พัฒนาคอนเทนท์

ภาพการคอนเวอร์เจนซ์จับต้องได้มากขึ้น เมื่อกลุ่มทรูตัดสินใจรีแบรนด์ ทั้งธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่จาก “ออเร้นจ์” มาเป็น ทรูมูฟ และใส่ความเป็นทรูให้กับยูบีซี เป็น ยูบีซี ทรู

นอกจากนี้ยังเพิ่มจิ๊กซอว์ให้อาณาจักรทรูอีก 3 ส่วนคือ

ทรู ออนไลน์ อินเทอร์เน็ต และบรอดแบนด์ที่มีแต่จะดีวันดีคืน และเมื่อใดที่ ‘ไว-ไฟ โซน’ เขี้ยวเล็บอันใหม่พร้อมให้บริการ คาดว่าจะมีกำลังซื้ออีกนับล้านที่รอเป็นลูกค้า

ทรู มันนี่ กระเป๋าเงินมือถือ ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความสะดวกสบายกับการทำธุรกรรมการเงินผ่าน ‘ซิม’

และ ทรูไลฟ์สไตล์ แหล่งรวมความบันเทิงและบริการที่แวดล้อมไลฟ์สไตล์ไฮเทค

ภายใต้ 5 แบรนด์ ถูกร้อยเรียงด้วยคอนเทนท์ใน 4 มิติ คือ Device, เน็ตเวิร์ค, คอนเทนท์ และดิสทริบิวชั่น เพื่อเป้าหมายธุรกิจที่ “ฐานผู้ใช้บริการทรูประมาณ 50% ของครัวเรือนในประเทศไทย”

ช่วงปี 2549 หลายธุรกิจยังละล้าละลังเพราะวิตกปัญหาการเมือง แต่ “กลุ่มทรู” กลับก้าวรุก ชนิดที่เบอร์หนึ่งอย่างเอไอเอสยังไม่ยอมกะพริบตา

เห็นชัดถึงความพยายามพลิกตำแหน่งจาก “มวยรอง” ในธุรกิจสื่อสารทั้งในส่วนของโทรศัพท์บ้านที่ตกเป็นรอง “ทีโอที” และธุรกิจมือถือ ที่อยู่ในตำแหน่งเบอร์ 3 ขณะที่เบอร์ 1 และเบอร์ 2 มีส่วนแบ่งตลาดร่วมกันมากกว่า 80%

ทรู หันมาเป็นผู้กำหนดเกมในสังเวียนมือถือ โดยใช้ “ราคา” เป็นหัวหอก และคอนเทนท์เป็นตัวขับเคลื่อน ทำให้ปี 2549 เป็นปีที่ ทรูมูฟ ตีตื้นขึ้นมาได้

ไตรมาส 3 ไตรมาสเดียว ทรูมียอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นถึง 1.4 ล้านเลขหมาย สูงกว่าการเพิ่มของไตรมาส 1 และไตรมาส 2 รวมกันถึง 43%

เป็นผลโดยตรงจากการรุกด้วย “คอนเทนท์” และเกมบันเดิล โดยอาศัยเวที “อะคาเดมี แฟนเทเชีย” หรือ UBCAF 3 โหมโปรโมชั่น เปิดบริการน้องใหม่ ‘ทรูไลฟ์พลัส’ เป็นใบเบิกทางในการเข้าถึงเหล่าสาวก ‘ คนล่าฝัน’

“ยอดผู้ใช้บริการของทรู กระโดดขึ้นเป็น 6.8 ล้านราย” สุภกิจ วรรธนะดิษฐ์ ผู้อำนวยการด้านการตลาดและการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า กลุ่มบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ของทรูมูฟ

จำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ของทรูมูฟ เพิ่มขึ้นเป็น 5.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 16.7% ขณะที่รายได้จากบริการประเภท Non Voice ขยับขึ้นมาอยู่ในระบบ 10% ของรายได้ทั้งหมด แต่การเพิ่มขึ้นของจำนวนเลขหมายที่เป็นพรีเพดมากกว่า ก็ทำให้รายได้ต่อเลขหมาย หรือ Blended ARPU ของทรูมูฟ ลดจาก 297….. เมื่อไตรมาส 2 มาอยู่ที่ 277….. ในไตรมาส 3

” บันเดิลไม่ได้ทำให้รายรับที่ควรได้น้อยลง แต่เป็นวิธีที่ทำให้การจ่ายเงินของสมาชิกคุ้มค่ากว่า ขณะที่กระเป๋าใบใหญ่ของทรูก็ได้รับผลประโยชน์ตอบกลับที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ภาพที่สะท้อนชัดเจนคือจำนวนลูกค้าใหม่ของทรูมูฟที่ก้าวกระโดดในไตรมาส 3″ อริยะ พนมยงค์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ทรูมูฟ กล่าว

เขาระบุว่า ทรูมูฟจะยังคงเดินแผนการตลาดภายใต้โมเดลคอนเวอร์เจนซ์ต่อไป เพื่อสานต่อภาพใหญ่ของทรู เน้นที่คอนเทนท์เป็นธงนำ ทั้งในลักษณะของ Retention Program แผนมัดใจลูกค้าทรูมูฟทุกราย ผ่านแคมเปญ ‘ชิงล้าน ชิงร้อยล้าน กับทรูมูฟ’ ซึ่งลูกค้าทรูมูฟจะได้รับสิทธิลุ้นรับทองคำมูลค่า 100 ล้านบาท หรือ ‘Love to Share Album’ อัลบั้มพิเศษของ จีน เพชร และพัดชา AF1-3 ซึ่งลูกค้าต้องแลกซื้อได้เมื่อเติมเงินหรือจ่ายค่าบริการรายเดือน

ทั้งยังมี ไลฟ์สไตล์แคมเปญ เข้าไปสนับสนุนโครงการ ‘ดาวรุ่งลูกทุ่งไทยแลนด์ 2′ หรือแคมเปญพิเศษสำหรับคนหูหนวก เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยแพ็คเกจบริการสื่อสารพิเศษ ซึ่งใช้บริการได้ทั้ง SMS และ ไฮสปีด อินเทอร์เน็ต

“ปลายทางต้องไปให้ถึง คือ เอาความรู้เข้าไปในทุกครัวเรือนของไทยให้ได้ตามประกาศของคุณศุภชัย แต่ระหว่างทางเรายังคงต้องหาลูกค้าใหม่ ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์คอนเทนท์ใหม่เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้”

ถึงแม้หลายอย่างจะดูดี รายได้เพิ่มขึ้นถึง 30% แนวโน้มไปได้สวยในเกมบันเดิล แต่ตัวเลขที่ปฏิเสธไม่ได้คือตัวแดงอีก 739 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 3 ของทรูมูฟ

หันมาดูทาง ยูบีซี ….นับตั้งแต่โอนย้ายเข้าสู่กลุ่มทรูอย่างเต็มตัวเมื่อปลายปี 2549 เส้นทางเดินของยูบีซีก็ชัดเจนขึ้น ในฐานะ “พระเอก” ด้านคอนเทนท์ ที่จะทำให้ ทรู ได้ประโยชน์จากการ ‘คอนเวอร์เจนซ์’ ชัดเจน

จากธุรกิจสื่อสาร ซึ่งเป็นแค่ “ท่อส่ง” ทรูมองไปที่การเป็นผู้ให้บริการ “คอนเทนท์” ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นกระแสหลักในเทรนด์ธุรกิจ และยูบีซี คือธงนำที่สำคัญ

แม้ว่าเคเบิลยูบีซี ยังคงเป็นท่อส่งคอนเทนท์เช่นเดียวกับทรู แต่มีภาษีตรงที่สามารถสร้างคอนเทนท์ของตัวเองได้

ก่อนที่ทรูจะเข้ามาดูแลเบ็ดเสร็จ ยูบีซีมีคอนเทนท์ดังกระหึ่มอย่างอะคาเดมี แฟนเทเชีย อยู่แล้ว บวกกับช่องยูบีซี อินไซด์ สถานีบันเทิงอีกรายการหนึ่ง

ยิ่งเมื่อแนวทางการทำงานของ “ยูบีซี” มีคำว่าคอนเวอร์เจนซ์นำหน้า สถานะของการเป็นเจ้าคอนเทนท์ก็ยิ่งชัดขึ้น

ไม่ใช่แค่ UBCAF ที่แรงไม่หยุดเท่านั้น วันนี้ยูบีซียังพยายามปั้นคอนเทนท์ฝีมือตัวเองอย่างต่อเนื่อง ในรอบปี 2549 ยูบีซีมีช่องรายการใหม่ที่ผลิตเองเพิ่มขึ้นถึง 3 ช่อง คือ ช่องเพลงไทยสากล 2 ช่อง คือ Majung (มะจัง) ทางยูบีซี 34 และช่องทรูมิวสิค ยูบีซี 30 รวมถึงช่องเกม G-Square ยูบีซี 22

ยูบีซีมั่นใจถึงขั้นไม่ต่อสัญญากับสองช่องเพลง เอ็มทีวี และ วีเอชวัน ซึ่งอยู่คู่กับยูบีซีมานาน

การรวบเอายูบีซีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการขยายฐานลูกค้าของกลุ่มทรูให้กว้างมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อยูบีซีเบนเข็มหันมาลงตลาดกลางลงล่าง หรือกลุ่มแมส เนื่องจากฐานลูกค้าระดับบนเริ่มตีบตัน

เห็นได้จากการปล่อยแพ็คเกจ UBC Knowledge Package สำหรับกลุ่มลูกค้าระดับล่าง ต่อด้วยการพ่วงบริการทรูมูฟและยูบีซีกับแพ็คเกจ ยูบีซี ฟรีวิว เพื่อให้ลูกค้าสามารถรับชม 31 ช่องรายการทีวี ทั้งฟรีทีวีช่องพิเศษหรือรายการของทรู ยูบีซี โดยเสียค่าบริการรายเดือน 300 บาท

จำนวนสมาชิกยูบีซีเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการใช้พลังทั้งหมดของกลุ่มทรูเพื่อผลักดัน UBCAF3 จนฮิตติดลมบน วัดจากการโหวตที่มีมากถึง 13.5 ล้านครั้งต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้นถึง 43% จาก UBCAF 2 จนเมื่อสิ้นสุดไตรมาส 3 ยูบีซีมีผู้ใช้บริการรวม 529,050 ราย ใกล้กับเป้าหมายที่ยูบีซีตั้งไว้ว่าจะสามารถขยายฐานสมาชิกทะลุ 6 แสนรายภายในปีนี้

นี่คือพลังคอนเวอร์เจนซ์ที่ตกทอดถึงยูบีซี

มองทางด้านโทรศัพท์พื้นฐาน ซึ่งดูเหมือนไม่มีอนาคต แต่สำหรับทรูกำลังถูกชดเชยด้วยบรอดแบนด์ ทำให้รายได้จากการให้บริการยังทรงตัวใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่ 5,795 ล้านบาท

มองเฉพาะ Consumer Broadband ทรูมียอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นถึง……. ผู้ใช้บริการใหม่ Consumer Broadband เพิ่มขึ้น 43,868 คน ในไตรมาสเดียว ทำให้บรอดแบรนด์ของทรู มีผู้ใช้บริการมากถึง 412,742 คนแล้ว และยังมีรายได้เฉลี่ยต่อคนสูงถึง 724 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้ด้านนี้ของทรู เพิ่มเป็น 899 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 80% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

บรอดแบนด์ของทรู เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีแนวโน้มสดใสจากยอดผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการขายพ่วง หรือ Bundle เป็นแพ็คเกจร่วมกับบริการอื่นๆ และจากการให้บริการ International Internet Gateway ซึ่งจะทำให้ทรูเป็นลีดเดอร์ในธุรกิจนี้ ทั้งยังขยายไปถึงโฮลเซลส์ด้วย

ถึงกระนั้นในธุรกิจบริการโทรศัพท์ ทรูก็ยังขาดทุนเพิ่มขึ้น โดยไตรมาส 3 ขาดทุน 515 ล้านบาท ขณะที่ในไตรมาสที่ 2 ขาดทุน เพราะยังต้องลงทุนใน Broadband Gateway

จะเห็นได้ว่าในเกม “คอนเวอร์เจนซ์” แม้ทรูจะเป็นผู้นำ เรียกคะแนนนิยมจากกองเชียร์ฝั่งทรู และคนดูขอบเวทีได้ไม่น้อย แต่ถ้าเป็นการวัดผลเชิงตัวเลขกำไร “ทรู” ก็ยังต้องเผชิญกับตัวแดงไม่จบสิ้น

ในไตรมาส 3 ตัวเลขการให้บริการทุกตัวของทรูดีขึ้น มีรายได้ 12,610 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่ผลขาดทุน (ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการควบรวมกิจการยูบีซี) เพิ่มขึ้นเป็น 745 ล้านบาท และยังมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 3,436 ล้านบาท

ส่วนผลประกอบการงวด 9 เดือน ทรูมีรายได้รวมกัน 37,603 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8% จากงวดเดียวกันของปีก่อน แต่ผลขาดทุนเท่ากับ 573 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายลงทุนเพิ่มขึ้น 8,291 ล้านบาท

ในมุมของธุรกิจ และการขยายตลาด ทรู ทำได้ดีทีเดียว เพราะยอดผู้ใช้บริการของทุกโปรดักท์เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น แต่เพราะยังตกอยู่ในวังวนของทะเลเลือด และการลงทุนใหม่ที่ต้องทำต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น รายจ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับรีไฟแนนซ์ ก็ยังทำให้ฐานะการเงินของทรูอ่อนแอต่อเนื่องไปอย่างน้อยก็ 2-3 ปี

นี่คือวิบากกรรมของ ทรู ?

หนังเรื่องนี้ยังไม่จบ เกมคอนเวอร์เจนซ์ของทรูเพิ่งเริ่มอย่างจริงจัง ทั้งยังโชว์ฟอร์มเจ๋ง ก็คงต้องดูกันต่อไปว่า กลยุทธ์ “คอนเวอร์เจนซ์” บรอดแบนด์ มือถือ และยูบีซี โดยมีคอนเทนท์เป็นตัวขับเคลื่อน จะทำให้ทรูสามารถเดินไปถึงปลายทางธุรกิจที่มี “กำไร” เป็นชัยชนะแห่งความสำเร็จได้หรือไม่

หรือทำได้แค่ขยายฐานผู้ใช้บริการ โดยไม่สามารถแก้ปมหนี้ที่เจ้าสัวน้อย “ศุภชัย เจียรวนนท์” แบกอยู่กว่า 8.6 หมื่นล้านบาทได้

“ในเกมคอนเวอร์เจนซ์ แม้ทรูจะเป็นผู้นำ เรียกคะแนนนิยมจากกองเชียร์ฝั่งทรู และคนดูขอบเวทีได้ไม่น้อย แต่ถ้าเป็นการวัดผลเชิงตัวเลขกำไร “ทรู” ก็ยังต้องเผชิญกับตัวแดงไม่จบสิ้น”

Widget ของเล่นใหม่แห่งปี 2007

มาตรฐาน

Widget ของเล่นใหม่แห่งปี 2007

ชุมชนออนไลน์ นับเป็นไฮไลต์ของปี 2006 ส่วนในปี 2007 ที่จะมาถึง หลายฝ่ายฟันธงแล้วว่า สุดยอดในโลกไฮเทคของปี 2007 จะต้องยกให้กับโปรแกรมไฮเทคสารพัดประโยชน์ หรือที่เรียกกันว่า Widget ที่จะมาทำให้ชีวิตออนไลน์ของผู้คนสะดวกสบายมากขึ้น

“ชอน สตรุฟเป้” มีพื้นที่ของตัวเองอยู่บน MySpace ชุมชนออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งยังแรงไม่สร่าง บนหน้าโฮมเพจส่วนตัวของเขามีประวัติและเรื่องราวของเขาบรรยายอยู่ในนั้น และมันจะถูกโหลดขึ้นมาพร้อมกับเสียงเพลงประกอบ นอกจากนั้นเขายังใส่รูปงานปาร์ตี้ครั้งล่าสุด 2 งาน เอาไว้สำหรับเพื่อนๆ

สตรุฟเป้ยังมีลิงค์ไปยัง YouTube ซึ่งเขาโหลดไฟล์วิดีโอของเขาขณะแต่งชุดแฟนซี และเสียงของคุณแม่ของเขาเอาไว้ “แต่ละคนก็อยากสร้างพื้นที่ส่วนตัวบนโลกไซเบอร์ของตัวเองให้น่าสนใจที่สุด หรือว่าสนุกสนานที่สุด” เขากล่าว

สมาชิกหลายล้านคนของ MySpace ตกแต่งหน้าตาโฮมเพจด้วยวิดีโอ รูปภาพ เพลง และอื่นๆ อีกมากมาย และเทคโนโลยีก็สร้างให้คุณเนรมิตหน้าตาของมันได้ตามความต้องการ เหมือนที่สตรุฟเป้ทำ สมาชิกหลายๆ คนไม่เคยรู้วิธีที่จะสร้างโฮมเพจ หรือเขียน HTML แต่ในที่สุดแล้วก็ต้องยกความชอบนี้ให้กับ Widget

Widget จำคำนี้เอาไว้ให้ดี เพราะมันคือเครื่องมือสารพัดประโยชน์ที่จะทำให้ชีวิตในโลกออนไลน์ของคุณ เต็มไปด้วยสีสันรับปีใหม่ที่จะมาถึง!!

หากคุณนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในที่ทำงาน คุณจะต้องเปิดเวบไซต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในแต่ละชั่วโมงการทำงานของคุณ เพื่อเช็คอีเมล ตรวจสภาพอากาศ ดูราคาหุ้น หรือดูผลการแข่งขันกีฬา แต่วันนี้ Widget จะทำให้ชีวิตของคุณสะดวกขึ้น การที่ต้องเปิดเวบไซต์ทีละเวบกลายเป็นชีวิตหน้าจอแบบล้าสมัยไปแล้ว

ด้วยโปรแกรมขนาดจิ๋วที่ติดตั้งลงบนคอมพิวเตอร์ เมื่อทำการใส่รหัสลงไป ผู้ใช้ก็สามารถเลือกเรื่องราวที่น่าสนใจของแต่ละเวบไซต์ที่ตัวเองต้องเชื่อมต่อเข้าไปทุกวัน มาใส่เอาไว้บนหน้าโฮมเพจส่วนตัว

และบนหน้าโฮมเพจนั้น จะมีการอัพเดทข้อมูลที่คุณต้องการตลอดเวลา “มันเป็นโฉมหน้าใหม่ของการท่องเวบไซต์” โอม มาลิค นักหนังสือพิมพ์ออนไลน์ และผู้ก่อตั้งเวบไซต์ gigaom.com กล่าว

เมื่อเดือนที่ผ่านมา “มาลิค” และ “ไนอัล เคเนดี” นักเขียนบล็อกรายหนึ่ง ได้ร่วมกันจัดทำเวบไซต์ที่สามารถใช้งานในลักษณะนี้ได้ โดยเรียกว่า Widgets Live เขาบอกว่า “Widget จะดึงเวบไซต์มาหาคุณเอง”

เขายังบอกอีกว่า มันจะเป็นเหมือนเครื่องประดับชิ้นงามบนเดสก์ทอปของคุณ “มันจะสร้างสีสันสดใสให้บล็อกของคุณ และทำให้เดสก์ทอปของคุณไม่ตกยุค”

ถ้าหากปี 2006 เป็นปีแห่งชุมชนออนไลน์ ทั้งการสร้างพื้นที่ส่วนตัว และการอัพโหลดวิดีโอลงไปใน YouTube ปี 2007 นี้จะเป็นปีที่โลกออนไลน์จะสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เวบไซต์ใหญ่ๆ อย่างกูเกิล และยาฮู! ให้สมาชิกได้มีพื้นที่ส่วนตัวแล้วหรือที่เรียกว่า customizable pages

สมาชิกสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เช่นดูปฏิทิน เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ รายวัน หรือเช็คสภาพคลื่นลมในทะเล ทั้งหมดนี้สามารถเลือกดูดได้บนหน้าโฮมเพจของคุณเองโดยที่ไม่ต้องลิงค์ไปยังเวบไซต์ใดๆ ให้เสียเวลา

บนเวบไซต์จะมีฟังก์ชัน Widgets ให้พวกเขาเลือกคอนเทนท์ที่ถูกใจมาแปะเอาไว้บนโฮมเพจ และในช่วงทดลองที่ผ่านมา ก็ปรากฏว่าสมาชิกส่วนใหญ่ขานรับเป็นอย่างดี

“โฮมเพจส่วนตัวของกูเกิลเป็นสินค้าที่ขายดีและขายเร็ว” มาริสสา เมเยอร์ ผู้บริหารของกูเกิลฝ่ายผลิตภัณฑ์และการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้ากล่าว พร้อมกับบอกอีกว่า “ค่อนข้างแน่ใจว่าตลาดนี้ยังมีช่องว่างอีกมหาศาล และผู้คนอีกมากมายจะหลั่งไหลมาสร้างพื้นที่ส่วนตัวบนกูเกิล”

ไม่เพียงแต่ผู้ให้บริการคอนเทนท์รายใหญ่ที่เป็นที่นิยมเท่านั้นที่ขานรับรูปแบบธุรกิจเช่นนี้ ผู้นำสื่อในยุคเก่าๆ อย่างเช่นนิวยอร์ก ไทมส์ วอลล์สตรีท เจอร์นัล และ ESPN เองก็เริ่มจะเปิดโอกาสให้สมาชิกของเวบไซต์ได้สร้างพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง เมื่อพวกเขาล็อกออนเข้าไปในเวบไซต์สำหรับเปลี่ยนภาพ อย่าง Flickr.com โดยมีฟังก์ชันแจ้งเตือนไปยังเพื่อนๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาอัพโหลดรูปใหม่ๆ ลงในระบบ และเมื่อเดือนที่แล้ว Fox Interactive Media ซึ่งเป็นเจ้าของ MySpace, RottenTomatoes.com และ Askmen.com ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มของตัวเองภายใต้ชื่อ SpringWidgets

นี่ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับผู้นำทางด้านสื่อออนไลน์รายใหญ่ๆ เท่านั้น แต่สตีฟ รูเบล นักการตลาด และนักวิเคราะห์อาวุโสของบริษัท Edelman public relations บอกว่า Widgets สามารถเป็นตัวชี้วัดความน่าสนใจของเวบไซต์ส่วนตัวของเขาได้ด้วย

เขายังยกตัวอย่างอีกว่า ถ้าหากเราอ่านหนังสือพิมพ์ธรรมดา เราคงไม่สามารถรู้ได้ว่าข่าวนั้นเป็นที่นิยม หรือมีคนอ่านมากขนาดไหน แต่สำหรับข่าวสารบนกูเกิล เราสามารถดูความนิยมของข่าวได้

“บริษัทสื่อต่างๆ มักจะต้องการรู้ว่ามีการคลิกเข้ามาชมมากน้อยแค่ไหน และผู้ชมเลือกชมอะไรมากที่สุดบนเวบไซต์” รูเบิลกล่าว “พวกเขาจะใช้ตัวเลขนั้นเองไปสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง และด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ พวกเขาก็เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น”

Widgets จะถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ภายในปี 2007 นี้ โดยในฤดูใบไม้ร่วง แอปเปิลคอมพิวเตอร์จะเปิดตัวระบบปฏิบัติการ Mac OS X โดยใช้โค้ดเนมว่า “Leopard” ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถสร้าง Widgets ได้ด้วยตนเองจากไฟล์เปล่าๆ และยังสามารถแชร์ข้อมูลกับผู้อื่นได้ด้วย

ขณะเดียวกัน ไมโครซอฟท์ก็ระเบิดตัวระบบปฏิบัติการแบบใหม่ Vista ที่มาพร้อมกับ Gadgets กว่า 11 ตัว ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถอัพโหลดข้อมูลผ่าน Windows Live ได้

“ผมคิดว่าเราจะได้เห็นโปรแกรมสารพัดประโยชน์นี้ออกมาอีกหลายพันโปรแกรม” เกเบ้ ดอร์ฟแมน ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์กล่าว พร้อมกับบอกอีกว่า “โปรแกรมเหล่านี้พัฒนาขึ้นมาง่าย ต้นทุนไม่สูงนัก และไม่ได้ใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ผู้ใช้จะเข้าใจ”

แน่นอนว่า ความนิยมของบรรดาเครื่องมือเหล่านี้ ย่อมเป็นโอกาสอันดีสำหรับนักโฆษณา และนักการตลาด อย่างที่ห้างทาร์เก็ต มีเครื่องมือที่จะนับถอยหลังสู่วันคริสต์มาส

ยูพีเอสก็มีการใช้ Widget สำหรับตรวจสอบการส่งสินค้า ส่วน Purina ก็มีการติดตั้ง Weather Widget เพื่อให้ผู้ที่เป็นสมาชิกได้ทราบสภาวะอากาศก่อนจะตัดสินใจออกนอกบ้านเพื่อกิจกรรมในวันหยุดพิเศษนี้ ซึ่งในสองสัปดาห์แรกที่มีการใช้งาน มีการดาวน์โหลดจากสมาชิกไปใช้ถึง 15,000 ครั้ง ซึ่งนักการตลาดมองผลลัพธ์ในแง่ของแบรนด์ว่า หากมีการดาวน์โหลดลงบนเดสก์ทอปของสมาชิก แน่นอนว่าจะต้องมีโลโก้ของ Purina บนหน้าจอคอมพิวเตอร์กว่า 15,000 เครื่อง

“มันดียิ่งกว่าโฆษณาเสียอีก” โอม มาลิค กล่าว “เพราะมันจะอยู่ตรงหน้าคุณไปอย่างนั้นอย่างถาวร ในที่สุดแบรนด์นั้นจะกลายเป็นแบรนด์ของคุณ”

จาก http://www.newsweek.com

เรียบเรียงโดย ดวงกมล วงศ์วรจรรย์

โตโยต้าผุดเว็บ Social Networking เอาใจลูกค้า Hybrids

มาตรฐาน

ข่าวนี้แปลมาจาก Toyota Launches Social Network for Hybrid Owners โดย Matthew G. Nelson จาก ClickZ.com นะครับ ผมเอามาเรียบเรียงอีกทีให้เป็นไทย ๆ

สำหรับคนรักรถ (และชอบไอทีด้วย)ทั้งหลายคงได้เฮกันสักที เมื่อทางโตโยต้า (ที่อเมริกานะ)ได้เปิดตัวเว็บไซต์แนว Social Networking (คล้าย ๆ Hi5 – ผู้แปล)สำหรับสร้างชุมชนของคนรักรถโตโยต้าที่มีการใช้ระบบ Hybrid Synergy Drive ขึ้นมา เข้าไปดูได้ที่ Toyota.com/hybrids เปิดให้ลูกค้าสามารถเข้าไปโพสต์รูปวิดีโอคล้าย ๆ YouTube แชร์ภาพระหว่างกันได้ นัดเจอกันได้ เพิ่มโอกาสให้เจ้าของรถรู้จักกันมากขึ้น คุยกันมากขึ้น ตอนนี้มีคนร่วม register แล้วกว่า 10,000 ราย

เจ้าของไอเดียคราวนี้ไม่ใช่ใคร แต่เป็นเอเยนซี่โฆษณาชื่อดัง Saatchi & Saatchi LA และร่วมพัฒนาโดยบริษัท Firstborn ที่มาดูแลในด้านมัลติมีเดีย และการผลิต

ในเว็บไซต์จะเปิดให้คนเข้ามาลงทะเบียนให้รู้จักกันว่าขับรถสีอะไร อายุเท่าไหร่ พร้อมกับมีแผนที่ interactive และเครื่องมือคำนวนค่าแก๊ส เพื่อให้ผู้ขับขี่โตโยต้าประหยัดได้มากยิ่งขึ้น โดย Ryan Thomas executive producer จากบริษัทFirstborn ได้เผยว่า

“มันเป็นไอเดียของเราที่จะดึงเอาคอนเซ็ปต์ของเว็บไซต์แนว Social Networking กับสิ่งที่ผู้ขับขี่โตโยต้าต้องการมาจับรวมกันในรูปแบบ hybrid community หรือจะบอกว่าเป็นสื่อผสมผสานก็ได้ เราจะ connect ลูกค้าของเราไว้ด้วยกัน ให้ข้อมูลพวกเขา ซึ่งเราคาดว่าต่อไปเว็บไซต์จะมีความสามารถที่ดีมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งเรายังจะดำเนินแผนการตลาดแบบใหม่ เช่นการเชิญผู้ที่เป็น user ในเว็บของเรามาเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาของเราว่าเขาหรือเธอประทับใจกับโตโยต้ามากแค่ไหน เราอยากใช้คนจริง ๆ มาเป็นพรีเซนเตอร์ เพราะได้อารมณ์มากกว่า”

- – – – – –
ไอเดียของโตโยต้าที่ LA ก็น่าสนใจใช่เล่นนะครับ ถ้าหากว่าค่ายรถในบ้านเราอยากจะลองทำดูบ้าง ผมว่าก็ไม่เลวนะ เป็น CRM ที่ดีอย่างหนึ่งด้วย

อีเบย์จับมือผู้จัดการออนไลน์ เปิด "ผู้จัดการ ออคชั่น"

มาตรฐาน

เปิดตัวเรียบร้อยแล้วสำหรับมินิเว็บไซต์ “ผู้จัดการ ออคชั่น” (Manager Auction)เว็บไซต์ประมูลที่นำเอาความสามารถด้านการจัดการการประมูลบนอีเบย์มาใช้กับกลุ่มผู้อ่านบนเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงการโฆษณาของอีเบย์ แต่ก็นับว่าเป็นการเปิดศักราชใหม่ทางด้านธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับอีเบย์

ในช่วงปลายปี 2549 หลายคนคงสังเกตเห็นการรุกคืบเปิดตลาดของอีเบย์ในเมืองไทยด้วยการเปิดตัวเว็บไซต์ Ebay.co.th โดยการสนับสนุนให้เกิดชุมชนของผู้ค้าขายชาวไทยอย่างเป็นทางการผ่านทางบริษัทไทยเวนเจอร์ให้เป็นตัวแทนในการจัดทำสัมมนาให้ความรู้ผู้ประกอบการไทยในการซื้อ-ขายผ่านอีเบย์ พร้อมกับจัดให้มี representative คนไทยประจำประเทศไทย คอยประสานงานกับสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศแล้ว

ท้ายสุดผมมีข่าวมาประชาสัมพันธ์ครับ(ไม่ได้ค่าหัวคิวนะคร๊าบบบ)

อีเบย์และกูเกิลได้ถูกเชิญไปร่วมบรรยายในสัมมนาของกรมส่งเสริมการส่งออกในหัวข้อ “การทำธุรกิจแบบ E-Commerce
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” วันที่ 18 มกราคมที่จะถึงนี้ มีค่าใช้จ่าย 1,000บาทครับ แต่ผมว่าใครอยากเสริมศักยภาพบริษัทตัวเองด้วยอินเทอร์เน็ต ผมแนะนำนะครับ อ่านรายละเอียดการร่วมสัมมนาได้ที่นี่เลยครับ

คนที่น่ารู้จัก และอยากแนะนำให้รู้จัก

มาตรฐาน

หลับตานึกย้อนหลังไปถึงช่วงปี 2545 เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นหนังสือคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะด้านอินเทอร์เน็ตวางขายอยู่หลายเล่ม และหนึ่งในเล่มที่โดดเด่นมากที่สุดนั้นเล่มค่อนข้างใหญ่ ปกสีส้มวางเด่นอยู่กลางแผง ชื่อ “คัมภีร์ Web Design” หนังสือที่ว่าด้วยพื้นฐานในการออกแบบเว็บไซต์ แน่นอนว่าในช่วงที่ฟองสบู่ธุรกิจดอทคอมกำลังฟูฟ่องนั้น หนังสือเล่มนี้ก็ได้รับอานิสงค์ในด้านยอดขายไปด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มันจะกลายเป็น Best Seller ของซีเอ็ดในช่วงนั้น และได้พิมพ์ซ้ำมากกว่า 3 ครั้ง ต่อจากนั้นก็เริ่มมีหนังสือ “ผ่า! เว็บดัง เจาะไซท์เจ็บ” ซึ่งก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยผู้ชายที่ชื่อ มาร์ค ธวัชชัย ศรีสุเทพ

มาร์คเป็นใคร แล้วทำไมผมต้องเขียนถึงเขา?

ที่จริงแล้วมาร์คเป็นชื่อที่เพื่อน ๆ สมัยเรียนที่สหรัฐฯ เรียก แต่จริง ๆ แล้วเขาชื่อ ‘ช้วง’ ผมกับคุณช้วงไม่เคยรู้จักกันมาก่อนจนกระทั่งผมได้เจอเขาในงานของสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ได้คุยกันถึงรู้ว่าช้วงอายุอานามมากกว่าผมเล็กน้อย พื้นฐานคือเป็นคนที่ศึกษาเรื่องเว็บดีไซน์มาตั้งแต่ปี 2541 สร้างเว็บให้กับหน่วยงานหลาย ๆ แห่ง และเป็นวิทยากรให้กับองค์กรต่าง ๆ ปัจจุบันดูแลเว็บไซต์ Markmyweb.com และค้นคว้าเรื่องเว็บดีไซน์อย่างจริงจังเพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับคนที่สนใจทำเว็บทุกคน (เขาจบปริญญาตรีด้านเภสัชฯ แต่สนใจเรื่องเว็บมากจนกระทั่งเรียนต่อโทด้าน IS)

ช้วงกลับมาเมืองไทยก็เริ่มเขียนหนังสือเรื่อยมา ไม่ว่าจะขายได้หรือไม่มั่นใจว่าขายได้ แต่ถ้าคุณช้วงแกมั่นใจว่าดี แกก็จะออกวางขาย เช่น “รอบรู้ Fireworks MX 2004″ ที่เจ้าตัวบอกว่าไปเสนอสำนักพิมพ์ แต่เขาก็ไม่สนใจ เลยพิมพ์เอง พอออกไปแล้วก็ได้รับแรงตอบรับแบบถล่มทลายมาก (ถล่มจนตัวเองทลายไปพักใหญ่ ๆ)

ช้วงยังไม่ยอมแพ้… เมื่อต้นปี 2548 เขาเข็นหนังสือชื่อ “Beginning Web Design – เริ่มต้นสร้างเว็บไซต์อย่างถูกวิธี” หนังสือที่ผมอ่านแล้วคิดว่าน่าจะเป็นหนังสือประกอบการเรียนการสอนด้านเว็บดีไซน์เหลือเกิน เพราะว่าช้วงเขียนได้ครอบคลุมเนื้อหาที่ผู้ดูแลเว็บควรจะรู้ รวมทั้งเบื้องหลังการรวบรวมเนื้อหาจากตำราต่างประเทศนับร้อยเล่มที่ช้วงอ้างอิงถึง ล้วนแล้วแต่เป็นตำราชั้นดีทั้งนั้น ผมได้ส่งหนังสือเล่มนี้ให้คณะกรรมการสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยดูอีกครั้ง และทางสมาคมฯ ก็ได้แนะนำหนังสือเล่มนี้กับสมาชิกว่า หากต้องการหนังสือที่แนะนำการทำเว็บไซต์เบื้องต้น ก็ขอให้ดูหนังสือเล่มนี้

แต่ท้ายที่สุดผลลัพธ์ก็คือยอดขายที่ไม่ค่อยน่าประทับใจสักเท่าไหร่ ถ้าให้พูดตรง ๆ เลยก็คือยอดขายไม่ดี ผิดกับคุณภาพที่ช้วงได้พยายามเขียนและคัดสรรมาให้คนอ่านทุกคน แต่ที่น่านับถือน้ำใจของคุณช้วงแกจริง ๆ ก็คือคำพูดที่ว่า “ผมมีความสุขตรงนี้ ดีใจที่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ ผมตั้งเป้าไว้ว่าจะเขียนออกมาให้ได้สักปีละหนึ่งเล่ม” แล้วคุณช้วงแกก็ทำอย่างนั้นจริง ๆ ครับ คือเขียนออกมาประมาณปีละหนึ่งเล่ม แถมพิมพ์เองอีก เน้นคุณภาพเหลือเกิน

ผมถามแกตรง ๆ ว่าแล้วรายได้จากการขายหนังสือหนึ่งเล่มต่อปีมันไหวไหม แกตอบว่าถ้าไม่ไหวก็จะทำโปรเจ็คต์พิเศษเป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ขายราคาไม่แพง ไม่ต้องมี research back up อะไรมากนัก เช่น “ฟอนต์ไหนดี? – คู่มือฟอนต์เพื่องานออกแบบ” และล่าสุด “ชุดสีโดนใจ – ชุดสีพร้อมใช้สำหรับงานออกแบบ กราฟิก สิ่งพิมพ์ เว็บไซต์และมัลติมีเดีย”

ที่น่าสนใจคือโปรเจ็คต์พิเศษพวกนี้ ขายดีกว่าหนังสือที่ช้วงตั้งใจเขียนมากมาย แต่มันก็ยังไม่ได้มากมายอะไร เพราะช้วงไม่ได้มีแรงโปรโมทเยอะเหมือนสำนักพิมพ์ทั่วไป

สิ่งที่ผมต้องการจะบอกก็คือ ความตั้งใจของช้วง กับตลาดหนังสือคอมพิวเตอร์บ้านเรายังไม่ตรงกันนัก ผมรู้สึกเสียดายถ้าหากว่าวันหนึ่งช้วงเกิดบอกว่าเขียนหนังสือออกมาไม่ไหวแล้ว วงการหนังสือคอมพิวเตอร์เมืองไทยอาจขาดนักเขียนคุณภาพดีไปอีกหนึ่งคน

ซึ่งผมไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้นเลย