Yahoo!




IMG_4761

Originally uploaded by jakrapong

เจ้ากระป๋องใบนี้ไม่ได้แตกต่างอะไรกับกระป๋องทั่วไปเลยครับ เพียงแต่มันเป็นกระป๋องที่เราแปะป้าย Yahoo! เข้าไป แล้วเราใช้งานมันอยู่ใน HQ ของพวกเราเท่านั้นเอง

พูดถึงกระป๋อง ผมเคยมีประสบการณ์ ‘ตกกระป๋อง’ มาก่อน มันคือประสบการณ์ครั้งผมยังทำงานที่กรุงเทพฯ ผมเคยได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ในองค์กรมากๆ แต่วันหนึ่งอะไรๆ มันก็เปลี่ยนไปได้ ผู้ใหญ่ที่เคยไว้เนื้อเชื่อใจ กลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยสาเหตุการเมืองในองค์กร

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการ ‘ตกกระป๋อง’ ก็คือ ถ่อมตัวเอาไว้ ทุกอย่างมีขึ้นมีลง วันนี้ทำอะไรก็ดี แต่ต่อไปมันก็เปลี่ยนแปลงได้ หรือแม้แต่องค์กรที่ผมรักมากๆ อย่างที่ Yahoo! นี้ก็เช่นกัน ผมกำลังสนุกกับมัน แต่ผมก็ได้เตรียมตัวตลอดเวลาที่จะพบกับความเครียดที่จะถาโถมเข้ามาในวันใดวันหนึ่งเช่นกัน

แล้วคุณล่ะ เคยตกกระป๋องหรือยัง?

ทำไมต้องชุมชนออนไลน์?

เมื่อตอนที่แล้วผมบอกว่าชุมชนออนไลน์คืออะไร วันนี้ก็มาถึงประเด็นที่ว่าทำไมต้องเป็นชุมชนออนไลน์ด้วย รู้แล้วว่าชุมชนออนไลน์คืออะไร แต่ทำไมต้องสร้างขึ้นมา มันมีประโยชน์อะไร ในเชิงการตลาดมันมีผลต่อสินค้าและบริการอย่างไร

เพื่อให้คุณได้เห็นภาพชัดขึ้น ผมมีตัวอย่างครับ อันนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับผม นั่นคือผมอยากจะซื้อรถยนต์สักคน เพราะสมัยยังอยู่เมืองไทย บ้านผมอยู่ปทุมธานีไกลจากออฟฟิศที่ประตูน้ำประมาณ 30 กิโลเมตร แถมจากบ้านไปปากซอย วินรถมอเตอร์ไซต์ยังไม่มี ต้องเดินไปประมาณสองกิโลเมตร นับว่าเป็นกรรมของคนอ้วนเช่นผมเป็นอย่างมาก … เอาล่ะก็ต้องซื้อรถ

ผมเริ่มต้นโดยการเปิด Search engine ค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดที่เป็นยี่ห้อรถยนต์ที่ผมสนใจ แต่สิ่งที่ผมเจอจากการค้นหาก็คือเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของรถยี่ห้อนั้นๆ แต่พอผมเข้าไปในเว็บก็พบว่ามีสเป็คของรถยนต์แต่ละรุ่นให้เลือก ให้เปรียบเทียบพร้อมทั้งราคา ซึ่งก็ดูเข้าที แต่เอาเข้าจริงๆ ผมอยากรู้มากกว่านั้น แต่ในเว็บก็บอกว่าให้ผมไปติดต่อโชว์รูมเลย ทั้งที่ผมยังไม่อยากไปเจอพนักงานขายตอนนี้

ผมแค่อยากทำการบ้านก่อนว่ารถยนต์รุ่นไหนจะเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผม แต่ผมค้นแล้วค้นอีกก็ยังไม่มี ผมเจอแต่ว่าตอนนี้เปลี่ยนตัวกรรมการผู้จัดการคนใหม่ของบริษัท โบรชัวร์รถยนต์ซึ่งเป็นข้อมูลโฆษณาพื้นๆ ที่จะหาดูได้ทั่วๆ ไป และข่าวโครงการประชาสัมพันธ์ว่าบริษัทไปทำกิจกรรมโรดโชว์ที่ไหนบ้าง คลิปวิดีโอโฆษณาที่เขาจ่ายให้กับสถานีโทรทัศน์ เอามาโฆษณาให้ผมดูอีกในเว็บไซต์ ถามว่าข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์อะไรกับผมไหม ก็มี แต่ผมเชื่อในแบรนด์ของคุณแล้ว ผมเชื่อในระดับนึงแล้วว่ารถคุณน่าสนใจ คุณทำให้ผมเชื่อได้ตั้งแต่ก่อนจะเข้าเว็บไซต์แล้ว ทำไมต้องเอามาโชว์ผมอีก? ผมอยากรู้มากกว่านั้น ผมเลยออกจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของบริษัทรถยนต์ต่างๆ

ไม่ครับ…ผมยังไม่ยอมแพ้ ผมพยายามหาข้อมูลในเว็บไซต์ของเต้นท์รถต่างๆ แต่เต้นท์รถก็อยู่ในสถานะเดียวกันกับบริษัทรถยนต์คือ ต้องการ ‘โฆษณา’ รถยนต์ เชียร์ว่าคันไหนดี แล้วแต่ผมจะเชื่อพนักงานขาย 

ผมค้นๆๆๆๆๆ ต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปเจอ User Group ของบริษัทรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งไม่ได้อยู่ในความสนใจของผมเลยตั้งแต่แรก แต่ว่าในเว็บไซต์นั้นเป็นกลุ่มของคนที่หลงไหลรถยนต์ยี่ห้อนี้มากๆ สมาชิกในเว็บไซต์แต่ละคนจะถ่ายรูปตัวเองกับรถคู่ใจ พร้อมกับเล่าถึงประสบการณ์ในการใช้งานรถคันโปรด เนื่องจากความที่เป็น User Group คนกลุ่มนี้จึงกล้าวิจารณ์ทั้งจุดเด่นและจุดด้อยของรถยนต์ยี่ห้อนี้รุ่นนี้ ผมเข้าไปมีส่วนร่วมในชุมชนของแฟนคลับรถยนต์คันนี้ ซึ่งในเว็บ User Group นี้ มีจุดประสงค์ว่า

1. เป็นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับรถยี่ห้อนี้รุ่นนี้ ในกลุ่มผู้รักรถรุ่นนี้
2.แลกเปลี่ยน/ซื้อขายรถยนต์และอุปกรณ์ประดับยนต์ต่างๆ
3.เพื่อสันทนาการในหมู่คนรักรถยี่ห้อนี้
4.เพื่อรวบรวมผู้ใช้และชื่นชอบรถยี่ห้อนี้ในภาคใต้ ให้ได้มีโอกาสทำกิจกรรมดีๆ อันเป็นประโยชน์แก่สังคมร่วมกัน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจรรโลงสิ่งดีงาม มิตรภาพ และความรักแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม  

ผมเข้าไปในเว็บบอร์ดของ User Group กลุ่มนี้ ถามและตอบจนกระทั่งได้ข้อมูลมากจนพอใจ จึงเริ่มค้นหาดีลเลอร์ และในที่สุดก็ซื้อรถยี่ห้อที่ผมไม่ได้คิดจะซื้อตั้งแต่แรก

ในขณะที่เว็บไซต์ของรถยนต์ยี่ห้อใหญ่ๆ ทั้งหลายกลับไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรกับผมด้านนี้เลย เว็บของบริษัทรถยนต์พยายามจะ ‘โฆษณา’ ผม พยายามจะ ‘กล่อมให้ผมเชื่อ’ ว่ารถเขาสวย และดีอย่างไร แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อมูลอย่างละเอียดทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการบอกเล่าถึงประสบการณ์ผู้ใช้ทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ในขณะที่กลุ่ม User Group นั้นไม่ได้พยายาม ‘โฆษณา’ ผม แต่เขาพยายาม ‘สร้างความสัมพันธ์’ กับผม

จะเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทรถยนต์หากเขาสนใจที่จะสนับสนุน User Group ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบของชุมชนออนไลน์ ผมอาจจะซื้อรถยนต์ยี่ห้อที่ผมคิดจะซื้อแต่แรกก็ได้ แต่ผมไม่มีข้อมูลในการตัดสินใจเพียงพอ ผมจะทำอย่างไรได้? นี่คือการเสียโอกาสทางการขายของบริษัทรถยนต์ที่ให้ค่ากับเว็บไซต์แนวชุมชนออนไลน์น้อยเกินไป

วันนี้แค่นี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวตอนหน้ามาว่ากันถึงผลิตภัณฑ์แบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่รถยนต์บ้าง

จุดเริ่มต้นของชุมชนออนไลน์สไตล์ไทยๆ

มาทำตำแหน่ง Community Manager ที่ Yahoo! ได้ครึ่งปี ผมเริ่มรู้สึกว่าผมทำอะไรไปหลายอย่างในการสร้างชุมชนออนไลน์กับ Yahoo! เลยคิดว่าอยากจะรวบรวมทฤษฎี แนวคิด แนวปฎิบัติ และกรณีศึกษาจากประสบการณ์ของผมเกี่ยวกับ “การสร้างชุมชนออนไลน์” มาแชร์กันเอาไว้ที่นี่ ผมอยากเขียนมันขึ้นมาเพราะว่าอยากจะสร้างทฤษฎีของตัวเองขึ้นมา (เพราะบางทีอ่านของฝรั่งแล้วรู้สึกว่าบริบทมันไม่ได้ตรงกับนิสัยคนไทย) และคิดว่าตัวเองก็ยังไม่ได้รู้ไปเสียทุกอย่าง ก็เลยอยากจะแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดกับคุณผู้อ่านที่ทำงานอยู่ในแวดวงคนทำเว็บ หรือด้านใดก็ได้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ดังนั้นถ้าผมเขียนไปแล้วคุณรู้สึกว่ามันดีก็ช่วยชมหน่อย หรือมันดูทะแม่งๆ ก็ช่วยตบๆ ให้เข้าที่เข้าทางหน่อยนะครับ

วันนี้ประเดิมครั้งแรกก็น่าจะเป็นนิยามของคำว่าชุมชนออนไลน์ก่อนนะครับ เราจะได้เข้าใจตรงกันว่าชุมชนออนไลน์ที่เรากำลังจะพูดถึงมันต่อไปนี้มีความหมายว่าอะไร

ชุมชนออนไลน์ คือ “กลุ่มคนที่รวมตัวกันผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเว็บไซต์) โดยกลุ่มคนที่ว่านี้จะมีปัจจัยร่วมที่คล้ายคลึงกัน (ปัจจัยร่วม เช่น ความคิด ความเชื่อ ความสนใจ รสนิยม วัฒนธรรม เพศ อายุ ฯลฯ)  เป็นแบบอย่างเดียวกัน หรือมีเป้าหมายร่วมกันทำการใดๆ ให้สำเร็จ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทำงานร่วมกัน แบ่งปันกัน ด้วยพลังของคนหลายๆ คน”

ธุรกิจดอทคอม

เจอเจส ที่สมาคมผู้ดูแลเว็บไทยบอกว่าอยากให้กรรมการสมาคมช่วยกันเขียนบทความส่งลงหนังสือรายงานประจำปี เลยไปเอาบทความเก่าที่เคยเขียนไว้มาปรับปรุงใหม่

- – - – - – - – - – - – -

สร้างฐานลูกค้ากันก่อนดีกว่าไหม?

ระยะหลังๆ นี้ผมไม่ค่อยได้อยู่ที่เมืองไทยเนื่องจากย้ายมาทำงานต่างประเทศ ทำให้พอจะมีเวลาได้อยู่กับตัวเอง ได้ครุ่นคิดถึงสิ่งที่ผ่านมาในวงการอินเทอร์เน็ตไทยแบบคนนอกมองคนในมากยิ่งขึ้น และผมขอออกตัวก่อนนะครับว่าสิ่งที่ผมเขียนวันนี้เป็นแค่ความคิดเห็นของผม อาจจะมีทั้งถูกและผิด ถ้ามีอะไรก็เขียนท้วงหรือมาอัพเดทกันได้ที่บล็อกของผมนะครับ jakrapong.com

ผมครุ่นคิดในประเด็นที่ว่า ทำไมศักยภาพของธุรกิจอินเทอร์เน็ตไทยถึงยังเติบโตได้ช้าเมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่เขาโตเอาๆ เป็นข่าวอยู่ทุกวี่ทุกวัน ถ้าวัดกันด้วยเม็ดเงินก็ดูจะแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ส่วนหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือขนาดทางเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้ใหญ่มาก มูลค่าทางเศรษฐกิจของสินทรัพย์ทางอินเทอร์เน็ตก็ยังไม่ได้มีมูลค่าสูงมาก

แต่นี่ล่ะคือโอกาสที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าบริษัทที่ประกอบการด้านอินเทอร์เน็ตสัญชาติไทยไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้เท่าไหร่  รายได้ที่ยังไม่มาก จำต้องอาศัยรายได้อื่นเสริม เช่น ทำเว็บขายแบนเนอร์อย่างเดียวไม่พอ เดี๋ยวนี้ต้องขายออดิโอเท็กซ์ 1900 พ่วง ต้องขายคอนเทนท์บนโทรศัพท์มือถือ ประเภทริงโทน คอลลิ่งเมโลดี้ ระยะหลังๆ นี้มีเพิ่มมาอย่างหนึ่งก็คือ รูปแบบการโฆษณา ที่เสิร์ชเอ็นจิ้นวางตัวเป็นตัวกลางในการโฆษณาเอาโฆษณามาแปะในเว็บไซต์แล้วแชร์เงินกันไประหว่างเสิร์ชเอ็นจิ้นในฐานะตัวแทนโฆษณาและเจ้าของเว็บไซต์ หาบริษัทที่จะจัดตั้งทำด้านดอทคอมจริงๆ ลำบากมาก

บริษัทที่ถือว่าเป็นผู้ประกอบการอินเทอร์เน็ตบ้านเราก็มีหลายแบบครับลองไล่เรียงกันดู เขาทำอะไรกันบ้าง

1.  Internet Service Provider (ISP) ที่ผ่านมาทำสงครามราคากันดุเดือดเลือดพล่านมาก เราไม่ได้มองที่มูลค่าแท้จริงในการลงทุนกันเท่าไหร่ แต่เราพยายามสร้างฐานลูกค้าให้มากที่สุดมากกว่า ส่วนตัวแล้วผมไม่เคยเห็นรายได้ที่แท้จริงจากผู้บริโภคทั่วไปแบบ B2C เลยครับ มีแต่การขายระดับองค์กรแบบ B2B ที่  ISP เขาเข้าไปขาย leased line ให้กับบริษัทต่างๆ ที่ต้องการระบบเครือข่าย และบริการอินเทอร์เน็ตในออฟฟิศเท่านั้นเอง ตอนนี้อยู่ที่ว่าใครสายป่านยาวกว่ากัน แล้วใครจะให้บริการได้ดีกว่ากันภายใต้สงครามราคาที่โหดร้ายนี้ ผมเคยขอความรู้จากผู้บริหารระดับสูงของ ISP แห่งหนึ่งในบ้านเราตอนนี้ เขาก็ยอมรับครับว่ารู้ทั้งรู้ว่าสงครามนี้ไม่ดี แต่ก็ต้อง ‘กลืนเลือด’ อดทนไว้เพื่ออนาคต  ตอนนี้เห็นว่าบางรายเดินเกมเรื่องดาวเทียมเสร็จแล้ว อาจจะมีอะไรดีๆ ตามมาสำหรับผู้บริโภคครับ

2.  บริษัทตัวแทนโฆษณาออนไลน์ บ้านเราเมื่อก่อนนี้ก็มีไม่กี่บริษัท ตอนนี้เริ่มขยับตามกันมาเรื่อยๆ เพราะรายได้จากการโฆษณามันเห็นกันชัดๆ  บริษัทรับทำเว็บทั่วๆ ไปเมื่อก่อนนี้ก็ปรับตัวกลายมาเป็นบริษัทตัวแทนโฆษณากันมากขึ้น บริษัทตัวแทนโฆษณารายใหญ่ๆ ก็ตั้งบริษัทลูกขึ้นมารองรับเยอะแยะ เช่น SC Matchbox ก็เปิดบริษัทลูกอย่าง Adaptor ขึ้นมา บริษัทตัวแทนโฆษณานี่ล่ะครับที่จะเป็นกำลังสำคัญ คนทำเว็บไทยควรจะรู้วิธีที่จะทำงานกับบริษัทตัวแทนโฆษณาออนไลน์ให้มากเข้าไว้

3.  Software House ที่ทำเว็บแอพพลิเคชั่น/ บริษัทรับทำเว็บ/ บริษัทเกมออนไลน์/ บริษัท คอนเทนท์บนโทรศัพท์มือถือ/บริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น แผนที่ ไดเร็คทอรี่ ฯลฯ

4.  บริษัทแนว Brick & Mortar คือบริษัทดั้งเดิมที่ต้องการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตในเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ อาจจะเปิดเว็บขึ้นมารักษาฐานลูกค้า หรืออำนวยความสะดวกในการทำจัดส่งและการขาย ตัวอย่างชัดๆ ก็เช่น Manager.co.th เว็บของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการที่อัพเดทข่าวให้เราๆ ท่านๆ อ่านกันได้ 24 ชั่วโมง (จนกลายเป็นเว็บข่าวที่คนติดตามมากที่สุด) หรืออย่างบล็อก Oknation.net ของกลุ่มเนชั่น หรือแม้แต่สมุดหน้าเหลืองก็มีเว็บอย่างเว็บ YellowPages.co.th เพื่อให้ผู้ใช้ที่ต้องการค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของบริษัทร้านรวงต่างๆ สะดวกมากขึ้น

5.  บริษัทแนวดอทคอมเพียวๆ  (และเป็นบริษัทในแนวที่ผมต้องการพูดถึงในบทความนี้) มักจะทำเว็บไซต์เป็นผลิตภัณฑ์หลัก และทำตัวเป็นสื่อออนไลน์มักจะมุ่งให้บริการฟรีกับผู้ใช้เว็บไซต์แต่เน้นรายได้จากโฆษณา เช่น Sanook.com Kapook.com ThaiSecondhand.com ซึ่งกำลังมีการเปลี่ยนแปลงสูงเพราะการเข้ามาของเว็บไซต์ระดับโลกหลายๆ เจ้า เช่น Yahoo.co.th, Google.co.th, Ebay.co.th

บริษัทแบ่งรายได้ที่เป็นเม็ดเงินชัดๆ ออกเป็นสามส่วน คือ
1.โฆษณาออนไลน์
2.ค่าบริการจัดจ้างจัดทำ เช่น ค่าใช้บริการทั้งออนไลน์และออฟไลน์, โฮสติ้ง, จัดทำเว็บไซต์, Software
3.รายได้อื่น ๆ จากผู้ใช้งานเว็บไซต์ เช่นบริการ VoIP สำหรับคนไทยไกลบ้าน หรือชาร์จผ่าน SMS ว่ากันไป

ซึ่งทั้งสามส่วนนี้ ตามหลักการทั่วๆ ไปแล้วน่าจะทำรายได้ดีกว่านี้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ  เราจำเป็นต้องแบ่งรายได้ที่ได้รับมาออกไปให้กับ Partner รายอื่นๆ ของเรา ยิ่งบริษัทแนวดอทคอมเพียวๆ บริษัทเหล่านี้ share ส่วนแบ่งยอดโฆษณาจากสื่อเดิมๆ ไปได้นิดเดียว แต่ที่น่าสนใจคือมันกำลังโตวันโตคืน ด้วยตัวเลขผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี 

ทั้งหมดนี้ ผมเพียงต้องการจะบอกว่าในขณะที่อินเทอร์เน็ตกำลังเติบโต ทีท่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทยกลับน้อยเกินไปบวกกับคนทำเว็บไทยก็ยังไม่ได้สร้างนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ ให้นักลงทุนรู้สึกว่าน่าลงทุนครับ จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของบ้านเรา 12.1  ล้านคน* (IDC, พ.ศ.2549) ซึ่งจะว่าไปก็ถือว่าไม่น้อย บวกกับธรรมชาติของธุรกิจดอทคอมที่เริ่มต้นได้ง่าย ถ้าพูดถึงทุนจดทะเบียนของบริษัทดอทคอมบ้านเราที่ผมเคยเห็นมาสูงสุดก็คือ  200 ล้านบาท (สามารถเข้าไปเช็คได้จากเว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์ครับ) นอกนั้นก็มีบ้างที่เป็น 10 ล้าน บ้าง 6 ล้านบาท บ้างก็ 1 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนใหญ่ที่เจอๆ มาจะเป็นแค่หลักแสน หรือไม่อยู่ในรูปแบบพาณิชย์ใดๆ เลยก็มี เพราะอินเทอร์เน็ตเริ่มต้นได้ง่ายไม่ต้องใช้ทุนเยอะ ดังนั้นการเติบโตของดอทคอมบ้านเรานั้นมีโอกาสเกิดเยอะ แต่จะต้องอาศัยนักลงทุนที่เชื่อมั่นและให้โอกาส บวกกับ ‘ไอเดียแรงๆ’ ของคนทำเว็บที่สร้างให้ผู้ใช้นิยมในตัวเว็บไซต์ให้มากที่สุด ซึ่งการจะดึงคนมาได้มันก็ต้องอาศัยการสร้าง User experience ที่ดี

ถ้าเรามองว่าเศรษฐกิจคือ การกระทำใดๆ อันก่อให้เกิด การผลิต การจำหน่ายและการบริโภค ทุกอย่างในขั้นตอนการผลิตก็จะต้องตีค่าเป็นเงินได้ มีราคาค่างวดในการจำหน่าย และได้รับคืนในรูปแบบของราคาสินค้า แต่บริษัทอินเทอร์เน็ตแนวดอทคอมไม่ต้องบอกว่าแค่เมืองไทยนะครับ แต่แทบจะทั้งโลกมันเป็น ‘Free media’ สำหรับผู้ใช้ไปแล้ว รายได้ที่มีจึงเป็นรายได้ที่มาจากโฆษณาเป็นส่วนใหญ่ สำหรับผม ผมมองว่าวงการอินเทอร์เน็ตไทยยังมีช่องทางไปได้อีกเยอะ แต่อย่างที่เขียนไว้ข้างต้นครับว่าจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนด้วยการที่บริษัทดอทคอมดังกล่าวจะต้องมีไอเดียที่สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และพิสูจน์ว่าตัวเองได้รับความนิยมจากผู้ใช้มากแค่ไหน ไอเดียคุณแรงแค่ไหนที่จะสร้างความแตกต่างในตลาด ทำอย่างไรที่จะฉีกเว็บของคุณออกจากวังวนของเว็บแบบเก่าๆ เดิมๆ ที่สิบปีก่อนทำอะไร เราก็ยังทำอย่างนั้นอยู่ คุณคงจะเริ่มเห็นแล้วนะครับว่าวันนี้เว็บระดับโลกก็เดินเข้ามาเมืองไทยหลายเจ้าแล้ว

เกมของอินเทอร์เน็ตไทยในวันนี้เท่าที่ผมมองคือ สร้างฐานลูกค้า ด้วยการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์ เรื่องเงินวางไว้ก่อนไม่อย่างนั้นมันจะไปบดบังไอเดียของคุณซะหมด ผมเคยเจอหลายๆ บริษัทที่วางรูปแบบธุรกิจน่าสนใจ แต่ขาดการเอาใจใส่ดูแลความต้องการของคนใช้ ดังนั้นตอนนี้มันเป็นเวลาของการสร้างสิ่งใหม่ๆ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้มากเข้าไว้ มากพอที่จะดึงดูดให้คนเข้ามาใช้อย่างสร้างสรรค์ ตอนนั้นถ้าคนใช้เยอะแล้ววางแผนโฆษณาออนไลน์ตอนหลังก็ได้ไม่แปลกอะไร ใช้โฆษณาเป็นทัพหน้าในการสร้างรายได้ก่อนที่จะตามด้วยการชาร์จค่าบริการ

และท้ายสุดถ้านักลงทุนไทยไม่สนใจที่จะคว้าโอกาสนี้ โอกาสก็จะตกเป็นของนักลงทุนต่างประเทศที่สนใจในธุรกิจดอทคอมไทยซึ่งต่างชาติเขามองว่ามันมีศักยภาพและให้ความสำคัญมากนะครับ

ว่าด้วยเรื่องอัจฉริยภาพ

วันก่อนกลับเมืองไทยมาครับ ขากลับก่อนขึ้นเครื่องฯ แวะซื้อหนังสือไทยติดมาเล่มนึงชื่อ “อัจฉริยะสร้างได้” โดยคุณวนิษา เรซ เขียนขึ้นปกหนังสือไว้หราว่า “เคล็ดลับพัฒนาอัจฉริยภาพ 8 ด้านเพื่อก้าวสู่ความเป็นอัจฉริยะ โดยวนิษา เรซ ปริญญาโทด้านสมองจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านอัจฉริยภาพ ผู้ชนะล้านที่ 15 รายการอัจฉริยะข้ามคืน”

ตอนแรกผมไม่ค่อยสนใจหนังสือเล่มนี้เท่าไหร่ รู้สึกว่าไม่ได้อยากเป็นอัจฉริยะ และทุกวันนี้ที่เป็นอยู่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าอยากเป็นบุคคลอัจฉริยะ แต่เหตุผลที่ตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้ติดมือกลับมาก็เพราะแฟนบอกว่าชอบผู้แต่ง คือคุณวนิษา เพราะทั้งสวยทั้งเก่ง ผมก็เลยชักอยากรู้จักว่าคนที่ทั้งสวยทั้งเก่งของแฟนผมนี่เป็นใครกัน และการ ‘ปิดใจ’ ปฎิเสธหนังสือตั้งแต่แรกทั้งที่ยังไม่ได้อ่านก็ดูจะเป็นการกระทำที่ไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ ซึ่งหลังจากที่อ่านจบแล้วก็บอกได้ครับว่า…

“อัจฉริยะสร้างได้” เป็นหนังสือที่มีจุดประสงค์ 2 อย่าง อย่างแรกคือประชาสัมพันธ์กิจการในครอบครัว และสร้างภาพลักษณ์ของคุณวนิษาเอง อย่างที่สองคือนำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมามาบอกเล่าในรูปแบบที่เข้าใจง่ายๆ โดยยึดทฤษฎีพหุปัญญาของศาสตราจารย์ดอกเตอร์โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ อาจารย์ที่ปรึกษาของเธอ ซึ่งโดยรวมเธอก็เขียนได้เข้าใจง่ายดีครับ แต่ละบทก็จะเป็นการบอกเล่าเกี่ยวกับอัจฉริยภาพในแต่ละด้านพร้อมยกตัวอย่างที่จับต้องได้จากทั้งหมด 8 ด้านที่อาจารย์การ์ดเนอร์ประกาศเอาไว้ และตอนท้ายของทุกๆ บทก็จะมีสัมภาษณ์สั้นๆ จากผู้ร่วมเข้าแข่งขันรายการอัจฉริยะข้ามคืนมาเป็นตัวแทนของคนที่มีอัจฉริยภาพในด้านที่ตัวเองถนัด รวมทั้งแนวคิดในการพัฒนาอัจฉริยภาพด้านนั้นๆ ตบท้ายด้วยความคิดเห็นของผู้เขียน

โดยรวมแล้วผมมองว่าหนังสือเล่มนี้ก็ใช้ได้นะครับ อ่านง่ายเข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง แต่เนื้อหาที่มีน่าจะมีชีวิตชีวาได้มากกว่านี้อีกสักหน่อยจะดีมาก เช่น บทสัมภาษณ์อัจฉริยะด้านตรรกะที่ได้คุณตำรวจกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ล่อซื้อยาเสพติดน่าจะสร้างสีสันให้กับหนังสือได้มากกว่านี้ และทำให้น่าอ่านได้ขึ้นอีกโขเลยครับ

แต่โดยรวมๆ แล้วก็โอเคนะครับ ผมให้ 6.5/10 สำหรับหนังสือเล่มนี้ ให้ความรู้แบบอ่านเพลินๆ ได้ จะดูน้อยไปสักนิดตรงที่น่าจะสร้างความน่าติดตามในแต่ละบทได้มากกว่านี้เท่านั้นเอง