ข้อมูลและสถิติผู้ใช้ของ Facebook ทั่วโลกและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วันก่อนผมได้รับข้อมูลทางการตลาดของ Facebook.com เว็บ Social Networking ที่เราๆ ท่านๆ น่าจะรู้จักกันดี ไม่แน่ใจว่ามีใครนำมาแชร์ไว้เป็นภาษาไทยหรือยังนะครับ แต่ถ้ายังไม่มีอ่านที่นี่ได้เลย ข้อมูลนี้เป็นของนักการตลาดออนไลน์ที่สหรัฐฯ ที่ชื่อว่า Matt Dickman เจ้าของบล็อกการตลาดออนไลน์ชื่อดัง Techno//Marketer เขาได้ข้อมูลมาแล้วนำมาแชร์ในแบบ CreativeCommons ผมเลยเอามาแชร์กันต่อนะครับ ใครอยากอ่านละเอียดๆ ก็ไปโหลดมาอ่านกันได้ครับ Matt เขียนไว้ละเอียด พร้อมกราฟครับ ข้อมูลทั้งหมดนี้อัพเดทเมื่อ 24 กรกฏาคม 2551 นะครับ

เพื่อให้ข้อความใน Blog นี้กระชับที่สุด ผมขอจับเอาแค่ใจความสำคัญที่ Matt ได้สรุปไว้ตามนี้นะครับ

- อายุของผู้ใช้ Facebook ในสหรัฐฯ กว่า 81.01% อายุต่ำกว่า 30 ปี
- นักเรียนระดับคอลเลจ (18-21) เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด มีสัดส่วน 33.25%
- กลุ่มผู้ใช้อายุมากกว่า 30 ปี เป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูงสุดใน Facebook (สำหรับเมืองไทย คงมีแนวโน้มใกล้กันแต่จะเป็นกับ Hi5 – ผู้แปล)
- เดือนที่ผ่านมาจะเห็นกลุ่มคนอายุ 40+ และ 30+ เติบโตขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ
- อีกกลุ่มที่เติบโตมากๆ ก็คือกลุ่มมัธยมต้น กลุ่มระดับคอลเลจ และกลุ่มหลังจบคอลเลจ
- ในสหรัฐฯ ผู้หญิงใช้มากกว่าผู้ชาย ในทุกๆ วัย
- สามประเทศที่ใช้เยอะที่สุดในโลกคือ สหรัฐฯ อังกฤษ ตามมาด้วยแคนาดา นับเป็น 57% ของจำนวนผู้ใช้ทั้งหมด
- นักการตลาดที่เพิ่มมูลค่าในการสร้าง engagement หรือทำให้คนติดหนึบอยู่กับแบรนด์ที่โฆษณาบน Facebook จะเห็นผลดี (การทำการตลาดแบบชุมชนใน Facebook จะเห็นผลมากกว่าการเอาสื่อโฆษณามาแปะแบบโจ้งๆ เหมือนทีวี อย่างนั้นจะไม่เหมาะกับ Facebook – ผู้แปลถอดความจากข้อความของ Matt อีกที)
- ในช่วงนี้ยังไม่สามารถระบุกลุ่มเป้าหมายในการโฆษณาได้จากเชื้อชาติชนชาติ อัตรารายได้ มุมมองทางศาสนาและการเมือง หรือภาษา
- นักการตลาดมีทางเลือกหลายทางในการ engage ให้ผู้ใช้ติดกับแบรนด์ตัวเองใน Facebook ด้วยการโฆษณา โฆษณาแบบ
social ads และใช้ applications ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการโฆษณาแบบอ้อมๆ โดยเฉพาะ หรือจะเป็นโพลล์ หน้าเว็บเฉพาะ และบริการโฆษณาแบบ Beacon service ของ Facebook

—–

คราวนี้เรามาดูตรงส่วนอื่นในเอกสารของ Matt เขานะครับ เขาได้ระบุไว้ด้วยว่าในเมืองไทยมีคนใช้ Facebook อยู่ที่ 109,980 คน น้อยกว่าที่ผมคิดเอาไว้เยอะเหมือนกัน เพราะคนในวงการไอทีแทบทุกคนก็ใช้ Facebook แต่อย่างไรก็ตามนักโฆษณาในบ้านเราก็ไม่ต้องห่วงอยู่ดีเพราะผมเชื่อว่าตลาดยังโตได้อีกเยอะทีเดียวครับ เพียงแต่ว่าถ้าเทียบกันกับประเทศเพื่อนบ้านใน Southeast Asia ผมว่าเราก็ไม่ได้ขี้เหร่ คือไม่รั้งท้าย แต่ก็ไม่ได้ใหญ่มาก สำหรับ Facebook ถ้าหากว่าใครมีตัวเลขของ Hi5, Multiply มาแชร์หน่อยก็ดีนะครับ ผมอยากรู้อยู่เหมือนกัน

Argentina  936,540
Australia  3,650,260
Austria  144,800
Bahrain  42,360
Bangladesh 135,220
Belgium  833,600
Bolivia  150,480
Bosnia  90,720
Brazil  155,600
Bulgaria  79,300
Canada  10,025,320
Chile  3,477,540
China  196,200
Colombia  3,226,980
Costa Rica  55,080
Croatia  300,500
Cyprus  78,660
Czech Republic 75,900
Denmark  1,174,500
Dominican Republic 91,800
Ecuador  105,700
Egypt  838,480
El Salvador 51,540
Finland  656,780
France  3,382,840
Germany  817,620
Ghana  36,780
Guatemala  76,980
Honduras  41,660
Hong Kong 1,111,580
Hungary  63,700
Iceland  57,700
India  807,040
Indonesia  321,980
Ireland  308,100
Israel  663,240
Italy  1,035,900
Jamaica  49,560
Japan  170,080
Jordan  211,700
Kenya  105,120
Kuwait  91,520
Lebanon  378,580
Lithuania  29,880
Luxembourg 49,480
Malaysia  591,880
Maldives  31,220
Malta  36,160
Mauritius  40,620
Mexico  1,174,600
Morocco  214,180
Netherlands 283,700
New Zealand 433,360
Nicaragua  23,740
Nigeria  145,000
Norway  1,315,880
Pakistan  286,340
Palestine  55,660
Panama  219,760
Paraguay  11,440
Peru  208,560
Phiilippines 233,300
Poland  113,900
Portugal  61,860
Puerto Rico 455,160
Qatar  54,820
Romania  10,760
Russia  94,100
Saudi Arabia 265,740
Serbia  266,120
Singapore  539,660
Slovakia  46,060
Slovenia  86,640
South Africa 1,022,240
South Korea 86,500
Spain  1,031,780
Sri Lanka  96,500
Sweden  1,242,240
Switzerland 609,640
Taiwan  84,780
Thailand  109,980
The Bahamas 24,280
Trinidad and Tabago 94,300
Tunisia  66,440
Turkey  4,087,640
Ukraine  26,860
UAE  358,560
USA  32,923,620
UK  12,662,320

Uraguay  89,320
Venezuela  1,456,420
Vietnam  26,580

ควรจะซื้อ iPhone 3G มั้ย? อ่านประสบการณ์ของผมก่อนไหมครับ

เวลาผ่านไปไวเหมือนกันครับ เมื่อเดือนที่แล้วผมบุกไปซื้อ iPhone 3G มาจากตึก Singtel ด้วยราคาประมาณหนึ่งหมื่นบาทเศษๆ และผูกพันสัญญาสองปีและต้องจ่ายรายเดือนๆ ละ 1,000 บาทโดยประมาณ ทาง Singtel เสนอแพลนที่ค่อนข้างโอเคมาให้ผม นั่นคือ SMS ฟรี 500 ข้อความต่อเดือน ฟรี GPRS 1GB และบริการเสริมอื่นๆ อีกเยอะเลย ตอนนั้นเพื่อนผมที่เป็น Blogger ชื่อดังใน Cnet ก็สัมภาษณ์ผมลงบล็อกของเธอในเรื่องนี้อ่านได้ที่นี่ครับ…. ณ ตอนนี้ผมใช้ iPhone 3G มาครบหนึ่งเดือนเต็มๆ แล้ว ส่วนใหญ่เวลาเจอใครเขาก็จะถามกันว่า “เป็นไง iPhone 3G เวิร์คไหม?” สำหรับคนที่ไม่มีเวลาอ่านผมบอกได้คร่าวๆ ว่าจากประสบการณ์คนใช้ PDA, Smart Phone มาเกือบ 10 ปี ผมให้ 8/10 ครับ น่าซื้อมาใช้ครับ แต่น่าใช้อย่างไร มาดูกันเลยดีกว่า

คุณจะรัก iPhone 3G ถ้าหาก…
1. คุณชอบที่จะเื่ล่นเน็ตทุกที่ทุกเวลา iPhone ตอบสนองความต้องการแทบทุกรูปแบบ บราวซ์เว็บต่างๆ ได้ไม่สะดุด เช็คเมล Yahoo! Mail, Gmail ได้คล่องถ้าเล่นเน็ตบนเครื่องมือถืออื่นๆ มันจะไม่สะดวกเท่ากับ Safari ใน iPhone ครับ ยิ่งระบบย่อภาพขยายภาพนี่แจ่มมากๆ แต่สำหรับเมืองไทย ล่าสุดผมลองไปใช้ดูแล้วเราเล่นได้แค่ Edge บอกได้เลยว่าไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ คือ 2.5G กับ 3G ในแง่ของคนใช้งานแล้วผมว่าต่างกันเยอะครับ ดังนั้นตราบใดเมืองไทยยังไม่มี 3G ผมว่ายังไม่น่าใช้เท่าไหร่ครับ

2. คุณไม่ชอบที่จะเรียนรู้วิธีการเขียนของ PDA ระบบเก่า
คุณไม่ชอบใช้ระบบ Word Recognition ของ Windows Mobile หรือ Graffiti ของ Palm Inc. อันนี้จริงๆ แล้วผมชินกับการเขียนบน PDA มาก แต่การใช้ Touch screen เป็นการป้อนตัวอักษรเข้าระบบก็ไม่ได้ทำให้ผมลำบากเท่าไหร่ แถมเวลาขอเบอร์เพื่อนๆ เพื่อนๆ ก็กดได้เลยไม่ต้องมานั่งงงว่ามันเขียนยังไง

3. คุณใช้ Mac
คุณก็สามารถใช้ประโยชน์จาก iPhone ได้เต็มที่ ผมใช้ Mac อยู่จะซิงก์กับ Windows Mobile ก็ไม่เวิร์คแล้วครับ

4. คุณหลงทางบ่อยๆ
คุณไปไหนมาไหนชอบใช้ Map ใช้ GPS ประกอบการดูแผนที่ ล่าสุดผมไปใช้ที่ภูเก็ตมาแล้วเวิร์คมากครับ คือดูแผนที่เราแน่ใจว่าไม่หลงแน่ แต่เราอยากคอนเฟิร์มว่าตอนนี้เราอยู่ไหนแล้วแน่ๆ ก็ดีตรงที่ผมไม่ต้องไปซื้อพวก Garmin มาใช้ สบายดีครับ แต่ก็นะ มันเป็นแค่ Google Map พวก POI หรือ Point of interest ก็ยังไม่เยอะเท่าไหร่

5. ความสามารถด้านมัลติมีเดีย
เช่นการดูวิดีโอผ่าน Youtube ฟังเพลงแบบ iPod เป็นกล้องถ่ายรูปและอื่นๆ ถึงเสียงของ iPod classic จะขับออกมาได้ดีกว่า iPhone แต่ผมก็ไม่แคร์ครับ เพราะ MP3 ยังไงก็ไม่เพราะเท่า CD อยู่แล้ว กล้องถ่ายรูป 2Mega Pixel เหมือนรุ่นอื่นๆ แต่ภาพก็ชัดมากนะครับ คุณภาพเลนส์ดีกว่า Smart Phone หลายๆ รุ่นครับ ส่วนวิดีโออันนี้แล้วแต่ว่าประเทศที่คุณอยู่มี 3G ใช้กันแพร่หลายแค่ไหน

ดูทั่วๆ ไปก็ดูเหมือนว่าซื้อ iPod Touch ดีกว่าไหมเพราะมันก็ไม่ได้ต่างกันมาก จริงๆ แล้วค่อนข้างต่างนะครับ เพราะ iPod Touch จะใช้กับ Wi-Fi ถ้าไปที่ไหนที่ไม่มีคลื่นนี่เสร็จกันเลย ถึงทาง True จะออกมาบอกว่าิติดตั้ง Hot Spot ทั่วกรุงเทพฯ และคอนเวอร์เจนซ์ ซินเนอร์ยี่อะไรของเค้าก็เหอะ แต่ถ้า iPhone ยังไง GPRS ก็ไปถึงครับ อย่างผมนี่ใช้ GPRS ได้เดือนละ 1GB ฟรี ก็เลยเล่นไม่ค่อยบันยะบันยังเท่าไหร่ และการพกพาอุปกรณ์ที่เป็นแบบ All-in-one ถ้าฟังก์ชั่นการใช้งานมันทำได้ดีพอสมควร มันก็น่าใช้ครับ ถ้าเทียบกับเครื่อง HTC ที่ผมเคยใช้เรียกว่า iPhone กินขาดในแง่รูปลักษณ์และฟังก์ชั่นเท่าที่จำเป็น

บางคนอาจจะบอกว่าไม่จริง เพราะตอนนี้ใครๆ ก็บอกว่ามีคู่แข่งของ iPhone ที่ดีกว่าออกมาตั้งเยอะ เช่น HTC รุ่นใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า G1 ที่จะมีระบบปฎิบัติการของ Google ผมเองก็ไม่เคยเห็นครับยังตอบไม่ได้เหมือนกันว่ามันจะดีกว่ายังไง บางคนบอก Samsung i900 ดีกว่าในแง่ของฟังก์ัชั่น ผมลองใช้แล้วก็ดีนะครับ เป็นมือถือ Windows Mobile ที่น่าสนใจทีเดียว แต่ ณ วันนี้ นาทีนี้ iPhone ตอบโจทย์ผมเกือบทุกอย่างครับ  ผมเป็นคนอินเทอร์เน็ต ชอบติดต่อสื่อสารตลอดเวลา เช็คเมลทุกที่ คือมันทำบนมือถือรุ่นอื่นๆ ก็ได้ครับ แต่มันไม่ลื่นไหลใช้ง่ายเท่ากับ iPhone ยิ่งถ้าคุณซื้อเครื่องถูกกฏหมายที่ไม่ต้องมานั่ง jailbreak กันแล้วยิ่งใช้งานง่ายใหญ่เลยครับ

อีกอย่างหนึ่งคุณไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดโปรแกรมอะไรมาใส่มากมายหรอกครับ เท่าที่มันมีอยู่ก็พอใช้งานแล้ว แต่นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นบน iPhone ต่างก็พากันพัฒนาแอพฯ ของตัวเองมาให้เราใช้กันสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็น Yahoo!, Facebook, LinkedIn, eBay, Twitter, Google, etc.

สรุปสำหรับเมืองไทย ถึง iPhone 3G จะดีและน่าใช้แค่ไหน แต่ผมแนะนำว่าเก็บเงินไว้ก่อนครับ อย่าเพิ่งเล่นเครื่องหิ้ว ถ้าอยากเล่นจริงๆ ก็เล่น iPod Touch กันไปก่อนไม่เปลืองแบตดีด้วย เพราะ iPhone ยังไงก็กินถ่านพอสมควรครับ เทคโนโลยีของบ้านเรากว่าจะได้ 3G จริงๆ ผมฟังมาจาก Podcast ใน Macdd.com คุณธนา เธียรอัจฉริยะ ผู้บริหาร Dtac ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเขาคิดว่าอย่างเร็วก็คงกลางปี 52 คนไทยถึงจะได้ใช้ 3G กัน ซึ่งตอนนั้นน่าจะเป็นไปได้ว่า iPhone รุ่นใหม่ที่ไม่มีปัญหาต่างๆ เช่น เป็นรอยขีดข่วนง่าย, มีปัญหาเรื่องการรับสัญญาณ, ตัว USB Charge มีปัญหาต้องเรียกเก็บคืน อะไรพวกนี้จะถูกแก้ และคนไทยก็น่าจะได้ใช้ของที่ดีกว่าในตอนนั้นครับ

Naver.com เว็บเกาหลีที่ฝรั่งต้องยอมซูฮก

วันก่อนนี้เพื่อนที่ออฟฟิศ forward บทความจากหนังสือพิมพ์ Herald Tribune เมื่อเดือนกรกฏาคมปี 2007 มาให้อ่าน หัวข้อชื่อว่า “To outdo Google, Naver taps into Korea’s collective wisdom” โดย Choe Sang-Hun เป็นบทความเกี่ยวกับเว็บไซต์อันดับหนึ่งของเกาหลีที่ชืี่อว่า Naver.com ผมเห็นว่าน่าสนใจก็เลยอยากจะแปล แต่ก่อนแปลก็อยากรู้ว่าในเมืองไทยมีใครพูดถึงเรื่องนี้ไว้หรือเปล่า เผื่อมีใครแปลไว้แล้วจะได้ไม่แปลซ้ำ ปรากฏว่าผมไปเจอบทความนี้ถูกแปลอยู่ในหนังสือพิมพ์ธุรกิจไทยชื่อดังฉบับหนึ่ง โดยนักข่าวหนังสือพิมพ์เล่มนี้ไม่ได้ให้เครดิตคนเขียนต้นฉบับไว้เลยแม้แต่น้อย แถมยังแปลไม่ครบถ้วนกระบวนความ ในฐานะบล็อกเกอร์คนนึง และอดีตคนข่าว ก็ขอแปลชัดๆ ให้อ่านกันอีกทีนะครับ แล้วผมจะเพิ่มเติมเรื่องอื่นๆ ที่เป็นความเห็นของผมเข้าไปตอนหลัง

*Disclaimer: เนื่องจากมีการพาดพิงบริษัทคู่แข่ง ผมขอออกตัวก่อนว่าอันนี้ผมไม่ได้มีเจตนาจะโจมตีอะไรทั้งสิ้น แต่ที่แปลออกมาเพราะสาเหตุที่กล่าวไว้ข้างต้นคือ เรื่องดีๆ แบบนี้สมควรได้รับเครดิต และคนไทยน่าจะได้อ่านกันง่ายขึ้นครับ

- – - – -
Naver.com ผู้พิชิต Google ด้วยภูมิปัญญาสะสมของเกาหลี

กรุงโซล – Park Hye Ran นักเรียนมัธยมปลายวัย 15 ปีกำลังง่วนกับการค้นหาเส้นทางที่สั้นที่สุดจากท่ารถบริเวณท่าเรือฝั่งใต้ของเมืองปูซานไปสู่ตลาดปลาในฝั่งตะวันออก ซึ่งคำถามแนวนี้เป็นคำถามแนวโปรดที่ Cho In Joon คนขายล็อตเตอรี่ในเมืองปูซานชอบตอบเสียด้วยสิ

In Joon นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์และโพสต์ตอบคำถามของนักเรียนสาวไป และคนอื่นๆ ในเว็บ Naver.com ซึ่งอาจจะกำลังถามคำถามเดียวกันนี้ก็พลอยได้ความรู้ไปด้วยว่า เส้นทางไหนที่ Hye Ran ควรจะเปลี่ยนสายรถไฟ ตรงไหนที่ควรจะออกมาจากสถานี ออกสถานีไหนยังไง และนานเท่าไหร่ถ้าเดินจากตรงจุดนั้นไปถึงตลาด ซึ่ง In Joon ทำแม้กระทั่งแนบไฟล์แผนที่ให้สาวน้อยคนเดิมนี้ดูประกอบ และท้ายสุด Hye Ran ก็ให้คะแนนกับคำตอบของ In Joon 5 ดาวเต็ม จนทำให้ In Joon ได้กลายเป็นผู้ตอบกิติมศักดิ์จากทางทีมงาน Knowledge iN ไปแล้ว

“เวลามีคนที่ฉันไม่รู้จักมาขอบคุณฉัน ฉันก็รู้สึกดีนะ” In Joon กล่าว “ไม่มีใครจ่ายอะไรให้ฉันหรอก แต่การได้ช่วยคนอื่นบนอินเทอร์เน็ตมันติดนะ วันนึงๆ ฉันจะนั่งอยู่หน้าจอสักสามชั่วโมงเพื่อคอยตอบคำถาม ก็เจียดเวลานอนมาตอบเอา”

ต้องขอบคุณ In Joon และอาสาสมัครอีกนับหมื่นคนใน Naver.com ซึ่งเป็นเว็บที่คนเกาหลีโปรดปราน และในเกาหลีนั้น เวลาจะค้นหาอะไร คนเกาหลีไม่ได้ “Google it” แต่คนเกาหลี “Naver it” เอา

การตอบคำถามช่วยคนอื่นกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ Naver.com กลายเป็นผู้นำทางด้านการค้นหาทางอินเทอร์เน็ตในประเทศ ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดด้านการค้นหาสูงถึง 77% ทั้งประเทศ ซึ่งเป็นเว็บที่มีเนื้อหาที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยผู้ใช้ (ด้วยการเข้ามาถามและตอบ) ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ด้วยคนธรรมดาๆ อย่าง Hye Ran และ In Joon

Daum.net (ออกเสียง ดา-อูม ผู้แปล) เว็บท่าอีกแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ตามมาด้วยส่วนแบ่งประมาณ 10.8% ตามด้วย Yahoo! เกาหลี 4.4% แต่ Google เว็บค้นหายักษ์ใหญ่ของโลกกลับมีส่วนแบ่งในแดนโสมเพียง 1.7% อ้างอิงตาม KoreanClick บริษัทวิจัยการตลาดทางด้านอินเทอร์เน็ต

“ไม่ว่า Google อาจจะทรงพลังสักแค่ไหน แต่มันก็ยังไม่ได้มีข้อมูลภาษาเกาหลีมากพอที่จะทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเกาหลีพอใจได้” Wayne Lee นักวิเคราะห์จาก Woori Investment and Securities กล่าว

ความสำเร็จของ Naver.com สร้างความตะลึงพรึงเพริดให้กับหลายๆ คน เมื่อ NHN บริษัทเกมออนไลน์ที่สร้างเว็บค้นหาขึ้นมาในปี 1999 แรกเริ่มเดิมทีก็ดูร้างๆ ไม่มีอะไร ซึ่งก็เหมือนกับ Google ที่ตอนนั้น (ในปี 1999) ข้อมูลภาษาเกาหลียังไม่ได้มีมากพอสำหรับเว็บค้นหาที่จะเก็บข้อมูลไป indexing หรือจัดเรียงให้ค้นหาได้ดีนัก

“พอมันเป็นอย่างนี้แล้ว เราก็เลยเริ่มสร้างฐานข้อมูลที่เป็นภาษาเกาหลี” Lee Kyung Ryul โฆษกของ NHN กล่าว “ที่ Google ผู้ใช้จะมองหาข้อมูลที่มีอยู่แล้วบนอินเทอร์เน็ต แต่ในเกาหลีใต้ ถ้าคุณต้องการที่จะเป็นเว็บค้นหา คุณต้องสร้างฐานข้อมูลด้วยตัวเอง”

70% ของประชากรเกาหลีจากทั้งหมด 48 ล้านคนใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง คนเกาหลีจึงไม่ได้เข้าใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อข้อมูลเท่านั้น แต่พวกเขาต้องการรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของชุมชนออนไลน์ที่สัมผัสได้ถึงการโต้ตอบกันระหว่างคนจริงๆ ที่ Naver.com จัดไว้ให้ในเซ็คชั่นหนึ่งของเว็บที่ชื่อว่า “Knowledge iN” บริการ Q&A แบบ real-time

ในแต่ละวันผู้คนกว่า 16 ล้านคนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ Naver.com (ซึ่งชื่อมาจากคำภาษาอังกฤษที่หมายถึง Neighbor และ Navigator) จะค้นหาสิ่งต่างๆ จากเว็บเหมือนกับค้นจาก Google กว่าวันละ 110 ล้านครั้ง และในจำนวนนั้นผู้ใช้ Naver ก็เข้าไปตั้งคำถามใน Knowledge iN วันละกว่า 40,000 คำถาม ซึ่งทำให้มีคนมาตอบวันละกว่า 110,000 คำตอบต่อวัน มีตั้งแต่ตอบประโยคเดียวสั้นๆ ยันบทความวิชาการที่อ้างอิงแหล่งที่มาอย่างชัดเจน

รูปแบบการถาม-ตอบแบบ Knowledge iN ในตะวันตกมีการบัญญัติศัพท์กันไว้ว่าเป็นแบบ Collective Intelligence เปิดตัวขึ้นในปี 2002  ได้กลายเป็นฟีเจอร์ที่ฮอตฮิตขึ้นมาในเว็บท่าชื่อดังนี้ และทางบริษัทได้จัดเก็บคำถามและคำตอบไว้โดยไม่แชร์กับเว็บอื่นอย่าง Google เมื่อมีผู้เยี่ยมชมเข้ามาค้นหาธรรมดาๆ แบบ Web Search ทั่วไป เครื่องมือค้นหาก็จะไปควานเอาฐานข้อมูลคำถามและคำตอบออกมา พร้อมกับมีผลการค้นหาประเภทข่าวสารและเว็บเพจต่างๆ ออกมาในคราวเดียวกันด้วย

ปัจจุบัน (ณ กลางปี 2007) Naver.com อ้างว่ามีฐานข้อมูลกว่า 70 ล้านชุด ตั้งแต่คำถามประเภททำไมเกาหลีเหนือถึงผลิตระเบิดนิวเคลียร์ไปจนถึงถึง digital music player ตัวไหนดีที่สุด หรือแม้กระทั่งคำถามแบบเด็กผู้ชายควรจะทำอย่างไรเมื่อตกหลุมรักคุณครูในโรงเรียน

ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีบรรณาธิการคอยดูแลเต็มตัวแบบที่เจอในวิกิพีเดีย แต่ Naver ก็ยังมีเนื้อหาที่น่าสนใจที่เกิดจากผู้ใช้ที่ต้องการสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองอย่างสมำ่เสมอ ด้วยการทำวิจัยค้นคว้าหาข้อมูลมาตอบคำถามใน Naver.com

“ฉันไม่ใช่นักวิชาการอะไรหรอก แต่ฉันรู้ว่าจะเดินทางจากตรงนี้ไปตรงนั้นได้ยังไงเท่านั้นเอง ก็นี่เมืองของฉัน” In Joon ผู้ซึี่งเป็นเจ้าของคำตอบบนเว็บกว่า 2,520 คำตอบกล่าว ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเส้นทางการจราจรในเมืองปูซาน “และสิ่งที่ฉันคิดว่ามันดีมากๆ เลยใน Knowledge iN ก็คือคุณสามารถขอความช่วยเหลือจากใครก็ได้สักคนในเวลาที่คุณต้องการ”

ด้วยความสำเร็จในการเป็นเจ้าตลาดเครื่องมือค้นหาหรือเสิร์ชเอ็นจิ้น NHN ก็กลายเป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตที่ทำกำไรสูงที่สุดในเกาหลีและมีพนักงานกว่า 2,700 คน ด้วยมูลค่า 299 ล้านวอน (หรือนับเป็นกำไรถึง 325 ล้านเหรียญสหรัฐ) จากยอดขายทั้งหมด 573 พันล้านวอน โดยตัวบริษัทเองมีมูลค่าสูง 8 ล้านล้านวอน

NHN ยังมีกิจการเกมออนไลน์ที่เรารู้จักกันในชื่อ Hangame ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น และ Ourgame ที่เมืองจีน แต่ตัว Naver เองซึ่งขายโฆษณาทางเครื่องมือค้นหานั้นทำรายได้สูงถึง 52% ของรายรับทั้งหมดในปีที่ผ่านมา โดย Naver เป็นบริษัทที่กินส่วนแบ่งมูลค่าในวงการโฆษณาทางเครื่องมือค้นหาของเกาหลีสูงถึง 61% ในปีที่แล้ว

ถ้าหากว่าเราจะหารีวิวสินค้าชนิดต่างๆ เราคงเจอได้ที่ Amazon.com หรือจะมองหาฟีดแบคจากผู้ขายสินค้าต่างๆ เราก็คงไปหาที่ eBay แต่ใน Naver คุณจะได้รับเชิญให้ไปให้คะแนนกับคุณภาพของคำตอบที่โพสต์กันขึ้นไป โดยทางบริษัทจะคอยดูแลป้องกันเรื่องภาพลามกอนาจาร ลิขสิทธิ์ และโฆษณาต่างๆ

ท่ามกลางความสำเร็จของ Knowledge iN ใน Naver.com คู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Daum ก็เริ่มกินส่วนแบ่งทางการตลาดมากขึ้นในปีที่แล้วโดยการเปิด “Virtual Cafe” ขึ้นมา 6.7 ล้านร้าน โดยเปิดให้ยูสเซอร์สร้างกลุ่มของตัวเองที่เป็นเหมือนสภากาแฟของตัวเอง กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดใน Daum นั้นมีสมาชิกมากถึง 3 ล้านคน และมีกลุ่มหลากหลาย อาทิ กลุ่มคนโรงเรียนเดียวกัน กลุ่มสนับสนุนหรือต่อต้านการค้าเสรี (FTA) กับสหรัฐฯ หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนรักการปีนเขา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองทำให้ Daum ตีตื้นขึ้นมากินส่วนแบ่งทางการตลาดเกือบ 30% ภายในสองปี โดยมีรายได้จากโฆษณา 22.8 พันล้านวอนในไตรมาสที่หนึ่งของปี 2007 สูงขึ้นจากปี 2006 ถึง 46%

ทางด้าน Google เองก็ไม่ได้นั่งนิ่งๆ โดยทาง CEO ของ Google นาย Eric Schmidt กล่าวไว้ในกรุงโซลเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมปี 2007 ว่า Google จะอัพเกรดการให้บริการในภาษาเกาหลี และเปิดแลปวิจัย รวมทั้งกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับ Daum เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการแชร์เนื้อหาและเทคโนโลยี และเสิร์ชเอ็นจิ้นภาษาเกาหลีตัวพัฒนาใหม่ของ Google นี้ก็ยังคงสไตล์แบบเรียบง่ายไว้เช่นเดิม แต่ว่ามันก็ยังไม่จับใจคนเกาหลีอยู่เช่นเดิม เพราะคนเกาหลีชอบที่จะดูเว็บแบบเว็บท่ามากกว่า มีภาพกราฟฟิคสวยๆ ลูกเล่นเยอะๆ

“แทนที่จะขึ้นอยู่กับกลไกในระบบหลังบ้านทั้งหมด Naver ยังใช้คนในการดูเทรนด์ของคีย์เวิร์ดต่างๆ เพื่อที่จะจัดหมวดหมู่ของเนื้อหาว่าควรจะไปอยู่ตรงไหนในหน้าแสดงผลการค้นหา” Kim Hyun Min นักวิเคราะห์จาก Korea Investment and Securities กล่าว

ทางด้าน Yahoo! เกาหลี ซึ่งเคยเป็นเว็บอันดับหนึ่งในเกาหลีแต่โดนเจ้าถิ่นมาแซงไปจนรั้งอันดับสามอยู่ด้วยสัดส่วนทางการตลาดด้านการค้นหาเพียง 4.4% นี่ไม่เพียงปรับให้เข้ากับคนเกาหลีแล้ว แต่ยังส่งออกเอาผลิตภัณฑ์และบริการ Q&A นี้ไปให้ Yahoo! ทั่วโลกในชื่อ Yahoo! Answers ซึ่งเปิดให้บริการใน 21 ประเทศทั่วโลก (ในเมืองไทยก็คือ Yahoo! รู้รอบนั่นเองครับ – ผู้แปล)

“เราพบว่าเราสามารถจับกระแสอินเทอร์เน็ตในเกาหลีใต้และพัฒนาบริการที่ดีกว่าและเปิดตัวไปให้กับ Yahoo! ทั่วโลก” Kim Jin Su CEO ของ Yahoo! เกาหลีกล่าว

——–

ที่จริงแล้วเจ้าตัว Knowledge iN นี่ล่ะครับที่เป็นที่มาของ Yahoo! Answers เว็บไซต์แนว Q&A อันดับหนึ่งของโลกที่มีผู้ใช้มากกว่า 130 ล้านคนทั่วโลก โดยทาง Yahoo! นำเอามาต่อยอดจาก Naver.com นั่นเอง

Yahoo! as Open Platform

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาที่ Yahoo! ที่สำนักงานใหญ่ใน Sunnyvale จัดงาน Open Hack Day 2008 ครับ งานนี้เป็นการรวมตัวของชุมชนนักพัฒนาที่มาจากข้างนอก โดยทั้งหมดมาจากกลยุทธ์ YOS (Yahoo! Open Strategy) ที่เปิดให้นักพัฒนาสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา Yahoo! ร่วมกัน โดยมีนักพัฒนาหลายร้อยคนจากทั่ว Silicon Valley มาแจมกัน ผมว่าถ้าผมเป็นนักพัฒนาผมก็คิดนะครับว่า ผมมีโอกาสที่จะได้พัฒนาอะไรสักอย่างกับเว็บที่มีผู้ใช้มากกว่า 500 ล้านคนต่อเดือนทั่วโลก และมีขาประจำล็อกออนเข้ามาบ่อยๆ อย่างน้อย 300 ล้านคนต่อวัน คือมันก็ได้ลองของลองวิชา และถึงผมไม่สนใจคนใช้ของทาง Yahoo! ผมก็ยังมีเทคโนโลยีให้ใช้ฟรีอยู่ดี

จริงอยู่ว่าหลายคนอาจจะบอกว่าทำไปเถอะ ยังไงก็ใช้เสิร์ชของคู่แข่งอยู่ดี ซึ่งคิดๆ ไปผมว่าก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย อย่างน้อยตอนนี้ยังไงบริษัทผมก็ไม่เคยทำให้ผมรู้สึกผิดหวังเลยครับ เพราะเรารู้ว่า พวกเรากำลังได้ทำอะไรที่มัน ‘มันส์’ อยู่ดี คือตอนนี้ Yahoo! เปิดหมดแล้ว เรากำลังก้าวไปเป็น Open Platform ที่ให้นักพัฒนาสามารถเข้าไปเอาเทคโนโลยีของ Yahoo! ไปต่อยอดได้ เราเปิดรับพาร์ทเนอร์ครับ ทุกอย่าง ‘เปิด’ แล้ว

อย่างวันก่อน ผู้บริหารและผู้ก่อตั้ง Yahoo! คือ เดวิด ไฟโล (คนชอบเอาไปเขียนว่าฟิโล ไม่ใช่นะครับ อันนี้มีมุขอำๆ กันในบริษัทครับว่าเดวิดเขาบอกว่าจะเรียกเขายังไงก็ได้ แต่ชื่อเขาออกเสียง “ไฟ-โล” ครับ) ที่เคียงบ่าเคียงไหล่มากับเจอร์รี่ตั้งแต่เรียนเอกที่สแตนฟอร์ดด้วยกัน ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ครับว่า เขาเชื่อว่าไม่ว่าอย่างไรการ ‘เปิด’ ยังไงก็ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว สู้ว่าเราเป็นศูนย์กลางของการ ‘เปิด’ นั้นจะดีกว่า หลายคนอาจจะบอกว่า อ้าวตอนนี้ใครๆ ก็เปิด และไฟโลเองก็ยอมรับว่าใช่… เรามีคู่แข่งเยอะจริงๆ ที่อยากจะแข่งตรงนี้ แต่อย่างไรมันก็ดีตรงที่เราได้เปิดให้ทุกคนได้ต่อยอดสู่สิ่งดีๆ จากเราอีกที เราเปิดจริงๆ จนบางทีผมก็แปลกใจ อย่างเช่นการไป join OpenSocial ของ Google … แต่มันก็พิสูจน์ว่าเรากล้าเปิดจริงๆ

การเรียนรู้ไม่มีอะไรยาก หากแต่เราต้อง ‘เปิดใจ’ ที่จะยอมรับและอดทน… จากนี้ไปจะมีเรื่องสนุกๆ สำหรับคนทำเว็บอีกเยอะและท้ายที่สุดนี่คือประโยชน์ล้วนๆ สำหรับโลกของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

ที่จริงแล้วผมไม่เห็นทางบริษัทออกมาพูดถึงเมืองไทยบ้าง ผมก็เลยคิดว่านักพัฒนาไทยถ้าอยากจะลองต่อยอดเทคโนโลยีของ Yahoo! กัน ผมว่าก็น่าสนุกนะครับ ผมว่าเรามีอะไรให้เล่นเยอะครับ ว่างๆ ก็เข้าไปดูกันได้นะครับว่ามีอะไรบ้างที่หน้าสำหรับนักพัฒนาโดยเฉพาะที่ Yahoo! Developer Network ทุกๆ โปรดักต์ของ Yahoo! กำลังเปิดให้ทุกคนเข้ามาใช้งานครับ เอาแต่เล่าอย่างเดียวไม่มีอะไรเป็นตัวอย่างให้เลย เดี๋ยวจะดูแห้งๆ ไปนะครับ มาดูกันเลย

ตัวอย่างของเว็บที่เอาเทคโนโลยีของ Yahoo! ไปต่อยอดนะครับ
flickr APIhttp://www.compfight.com/ เว็บนี้นักพัฒนาเจ๋งดีครับ คือปกติใครอยากจะเสิร์ชหาภาพสวยๆ ก็ต้องไปที่ flickr ก่อน แต่คราวนี้ไม่ต้องแล้วครับ ไปที่เว็บนี้ได้เลยโดย compfight จะเรียงผลการค้นหาออกมาตามความน่าสนใจของภาพ หรือที่ flickr เรียกว่า ‘interestingness’ แถมยังเลือกฟิลเตอร์ให้ภาพนั้นเสิร์ชแบบมี CreativeCommons ไปเลยก็ได้ ไม่ต้องมานั่งติ๊กกันหลายหนให้ยุ่งยาก นี่คือตัวอย่างของการเอา API ไปใช้แล้วต่อยอดได้ดีครับ

ผมเห็นจากใน Developer Network แล้วก็ยังมีอีกหลายอันเลยนะครับที่เหมาะกับคนทำเว็บที่เมืองไทย เช่น Yahoo! Music, Yahoo! Travel (เพราะยังไงเว็บที่เราทำก็เป็นเว็บท่องเที่ยวสำหรับฝรั่งซะเยอะอยู่แล้ว), YUI 3.0 ในนั้นจะมีฟอรั่มของคนที่พัฒนาเว็บด้วยเทคโนโลยีของ Yahoo! อยู่อีกหลายที่เลยครับ ว่างๆ ก็ลองเข้าไปเล่นกัีนดูนะครับ

ใครอยากรู้ที่มาที่ไปของกลยุทธ์การ ‘เปิด’ ครั้งนี้ก็ไปอ่านได้ที่นี่นะครับ Blog ของ Yahoo! ที่ว่าด้วยเรื่อง Yahoo! Open Strategy

ชุมชนออนไลน์กับนิสัยการใช้อินเทอร์เน็ตแบบไทยๆ

สวัสดีครับ วันหยุดสุดสัปดาห์ไม่มีอะไรทำ (อีกแล้ว) ว่างๆ แวะเข้ามาคุยเรื่องชุมชนออนไลน์กันได้ที่ jakrapong.com นะครับ วันนี้ผมเอาเรื่องเกี่ยวกับชุมชนออนไลน์มาแชร์กับเพื่อนๆ เหมือนเคย

เพื่อนๆ ที่แวะเวียนมาอ่านที่บล็อกผมคงจะรู้ว่างานของผมคือ Community Manager ซึ่งมีหน้าที่พัฒนาชุมชนออนไลน์ให้เข้มแข็ง ซึ่งหัวใจของการทำให้ชุมชนออนไลน์เข้มแข็งได้นั้นก็คือหลัก 3E ครับ Engage (ทำให้ติดอยู่กับเรา), Educate (แนะนำและสอน), Entertain (ทำให้เขาสนุก รู้สึกว่าเว็บเราเป็นเว็บที่เขาจะเพลิดเพลินในการใช้งานได้ไม่ติดขัด) เจ้าหลัก 3E นี่ผมคิดเองครับ เพราะชอบมีเพื่อนๆ มาถามว่า Community Manager นี่มันทำอะไร ก็เลยรวมมาให้เห็นภาพกว้างๆ

แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วการทำให้ชุมชนออนไลน์ (โดยเฉพาะคนไทย) เข้มแข็งได้นั้นไม่ง่ายนะครับ ไอ้เจ้าระบบ 3E ของผมนี่เอาไม่อยู่เหมือนกัน เพราะคนไทยมีลักษณะทางความคิด ความอ่านไม่เหมือนคนชนชาติอื่นเขา ต่างกันยังไง? เรามาดูนิสัยคนไทยก่อน ว่าทั่วๆ ไปเป็นยังไง

1. คนไทยใจดีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ – จะสังเกตได้ว่าเว็บไทยๆ ที่เราเห็นกัน คนไทยเวลาไปไหนกันเยอะๆ ถ้ารวมตัวกันก็จะชอบไปเที่ยวออกแนวไปทำบุญ (การทำบุญในที่นี้ เนื่องจากส่วนใหญ่จะเป็นชาวพุทธก็จะชวนกันไปวัด บางคนไม่ศรัทธาพระ ไม่ไปวัดก็เลี้ยงเด็กกำพร้า ไม่ก็ไปเลี้ยงสัตว์ไม่มีเจ้าของ อะไรแบบนี้ฮิตมาก) ทำกิจกรรมเพื่อสังคมอะไรทำนองนี้เยอะ ไม่เหมือนเว็บฝรั่งนะครับ ถ้าเขาไม่ได้อะไรชัดๆ ไม่มีผลประโยชน์อะไร ก็ไม่เข้าเอาง่ายๆ ดังนั้นการ “รับมือ” กับคนไทยต้องเข้าใจว่าคนไทยเครียดกับอะไรมาเยอะ ในช่วงปีที่แล้วกรมสุขภาพจิตของไทยเคยทำเซอร์เวย์ออกมาบอกแล้วว่าคนไทยหันหน้าพึ่งศาสนามากขึ้น เพราะพิษเศรษฐกิจจากราคาน้ำมัน และวิกฤตทางการเมืองที่รุมเร้า ทำให้กิจกรรมสำหรับการสร้างชุมชนควรจะเกี่ยวเนื่องกับสภาพสังคมด้วยครับ

2. “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้” คนไทยติดสบายครับ บ้านเมืองเราไม่เคยอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ กติกา มารยาทอะไรมากมาย เราไม่ต้องไปเข้าคิวรับอาหารแบบประเทศคอมมิวนิสต์สมัยก่อน เราไม่ต้องคอยนับวันว่าเมื่อไหร่หิมะจะตก ต้องวางแผนกักตุนอาหาร เพราะบ้านเรามีอยู่แค่สองฤดู คือ “ร้อน” กับ “ร้อนโคตรๆ” นอกจากนี้ระบบระเบียบทางสังคมค่อนข้างผ่อนคลาย เว็บไหนมีกติกา ก็ดีนะครับ ควรมีกติกาที่แน่นอนไว้ครับ แต่สำหรับคนไทยพอบอกให้อ่าน ก็จะอ่านผ่านๆ แล้วก็คิดกันว่า “เออน่า แค่ไม่ทำอะไรเลวๆ ก็พอแล้วใช่ไหม” เพราะจากประสบการณ์ของคนไทยก็คือเวลาเข้าไปอ่านพวกกฏกติกามารยาทของแต่ละเว็บเขาก็จะมีอะไรคล้ายๆ กันครับ เช่น ไม่โพสต์อะไรกระทบชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่ดูถูกคนอื่น ไม่เกรียน และอีกสิบๆ ไม่ ซึ่งเปิดไปเว็บไหนก็ออกมาแนวนี้หมด ดังนั้นในเมื่อมันคล้ายกันแล้วจะไปอ่านมันทำไม ว่าแล้วก็ใช้เว็บเลย แล้วถ้าอะไรที่มันยุ่งยาก มันก็ไม่ใช่ความผิดของเขาด้วยที่เขาจะไม่เรียนรู้ครับ

ดังนั้นเวลาจะทำเว็บแนวชุมชนออนไลน์ ถ้าคุณมีกติกาอะไรพิเศษต้องบอกคนไทยเลยนะครับว่า “สำคัญจริงๆ นะต้องอ่านนะไม่งั้นใช้เว็บไม่ได้” ไม่งั้นเขาก็จะไม่รู้สึกกัน เพราะคนไทยชอบนักเชียวกับไอ้คำว่ากฏมีไว้ให้แหก อย่างผมทำ Yahoo! รู้รอบนี่บางทียังรู้สึกเลยนะครับว่าทาง Yahoo! มีระเบียบเยอะไปนิดนึง

3. ต้องเป็นกันเอง อารมณ์ดี และพร้อมจะยืดหยุ่นได้ตลอดเวลา – ถ้าเว็บคุณกำลังจะขอให้ผู้ใช้คนไทยทำอะไรสักอย่าง ถ้าคุณเขียนอะไรเป็นทางการมากๆ คนไทยไม่มีทางชอบแน่นอนครับ คนไทยขออะไรง่ายๆ ดูเป็นกันเอง ทั้งที่การทำเว็บสำหรับประเทศอื่นมันจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรที่คุณจะต้องดูเป็นกันเอง แต่คนไทยถือมากนะครับ อย่างเพื่อนฝรั่งผมไปเมืองไทย จะไปดีลกับพาร์ทเนอร์ผมบอกเลยว่า  “ยิ้มเข้าไว้ คนไทยชอบให้ยิ้มแย้มแจ่มใส อย่าเข้าไปแบบ business จ๋า แล้วถ้าไปถึงตามเวลาแล้วเขาเลท 20-30 นาที หรือมากกว่านั้นก็ให้อดทนไว้”

ในทางเดียวกัน ถ้าคุณจะทำกิจกรรมออนไลน์อะไรบนเว็บ เช่นนัดดารามา Chat กับคนในเว็บตอน 4 โมงเย็นวันนี้ ให้นึกไว้เลยว่าคนไทยมาสายชัวร์ ให้เผื่อเวลาไว้นานๆ นะครับ 2 ชั่วโมงเลยก็ได้ ไม่งั้นอาจไม่สำเร็จ หรือถ้าคุณกำลังจะเขียนอะไรบนเว็บ ถ้าเว็บคุณเป็นแนวชุมชนออนไลน์ ขอให้ใช้คำที่ไม่เป็นทางการมาก เลือกโทนภาษาให้อ่านง่ายเข้าไว้ครับ อ่านแล้วรู้สึกว่าเว็บนี้ถ่อมตัวจัง เว็บนี้น่ารัก ถ้าเป็นคนคงจะเป็นกันเองน่ารักจริงๆ เป็นคนดี ถ้าเป็นเว็บทางการ ก็ใช้คำทางการได้แต่พยายามหลีกเลี่ยงคำที่เข้าใจยาก เพื่อให้ดูเป็นทางการ เช่น การใช้คำศัพท์ฝรั่งมาเป็นไทยอันนี้ห้ามเด็ดขาดครับ อย่างเราจะเขียนชื่อเมนูหางาน เขียนไปเลยว่า Jobs อย่าไปเขียน Career opportunities แล้วมาแปลเป็นไทยให้มันเสียความหมายแบบ “งาน” “โอกาสในทางอาชีพ” ในกรณีนี้ให้เขียนแบบไทยๆ ไปเลยครับว่า “ร่วมงานกับXXX” คือคิดคำแบบไทยๆ ไปเลย

แต่ที่สำคัญ การที่คุณจะพัฒนาชุมชนออนไลน์ของคนไทย ข้อนี้สำคัญมากนะครับคือ ให้จำไว้เลยว่าห้ามโกหกผู้ใช้เว็บของเราเด็ดขาด ต้องหยิบยื่นความเป็นเพื่อนให้ครับ แล้วอะไรที่มันดีก็บอกว่าดี อะไรที่ไม่ดีเราก็บอกไม่ดีไปครับ ลองคิดง่ายๆ ว่าถ้าเรามีเพื่อนสักคน เราจะทำตัวกับเพื่อนยังไง ทำกับคนใช้เว็บเราแบบนั้น

แต่ไม่ว่าคนไทยจะเป็นอย่างไรนะครับ สิ่งที่สำคัญสำหรับคนทั่วโลกเลยก็คือการสร้างความเชื่อมั่น พัฒนาให้ผู้ใช้เว็บไว้ใจเรา หรือสร้างความเชื่อนั่นเองทำให้ผู้ใช้เว็บมั่นใจได้ว่าหลังหน้าจอที่เขากำลังใช้งานนั้น มีเรากำลังคอยเขาอยู่อีกมุมใดมุมหนึ่งของโลก เราอยู่กับเขา ไม่หนีไปไหน และต้องทำเนื้อหาชั้นดีบนเว็บ หรือให้สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเขาและเขาต้องการได้

เทคนิคการวัด Engagement ในเว็บของคุณ

ผมห่างหายจากการอัพเดทบล็อกไปค่อนข้างนาน ต่อไปนี้จะมาอัพเดททุกวันนะครับ เว้นว่าวันไหนผมไม่สบายหรือติดธุระจริงๆ จะมาบอกเอาไว้ครับ เป้าหมายในการอัพเดทบล็อกคราวนี้ก็คือ ผมต้องการจะเขียนหนังสือสักเล่ม ที่เกี่ยวกับเรื่องชุมชนออนไลน์ แต่ด้วยเวลาที่น้อยเหลือเกิน (เวลาผมเีขียนหนังสือ ผมจะใช้เวลาเฉลี่ยนประมาณ 7-8 ชั่วโมง สำหรับบทความที่ผมคิดว่าพอออกสายตาประชาชนได้) ผมเลยคิดว่า ถ้าเก็บรวบรวมจากบล็อก คล้ายๆ การคัดสรรเอาหัวข้อที่น่าสนใจมารวมเล่ม ก็น่าจะเป็นเรื่องเป็นราวได้มากกว่า

เข้าเรื่องดีกว่านะครับ

ระยะหลังนี้ผมเห็นเพื่อนๆ ที่ทำงานในแวดวงโฆษณาออนไลน์เมืองไทยให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ประเภท Social Networking อย่าง Hi5, Facebook กันค่อนข้างมาก เพราะเป็นเว็บแนวที่ทุกคนใช้ “connected” กัน นับตั้งแต่หาเพื่อน หากิ๊ก สืบเสาะพฤติกรรมคนที่เราสนใจ (บางคนเอาไว้คอยตามว่าแฟนทำอะไรอยู่) ติดต่อเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมาแล้วชาติหนึ่ง ร้อยแปดพันประการที่จะใช้ และเมื่อมีเหตุผลที่จะต้องใช้ Social Networking เยอะแล้ว แน่นอนว่าเว็บเหล่านี้ก็มีสภาพไม่ต่างจาก Media ตัวหนึ่งที่มีคนดูเยอะ มี eyeball เยอะ โฆษณาต่างๆ ประดามีก็เลยตามไปอยู่ที่นั่นกันหมด

รูปแบบโฆษณาที่สำคัญของเว็บประเภท Social Networking ก็คือการทำ Viral marketing Campaign หรือแคมเปญการตลาดที่แพร่กระจายได้เหมือนไวรัส สร้างกระแสบอกกันแบบปากต่อปาก เช่น วันนี้ผมเข้าไปอัพเดท status ตัวเองใน Facebook ว่า “ตอนนี้ กำลังมองหา Marketing manager มาดูแลการตลาดออนไลน์ที่สิงคโปร์” ผมเชื่อว่าต้องมีเพื่อนๆ หลายคนล่ะครับที่จะสนใจติดต่อมา

เพื่อนๆ ที่อ่านบล็อกนี้อยู่อาจจะบอกว่า อันนี้คนสนใจเพราะ Message มันสำคัญจริงๆ มันน่าสนใจในตัวมันเองจริงๆ อย่างนี้ก็จะสร้างกระแสการบอกต่อได้ และวัดผลกันได้ว่า “มีคนสนใจติดต่อมาหาผมกี่คน” ถ้าวัดกันว่ามี่กี่คลิก วัดกันว่ามีคนสนใจกี่คน มันก็คงไม่ยากเย็นเท่าไหร่ ซึ่งก็จริงส่วนนึงครับ แต่ประเด็นที่ถกเถียงกันก็คือการตลาด “โดยรวม” บน Social Networking นั้นสร้างกระแสบอกต่อได้แค่ไหน แล้ววัดผลได้อย่างไร วันนี้ผมลองเอาทฤษฎีส่วนตัวมาแชร์ครับ

ขอออกตัวก่อนนะครับว่าเป็นเทคนิคส่วนตัวจริงๆ คือการวัดผลมันทำได้หลายทางถ้าหากว่าเพื่อนๆ มีวิธีอื่นก็ช่วยกันแชร์ด้วยนะครับ อันนี้ผมใช้ส่วนตัวครับ ไม่เกี่ยวกับบริษัท ปกติแล้วเวลาที่ผมจะ launch แคมเปญสำหรับการตลาดออนไลน์ไหนๆ ก็ตาม ผมจะเซ็ตก่อนว่าเป้าหมายที่ต้องการจะวัดจะเอาอะไรบ้าง แต่ถ้าหากว่าเราแค่อยากจะวัด “ผลกระทบโดยรวม” จาก Engagement Point ครับ Engagement Point คืออะไร? ทำไมต้อง Engagement Point? ตอบได้ว่าเป็นเพราะ Social media เป็นหนึ่งในรูปแบบของชุมชนออนไลน์ ถ้าหากว่าคุณสามารถทำให้คนติดอยู่กับคุณได้นาน หรือ ‘engage’ ให้ user อยู่กับคุณได้นาน โอกาสที่คุณจะเพิ่ม ROI (Return On Investment) ก็จะเพิ่มขึ้น และนำไปอธิบายกับเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่โฆษณากับคุณได้อีกด้วย

สูตรของผมมีดังนี้ครับ “Page View per User” + (“Time Spent” / user) = Engagement point

ยกตัวอย่าง ว่าผมทำกิจกรรมออนไลน์ที่คาดว่าจะเห็นการเติบโตในปัจจัยการติดพัน (วุ้ย เป็นไทยแล้ววุ่นวาย ผมแปลจากคำว่า Growth of engagement ครับ) ดังนั้นเพื่อที่จะให้เราแน่ใจได้ว่า user ติดหนึบอยู่กับเว็บของเรา หลงรักเว็บเราแค่ไหน มันต้องการวิธีการที่คำนวณได้มาวัดกันหน่อย ซึ่งนั่นก็หมายถึง “user เค้าใช้เวลาอยู่กับคุณแค่ไหนล่ะ?” ดังนั้น “Page View per user” และตัวเลขของ user ก็น่าจะฟังดูเมคเซนส์ที่จะเอามาวัดผลถูกไหมครับ? สำหรับแฟนๆ Truehits ก็ขอให้แทนค่า Time spent ด้วย “Unique Session” นะครับ

นอกจากการวัดผลแบบนี้แล้วอีกทางนึงที่ผมจะใช้วัดผลอิทธิพลของ social media ก็คือการให้ความสำคัญกับบล็อกเกอร์ที่ดังและมีชื่อเสียง เกี่ยวข้องกันกับโฆษณาของผม วิธีของผมก็ง่ายๆ ครับ เขียนอีเมลไปคุยกับบล็อกเกอร์คนนั้นๆ ว่าผมต้องการที่จะทำ online campaign และผมบอกได้เลยครับว่าถ้าบล็อกเกอร์ตัวจริง แทบจะร้อยทั้งร้อยเลย จะรักการแชร์ความรู้ เขาจะตอบกลับมาครับ ดังนั้นเขาจะให้ข้อมูลที่น่าสนใจ หรือแม้กระทั่งช่วยเรากระจายข่าวหรือ Message ที่เราต้องการจะสื่อไปถึงคนจำนวนมากๆ ได้เช่นกัน

เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ ผมจะยกตัวอย่างเว็บที่ผมทำก็แล้วกันนะครับ นั่นคือ Singtip.com ผมก็จะเอาเครื่องมือการวัดค่าต่างๆ ในระบบหลังบ้าน เช่น Truehits, Indexing Tools , Google Analytics มาดูว่าเดือนนี้ผมมี Page View per user = 9.5 และแต่ละคนใช้เวลากับผมเฉลี่ยต่อคนแล้ว = 12.10 เจ้า Engagement Point ก็จะได้ 21.6 สำหรับเดือนนี้

จากนั้นเอาตัวเลขที่ได้ 21.6 นี้มาเทียบย้อนกับ 3 เดือนก่อนหน้านี้เทียบกันว่าผมได้ทำแคมเปญแบบไหน เขียน Copy โดนใจคนอ่านหรือเปล่า ใช้ดาราถูกคนไหม แบบไหนที่คนจะติดมากกว่ากัน อย่างที่ผมเห็นได้ชัดว่าล่าสุดผมได้ติดตั้ง Chat application เข้าไปในเว็บ Singtip.com คนก็หันไป Chat กันหมด แต่ไม่ค่อยมาใช้บริการในเว็บ เพราะระบบของผมไม่เก็บค่าใน Chat application ตัวนี้ แต่ว่าจุดหมายของ Singtip.com คือต้องการให้คนไทยในสิงคโปร์ติดต่อกันได้ง่าย ไม่ได้มีธุรกิจมาเกี่ยวข้องมากนัก ดังนั้นก็จะมองข้ามไปได้ครับ แต่ผมจะเอา Engagement Point นี้มาใช้ในการวัดผลได้อย่างชัดเจนว่า ถ้าผมต้องการให้ user ในเว็บผมได้รับข่าวสารและอ่านโฆษณาของผมจากส่วนต่างๆ ของเว็บ ผมไม่ควรที่จะติดตั้ง Chat application เข้าไปเป็นต้น

และด้วยความที่ Singtip.com เป็น Social Networking ของคนไทยในสิงคโปร์ ผมก็จะส่งเมลไปคุยกับบล็อกเกอร์ที่ใช้บริการบล็อกที่เด่นๆ ของผมว่าเขาคิดอะไรอย่างไร แล้วเราต้องการให้ Message ของเราไปถึงคนให้ทั่วๆ เราก็ฝากบอกกับบล็อกเกอร์ว่าเรารบกวนฝากข้อความไปถึงเพื่อนๆ ของเขาหน่อย ข้อความที่ส่งออกไปจากบล็อกเกอร์ถึงเพื่อนๆ ของบล็อกเกอร์ ก็จะ “น่าเชื่อถือ” กว่าข้อความที่มาจากเราโดยตรง ที่จริงๆ แล้วเราอาจจะส่งผ่านทาง Mailing list เลยก็ได้ แต่แบบนี้รับรองว่าโดนใจกว่าครับ

สรุปสั้นๆ นะครับ
1. ผมจะวัดจาก Engagement Point (แล้วเปรียบเทียบกับกิจกรรมย้อนหลังที่ทำกับเว็บ)
2. สังเกตจากบล็อกเกอร์ที่มีอิทธิพลแล้วฝากข่าวไปเลย

หลักๆ ของผมมีเท่านี้ล่ะครับ ถ้าหากว่าใครมีเทคนิคอื่นก็มาแชร์กันได้นะครับ