Archive

Archive for พฤศจิกายน, 2008

เราคิดวิธีเตรียมตัวตายกันแล้วหรือยัง?

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 23, 2008 3 ของความคิดเห็น

hm_collagecover1chat-with-death

หนังสือ The Last Lecture + Chasing Daylight (ไล่ล่าแสงตะวัน) + นั่งคุยกับความตาย

ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่งมีโอกาสอ่านหนังสือฝรั่งชื่อดังที่หลายๆ คนคงรู้จักกันดีอยู่แล้ว นั่นคือ The Last Lecture (แปลเป็นไทยโดยคุณหนูดี วนิษา เรซ) ซึ่งเป็นหนังสือที่มีที่มาจากการบรรยายครั้งสุดท้ายในชีวิตของศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์ แรนดี้ เพาซ์ ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยคาเนกีเมลลอน ผู้กำลังป่วยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนในระยะสุดท้าย ผมคิดว่ามีบล็อกเกอร์หลายคนเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ไปแล้วว่าดีอย่างไร ผมจะไม่เล่าอีก สนใจไปอ่านกันได้เลยครับ หรือถ้าอยากจะดูการบรรยายของเขาครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยคาเนกี เมลลอน และอีกครั้งที่รายการโอปรา วินฟรี (มีซับไทยให้อ่านด้วยนะครับ)

ขณะเดียวกัน บังเอิญว่านึกถึงหนังสือเล่มนึงที่เคยอ่านได้ นั่นคือ Chasing Daylight หรือ ไล่ล่าแสงตะวัน (แปลเป็นไทย โดยคุณโตมร ศุขปรีชา บก. นิตยสาร GM) ซึ่งเป็นเรื่องอดีตผู้บริหารบริษัท KPMG ยูจีน โอเคลลี่ ผู้เขียนได้เขียนหนังสือเล่มนี้ก่อนตายด้วยโรคมะเร็งสมองขั้นสุดท้าย ซึ่งคุณ Gratunn บล็อกเกอร์คนนึงได้เคยเขียนไว้ อย่างละเอียดดีแล้ว ว่างๆ อยากให้ลองหาอ่านกันดูนะครับ

ที่จริงเรื่องที่แรนดี้และยูจีนเขียนไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเมืองไทยก็มีหนังสือของคุณเชิด ทรงศรี คือ “นั่งคุยกับความตาย” เพียงแต่ผมยังไม่เคยอ่านหนังสือของคุณเชิด แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ นักเขียนแต่ละคนมีวิธีทำใจก่อนตายได้อย่างไร เพราะคนป่วยหนักระยะสุดท้ายถ้าไม่เศร้า ก็ไม่ยอมรับความจริง อ่านแล้วก็ฉุกคิดนะครับว่าเราควรจะเริ่มคิดกันได้หรือยังว่าถ้าเราจะต้องตาย ไปภายในระยะเวลาสั้นๆ นี้จะทำอย่างไร

ผมว่านักเขียนทั้งสามคนนี้มีอะไรคล้ายๆ กันครับสองสามอย่าง 1. ผู้เขียนหนังสือทั้งสามคนเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายทุกคน และกำลังจะตายในเวลาไม่นาน 2. ผู้เขียนทั้งสามคนยังมีอะไรน่าสนใจในชีวิตอีกเยอะ มีอะไรต้องทำอีกมาก แรนดี้อาจจะสอนที่คาเนกีเมลลอนได้อีกยี่สิบปี ยูจีนอาจจะมาเปิดสาขาในเอเชีย คุณเชิดอาจจะทำหนังเรื่องใหม่อีก และ 3. ที่เหมือนกันผู้เขียนทั้งสามคนระบุไว้ว่าเราจะสามารถทำใจให้ยอมรับความตายได้อย่างไร และสามารถจัดการกับเวลาที่เหลืออยู่อย่างไรอย่างมีสติ

ผมว่าจุดร่วมในข้อสามนี่เป็นหัวใจสำคัญที่เราน่าจะเอามาตั้งคำถามกับตัวเองกันให้มาก และผมเคยลองทำสำรวจอย่างไม่เป็นทางการมาแล้วใน Yahoo! รู้รอบ ลองอ่านคำถามของตูน บอดี้สแลม และคำถามของวงสล็อตแมชชีน แล้วพบว่าพวกเราส่วนใหญ่ยังไม่ได้เตรียมการอะไรสำหรับเรื่องนี้เลย เราคิดกันแค่ว่าถ้ามีเวลาน้อยนิดก็จะอยู่กับครอบครัวให้มากที่สุดและขอให้ตายอย่างสบาย

แต่เรายังไม่ได้ตั้งคำถามกับตัวเองกันเท่าไหร่ว่า เราคิดวิธีเตรียมตัวตายกันแล้วหรือย้ง? ไม่ใช่แค่คิดว่าก่อนตายจะทำใจอย่างไรนะครับ แต่ต้องลงรายละเอียดเลยว่าจะจัดการเรื่องการเงินอย่างไร มีประกันชีวิตหรือยัง คุณจะจากไปแล้วคนข้างหลังคุณล่ะจะลำบากไหม ผมว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องอัปมงคลอะไร แต่คนเราเกิดมาไม่กี่สิบปีก็ตายแล้ว จะยึดติดในลาภยศสรรเสริฐกันไปทำไมมากมาย

ก็ไม่เห็นหรือไงตอนนี้บ้านเมืองวุ่นวายกันใหญ่เพราะไม่ได้ตั้งคำถามว่าจะเตรียมตัวตายกันอย่างไร มัวแต่ตั้งคำถามว่าใครจะชนะใครจะแพ้ ถ้าคิดแบบนี้ก็เกมกันพอดี คนที่แพ้มีแต่ประเทศชาติ น่าเสียดายที่คนเหล่านี้มองไม่เห็นสิ่งสำคัญที่นักเขียนทั้งสามคนเขียนไว้ในหนังสือ นั่นก็คือ “การปล่อยวาง”

ไม่งั้นอะไรๆ ก็คงไม่วุ่นซะขนาดนี้

Categories: Best of, Books, I like it!

ช่วยกันบริจาคเงินให้วิกิพีเดียเถอะครับ

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 9, 2008 2 ของความคิดเห็น

wikipedia_logo_medium

เมื่อวันก่อนนี้จู่ๆ ก็มีอีเมลจากมูลนิธิวิกิมีเดีย ผู้ดูแลเว็บไซต์วิกิพีเดีย ส่งรายงานประจำปีมาให้อ่าน ผมไม่ได้มีเวลามาก อ่านปราดเดียวก็พอเข้าใจว่าทางวิกิพีเดียต้องการความช่วยเหลือ …นี่อาจเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยที่ผมพอทำได้ คือการเขียนถึงเรื่องนี้ เพื่อนๆ ที่อ่านบล็อกผมอยู่นี้ ถ้าหากว่าคุณมีเวลา กรุณาเขียนบล็อกถึงวิกิพีเดียด้วยนะครับ หรือไม่เขียนก็ช่วยส่งต่อให้เพื่อนๆ อ่านกันเยอะๆ เพราะอะไร ทำไมต้องช่วยวิกิพีเดีย อ่านที่นี่นะครับ…

- – -

คิดว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก “วิกิพีเดีย” ใช่ไหมครับ? เชื่อเหลือเกินครับว่าคนหลายร้อยล้านคนทั่วโลกที่ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ ณ ตอนนี้น่าจะเคยได้รับประโยชน์จากสารานุกรมเสรีตัวนี้ วันนี้บังเอิญผมเข้าไปดูใน MyBlogLog ของผมว่ามีใครเข้ามาอ่านบล็อกผมบ้างก็พบว่ามีคุณ mnop ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นหนึ่งในทีมงานอาสาสมัครของวิกิพีเดียไทย เขาติดลิงก์ในบล็อกของเขา 2 ลิงก์ที่ผมอ่านแล้วก็อดที่จะเอามาเล่าต่อให้คุณๆ ที่กำลังอ่านบล็อกผมอยู่นี้ไม่ได้ มันคือลิงก์สำหรับการสนับสนุนทางการเงินของวิกิพีเดีย ผมว่ามันกำลังบอกเราว่า.. วิกิพีเดียกำลังตกที่นั่งลำบากครับ (อ่านรายงานประจำปีของเขาดู คุณจะเห็นว่าเงินที่มีไม่ได้มากมายอะไรเลย)

ตั้งแต่ผมทำงานด้านอินเทอร์เน็ตมา ส่วนใหญ่ก็ทำอะไรที่มันเป็นธุรกิจซะส่วนใหญ่ (ที่บริษัทผมก็พยายามช่วยครับ เราสร้าง Quick Link จาก Yahoo! รู้รอบออกไปที่วิกิพีเดียไทยเมื่อผู้ใช้ต้องการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม) มีไปทำเพื่อสังคมบ้างก็ที่สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกภูมิใจมากๆ ก็คือ ผมเคยสนับสนุนวิกิพีเดีย วิกิพีเดียเป็นหนึ่งในเว็บไซต์ที่ผมมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าอินเทอร์เน็ตได้ทำประโยชน์ให้กับโลกใบนี้อย่างปราศจากกำรี้กำไรอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นเว็บไซต์หลักที่ผมเชื่อมั่นว่ามันสามารถลดช่องว่างของคนที่มีความรู้มากกับคนที่มีความรู้น้อยลงได้

ในวันที่วิกิพีเดียมีเงินสนับสนุนแทบจะไม่เพียงพอ สารานุกรมเสรีตัวนี้ พวกเราสามารถช่วยกันได้นะครับ ผมเองเริ่มด้วยการบริจาคเงินเล็กๆ น้อยๆ ของผมเอง และซื้อเสื้อยืด แก้วมัคของวิกิพีเดียมาเพื่อแสดงการสนับสนุนพวกเขา

วันนี้ผมดีใจมากที่มีกลุ่มอาสาสมัครแปลหน้ารับบริจาคของวิิกิพีเดียเป็นภาษาไทยแล้วที่ http://wikimediafoundation.org/wiki/Donate/th

ในหน้าเว็บนี้ได้อธิบายว่า

“ผู้คนจากทั่วโลกนับล้านจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากวิกิพีเดียในวันนี้ ในฐานะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยชุมชนอาสาสมัครทั่วโลก เราพยายามอย่างยิ่งที่จะนำเสนอข้อมูลในทุก ๆ ภาษาให้มากขึ้นและดีขึ้นสู่ผู้คนทั่วทุกแห่ง โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมและปราศจากโฆษณา การบริจาคของคุณจะช่วยเราสานต่อการดำเนินงานของวิกิพีเดีย และทำให้วิกิพีเดียใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น”
อยากให้เพื่อนๆ ที่เคยใช้วิกิพีเดียดูวิดีโอนี้กันนะครับ มีซับไทเทิลไทยให้ด้วย ผมหวังว่าดูแล้วก็ช่วยกันด้วยนะครับ
คุณช่วยออกเงินได้… ถ้าไม่อยากออกเงินอย่างเดียวซื้อของเขาด้วยก็ได้ครับ รายได้ส่วนหนึ่งจะสนับสนุนพวกเขา… ถ้าไม่มีเงินไม่เป็นไรครับลงแรงช่วยก็ได้ ตอนนี้ผมเห็นชาววิกิพีเดียนไทยไปรวมตัวกันที่เว็บนี้ http://www.wikithaiforum.com/
Categories: ไม่มีหมวดหมู่ ป้ายกำกับ:

ทำเพลงเองขายเองไม่ง้อค่ายเพลง

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 9, 2008 1 comment

สำหรับตอนนี้เป็นบทความที่ผมเขียนลงนิตยสาร Positioning ในส่วนของคอลัมน์ Internet นะครับ ติดตามอ่านกันในนิตยสารได้ทุกเดือนนะครับ ส่วนตอนเก่าผมเอามาเก็บไว้ที่นี่อีกแห่งนึงละกัน http://www.positioningmag.com/magazine/Details.aspx?id=74559&menu=magazine,internet

Positioning Magazine   ตุลาคม 2551

billboard1
ผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยอุดหนุนศิลปินคนโปรดของคุณด้วยการซื้อซีดี เดี๋ยวนี้มีดาวน์โหลดไฟล์ จ่ายค่าลิขสิทธิ์ผ่านบัตร Pre-paid หรือจ่ายผ่านทางโทรศัพท์มือถืออย่างแคมเปญ Happy Vampire ที่เปิดให้ผู้ใช้ dtac โหลดกันได้ไม่ยั้ง หรืออย่างค่ายอาร์เอส ก็ผลักดันเว็บอย่าง zheza.com ชุมชนออนไลน์ ที่เปิดให้ฟังเพลงของอาร์เอสได้เต็มอิ่ม แต่อย่างที่เรารู้ๆ กันว่าในยุคที่ดนตรีสามารถ หามาฟังในรูปแบบของไฟล์ MP3

หรือแม้กระทั่งนั่งดูมิวสิกวิดีโอทางอินเทอร์เน็ตแบบฟรีๆ ได้ไม่ยาก เป็นธรรมชาติที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “แล้วทำไมต้องจ่ายในเมื่อเราหาฟังฟรีได้?”

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ารายได้จากการขายซีดีที่เคยเป็นรายได้หลักของ อุตสาหกรรมดนตรีนั้นไม่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำอย่างเมื่อก่อนอีก แล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม สำนักวิจัย IBISWorld ได้ออกมาเผยผลสำรวจแล้วพบว่า อินเทอร์เน็ต ได้เข้ามาล้างรูปแบบการทำธุรกิจแบบเดิมๆ ไปอย่างสิ้นเชิง ล่าสุดนั้นเพลงออนไลน์ในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก มีส่วนแบ่งการตลาดในอุตสาหกรรมดนตรีโลกสูงถึง 10% และรายงานว่าศิลปิน คนทำเพลงกำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอดด้วยการออกทัวร์ ขายสินค้าที่ระลึก แต่เทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงก็คือ “ศิลปินทำเองขายเอง ไม่ง้อค่ายเพลง” วันนี้ผมมีตัวอย่างของบริษัทแนวใหม่นี้มาเล่าให้ฟังครับ ซึ่งเขาใช้อินเทอร์เน็ตที่เคยเป็นศัตรูตัวกลั่นของวงการดนตรีมาสร้างโอกาส ทางธุรกิจให้กับศิลปิน

“จุดมุ่งหมายของเราคือการจัดเตรียมเครื่องมือในการสร้างความสำเร็จทาง ธุรกิจให้กับศิลปิน” นั่นก็คือจุดมุ่งหมายของบริษัท Topspin Media พวกเขาเป็นใคร? ทำอะไรอยู่? ตามมาดูกันเลยครับ

Topspin Media เป็นบริษัทเล็กๆ จัดตั้งใหม่ที่ฝรั่งเขาชอบเรียกกันว่า Startup Company นั่นล่ะครับ แต่ความน่าสนใจของ Topspin อยู่ที่ว่า เอียน รอเจอร์ส คนที่เป็น CEO ของบริษัทนั้น เป็นอดีตผู้จัดการทั่วไปของ Yahoo! Music บริการฟังเพลงออนไลน์ของ Yahoo! และผู้บริหารคนอื่นๆ ที่เป็นอดีตทีมงานของ Real Network ขณะนี้พวกเขากำลังสร้างเครื่องมือที่เปิดให้นักดนตรีทุกคนสามารถทำการตลาด ได้ด้วยตัวเอง รวมไปถึงการจัดจำหน่ายดนตรีตรงถึงแฟนเพลง โดยไม่ต้องผ่านค่ายเพลงเลย

วงดนตรีบริพพ็อพชื่อดังอย่าง Radiohead ก็เคยออกมาบริหารจัดการ ขายดนตรีด้วยตัวเองมาแล้ว ด้วยการเปิดให้คนดาวน์โหลดเพลง โดยให้คนซื้อเป็นคนตั้งราคาเองแล้ว แต่สิ่งที่ Topspin Media สร้างความแตกต่างก็คือพวกเขามาพร้อมกับเทคโนโลยีที่เน้นให้ศิลปินทำการตลาด เอง โดยเขามีลูกค้ารายแรกๆ เป็นศิลปินดังอย่าง Trent Reznor เจ้าพ่อดนตรีแนว Industrial Sound ที่หลายๆ คนจะรู้จักในชื่อ “Nine Inch Nails” โดย Trent ออกมาประกาศว่าจะขายอัลบั้มของตัวเองผ่านทางอินเทอร์เน็ต ด้วยเทคโนโลยีของ Topspin Media แล้วเขาขายกันอย่างไร มาดูกัน…

Nine Inch Nails ได้ออกอัลบั้มใหม่ที่มีเพลงถึง 36 เพลง ชื่อว่า “Ghosts I-IV” ซึ่งทางวงเปิดให้ดาวน์โหลดได้ฟรีก่อน 9 เพลง (พร้อมปกอัลบั้มเป็นไฟล์ pdf และ Wallpaper สำหรับแต่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณๆ ได้ฟรีอีกด้วยนะครับ) ส่วนที่เหลืออีก 27 เพลง คุณสามารถดาวน์โหลดได้ในราคาเพียง 5 เหรียญสหรัฐ หรือเลือกที่จะจ่าย 10 เหรียญสำหรับการจัดส่งซีดีไปให้คุณสองแผ่น หรือสำหรับแฟนๆ ที่ชื่นชอบพวกเขาจริงๆ ก็สามารถเลือกที่จะจ่ายได้ถึง 75 เหรียญเพื่อที่จะได้ครบทุกอย่างที่บอกมาทั้งหมดในรูปแบบ DVD พร้อมเพลงในแบบรีมิกซ์เวอร์ชั่นของทุกๆ เพลง และยังมีสมุดภาพหนา 48 หน้าให้เก็บสะสมอีก

เท่านั้นยังไม่พอ Nine Inch Nails ยังเสนอแพ็กเกจที่ชื่อว่า “Ultra-Deluxe Limited Edition Packages” ที่มีจำกัดสำหรับแฟนตัวจริงของวงเพียง 2,500 ชุดเท่านั้น โดยทุกแพ็กเกจจะมีลายเซ็นของ Trent เซ็นกำกับขอบคุณแฟนเพลงเอาไว้ ซึ่งทั้งหมดนี้ขายหมดภายในเวลาแค่สองวัน! (ดูรายละเอียดได้ที่ http://ghosts.nin.com/main/order_options)

นี่ล่ะครับความแตกต่างที่ Radiohead กล้าเสี่ยงเปิดให้คนดาวน์โหลดเพลงไปก่อน โดยคาดหวังว่าจะสร้างกระแสการบอกปากต่อปากเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์อัลบั้ม แต่รายได้ที่ Radiohead ทำในตอนเปิดให้คนตั้งราคาเองก็มีมูลค่าเพียง 3 ล้านปอนด์เท่านั้น พวกเขาจึงต้องเลิกล้มแผนเดิมแล้วกลับไปขายซีดีอย่างเก่า

ที่จริงแล้วนอกจาก Topspin Media ยังมีอีกหลายบริษัทนะครับที่ออกมาบอกว่าตัวเองเป็นบริษัทที่มีโซลูชั่นต่างๆ สำหรับศิลปินที่จะโปรโมตตัวเองผ่านทางเว็บไซต์แนว Social Networking ได้ อย่าง reverbnation.com และเว็บที่รับขายเพลงอย่าง tunecore.com ที่จะเอาเพลงของศิลปินไปขายต่อใน iTunes, Amazon, Rhapsody และ Napster ซึ่งตอนนี้ศิลปินเบอร์ใหญ่ๆ อย่าง The Cure ก็ออกมาประกาศแล้วเช่นกันว่าขายผ่าน tunecore.com ได้ผลมาก และแนะนำเพื่อนศิลปินทุกคนที่รู้จักให้มาขายเพลงที่นี่

แต่ในส่วนของ Topspin จะมีบริการเสริมอื่นๆ ที่น่าสนใจอย่างแพลตฟอร์มที่เปิดให้ศิลปินทำ CRM และขายดนตรีของพวกเขาได้ด้วยตัวเอง อาทิ โปรแกรมการรักษาฐานแฟนเพลง โดยการสร้างชุมชนออนไลน์ หรือ Engage ให้แฟนเพลงได้ใกล้ชิดศิลปินมากขึ้น และพร้อมสนับสนุนศิลปินได้ง่ายขึ้น มีระบบการส่งเมลหาแฟนเพลง ระบบวิเคราะห์สถิติเว็บไซต์ว่าแฟนเพลงชอบฟังเพลงไหนบนเว็บบ้าง รวมไปถึงโปรแกรมการจัดการการขายดนตรี

ลองนึกภาพดูสิครับว่า ศิลปินคนโปรดของคุณทำเว็บ และนั่งเขียน Blog อัพเดตข่าวคราวกับคุณด้วยตัวพวกเขาเอง มีเพลงพิเศษก็เปิดให้แฟนคลับดาวน์โหลดก่อน มีส่วนลดคอนเสิร์ตให้กับแฟนๆ มีผลงานใหม่ก็สามารถขาย ให้คุณได้ในราคาที่ถูกกว่าไปซื้อตามร้านทั่วไป นี่คือทิศทางของธุรกิจดนตรีที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป อินเทอร์เน็ตได้ให้อำนาจกับผู้บริโภคคนฟังเพลงให้มี ‘ทางเลือก’ ในการเสพดนตรีมากขึ้น

นอกจาก Nine Inch Nails ศิลปินดังรายอื่นก็เริ่มมาใช้บริการของ Topspin กันแล้ว เช่น Dandy Warhols, Josh Rouse และ Imaad Wasif โดยศิลปินทุกคนจะแบ่งขายผลงานของตัวเองเป็นซิงเกิ้ล หรืออัลบั้มก็ได้แล้วแต่ จะเลือก พูดง่ายๆ คือศิลปินสามารถคัดเลือกเพลงโปรโมตได้เอง หรือถ้าไม่อยากขายเพลงแบบเดิมๆ อยากจัดเก็บเงินจากแฟนเพลงเป็นการสมัครสมาชิกรายปีก็ยังได้ และแน่นอนว่ารายได้ที่ได้นั้นไม่ต้องผ่านนายหน้าอย่าง itunes, amazon.com

อย่างในรายของ Dandy Warhols ก็คิดอยู่ที่ 34.99 เหรียญต่อปี แล้วดาวน์โหลดกันได้เต็มที่ หรือจะขายเพลงพิเศษหายากแค่ไหน เพลงประเภท B-Side ที่ไม่วางขายทั่วไปก็ขายในเว็บตัวเองได้ ซึ่งเป็นการเปิดช่องทางในการทำการตลาดแบบใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ที่สำคัญ ศิลปินมีส่วนแบ่งรายได้สูงถึง 80-90% จากการขายเพลงของตัวเอง พร้อมทั้งสามารถตรวจสอบ ได้อย่างโปร่งใสว่ามียอดขายเท่าไหร่ต่อเดือน ซึ่งค่อนข้างแตกต่างกันมากกับระบบค่ายเพลงใหญ่ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ที่ศิลปินอาจมีส่วนแบ่งอย่างมากไม่ถึง 10%

คราวนี้มองย้อนกลับมาเมืองไทย นี่ก็อาจจะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ศิลปินจะใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางในการ โปรโมต ตัวเอง และจัดจำหน่ายเพลงของตัวเองก็เป็นได้นะครับ จะขาดก็แต่บริษัทเทคโนโลยีที่เข้าใจศิลปินไทยในตอนนี้

ในยุคที่อินเทอร์เน็ตส่งผลกระทบต่อวงจรการขายดนตรีแบบดั้งเดิม มันได้เปิดช่องทางใหม่ให้กับศิลปิน เจ้าของเพลงได้ใช้เทคโนโลยีในการทำการตลาดให้กับตัวเอง ก็นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในธุรกิจดนตรีไม่น้อยเลยล่ะครับ

Categories: ไม่มีหมวดหมู่ ป้ายกำกับ:,

Young Webmaster Camp 6

วันเสาร์, พฤศจิกายน 1, 2008 ใส่ความเห็น

เมื่อประมาณสองสัปดาห์ก่อนผมมีโอกาสบินกลับไปพักร้อนที่เมืองไทย ช่วงที่พอว่างก็ไปร่วมงานกิจกรรมออกค่ายสอนน้องๆ ทำเว็บของสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยที่ชื่อว่า “Inet Young Webmaster Camp” ซึ่งทางสมาคมฯ และผู้สนับสนุนที่น่ารักของเราคือ Inet ร่วมสนับสนุนพวกเราติดต่อมาเรื่อยๆ จนถึงครั้งที่ 6 แล้ว โดยมีน้องๆ ที่เป็นสมาชิก Young Webmaster Camp รุ่นก่อนๆ ร่วมกับกรรมการจัดกันที่มหาวิทยาลัยบูรพา ชลบุรีมาตั้งแต่ครั้งแรก

โครงการ Inet Young Webmaster Camp นั้นเราจะแบ่งรับน้องๆ ออกเป็นสี่สาขา 1. Web design 2. Web Programming 3. Web Content 4. Web Marketing ใครสนใจด้านไหนก็สมัครกันเข้ามา ปีนี้สมัครกันเข้ามาพันกว่าคน รับ 80 คน พอได้คนแล้วเราก็แบ่งกันไปเรียน แล้วเราก็มีวิทยากรมาแนะแนวทางให้น้องๆ ที่เข้าร่วมงาน

รวบรัดตัดความเลยว่า Young Webmaster Camp ครั้งที่ 6 จัดออกมาได้ดีมากครับ น้องๆ ที่มาร่วมงานครั้งนี้ก็แสดงผลงานได้เป็นที่พอใจ สนใจไอเดียแรงๆ ของน้องๆ กลุ่มนี้ก็ไปอ่านที่บล็อกของคุณ MacroArt ได้เลยนะครับ เขาเขียนไว้หมดแล้ว ผมไม่รู้จะเขียนซ้ำในประเด็นนี้ทำไม แต่ประเด็นที่ผมอยากจะเอ่ยถึงในวันนี้คือประเด็นของการคิดรูปแบบของเว็บที่น้องๆ ทำได้ดีอยู่แล้ว 90% แล้วล่ะ แต่ผมอยากได้สัก 95% ผมคิดอย่างนี้ครับ มาดูกัน…

Web Design – ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องของ Visual design ซะมากกว่า คือใครออกแบบโลโก้สวย ส่วนใหญ่จะดูดีไปเลย อาจจะเป็นเพราะเว็บสมัยนี้มีความเป็น platform ในตัวมันเองมากขึ้น มากกว่าการที่เว็บจะเป็น Media หรือพูดง่ายๆ ว่ามันเป็นเว็บที่ให้คนใช้งานได้ในตัวมันเอง เป็นบริการในตัวเองอยู่แล้ว เช่น เว็บบล็อก เว็บแลกของ เว็บสำหรับหาที่ฝึกงาน มากกว่าจะเป็นเว็บโบรชัวร์ หรือเว็บที่รวบรวมข่าว รวมลิงก์แบบสมัยก่อน ผมอยากให้น้องๆ กลุ่มนี้ลองศึกษาเรื่องของการทำ Usability มากขึ้น อยากให้อ่านหนังสือช่ื่อ “Don’t make me think!” ของสตีฟ ครัก ตอนนี้ภาษาอังกฤษมี 2nd edition ออกมาแล้ว อ่านไม่ยากด้วย ลองหาซื้อมาอ่านกันดูนะครับ อ้อ เล่มนี้มีแปลเป็นไทยด้วยนะครับ

Web Programming ผมเองไม่เก่งเรื่องเทคนิคเท่าไหร่ แต่เท่าที่สังเกตคือน้องๆ ใช้ภาษาใหม่ๆ พวก Ruby พวก Ajax ที่ทำให้ผู้ใช้สะดวกสบายมากขึ้น และมีกลุ่มนักพัฒนาที่หลากหลายกว่าเดิม สมัยก่อนจะมีออกมาทาง PHP เป็นส่วนใหญ่ .Net มีไม่เยอะ คราวนี้มาเยอะกว่าเดิมมากๆ ทำให้ผลงานของน้องๆ มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

Web Content ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาน้องๆ ที่มาสาย Web content นั้นจะต้องเรียนรู้ในเรื่องระบบระเบียบของการเขียนให้ถูกหลักบรรณาธิกรเป็นหลัก ซึ่งจริงๆ แล้วคำว่า Content มันกว้างกว่านั้น จะบอกว่ารูปก็ใช่ จะบอกว่าวิดีโอก็ใช่ แต่สิ่งที่ปีนี้ทำได้ดีก็คือเรารู้ว่าเราจะทำอย่างไรให้เนื้อหาที่เราเขียนนั้นถูกค้นเจอได้ง่าย และทำให้ผู้ใช้อ่านได้สะดวก เพราะสายตาของคนอ่านออนไลน์จะไม่อึดเท่ากับคนอ่านหนังสือ

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ยังขาดก็คือ เราควรจะรู้เรื่องการจัดการ Content ให้มีความเกี่ยวเนื่องกับผู้ใช้ เช่น เราอยากจะทำเว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวโปรโมทให้คนเที่ยวเยอะๆ เราก็ต้องบอกได้ด้วยว่าเราจะหาเนื้อหามาจากไหน คือ Content acquisition จะทำอย่างไร จะเขียนเองแล้วจะอัพเดทได้บ่อยแค่ไหน ต้องใช้เงินและเวลาเท่าไหร่ ผมเองอยู่สาย Web Content เต็มตัวเลยมีอะไรจะบอกกับน้องๆ ค่อนข้างเยอะ ส่วนบางกลุ่มอาจจะบอกว่า เดี๋ยวนี้มันยุคของ User Generated Content (UGC) แล้ว ไม่ต้องแคร์เรื่องระเบียบดังกล่าว แต่คนที่ชอบ UGC ก็ยังต้องคอยดูแลเรื่องของการจัดเก็บเนื้อหาด้วยนะครับ ว่าเนื้อหาที่อยู่ในเว็บนั้นถูกเก็บเป็นหมวดหมู่ไหม แล้วทำอย่างไรที่เราจะดึงให้คนมาสร้าง Content ชั้นดีให้กับเรา จะต้องสร้าง Community หรือเปล่า ฯลฯ

Web Marketing จากวันแรกที่ผมเจอๆ คือแลกลิงก์แลกแบนเนอร์ ลงโฆษณากับเว็บใหญ่ๆ หรือเว็บตามกลุ่มเป้าหมาย วันนี้ผมเห็นน้องๆ หัดทำ Search Engine Optimization ย่อๆ ว่า SEO (เพิ่งรู้เหมือนกันว่ามีศัพท์สแลงว่า ‘ทำเสียว’) น้องๆ พรีเซนต์ถึงเรื่ีองการตลาดแบบปากต่อปาก (ที่ฝรั่งเขาเรียกซะเยอะแยะไปหมดอย่าง Buzz Marketing, Word of Mouth Marketing, Viral Marketing ฯลฯ) รวมถึงบอกต่อผ่านทาง Twitter และเว็บ Social Networking แต่ที่พลาดกันไปคือ บอกแต่ว่าอยากจะทำ SEO จะทำ WOM ซึ่งก็แค่นั้นเอง แต่ไม่ได้มาพรีเซนต์ว่าจะทำอย่างไร กลยุทธ์ในการทำเป็นอย่างไร อยากให้มีรายละเอียดมากกว่านี้ครับ แคมเปญการตลาดจะบอกแค่ว่าอยากทำนั่นทำนี่ไม่ได้ เราจะต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนกว่านี้สักหน่อยนะ

อย่างไรก็ดีภาพรวมในคราวนี้แม้ว่าจะมีจุดที่ผมยังขัดใจอยู่บ้าง รู้สึกไม่เติมเต็มในความรู้สึกอยู่บ้าง แต่ท่ามกลางจุดขัดจุดขาดเหล่านี้มันกลับมีเสน่ห์ลึกๆ ของมันอยู่ นั่นก็คือ ‘ความสด’ ของไอเดียใหม่ๆ ที่คนรุ่นผมมีน้อยกว่าน้องๆ ครับ

บางทีคนรุ่นพี่ๆ ก็อย่าชะล่าใจไป น้องๆ มันแซงแล้วจะหาว่าไม่เตือน

Categories: ไม่มีหมวดหมู่ ป้ายกำกับ:, , ,
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 6,393 other followers