Archive

Archive for ธันวาคม, 2008

Presentation ห่วย? อ่านทางนี้ครับ

วันเสาร์, ธันวาคม 20, 2008 2 ของความคิดเห็น

อาทิตย์นี้ผมซื้อคอร์สฝึกอบรมเรื่องจิตใต้สำนึกกับพี่คนไทยคนนึงที่สิงคโปร์ชื่อพี่เล็ก พี่เล็กเป็นเจ้าของร้านอาหารที่นี่ชื่อว่า “ใจไทย” เขาสอนเรื่องการดึงจิตใต้สำนึกมาใช้ในชีวิตประจำวันแล้วน่าสนใจดีครับ สิ่งที่น่าสนใจก็คือพี่เล็กแกเก่งในเรื่องการทำ presentation ผมเองหลังจากเรียนเสร็จวันนี้ แทนที่จะสนใจเรื่องจิตใต้สำนึกดันไปสนใจวิธีการ present ของแกซะงั้น

ขากลับบ้าน แวะร้านหนังสือ Kinokuniya สาขา Bugis นิดนึง ไปเจอหนังสือเล่มนึงชื่อ Presentation Zen โดย Garr Reynolds มี Seth Godin เขียนคำนิยมให้ด้วย ก็เลยลองซื้อมาอ่านดูเห็นว่าไม่เลวครับ อยากแนะนำให้หามาอ่านกันสำหรับคนที่ต้อง Present บ่อยๆ เพราะเขาให้แนวคิดได้น่าสนใจดี โดยเฉพาะเรื่องของแนวคิดการ present แต่ถ้าหาซื้อไม่ได้ก็ดูที่นี่ได้ครับ Garr Reynolds เขาไปพูดที่ Google ความยาวชั่วโมงกว่าๆ แต่ดูแล้วไม่เบื่อครับ

สำหรับใครที่ไม่มีเวลาดูวิดีโอก็เอา eBook สั้นๆ ของ Seth Godin เกี่ยวกับวิธีการหลีกเลี่ยงการทำ Presentation ห่วยๆ (เขาใช้ชื่ออย่างนี้จริงๆ ครับ) ไปอ่านนะครับ อาจจะเก่าหน่อยคือตั้งแต่ปี 2001 แต่ผมว่าก็ยังร่วมสมัยอยู่ครับ

Categories: ไม่มีหมวดหมู่

เรื่องของพ่อ

วันเสาร์, ธันวาคม 13, 2008 2 ของความคิดเห็น

วันนี้ขอนอกเรื่องอินเทอร์เน็ตสักวันนะครับ เรื่องส่วนตัวบ้าง อย่าว่ากันนะ!

ถึงปลายปีทีไร ผมชอบจับเอาอารมณ์ของคนรอบๆ ตัวมาเขียนบล็อกทุกที อย่างเมื่อวันพ่อที่ผ่านมา ผมไปงานวันชาติ/วันพ่อที่สถานทูตไทยในสิงคโปร์ หลายคนชอบถามว่า “มาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้คิดถึงครอบครัวบ้างหรือเปล่า?” คำถามดีนะครับ ผมไม่ได้ ‘นั่งคุย’ กับพ่อแม่ผมนานมากแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นการคุยทางโทรศัพท์ในเรื่องธุระปะปังทั่วๆ ไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษ วันนี้ผมอยากเขียนถึงครอบครัวผมสักหน่อย โดยเฉพาะ ‘พ่อ’ สักหน่อย ถึงผู้ชายคนนี้จะเข้าอินเทอร์เน็ตบ้าง แต่ผมเชื่อว่าแกไม่เคยอ่านบล็อกนี้ ไว้วันไหนจะพิมพ์ไปให้แกอ่าน

เวลาเราพูดถึงพ่อของเรา หลายคนคงนึกถึงเรื่องราวความประทับใจดีๆ ที่พ่อเราเป็นฮีโร่ของเรา เป็นพระในบ้านของเรา เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีๆ ของเรา แต่ครอบครัวผมอาจจะแตกต่างไปในบางลักษณะ เพราะคุณพ่อเป็นข้าราชการมาตลอดชีวิต สมัยหนุ่มๆ แกจบธรรมศาสตร์แล้วบินไปเรียนต่อที่อเมริกาในสาขารัฐศาสตร์ที่ Utah จบกลับมาแกก็เข้ากระทรวงมหาดไทย เริ่มจากการเป็นปลัดอำเภอที่ราชบุรี ไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ ด้วยเวลากว่า 30 ปี ทำให้ผมไม่ได้เติบโตมากับพ่อของผมเท่าไหร่ ส่วนใหญ่แม่ของผมจะเล่าให้ฟังว่าพ่อทำอะไรที่ไหน (หรือบางทีก็แอบบ่นเรื่องความจู้จี้จุกจิก และความเป็นคน ‘เนี้ยบ’ ของพ่อ) แล้วนานทีปีหน ก็จะพาผมไปหาพ่อที่ต่างจังหวัด อาศัยว่าแกโทรมาหาผมกับพี่สาวเรื่อยๆ ไม่งั้นป่านนี้ลูกชายคนเดียวของพ่ออาจจะคุยกับพ่อไม่รู้เรื่องเลยก็ได้

ทุกครั้งที่ไปหาพ่อ ผมจะเห็นว่าแกกำลังทำงานอย่างหนัก ซึ่งก็คุ้มนะครับ เพราะท้ายที่สุดแกก็ได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่แกเติบโตมา ผมว่ามันเป็นอะไรที่น่าภูมิใจมากๆ ผมยังจำภาพที่พ่อก้มลงกราบที่เท้าคุณปู่แล้วน้ำตาซึมแล้วพูดเบาๆ กับปู่ว่า “พ่อครับ ผมกลับมาแล้ว กลับมาดูแลพวกเราทุกคนในจังหวัด ที่บ้านเรา…” ด้วยน้ำเสียงเครือๆ และรอยน้ำสองสามหยดบนรองเท้าของคุณปู่

จากวันนั้นเวลาล่วงเลยมาเกือบสิบปี คุณพ่อผมพักผ่อนสบายๆ อยู่ที่หมู่บ้านชานเมืองที่แกสร้างขึ้นมา ญาติสนิทมิตรสหายใครรักชอบแกก็มาซื้อบ้านอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับพ่อผม พ่อผมจะถามประจำว่าเมื่อไหร่จะมีหลานให้พ่อสักที…ไว้ก่อนนะครับพ่อ วันไหนก็วันนั้นแหละ เดี๋ยวพาเจ้าหล่อนไปหาเลยดีไหม

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ผมเพียงแต่จะบอกว่าผมดีใจที่ได้เป็นลูกของเขา แม้ว่าการมองโลกของพ่อกับของผมจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง พ่อเป็นข้าราชการสังกัดมหาดไทยตลอดชีวิต มีเรื่องหนักของบ้านเมืองต้องคิดมากมาย ตอนนี้เกษียณแต่ก็มีความสุขกับหลานๆ ผมเป็นพนักงานบริษัทเอกชนต่างชาติ กำลังเติบโตและก้าวหน้าตามลำดับ มุมมองชีวิตเราย่อมต่างกัน

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เรา tune กันติดตลอดก็คือความรู้สึกหวังดีที่เรามีให้กัน สุขสันต์วันพ่อแบบเลทๆ ครับ…

Categories: ไม่มีหมวดหมู่

คุณใช้ Social Networking Site อย่างเต็มที่หรือยัง?

วันอาทิตย์, ธันวาคม 7, 2008 2 ของความคิดเห็น

ในบรรดาเพื่อนๆ ผมหลายคนที่ใช้ Social Networking Site อย่างที่เราเห็นๆ กัน Hi5, Facebook, Friendster และอื่นๆ อีกหลายเว็บ ผมมีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งก็คือ Social Networking Sites พวกนี้เจ๋งมากครับ เจ๋งตรงที่มันสามารถ ‘connect’ ให้คนเชื่อมโยงเข้าหากันได้แม้ว่าคุณอาจจะไม่ได้เจอเพื่อนคุณมาหลายปีดีดัก คุณไม่ได้รู้จักคนๆ นั้นอย่างสนิทสนมสักเท่าไหร่ แต่คุณก็รู้จักคนๆ นั้นได้มากขึ้น คุณสามารถเชื่อมโยงกับกลุ่ม Community ที่มีความสนใจในสิ่งเดียวกับคุณได้ หรือแม้กระทั่งทำความรู้จักกับคนที่คุณไม่รู้จักเขาเลย แต่คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวผมก็คือ คุณได้ใช้ Social Networking พวกนี้อย่างคุ้มค่าหรือยัง?

อินเทอร์เน็ตได้มอบพลังให้กับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสารกันได้มากขึ้น แต่คุณมีเวลาที่จะติดต่อสื่อสารกับเพื่อนของคุณมากน้อยแค่ไหน ผมเชื่อว่าถ้าเราๆ ท่านๆ กลับมานั่งดูใน Contact list ของเรา เราจะเจอคนที่เราไม่รู้จักอยู่เยอะมาก (แต่บางทีก็ add มาเพราะอยากรู้จัก หรือบางทีระบบมันแนะนำให้เราลอง add กันดู ก็เลย add มา)

คำถามของผมในที่นี้ก็คือ ถ้าเรามีกำลังที่จะเอื้อมไปหาเพื่อนๆ และคนที่คุณรู้จักได้มากกว่าสมัยก่อนแล้วล่ะก็ ทุกวันนี้คุณได้ใช้มันคุ้มค่าหรือยัง? เพราะท้ายที่สุดแล้วหัวใจสำคัญของ Social Networking ก็คือ “Exclusive Interaction” ระหว่างกัน ถ้าคุณไม่คอยคุยกับเพื่อนของคุณอย่างจริงใจจากคุณถึงเพื่อนคุณจริงๆ เปิดเผย และสม่ำเสมอแล้ว การที่เรา add คนๆ นั้นไว้ใน Contact list และคอยส่ง application ไปให้เพื่อนเล่น มันจะมีค่าอะไร? เพราะเจ้าของ application ต่างๆ ก็อยากให้มีคนใช้ได้เยอะๆ ตัวเองจะได้หารายได้จากจำนวนผู้ใช้ 

Social Networking จึงไม่ใช่เรื่องของ ‘จำนวนของเพื่อน, คนที่อยากเป็นเพื่อนคุณ, follower, คนที่คุณอยากเป็นเพื่อน, คนที่คุณดีลด้วย’ อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “True Fan” หรือแฟนพันธุ์แท้ ของคนที่คุณรู้จักจริงๆ

ผมคิดว่าผมไม่ใช่คนเพียงคนเดียวที่ตั้งสมมุติฐานนี้ ในเมืองนอกมีคนสร้าง Social Networking ที่ตรงกับสมมุติฐานของผมขึ้นมาชื่อว่า Meezoong ลองเข้าไปอ่านรายละเอียดที่มาที่ไปของเว็บนี้ได้นะครับ Meezoog คือ Social Networking Site ที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับคุณไว้ติดต่อกับเพื่อนที่คุณคิดว่า ‘สนิท’ จริงๆ เท่านั้น 

ถ้าลองสังเกตุดูนะครับ ทุกครั้งที่คุณลองไล่รายชื่อเพื่อนใน Hi5, Facebook, Friendster ของคุณ มันต้องมีบ้างล่ะครับที่จะอดถามตัวเองไม่ได้ว่าไอ้คนที่ add มานี่มันใครกันหว่า บางทีเราก็รับ add มาเพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนของเพื่อนเราอีกที คงจะอยู่ในแวดวงเดียวกันล่ะน่า เดี๋ยวเผลอเป็นเพื่อนที่เราจำไม่ได้ก็ซวยอีก ซึ่งจริงๆ มันน่าจะมีการกรองไว้สักหน่อยว่าใครล่ะที่เป็นเพื่อนสนิทของคุณจริงๆ  

Meezoog เป็นบริษัทเปิดใหม่จากอิสราเอลที่เข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ด้วยการแยกกลุ่มระหว่างคนที่ add คุณเข้ามาเรื่อยๆ กับกลุ่มเพื่อนสนิทของคุณจริงๆ และพยายามสร้างความแตกต่างของเว็บโดยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของคุณกับเพื่อนว่าซี้ปึ้กกันแค่ไหน โดยการดูว่าคุณกับเพื่อนมีความสัมพันธ์ผ่านกันทางเว็บอื่นด้วยไหม เช่นเป็นเพื่อนกันใน Facebook, Hi5, Friendster แล้วแชร์รูปกันใน Flickr ด้วยไหม เป็นเครือข่ายกันใน Linkedin ด้วยไหม ทำนองนี้นะครับ ซึ่งเป็นระบบที่ทาง Meezoog เรียกว่า “social trust” ตอนนี้ทางเว็บยังไม่ได้ออกมาเปิดเผยว่าระบบทำงานยังไง แต่ผมว่าแนวคิดนี้น่าสนใจครับ อย่างน้อยก็ทำให้ผมอุ่นใจได้ว่าไม่มีผมคิดเรื่องนี้อยู่คนเดียว

นอกจากนี้ Meezoog ยังมีแผนที่จะเข้าร่วมโครงการ OpenSocial ของทาง Google และ Facebook โดยเปิดให้ผู้ใช้เว็บทั่วไประบุความสนิทของเพื่อนได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ของ Meezoog หรือไม่ก็ตาม เพราะถ้าให้ Meezoog มาเริ่มสู้กับ World-wide scale อย่าง  Facebook, MySpace คงไม่ไหวอยู่แล้ว

แต่ท้ายที่สุดในวันนี้ สิ่งที่ผมต้องการจะบอกก็คือ ไม่ว่าคุณจะมีเครื่องมือในการเข้าถึงเพื่อนของคุณใน ‘จำนวน’ มากแค่ไหน มันก็ไม่มีทางเท่ากับ ‘คุณภาพ’ ในการสื่อสารกับเพื่อนของคุณด้วยความจริงใจ ผมเลยคิดว่าถึงเวลาหรือยังที่เราจะหันมาใช้เว็บแบบ Social Networking Sites เหล่านี้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วยการหมั่นสร้างเสริมความสัมพันธ์กับเพื่อนของคุณด้วยการใช้เวลาวันละนิดวันละหน่อยเขียนข้อความที่มาจากใจของคุณสั้นๆ แล้วส่งถึงเพื่อนในกลุ่มที่คุณสร้างขึ้นใน Social Networking Sites ของคุณว่าคุณทำอะไร คล้ายๆ กับใน Twitter แต่ว่าแบ่งเป็นกลุ่มชัดๆ เช่นกลุ่มเพื่อนโรงเรียนเก่า กลุ่มเพื่อนร่วมงาน ด้วยข้อความที่แตกต่างกัน แล้วถ้าคุณคิดถึงใครเป็นพิเศษ ไม่ได้คุยกันมานานมาก ก็เขียนข้อความถึงเขาโดยเฉพาะ ให้เขาได้มี “Exclusive interaction” กับคุณ

เพราะความหมายของคำว่าเพื่อน ไม่ใช่ใครมีเพื่อนมากกว่ากัน แต่ใครมีเพื่อนแท้ เพื่อนสนิท เพื่อนรักที่อยู่กับคุณในวันเวลาที่คุณลำบากและต้องการความช่วยเหลือต่างหาก และถ้าเราใช้ Social Networking Sites เหล่านี้ในการบอกกับเพื่อนของคุณว่าคุณนึกถึงเขาจริงๆ นะ ผมว่า Social Networking จะเป็นอะไรบางอย่างที่เต็มเติมชีวิตของคุณเลยล่ะครับ

Categories: ไม่มีหมวดหมู่

ถึงเวลาสร้าง ‘ลัทธิ’ ของคุณเองแล้ว

วันจันทร์, ธันวาคม 1, 2008 ใส่ความเห็น

ในแต่ละสัปดาห์ผมมักจะแบ่งเวลาเพื่อหาอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตมาเล่าให้คุณๆ อ่านกันครับ เดี๋ยวนี้ก็เลยกลายเป็นว่าต้องบังคับตัวเองให้อ่านหนังสืออย่างน้อยหนึ่งเล่มต่อสัปดาห์ (เพราะถ้าไม่หาอะไรใหม่ๆ นอกจากจะไม่มีอะไรมาเขียน สมองผมก็มีหวังฝ่อตายพอดี) และหนังสือเล่มที่ผมจะเอามาแนะนำในสัปดาห์นี้ก็มาจากหนึ่งในนักเขียนที่ผมชอบมากที่สุดคนนึงก็คือ Seth Godin ที่หลายคนอาจรู้จักเขาจาก Purple Cow, Permission marketing ฯลฯ

banana_tribes

หนังสือเล่มล่าสุดของ Seth ชื่อว่า Tribes: We Need You to Lead Us ในหนังสือเล่มนี้ Seth เขียนถึงเรื่อง Leadership ในโลกปัจจุบัน โดยไอเดียหลักๆ ของ Seth ก็คือการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลดีและยืนยาวต่อสินค้าและบริการใดๆ นั้นจะต้องเกิดจากการสร้างกลุ่มก๊วนในแบบ ‘ลัทธิ’ ของคุณเอง และกลุ่มของคุณจะต้อง connect อยู่ด้วยกันโดยมีคนนำ และคนๆ นั้นก็คือคุณ!

เพราะในกลุ่มในลัทธิของคุณเอง ผู้นำลัทธิจะเป็นคนที่นำเอานวัตกรรมใหม่ๆ มาสู่กลุ่มลัทธิของตน เป็นศูนย์กลางรวมจิตใจในการวางกติกา ความเชื่อ ความศรัทธาจาก True Fan หรือ “แฟนพันธุ์แท้” ในกลุ่มของคุณเอง การที่คุณจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เป็นประโยชน์ต่อสินค้าและบริการ มันไม่ใช่แค่การจัดการให้เกิดแคมเปญการตลาดแบบเดิมๆ แต่คุณจะต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงแบบแรงสุดขั้วที่สะเทือนต่อความคิดความเชื่อของ “แฟนพันธุ์แท้” ของคุณ เพราะแฟนพันธุ์แท้นี้แหละที่จะพาเพื่อนมาอีก 5 คน 10 คน ร้อยคน พันคนมาฟังคุณพูด แฟนพันธุ์แท้นี่แหละที่จะบอกต่อคนอื่นๆ หรือแม้กระทั่งไปทำให้คนอื่นหันมาใช้สินค้าและบริการของคุณได้

และการที่คุณจะมีแฟนพันธุ์แท้ขึ้นมาได้คุณจะต้องมีแนวทางที่แน่ชัดว่าคุณจะเป็นอะไร ในหนังสือนี้ Seth ได้ยกตัวอย่างของความสำเร็จของวงดนตรีไซคีเดอร์ลิคอย่าง Greatful Dead ที่แม้ว่าวงจะไม่ได้มีซิงเกิลติดอันดับหนึ่งติดต่อกันหลายๆ สัปดาห์เหมือนวงดนตรีอื่นๆ แต่ Greatful Dead ก็มียอดขายแผ่นเสียง คาสเซ็ทเป็นจำนวนมากพอๆ กับวงดนตรีหลายวงที่ดังกว่าพวกเขา

สิ่งที่ทำให้วงโด่งดังและเป็นที่รู้จักก็คือแนวทางดนตรีที่ประหลาด มีดนตรีที่ผสมผสานหลากหลายแนว ซึ่งเชื่อได้ว่าพอฟังเพลงของพวกเขาแล้วเราจะรู้เลยว่านี่คือเพลงของ Greatful Dead และอีกอย่างหนึ่งก็คือการออกทัวร์แทบจะตลอดอายุการทำงานของวง มากกว่า 2,300 ครั้ง พวกเขาโปรโมท community กับแฟนๆ ที่เรียกกันว่า Deadheads ซึ่งหลายต่อหลายคนได้ตามทัวร์ของวงเป็นเวลานับเดิือนนับปีทำก็คือให้ความสำคัญกับแฟนๆ อย่างที่ไม่มีใครทำมาก่อน ซึ่งการให้ความสำคัญที่ว่าก็คือการสร้าง “สภาวะติดหนึบ” ที่แฟนๆ สามารถอยู่กับวงได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องไปไหน ไม่ว่าจะเป็นการให้อาหารกินฟรี การจัดที่พักไว้ค้างคืน มีดนตรีให้ฟังระหว่างการทัวร์ มีแผนกพยาบาลให้แฟนเพลง แฟนเพลงขออังกอร์กี่รอบๆ ก็เล่นให้แล้วเล่นให้อีก จนเกิดกระแสการบอกต่อที่ส่งผลต่อยอดขายในที่สุด

และข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอีกข้อนึงก็คือจากวันที่วงตั้งในปี 1965 จนถึงตอนนี้ 2008 สมาชิกของวง Greatful Dead บางส่วนก็ยังคงทัวร์อยู่ และแน่นอนว่าแฟนๆ ที่รู้จักพวกเขามาตั้งแต่ปี 65 ก็ยังคงตามมาถึงปีนี้! แฟนเพลงแบบนี้ล่ะครับคือ แฟนพันธุ์แท้ที่เราจะต้องสร้างขึ้นให้ได้

ในหนังสือเล่มนี้ Seth ค่อนข้างเน้นย้ำเกี่ยวกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เอื้อให้เราสร้างลัทธิอะไรของเราเองได้ ก็จงใช้มันให้คุ้มค่าซะ ในหนังสือเล่มนี้ยังได้ยกตัวอย่างของแคมเปญหาเสียงของว่าที่ประธานาธิบดีโอบามา ที่ทำทางอินเทอร์เน็ต เช่น การนำเอาตัวเองไปปรากฏอยู่บน Facebook, Twitter, Yahoo! Answers เพื่อทำการระดมเงินทุนให้คนบริจาคเงินเข้าแคมเปญของตัวเอง โดยมีแกนความคิดความเชื่อในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของอเมริกา ภายใต้แคมเปญที่ชื่อว่า ‘Change’

แต่บอกก่อนนะครับว่า Tribes ไม่ได้บอก How to กับคุณว่าจะต้อง ‘นำลัทธิ’ อย่างไร แต่เป็นหนังสือที่รวมกรณีศึกษาต่างๆ ที่จะปลุกเร้าให้คุณ ‘กล้าที่จะนำลัทธิของคุณเอง’ มากกว่าจะบอกคุณชัดๆ ว่าต้องทำยังไงบ้าง

แม้ว่ามันจะไม่ได้มี How to ชัดๆ แต่ผมก็ยังคิดว่าหนังสือเล่มนี้น่าอ่านอย่างแรง แนะนำสุดๆ อ่าน ebook ที่มาจากแรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มนี้ฟรีครับ

Categories: ไม่มีหมวดหมู่ ป้ายกำกับ:, ,
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 6,393 other followers