Archive

Archive for พฤษภาคม, 2009

Print on demand ในเมืองไทย

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 31, 2009 4 ของความคิดเห็น

pod

“Print on demand” อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรสำหรับคนในแวดวงเว็บ เพราะเมืองนอกก็มีทำมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว อย่างเช่น Lulu.com และ Blurb.com โดยส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างชอบธุรกิจแนวนี้ เพราะเปิดให้คนที่อยากจะพิมพ์หนังสือของตัวเองจัดการพิมพ์ขึ้นมาได้เลยโดยไม่ต้องผ่าน Publisher และมีการจำกัดว่าต้องพิมพ์ขั้นต่ำ 3,000 – 5,000 เล่ม อย่างที่เป็นอยู่

รูปแบบธุรกิจของ Lulu, Blurb อาจไม่น่าสนใจมากนักหากลำพังมันแตกต่างจากการพิมพ์แบบเดิมๆ เพียงแค่ว่ามันพิมพ์ได้ทีละเล่มสองเล่ม หากสิ่งที่ทำให้ Print on demand น่าสนใจมากยิ่งขึ้นก็คือส่วนแบ่งรายได้ระหว่างนักเขียนกับ Publisher ผู้จัดพิมพ์จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งเดิมที ถ้าผมจำไม่ผิด Publisher, Distributor, Retail shop จะเอาส่วนแบ่งรายได้ของนักเขียนไปเกือบทั้งหมด เรียกได้ว่า หนังสือขายเล่มละ 100 บาท อาจตกถึงนักเขียนไม่ถึง 10 บาท แต่รูปแบบธุรกิจ Print on demand นักเขียนมีสิทธิ์ได้รับรายได้สูงถึง 80-90 บาท และ 10 บาทสำหรับต้นทุนการพิมพ์และจัดส่งถึงมือผู้อ่านโดยตรง

สารภาพว่าครั้งแรกที่เห็นแนวคิดการทำธุรกิจแบบนี้ก็แอบคุยกับพี่ๆ ที่รู้จักกันในวงการหนังสือ แต่หลายคนก็บอกว่า “คุณภาพหนังสือมันยังไม่ดีหรอกปอง คุณภาพการพิมพ์ การจัดเก็บหนังสือ ความชื้นของกระดาษ ฯลฯ” ส่วนคนในแวดวงดอทคอม ผมก็เคยคุยกับรุ่นน้องคนนึงที่เป็นเจ้าของเว็บท่าเจ้าดังคนนึงบอกว่าธุรกิจนี้น่าทำ เขาก็บอกว่า “น่าสนใจดีครับพี่ แต่มันจะคุ้มทุนหรือ ตลาดคนอยากพิมพ์หนังสือตรงนี้มีสักเท่าไหร่” หรือแม้กระทั่งบรรดาเพื่อนผมที่เป็นนักเขียน ยังชีพด้วยการเขียนหนังสือก็บอกว่า “เราก็เคยคิดนะ เราเปิดเว็บขายหนังสือเองเหมือนกัน แต่ท้ายสุดขายทางเว็บมันก็สู้ขายทางร้านเชนใหญ่ๆ ไม่ได้อยู่ดี เหมือนกับเราขายทางเว็บขายได้สิบเล่ม แต่ขายผ่านร้านหนังสือมันได้หมื่นเล่ม แล้วคุณจะซื้อเครื่องพิมพ์เองเลยไหม ตลาดตรงนี้มันเล็กมากนะ”

ทั้งหมดที่บอกมานี่คือเหตุผลที่ทำให้เมืองไทยยังไม่มีธุรกิจแนวนี้เกิดขึ้นมาสักที แม้ว่าเทคโนโลยีจะถึงแล้วก็ตาม ผมลองสอบถามไปทาง Fuji Xerox และผู้ผลิตแท่นพิมพ์อีกหลายๆ เจ้าก็ยืนยันว่าตอนนี้เครื่องพิมพ์ Print on demand มีขายแล้ว และในต่างประเทศก็มีให้บริการแล้ว เมืองไทยเองก็มีโรงพิมพ์บางแห่งให้บริการแล้ว แต่จนแล้วจนรอดเหมือนกันว่าทำไมธุรกิจ Book on demand สั่งเมื่อคุณอยากอ่าน ถึงยังไม่เกิดในเมืองไทยสักที

ตอนนี้ลองเสิร์ชคำว่า “หนังสือ Print on demand” คุณจะเจอคนที่มีความสามารถในการพิมพ์เยอะมาก แต่ยังไม่มี “Marketplace” ที่รับโฆษณาหนังสือแนวนี้ และสร้างชุมชนคนเขียนหนังสืออิสระแบบ Lulu และ Blurb เลย

ธุรกิจแนวนี้น่าสนใจนะครับ มีใครอยากทำไหมน่าสนนะ

Categories: ไม่มีหมวดหมู่

Barcamp Bangkok 3

วันพุธ, พฤษภาคม 27, 2009 ใส่ความเห็น

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแวะไปงาน Barcamp Bangkok 3 ที่จัดโดยทีมงานบาร์แคมพ์ ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม งานนี้สำหรับใครที่ไม่เคยไป อธิบายได้สั้นๆ ว่ามันเป็นงานที่คนในแวดวงไอทีจะเข้ามาแชร์ความรู้กันในรูปแบบของการพรีเซนต์ จะเป็นเรื่องไอทีหรือไม่ไอทีก็ได้ เรียกได้ว่าใครที่ไม่ได้อยู่แวดวงนี้ แต่อยากฟังก็มากันได้ โดยหัวข้อในการบรรยายแต่ละหัวข้อจะต้องผ่านการโหวตของผู้เข้าร่วมในงานก่อน ครั้งนี้ทางทีมงานจัดเป็นครั้งที่ 3 ในเมืองไทย

สำหรับปีนี้ผมไปเพราะคิดถึงเพื่อนๆ ที่เมืองไทย ตอนแรกว่าจะไปแชร์เรื่อง Online community management แต่ทำสไลด์ไม่ทันจริงๆ ไว้คราวหน้าค่อยเอาใหม่ ส่วนงานปีนี้ก็คึกคักดีครับคนไปลงทะเบียนกว่า 700 คน ในงานไม่แน่ใจว่าคนไปทั้งหมดเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ งานสนุกมากกกกก

ขอบคุณผู้จัดงานด้วยนะครับ  http://www.barcampbangkok.org/

Categories: ไม่มีหมวดหมู่

สร้างแบรนด์ด้วย Twitter

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 17, 2009 2 ของความคิดเห็น

ตีพิมพ์ครั้งแรก – Positioning Magazine   เมษายน 2552 ตอนนี้น่าแปลกใจที่ได้รับความสนใจมาก เว็บข้อมูลการตลาดเอาไปลงกันสองสามแห่ง (ให้เครดิต และลิงก์กลับ) ส่วนบางเว็บถึงขนาดก๊อบกันไปใส่ในเว็บตัวเองไม่ให้เครดิตผม แถมลบชื่อผมออกไปจากบทความด้วย อันนี้ไม่ขอบคุณครับ

ใครต้องการเอาบทความของผมไป บทความของผมใน Positioning magazine เป็น Creative Commons คุณเอาไปใช้ได้ แต่ว่าห้ามดัดแปลง และต้องให้เครดิตผมโดยการลิงก์กลับไปที่บทความด้วยนะครับ

- – - – - – - -

คิดว่าคุณผู้อ่าน POSITIONING คงรู้จักหรือใช้งาน Twitter กันอยู่บ้างแล้วนะครับ ระยะนี้กระแสของการอัพเดตว่า “เรากำลังทำอะไรอยู่” ผ่านทางเครื่องมือที่เรียกกันว่า Micro-blogging อย่าง Twitter, Plurk, Dipity, Yammer (เน้นใช้ในองค์กร) กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ อันนี้ต้องยกเครดิตให้ต้นไอเดียคือ Twitter ด้วยเจ้าตัว Micro-blogging นี่เองที่ทำให้เราสามารถสื่อสารกับคนรอบตัวได้ลึกมากขึ้น ลึกยังไง ลองนึกภาพตามนะครับ

ทุกวันนี้เราสามารถติดต่อสื่อสารกับเพื่อนกับแฟนกันได้หลายทาง จะใช้อีเมล จะเขียนบล็อก หรือจะโทรศัพท์ไปก็ทำได้หมด แต่ว่ามันมีช่องว่างในการสื่อสารอยู่อย่างหนึ่งตรงที่ว่า เราคงไม่เมลไปบอกเพื่อนเราแน่ๆ ว่า “ตอนนี้กินกาแฟอยู่” “ตอนนี้นั่งรอลูกค้าอยู่” เพราะเพื่อนอาจจะงงว่าเราจะส่งไปทำไม และตรงนี้เองที่ Micro-blogging อย่าง Twitter เข้ามามีบทบาทในการสื่อสารในชีวิตประจำวันของเรา มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการส่งข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรนี่เอง

ทุกวันนี้มีคนใช้ Twitter ทั่วโลกนับล้านราย ทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารในแบบเฉพาะทาง และด้วยความแตกต่างตรงนี้นั่นเองที่ทำให้นักการตลาดหลายคนสามารถใช้มันเป็น เครื่องมือในการทำการสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าและบริการของตัวเองได้ แต่การสร้างแบรนด์ผ่านทาง Twitter นั้นจำเป็นที่จะต้องเข้าใจธรรมชาติของมันสักนิดนึงก่อนว่า

Twitter ค่อนข้างเป็นการสื่อสารระหว่างบุคคล ทำอะไรในรูปแบบของบริษัท ที่ดูเป็นงานเป็นการจะไม่ค่อยเวิร์ค อีกทั้งมันยังมีสไตล์ที่ค่อนข้างเป็นกันเอง ง่ายๆ เหมือนภาษาพูดคุยกับเพื่อน การสร้างแบรนด์ด้วย Twitter ที่น่าสนใจจึงมีอยู่ประมาณ 5 แบบ

1. แจ้งข่าว
ถ้าหากว่าบริษัทของเรากำลังมีข่าวอะไรจะอัพเดตกับคนทั่วไป ก็ใช้ Twitter แจ้งข่าวได้ครับ ถ้าคนที่สนใจในสินค้าและบริการของเรา เขาอยากติดตามเราอยู่แล้ว การแจ้งข่าวแบบนี้ควรทำให้บ่อยหน่อย อย่างน้อยก็วันละครั้ง เพื่อให้สมาชิก Twitter รู้สึกได้ว่าคุณมีความเคลื่อนไหว แต่การแจ้งข่าวก็ต้องเป็นข่าวที่กระทบในระดับบุคคลสักหน่อยนะครับ เช่นมีสินค้าใหม่ออกแล้ววางขายที่ไหน อันนี้พอได้ แต่ถ้าข่าวประเภทโฆษณาชวนเชื่อ หรือออกแนว PR แบบเก่าๆ อันนี้ไม่เหมาะครับ

2. Customer Support
บางทีการตอบคำถามลูกค้าก็ช่วยในการประชาสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดีนะครับ อย่างเช่นถ้าหากว่าเราเป็น Home Depot แล้วเราเข้าไปใน Twitter เปิดให้คนถามเรื่องการซ่อมแซมบ้านทำอย่างไร เราก็เข้าไปตอบคำถามลูกค้า เช่น ลูกค้าถามว่า “ประตูห้องน้ำเสียจะแก้ไขเบื้องต้นยังไงได้บ้าง” เราก็ตอบคำถามลูกค้าทางนี้พร้อมกับลิงค์ภาพและวิธีการซ่อมแซมประตูในเว็บของ เราทาง Twitter นอกจากจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าจนพอใจได้แล้ว ลูกค้ายังอาจติดต่อเราเพื่อซื้อสินค้าของเราเพิ่มเติมอีกก็ได้ อันนี้ที่อเมริกาเขามีอยู่จริงๆ นะครับ ลองเข้าไปดูกันได้ที่ http://twitter.com/TheHomeDepot

3. Feedback
บางทีถ้าหากว่าเรานั่งรอลูกค้าโทรมาหาเราอย่างเดียวทางโทรศัพท์ก็พอได้ นะครับ แต่จะดีมากถ้าหากว่าเรามีทีมงานที่คอยตอบ คำถามลูกค้าแบบสั้นๆ ง่ายๆ ทาง Twitter ที่ตอบได้เลยทันที ไม่ต้องให้ลูกค้าต้องมานั่งคอยเรา หรือนั่งฟังเครื่องตอบรับ “กดหนึ่งเพื่อเลือกบริการ กดสองตามด้วยเครื่องหมายดอกจัน” อันนี้เห็นบางบริษัทในเมืองไทยทำกันแล้ว

4. มี Special Offer ให้บ้าง
ถ้าหากว่าบังเอิญคุณมีอะไรพิเศษ เช่น ลดราคาสินค้าพิเศษ (จริงๆ นะครับ ไม่ใช่ลดกันทุกเดือน) ที่เราคิดว่าน่าจะแรงพอที่คนจะสนใจและตัดสินใจทันที เช่นลด 70% ล้างสต๊อก หรือรับสิทธิ์จอง iPhone ก่อนใคร แบบนานๆ ที แล้วลูกค้าจะรู้สึกว่าคุณให้ความสำคัญกับเขาจริงๆ ไม่ใช่สักแต่โฆษณา

5. ข้อความบ้าๆ
ส่งข้อความที่ทำให้สนุกและเป็นกันเองเข้าไว้ อาจไม่ต้องเกี่ยวกับสินค้าและบริการของเราเลยก็ได้ โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบ้านเราค่อนข้างเรียกร้อง ความเป็นกันเองสูงมากกว่าประเทศอื่นๆ ถ้ากลุ่มเป้าหมายของคุณเป็นคนไทย อันนี้ขอแนะนำครับว่าบางทีมันต้องมีลูกบ้ากันบ้างครับ

อย่างผมเองปกติเคย “Tweet” แต่เรื่องของบริษัทวันนึงพอเปลี่ยนมาเป็นเรื่องการ์ตูนที่พนักงานที่บริษัท ดูกันตอนพักเที่ยง ปรากฏว่ามีคนสนใจเพียบเลย ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับสินค้าและบริการเลยแต่ลูกค้าจะรู้สึกได้ว่าเรามีชีวิต จิตใจ มีลูกบ้า และที่สำคัญเขาอาจรู้สึกว่าเราเข้าถึงได้ง่าย ไม่ได้อยู่ในแบบของการพูดคุยกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท แต่เขากำลังคุยกับคนคนนึงที่มาจากบริษัทนี้ และคนคนนี้ก็เป็นคนธรรมดา

แต่ท้ายที่สุด Twitter ก็เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสาร หัวใจสำคัญของการสื่อสารอย่างไรก็ยังเป็นเรื่องของเนื้อหาที่เราต้องการ เราต้องทำความเข้าใจกับธรรมชาติของมันเท่านั้นเอง สำหรับบริษัทที่เน้นเรื่องความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ที่เคร่งขรึม Twitter ก็อาจจะไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับเราก็ได้ครับ อันนี้ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป

กรณีศึกษา Starbucks

http://twitter.com/starbucks

ที่ Starbucks ในอเมริกาจะมีพนักงานคอยตอบคำถามลูกค้าอยู่ โดยทางบริษัทจะใช้ Twitter
เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงลูกค้าอีกทางหนึ่ง เพราะมีทีมงานอยู่แล้ว ก็เพียงจัดเอาพนักงานบางส่วนมาคอยตอบคำถามทาง Twitter เพิ่มเติม โดยพนักงานของ Starbucks จะมีวิธีการตอบ รวมถึงการชวนลูกค้าคุยว่า ส่วนตัวแล้วเขาชอบดื่มกาแฟแบบไหน ใส่กาแฟกี่ช้อน ทำงานสาขาอะไร ถึงแม้ว่าภาพลักษณ์ในหน้าโปรไฟล์มันจะดูออกเป็น Corporate แต่ถ้าเราคุยแบบเป็นกันเอง ดูสบายๆ ทุกอย่างก็จะเป็นไปได้ด้วยดี ความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ก็จะสอดคล้องกับที่ Starbucks วางไว้คือ สบาย รีแลกซ์ เป็นกันเอง เหมือนลูกค้าคุยกับคนนะครับ ไม่ได้คุยกับหุ่นยนต์

นอกจากนี้ทาง Starbucks ยังเปิด Twitter Account อีกอันเพิ่มที่ชื่อว่า http://twitter.com/MyStarbucksIdea ที่ใช้สำหรับให้ลูกค้าเสนอฟีดแบ็กเข้ามา ส่งลิงค์ไปที่ http://mystarbucksidea.force.com เว็บที่ลูกค้าสามารถร่วมกับบริษัทในการปรับปรุงบริษัทอีกด้วย

Tips & Tricks
- คำนึงถึงคาแร็กเตอร์ของแบรนด์ของเราให้ดีว่าเราเหมาะจะใช้ Twitter หรือไม่ สินค้าบางอย่างอาจจะเหมาะกับ Twitter อย่างเช่น เราเป็นสปา เพราะเน้นการพูดคุยอย่างเป็นกันเอง สบายๆ ให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายกับแบรนด์
- ใช้สีแบ็กกราวนด์ของหน้า Twitter ของเราให้สอดคล้องกับสีของแบรนด์เรา
- สร้างลิงค์จากหน้าโปรไฟล์ไปที่เว็บไซต์ของเรา เพราะมันคือการโฆษณารายละเอียดของสินค้าและบริการของเราแบบไม่ยัดเยียด
- พยายามอย่าส่งข้อความอะไรที่ไม่มีประโยชน์ต่อคนอ่าน ยกเว้นว่าคุณต้องการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ในแบบที่คุณต้องการให้เป็น
- สื่อสารด้วยภาษาพูด อย่าใช้ภาษาทางการแบบ Corporate

เกี่ยวกับผู้เขียน
จักรพงษ์ คงมาลัย อดีตคนข่าวจาก manager.co.th และเว็บนิตยสารในเครือผู้จัดการอย่าง marsmag.net ที่ผันตัวเองเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ตด้วยการสร้างเว็บไซต์คนไทยในต่างแดนทั้ง ในออสเตรเลียและสิงคโปร์ เคยร่วมพัฒนาสมุดหน้าเหลืองออนไลน์ กับบริษัทเทเลอินโฟ มีเดีย ปัจจุบันจักรพงษ์กำลังสนุกกับการร่วมงานกับบริษัทอินเทอร์เน็ตชั้นนำของโลก อย่าง Yahoo! ในตำแหน่ง Community Manager คุณสามารถติดต่อกับเขาได้ทาง jakrapong.com หรือ jakrapong@ymail.com__

Categories: ไม่มีหมวดหมู่
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 6,392 other followers