ช่วงนี้ตื่นเช้าติดกันมาตีห้าครึ่งหลายวันแล้ว เพราะปรับเปลี่ยนเวลานอนจากเดิมประมาณเที่ยงคืนเป็นสี่-ห้าทุ่ม ร่างกายมันต้องการแค่ 7 ชั่วโมงก็เลยตื่นตามธรรมชาติ ผมทำตามปกติคือ เปิดคอมฯ อ้าวพี่จิ๊บ มารพิณ ส่งข้อความผ่าน Yahoo! Messenger มาให้เป็นลิงก์เขียนว่า “หวัดกับคนอวบ” เปิดอ่านดูเป็นข่าวจากรอยเตอร์ที่ให้ความเห็นว่าคนที่เป็นโรคอ้วน หรือมี BMI สูงเกินกว่า 30 มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคไข้หวัด 2009 ถึงแม้จะไม่มีข้อมูลรองรับจากแพทย์ แต่ข่าวก็รายงานต่อไปอีกครับว่า 9 ใน 10 คนที่เสียชีวิตเพราะอ้วน
ผมรีบวัด BMI ตัวเองโดยพลัน ปรากฏว่า BMI 32! พระเจ้าช่วยกล้วยทอด สูง 181 ซม. น้ำหนัก 110 กก. (เมื่อสามสี่เดือนก่อนยัง 105 อยู่เลย!)
BMI Categories:
- Underweight = <18.5
- Normal weight = 18.5-24.9
- Overweight = 25-29.9
- Obesity = BMI of 30 or greater
ด้วยความรักตัวกลัวตายก็เลยรีบ search ว่าน้ำหนักที่เหมาะสมกับตัวเองในเกณฑ์ปกติคือเท่าไหร่ ปรากฏว่า น้ำหนักที่จะทำให้ผมพ้นจากภาวะโรคอ้วนนั้นจะต้องน้อยกว่า 95 กิโลกรัม (คือทำให้ BMI น้อยกว่า 30) ผมสเลนเดอร์แบบที่อยู่ในเกณฑ์ปกติเลยคือ 75 กิโลกรัม หรือผมต้องลดให้ได้ 35 กิโลกรัม ถึงจะมีสุขภาพดี

ตอนนี้หลังจากที่อะไรๆ ในชีวิตมันผ่านพ้นไป คนๆ นึงเดินจากผมไป ผมก็กินไม่ยั้งครับ ตอนนี้จะต้องหยุดกินของทอดของมันทั้งหมดแล้ว อืมมม ข่าวที่ส่งมานี่ทำให้ผมคิดได้แฮะ ผมไม่หยุดแค่นี้ครับ พออ่านๆ ไปโรคอ้วนนี่มันร้ายไม่เบามันขู่เราสารพัดเลยครับ

จากนี้ไปต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกายให้เหมาะสม
วางแผนซะหน่อย
ปีที่แล้วผมก็เคยพยายามลดน้ำหนักแล้ว แต่ผมดันย่อหย่อนให้กับอาหารรอบๆ ตัวมากเกินไป คราวนี้เอาใหม่ ต้องวางแผนให้ชัดเจนวัดผลได้ การออกกำลังกายที่ดีจากที่ผมเรียนรู้มา จะต้องไม่หักโหมเกินไป เดือนละ 1-2 กิโลกรัมทำไปเรื่อยๆ ผมจะทำให้ได้ครับ ก่อนอื่นต้องทำให้ตัวเองพ้นจาก Obesity หรือโรคอ้วนก่อน คือต้องน้อยกว่า 95 ให้ได้ ระยะเวลาที่เหมาะสมก็คือ 10 เดือน เดือนละ 1.5 กิโลกรัม ผมจะพ้นจากภาวะโรคอ้วนในเดือนพฤษภาคม 2553 จากนั้นเป้าหมายต่อไปอีก 13 เดือน เดือนละ 1.5 กิโลกรัม จนเหลือ 75 กิโลกรัม เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2554 และเตรียมฉลองหุ่นใหม่ตอนนั้นได้เลยภายใน 2 ปีจากนี้ไป
ทั้งหมดนี้คงต้องทำไปเรื่อยๆ ไม่หักโหม โดยอาศัยการว่ายน้ำเป็นหลัก เพราะผมเป็นคนน้ำหนักเยอะ การวิ่งอะไรมากๆ จะทำให้ข้อเสื่อมง่ายเกิน ก่อนอื่นคงต้องควบคุมน้ำหนักก่อน
เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ จากนี้ไปพื้นที่ในเว็บนี้ก็ยังเป็นเรื่องอินเทอร์เน็ตเช่นเคย แต่ผมจะเขียนเพิ่มเติมถึงทั้งเรื่องการลดน้ำหนักของผมไปในตัวด้วย
ปล. ผมรู้ว่าจะมีบรรดาพ่อค้าแม่ค้ามาโพสต์ลิงก์ลดความอ้วน ขอร้องเถอะครับ อย่ามาโพสต์เลยผมจะลบเปล่าๆ
Categories: ไม่มีหมวดหมู่

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมให้รางวัลกับตัวเองด้วยการบินกลับไปพักผ่อนที่กรุงเทพฯ ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว และแวะเยี่ยมเยียนเพื่อนๆ ที่ไม่ได้เจอะเจอกันนาน หนึ่งในนั้นก็คือ คุณหนุ่ม เจ้าของ “ร้านหนังสือเดินทาง” ร้านหนังสือเล็กๆ ริมถนนพระสุเมรุ สำหรับคนในแวดวงไอทีบางท่านอาจจะไม่คุ้นเคย ผมขออนุญาตเล่าถึงร้านหนังสือร้านนี้นิดนึงครับ
“ร้านหนังสือเดินทาง” เป็นร้านหนังสือที่คัดสรรแต่หนังสือดีๆ เน้นหนักไปในเรื่องการเดินทาง วรรณกรรม วิชาการ นิยายชั้นดี ทั้งหมดทางร้านจะคัดเลือกหนังสือมาขายเอง ทำให้คุณภาพของหนังสือในร้านขัดกับขนาดของร้านมากมาย (หรือจะเรียกว่า “คุณภาพคับกล่อง คับแก้ว” ก็ได้) แถมด้วยการตกแต่งในร้านแบบเก๋ๆ ทำให้คนที่ทำงานด้านสื่อสารมวลชน นักเขียน นักข่าว ศิลปิน ตลอดจนนิสิต นักศึกษาที่ชอบอ่านหนังสือดีๆ จึงมาหลงเสน่ห์ร้านหนังสือร้านนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้
เย็นวันนั้น หลังจากที่ผมตระเวนไปรอบกรุงเทพฯ ซะเหนื่อย ก็มาหยุดแวะคุยกับคุณหนุ่ม นั่งจิบชากับแซนด์วิชพลางถามสารทุกข์สุขดิบกันเหมือนสมัยก่อน เราคุยกันหลายเรื่อง นับตั้งแต่การเดินทาง การเมือง คนในวงการหนังสือ ศิลปะ และท้ายสุดคุณหนุ่มแกก็ถามว่าตอนนี้ทำงานที่สิงคโปร์เป็นไงบ้าง ผมก็บอกว่าก็ดี ถึงภาวะเศรษฐกิจจะกระทบกับเม็ดเงินโฆษณาไปบ้าง แต่บริษัทก็ยังไปได้ดี ผมยังสนุกกับการทำงานตรงนี้เหมือนเคย
“สนุกก็ดีแล้ว” เถ้าแก่เจ้าเก่าตอบยิ้มๆ
“แล้วพี่ล่ะ” ผมย้อนถาม คุณหนุ่มไม่ตอบอะไร แต่ดูจากรอยยิ้มก็เข้าใจว่าจริงๆ ตั้งแต่วันแรกที่เขาทำร้านหนังสือ เขาก็มีความสุขดีแล้ว เพราะร้านหนังสือถ้าจะว่ากันตามจริง มันไม่ได้มีกำรี้กำไรอะไรมากมาย แต่ว่าหนังสือเป็นสิ่งที่เขารัก การมีอยู่ของร้านหนังสือเดินทางก็เป็นความสุขของเขา และที่สำคัญเขากำลังทำสิ่งที่มีความหมายกับตัวเองและคนรอบข้าง
ไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไร ผมยิงคำถามหนักๆ ไปที่คุณหนุ่มว่า “พี่คิดว่าความสุขของพี่คืออะไร” เจ้าของร้านหนังสือเงียบไปครู่หนึ่ง เขาไม่ตอบอะไร แต่แนะนำให้ผมไปดูภาพยนตร์เรื่อง “Departures” แถมบอกว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วอาจจะเข้าใจเอง เพราะหนังเรื่องนี้เสียดแทงใจแกมาก ขนาดว่าคุณโยแฟนคุณหนุ่มร้องไห้เสียน้ำตาไปเป็นถังแล้ว
ด้วยความเชื่อเพื่อน กลับมาสิงคโปร์ก็เลยหาซื้อ DVD มานั่งดู และวันนี้ก็ตบเข่าฉาด หนังอะไรฟะ เจ๋งเป็นบ้า!
Departures เป็นเรื่องราวของ “ไดโกะ” นักดนตรีเชลโล่ในโตเกียว วันหนึ่งเจ้าของวงออเคสตร้าประกาศยุบวง ทำให้เขาต้องระเห็ดจากโตเกียวกลับบ้านนอกไปตั้งหลัก พร้อมกับหางานใหม่ แต่งานใหม่ที่เขาได้มาอย่างจับพลัดจับผลูก็คืองานสัปเหร่อ ที่เขาอ่านจากโฆษณาคลาสสิฟายด์ในหนังสือพิมพ์ว่าทำงานกับ “Departure” ไอ้หนุ่มนักดนตรีตกงานคนนี้ก็นึกว่าเป็นงานบริษัทท่องเที่ยว พอไปสมัครงาน รู้ความจริงเข้าลมแทบจับ แต่เจ้าของบริษัทเสนอเงินเดือนให้ 5 แสนเยนต่อเดือน (ราวแสนแปดหมื่นบาทต่อเดือน) พร้อมกับเงินให้ใช้ล่วงหน้า เขาเลยกลับมาบ้านด้วยความมึนงง
จากนั้นไดโกะก็เริ่มงานนี้ จากแรกเริ่มเดิมทีที่ไม่ค่อยชอบงานนี้นัก เขาได้เรียนรู้อะไรหลายต่อหลายอย่างจากนายจ้างของเขา จนทำให้เขาหลงรักงานนี้เข้าจับใจ ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องเผชิญกับภาวะขัดแย้งจากคนรอบตัวเช่น เพื่อนบ้าน คนที่เคยรู้จัก หรือแม้กระทั่งภรรยาของไดโกะที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอดก็ขอให้เขาลาออกจากงานนี้ซะ เพราะเธอรับไม่ได้ที่จะมีสามีเป็นสัปเหร่อ
สำหรับหนังเรื่องนี้ในรายละเอียดผมไม่ค่อยอยากเล่ามากเพราะอยากให้คุณไปลองดูกันเอง บอกได้แต่ว่าหนังเรื่องนี้ให้แง่คิดแง่งามโดยเฉพาะในเรื่องการทำงาน ในแบบที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง รางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมคงเป็นการันตีได้ว่าผมไม่ได้แนะนำหนังสั่วๆ ให้คุณแน่นอนครับ ดูหนังตัวอย่างจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการได้ที่นี่
ส่วนผมเองวันนี้นั่งดูหนังเรื่องนี้แล้วอินมากครับ ซึ้งอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ ใครทำงานเหนื่อยๆ มาดูหนังเรื่องนี้แล้วเราจะเข้าใจอะไรอีกเยอะเลย และที่สำคัญชักเข้าใจแล้วว่าการเป็นเจ้าของร้านหนังสือเล็กๆ อย่างคุณหนุ่ม กับการทำงานอินเทอร์เน็ตอย่างที่ผมทำอยู่นี้มันเหมือนกันอย่างไร มีคุณค่าและความหมายทางใจกับเราอย่างไร
Categories: ไม่มีหมวดหมู่
ทดสอบครับ 
Categories: ไม่มีหมวดหมู่
เมื่อวันพุธไปพูดเรื่อง Online Community ที่มศว. มา คนฟังเป็นร้อยคนเลยครับ เจอหนุ่ยพงศ์สุข แล้วก็คุณแบงก์จาก Film Factory ด้วย ดาวน์โหลดไฟล์
swu_communities ที่บรรยายไปอ่านได้ครับ พี่เขียน footnote ไว้ด้านล่างให้เข้าใจว่าพี่พูดถึงเรื่องอะไรไว้ด้วย ไม่เข้าใจตรงไหนถามได้ครับ มีอะไรติชมก็เขียนมาได้ครับ วิชาการเกินไปไหม หรือเหมาะสมดีแล้ว แล้วระหว่างที่พี่มาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เป็นอย่างไรบ้าง สนุก น่าเบื่อ อย่างไรบอกมาเลย
Categories: ไม่มีหมวดหมู่