Archive

Archive for มกราคม, 2010

เดินกินลมชมซิลิคอน วัลเล่ย์ท้ายปี 2009

วันอาทิตย์, มกราคม 31, 2010 9 ของความคิดเห็น

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นต้นฉบับที่ผมส่งให้นิตยสาร Positioning แต่ว่าทางกองบก. ได้ปรับให้กระชับมากยิ่งขึ้น แต่มันก็ยังมีเนืี้อความบางอย่างที่ผมเสียดาย และอยากจะเอาลงทั้งหมด ดังนั้นบทความที่คุณเห็นในคอลัมน์ Digital marketing ฉบับเดือนมกราคม 2553 จะแตกต่างไปจากนี้นะครับ อันนี้มันพาเที่ยวสบายๆ
- – - – - – - – - -

เมื่อธันวาคมที่ผ่านมา ผมบินไปซาน ฟรานซิสโก เพื่อไปร่วมการสัมมนา ของ Yahoo! ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่นั่น เลยมีโอกาสเดินไปสำรวจตรงจุด ที่ผู้สนใจดิจิตอลเทคโนโลยีทั่วโลกรู้จักกันในชื่อของ “ซิลิคอน วัลเล่ย์” เลยขอหยิบเอาเรื่องราวทั่วๆ ไป รวมถึง “บรรยากาศ” ความเคลื่อนไหวรวมๆ ของซิลิคอน วัลเล่ย์ที่นักการตลาดไทยน่าจะสนใจกันมาฝากนะครับ

พลังของ “Cyber Monday”
ผมเดินทางจากสิงคโปร์ถึงซาน ฟรานซิสโกในวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน ซึ่งตอนนั้นเพิ่งพ้นผ่าน Black Friday ที่ฝรั่งเขาว่ากันว่าขาช้อปเดินกันสนั่น เพราะวันนั้นร้านค้าปลีกจะลดราคากันกระหน่ำมาก ไม่ใช่ลดกันธรรมดาๆ แม้ผมจะไม่ได้เห็น บรรยากาศนั้นด้วยตัวเอง แต่เพื่อนๆ คนไทยที่ทำงานกันในซิลิคอน วัลเล่ย์หลายต่อหลายคนบอกว่าลดกันสนุก 50-80% ก็มี แต่ที่น่าสนุกไปกว่านั้นก็คือ เขามี “Cyber Monday” ในวันที่ 30 พฤศจิกายนกันด้วยครับ

Cyber Monday เป็นแนวคิดการตลาดง่ายๆ แต่น่าสนใจดี คนที่คิดก็คือ National Retail Federations โดยประกาศเริ่มกันมาตั้งแต่ปี 2005 จับเอากระแสของ Black Friday ว่าวันศุกร์เป็นวันลดราคาของ “ออฟไลน์” ดังนั้นวันจันทร์ ที่กำลังจะถึงนี้เป็นวันลดราคาของ “ออนไลน์” และแน่นอนว่ามีหลายคน พลาดสินค้าราคาถูก จาก Black Friday เราก็มี Cyber Monday เป็นทางออกของนักช้อปที่ต้องการของดีราคาถูก เพียงแต่ต้องมาซื้อออนไลน์ เท่านั้น งานนี้คนที่รวยคือ Amazon และเว็บ Retail รายอื่นๆ เมืองไทยจะจัดวันช้อปปิ้งออนไลน์แบบนี้บ้างก็ไม่เลวนะครับ อาจช่วยกระตุ้นให้มีการซื้อขายออนไลน์กันมากขึ้นก็ได้ ดีทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย มีการอ้างอิงกันไว้ในวิกิพีเดียว่า Cyber Monday สร้างรายได้ในวันที่ 7 ธันวาคม ปี 2007 881 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังจากที่ Black Friday ทำได้ 41,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ถึงจะห่างกันมาก แต่ก็เป็น “Marketing terms” ที่มีพลังทีเดียว – อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ผมเขียนแยกไปอีกตอนได้ที่นี่ครับ

เดินเล่นในซิลิคอนวัลเล่ย์

หลังจากสัมมนาที่ Yahoo! เสร็จไปได้ด้วยดี ช่วงวีคเอนด์ที่เหลือ ผมก็เลยขอ ให้เพื่อนๆ พาเดินในซิลิคอน วัลเล่ย์ ซึ่งจริงๆ แรกๆ ผมก็เดินดูตามออฟฟิศ ของบริษัทต่างๆ เพราะเห็นแต่ บริษัทตัวเอง ก็ยังไงๆ อยู่ เลยเดินมันไปเกือบ ทุกบริษัทเท่าที่จะเดินได้

จาก Yahoo! ที่ Sunnyvale ก็ขับรถเล่นผ่านไปถึง Nvidia, Sun Microsystems, Cisco, Microsoft, Facebook, Twitter, Google, Ning, SAP แต่ผมมองออฟฟิศแต่จากข้างนอกนะครับ เพราะผมว่ามันคงไม่เหมาะสม ที่จะเดินเข้าไป โดยไม่ได้รับเชิญ

ขณะที่เดินทางคราวนี้ ผมก็ถามเพื่อนๆ ว่าเหตุผลที่ซิลิคอน วัลเล่ย์ ดึงดูดให้คนมาลงทุนที่นี่ และเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางของโลก ดิจิตอลเทคโนโลยี มันเพราะอะไร ก็ได้คำตอบว่า ที่นี่มีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ในนิเวศวิทยาของมัน 3 อย่างคือ บุคลากร เงินทุน และวัฒนธรรมความเป็นเจ้าของกิจการ และความคิดสร้างสรรค์

1.บุคลากร
ในซิลิคอน วัลเล่ย์ อุตสาหกรรมดิจิตอลเทคโนโลยีจะขับ เคลื่อนไปได้ ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความสามารถ ที่นี่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายต่อหลายแห่ง หนึ่งในนั้นก็คือ สแตนฟอร์ด ที่ผู้ก่อตั้งบริษัทดังๆ ก็จบจากที่นี่ อย่าง Jerry Yang, David Filo แห่ง Yahoo! และ Sergey Brin, Larry Page แห่ง Google เรียกได้ว่านอกจากเป็นแหล่งผลิตบุคลากรชั้นดีแล้ว ก็ยังสามารถ รับสมัครพนักงานเก่งๆ รุ่นใหม่ได้จากที่นี่โดยตรงอีกด้วย

อันนี้ฮามาก ไม่กล้าเดินขึ้นไป เลยถ่ายมาแค่ป้าย Ning ;p

2.เงินทุน
บรรดาคนทำงานด้านดอทคอมทุกคนจะรู้จักถนน Sandhill ที่ว่ากันว่าเป็นแหล่งรวมของบริษัท Venture Capital หรือที่ เรียกกันสั้นๆ ว่า VC ใครที่มีไอเดียใหม่ๆ ใครที่อยากได้คำแนะนำดีๆ อยากได้เงินนำไปลงทุน ก็มาคุยกับ VC อย่าง Kleiner Perkins ที่นี่ได้ หรือเลยออกไปทาง Menlo Park ก็จะมี Sequoia Capital ลองไปเสิร์ชกันดูนะครับว่าบริษัทเหล่านี้ลงทุนกับบริษัทดอทคอมอะไรกันบ้าง แต่ทั้งนี้ระบบ VC นั้นในเมืองไทยได้ยินมาว่าเริ่มมีบริษัทต่างชาติเริ่ม เดินสายเข้าไปบ้างแล้ว

3.วัฒนธรรมความเป็นเจ้าของกิจการและความคิดสร้างสรรค์
ด้วยความโด่งดังและความสำเร็จของซิลิคอน วัลเล่ย์ มาหลาย ยุคหลายสมัย ทำให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลกฝันอยากจะสร้าง ซิลิคอน วัลเล่ย์ในประเทศของตัวเองบ้าง เช่น บังกาลอร์ ที่อินเดีย ไซบีเรียที่รัสเซีย จงกวนชุน ที่เมืองจีน หรือในประเทศไทยเองก็เห็นว่า เราพยายามผลักดันภูเก็ต ให้เติบโตอย่างนั้นบ้าง

แต่สิ่งที่แตกต่างที่สุด (และผมว่าน่าจะสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่เลียน แบบซิลิคอน วัลเล่ย์ยาก) ก็คือวัฒนธรรมความเป็นเจ้าของกิจการ และความคิดสร้างสรรค์ ถ้าทุกๆ ประเทศเน้นย้ำเรื่องวัฒนธรรมความคิดสร้างสรรค์ การศึกษา ที่บ่มเพาะให้คนได้คิด ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องของระบบการศึกษา และระบบ ความคิดเรื่องการเป็น เจ้าของกิจการที่ต้องปลูกฝัง กันยาวนาน ถึงจะสำเร็จได้

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ต่างกัน อย่างเมืองไทย ปัจจัยขั้นพื้นฐานเรายังต้องพัฒนาเพิ่มเติม อย่างง่ายๆ เช่น ไฮสปีตอินเทอร์เน็ตบ้านเรา ตอนนี้ที่ว่าเร็ว 8 MB แต่ที่อเมริกาปา เข้าไปอย่างต่ำเป็นหลักร้อย MB ในราคาที่ไม่แพงเช่นกัน แต่อันนี้ก็น่าเห็นใจว่าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในบ้านเรา มีฐานลูกค้าแค่ในเมืองไทย คนใช้อินเทอร์เน็ตเพียง 16.1 ล้านคน อาจจะเทียบไม่ได้กับที่อเมริกา

* แนะนำให้คุณผู้อ่านลองอ่านบทความเรื่อง “มองการลงทุนนอกกรอบซิลิคอน วัลเล่ย์” เพิ่มเติมนะครับ

กินข้าว เดินเล่น เข้าร้านหนังสือ
การเดินทางไปซิลิคอน วัลเล่ย์คราวนี้ผมฝากท้องไว้กับเพื่อนๆ คนไทยที่ทำงาน ที่นั่นและถามเขาเรื่องการใช้ชีวิตซะมากกว่า เพื่อซึมซับเอาบรรยากาศ และทำความเข้าใจว่าทำไมซิลิคอน วัลเล่ย์ถึงเป็นจุดที่นักลงทุนจากทั่วโลก เดินทางมาปักหลักลงทุนที่นี่

ตามประสาคนทำงานที่นั่น ถ้าผมไปถามอะไรที่มันเป็นทฤษฎีจ๋ามากๆ คงไม่มีใครตอบ เลยอาศัยมองดูรอบๆ ตัวว่าคนที่นั่นใช้ชีวิตกันยังไง เอาอย่างง่ายๆ ว่าไปกินข้าว ผมถามว่าจะไปกินข้าวที่ไหนดีวันนี้ มีอะไรแนะนำบ้าง เพื่อนผมเสิร์ชแล้วไปเจอเว็บ Yelp.com เว็บดังที่ซาน ฟรานซิสโก ซึ่งเป็นเว็บไซต์แนว Social Networking ที่คนอเมริกันจะเข้าไป เขียนรีวิวกันว่าไปกิน ไปเที่ยวที่ไหนมาแล้วชอบหรือไม่ชอบอย่างไร แล้วก็จะได้เพื่อนที่ชอบกินชอบเที่ยวที่เดียวกันเพิ่มขึ้นมาอีก และเราก็ลอง ไปตามร้านที่สมาชิกใน
Yelp.com แนะนำกัน

พอไปถึงหน้าร้านก็เจอป้ายนี้ครับ

ร้านอาหารอิตาเลี่ยนร้านนี้ภายนอกดูธรรมดาๆ ไม่ได้ไฮเทคอะไรเลยครับ แต่ว่าเจ้าของร้านเข้าไปทำการตลาดของร้านตัวเองผ่านทาง Yelp.com เป็นประจำ ผมถามว่าเขาทำมานานเท่าไหร่แล้ว เขาบอกว่าทำมานานแล้วจำไม่ได้ แต่ว่านอกจาก Yelp.com แล้ว เขาก็ยังเข้าไปตอบคำถามลูกค้าทาง CitySearch.com อีกด้วย ลูกค้าบางรายบอกว่าอาหารอร่อยมากก็เข้าไปขอบคุณ ใครบอกว่าไม่อร่อยเลย เขาก็เข้าไปตอบว่าเมนูไหนไม่อร่อย เขาจะปรับปรุง อย่างนี้ก็มีนะครับ พอสมาชิกของ Yelp.com คนอื่นๆ มาเห็นก็ทำให้ “เชื่อ” ได้ว่าร้านนี้ยังมีการปรับปรุง และใส่ใจลูกค้าตลอด แบบนี้ยังน่าไปอุดหนุน เมืองไทยน่าจะมีเว็บแบบนี้กันบ้างนะครับ

สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งที่เจอคือ เวลาผมเดินไปตามจุดต่างๆ ของเมือง คนมีอายุแค่ไหนก็ใช้อินเทอร์เน็ตได้ ไม่มีใครมาบอกว่า “โอ้ย ฉันเป็นคนโลวเทค” คนที่นี่เกือบทุกคนทำอะไรไม่ได้คำนึงถึงเรื่องวัย เป็นที่ตั้งครับ แต่ดูว่ามันเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองหรือเปล่า

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าเราเดินไปผ่านร้านค้า ร้านกาแฟข้างทาง แล้วเขาจะมีเว็บไซต์ของร้านตัวเองเพื่อให้คนเข้ามาดูสินค้า และแนะนำบริการของตัวเอง หรือแม้แต่ศิลปินข้างทางคนนี้ เขาเรียงหินทีละชั้นๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ ก็มีช่อง YouTube ของตัวเอง ผมถามเขาว่าคุณมีรายได้จากผู้ชมที่เดินผ่านไปผ่านมาเท่านั้นหรือ เขาบอกว่าไม่เลย เมื่อก่อนน่ะใช่ แต่ตอนนี้ตั้งแต่เขาเอางานศิลปะของเขาขึ้น อินเทอร์เน็ต ก็มีคนเดินมาดูมากขึ้น มีคนบอกต่อมากขึ้น จนกระทั่งทำชิ้นงาน โฆษณาให้กับ Coca-Cola และจากผลงานเหล่านี้ทำให้เขาได้ไปสอน ศิลปะให้กับเด็กๆ รวมทั้งมหาวิทยาลัยในแคลิฟอร์เนียอีกด้วย

อย่างเวลาเดินเข้าไปในร้านหนังสือที่นี่อย่าง Borders, Barns & Noble ในร้านก็ปรับตัวให้คนที่เข้าไปในร้านซื้อหนังสือได้สะดวกขึ้น อย่างเช่น อยากจะอ่านหนังสือไปด้วยดื่มกาแฟไปด้วยก็มีโต๊ะให้นั่งอ่านกันเต็มที่ คือไม่กั๊กเหมือนเมืองไทย รวมถึงเรื่องพื้นๆ อย่าง การติดตั้ง เครื่องคอมพิวเตอร์ให้เราค้นหาหนังสือ, ซีดี, Audio book ในร้านได้สะดวกมากขึ้น



และตอนนี้เทรนด์ใหม่มาแรงที่อเมริกาก็คือตัว eBook reader ถ้าเราเดินเข้าไปใน Barns & Noble ก็จะเห็น “Nook Readers” ที่ทางบริษัทจัดทำขึ้นมา ในแบบเดียวกับ Amazon Kindle แต่ถ้าเราเดินเข้าไปใน Borders ที่นั่นก็จะขาย e-Readers ของ Sony ผมถามคนขายว่าขายได้ไหม เขาบอกว่าไม่ได้ขายดีมาก แต่ขายได้เรื่อยๆ อย่างน้อยก็ดีกว่าเมื่อหลายปีก่อน เพราะตอนนี้อุปกรณ์ประเภทนี้ พัฒนาไปเยอะมาก และข้อดีของมันก็คืออยู่ที่ไหนก็ซื้อหนังสือได้ เพราะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายเข้ากับอุปกรณ์เหล่านี้ด้วย (*บทความนี้เขียนเมื่อช่วงปีใหม่ ยังไม่มีการเปิดตัว iPad นะครับ)

สิ่งที่น่าคิดก็คือที่อเมริกามีการผลักดันให้เจ้าตัว e-reader พวกนี้จริงจัง มากขึ้น รูปแบบธุรกิจของร้านหนังสือก็จะเริ่มเปลี่ยนทีละเล็กทีละน้อย เช่น จากเดิมติดต่อกับสำนักพิมพ์ต่างๆ ให้ส่งหนังสือมาขาย ต่อไปก็จะรับ ต้นฉบับอิเล็คทรอนิคส์มาขายต่อทางเว็บไซต์ ของร้านในราคาที่ถูกลง เพราะต้นทุนทางการพิมพ์และการขนส่ง การจัดสต๊อกลดลง สิ่งที่ต้อง รอดูกันต่อไปก็คือ คนจะอ่านหนังสือผ่านทางอุปกรณ์เหล่านี้ในอัตราที่มากขึ้น กว่าเดิมแค่ไหน

การเดินทางไปซิลิคอน วัลเล่ย์คราวนี้อาจจะสั้นไปสักนิด แต่ก็ได้ไปดูถึงแนวโน้ม ใหม่ๆ และวิถีชีวิตของคนในซิลิคอน วัลเล่ย์ถึงสถานที่จริง สำหรับคุณผู้อ่าน ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเป็นไปในซิลิคอน วัลเล่ย์ ผมแนะนำ ให้อ่านเว็บไซต์ที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับซิลิคอน วัลเล่ย์โดยเฉพาะนะครับ เช่น Silicon Alley Insider และ TechCrunch

Categories: Best of ป้ายกำกับ:

WhiteLabelDating.com – สร้างเว็บจับคู่ด้วยตัวเอง (ฟรี!)

วันเสาร์, มกราคม 30, 2010 6 ของความคิดเห็น

เคยเขียนเรื่องวิธีการสร้างเว็บแนว Social Networking ด้วยตัวเอง โดยใช้บริการของเว็บแบบ White label เจ้าหนึ่งคือ Ning.com ไว้ปีที่แล้ว เขียนลงทั้งในนิตยสาร Positioning คอลัมน์ Digital marketing และในบล็อกนี้ มีคนอ่านเรื่อยๆ พอสมควร วันนี้เลยเอาเว็บแบบเดิมนี่ล่ะครับ มาเล่าใหม่ เพราะไปเจอเว็บนี้เข้า WhitelabelDating.com แค่ชื่อก็พะยี่ห้ออยู่แล้วว่าเป็นเว็บหาคู่ ให้คนนัดเดทกัน แต่มันแสบตรงที่ดันทำเป็นแบบ White label นี่แหละครับ แถมเขียนโฆษณาไว้หราเลยว่าลูกค้าหลายรายมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 50,000 ปอนด์ (ประมาณ 2.6 ล้านบาท)

WhiteLabelDating.com เป็นเว็บที่ให้บริการซอฟแวร์ด้าน dating, ระบบฐานข้อมูลสมาชิก, ระบบจ่ายเงิน, ระบบบริการลูกค้า, hosting infrastructure, ตลอดจนระบบภาษีอากร โดยทาง WhitelabelDating จะไม่มายุ่งกับคุณในเรื่องแบรนด์ คือเอาเว็บไปใส่แบรนด์ ใส่โลโก้ของคุณได้เองเลย จัดดีไซน์เอาเอง ทำการตลาดเอง แต่ไม่ต้องมานั่งห่วงเรื่องระบบหลังบ้าน เรื่องการเขียนโค้ด เหมาะสำหรับคนที่รู้ว่าจะทำเว็บอย่างไร ทำการตลาดอย่างไร แต่ว่าไม่ถนัดเรื่องเทคนิค จะไปจ้างก็แพง แถมยังไม่มีราคาเริ่มต้น เพราะเขาจะแบ่งรายได้กับเรากี่ % ก็ว่ากันไปครับ

ผมว่าเว็บนี้ไอเดียไม่เลวครับ ลูกค้าก็มีมาเยอะทีเดียว ผมแบบนี้มีรูปแบบธุรกิจแบบคิดค่าโฮสติ้ง และวางระบบให้ อาจจะคล้ายๆ กับเว็บให้บริการ e-commerce ในบ้านเราหลายๆ เจ้าที่ทำแนวนี้ เช่น TARAD.com, WeLoveShopping.com, ReadyPlanet.com แต่อันนี้เขาจับตลาดเฉพาะและเป็นตลาดที่ผมว่าน่าจะเวิร์คในเมืองไทยซะด้วยสิครับ ไม่แน่ใจบ้านเรามีทำกันบ้างหรือยัง

Categories: Websites ป้ายกำกับ:, , ,

ซื้อหนังสืออีกแล้ว…เสียตังค์อีกแล้ว…

วันอาทิตย์, มกราคม 24, 2010 4 ของความคิดเห็น

เดือนหนึ่งๆ เงินรายได้ที่มีเข้ามาผมมักจะละลายไปกับหนังสือในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก แต่ผมก็ไม่นึกเสียดายเงินจำนวนนี้เท่่าไหร่ อาจจะเพราะอาชีพเรามันต้องคอยอัพเดทตัวเองตลอดเวลา การจ่ายเงินซื้อหนังสือสำหรับผมเลยไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยอะไร และทุกครั้งที่อ่านเราก็ได้อะไรใหม่ๆ จากหนังสือเล่มนั้น บางทีไม่ได้ไอเดียตรงๆ แต่ได้แรงบันดาลใจ บางทีอ่านแล้วก็เพลินๆ เท่านั้น จะมีเสียดายบางทีก็แค่ว่า 1. หนังสือมันไม่ดีอย่างที่เราคิด  2. อ่านไปแล้วเราคิดต่อ เอาไปประยุกต์ใช้ไม่ได้

เอาล่ะบ่นมานาน เขาเรื่องสักที สัญญากับพี่ๆ เพื่อนๆ ใน Twitter ไว้ว่าจะมาบอกว่าวันนี้ซื้ออะไรบ้างนะครับ แล้วสาเหตุที่ซื้อแต่ละเล่มคืออะไร แต่ละเล่มมีเนื้อหาประมาณไหน

1. Baked In: Creating products and businesses that market themselves – โดย Alex Bogusky & John Winsor
เล่มนี้คนเขียนไม่ดังเท่าไหร่ แต่เนื้อหาน่าสนใจตรงที่ผู้เขียนเสนอว่าการสร้างผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ มันจำเป็นที่จะต้องทำการตลาดด้วยตัวมันเองได้ หรือ “Product is the message” เน้นไปในเรื่อง Conversational marketing, Collaboration ระหว่างลูกค้ากับพ่อค้า/แม่ค้า คนเขียน คือ Alex กับ John นี่ทำบริษัทเอเจนซี่ด้วยกัน ก็คงประมาณเขียนสร้างพอร์ตัวเอง หาลูกค้าไปในตัวครับ จัดรูปเล่มน่ารักดี คนเขียนคำนิยมคือ Seth Godin (จริงๆ ถ้าจะครบสูตรต้องเอา Guy Kawasaki มาด้วยสิ!) ผมเสร็จเขาไป 39.59 SGD

2. Sticks & Stones: How Digital Business Reputations Are Created Over Time and Lost in a Click - โดย Larry Webber (คนแต่ง Marketing to the Social Web)
พอดีเคยอุดหนุนหนังสือของ Webber มาก่อน เล่มแรกผมเฉยๆ ไม่ค่อยปิ๊งมาก แต่เล่มนี้ Webber ไม่ได้มามุกเดิม เขาเล่นเรื่องการบริหารชื่อเสียงออนไลน์ หรือคอนเซ็ปต์ของ Online equity ตา Webber นี่โดยพื้นฐานแล้วเป็น PR เป็น Marketer แถมคนเขียนคำนิยมให้คือ นักวิชาการชื่อดัง Michael E. Porter คอนเซ็ปต์ก็น่าสนใจกว่าเล่มแรก เอาวะ ลองสักตั้ง โดนไป 43.82 SGD

3. Implementing Word of Mouth Marketing: Online Strategies to Identify Influencers, Craft Stories, and Draw Customers – โดย Idil M. Cakim
หนังสือส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับการตลาด Word of Mouth นี่น่าเบื่อพอๆ กับละครน้ำเน่าบ้านเรายังไงยังงั้น ผมเลิกซื้อมาพักใหญ่แล้วครับ แต่ที่ต้องซื้อเล่มนี้เพราะสนใจตรงที่หนังสือเล่มนี้มันเป็นหนังสือที่เน้นในเชิงปฎิบัติ ไม่ใช่ทฤษฎีจ๋า แต่มี Tools ให้เราคิดตามได้ง่าย และแต่ละบทจะสอดแทรกพวก Tip เล็กๆ น้อยๆ ในการสร้างกระแสบอกต่อไว้ด้วย ส่วนคนเขียนไม่ดังเท่าไหร่ แต่บังเอิ๊นคนเขียนคำนิยมคือ Emmanuel Rosen คนแต่ง The Anatomy of Buzz (ทั้งภาคหนึ่งและภาคสองที่ชื่อ Revisited) เลยดูน่าเชื่อถือ ซื้อความน่าเชื่อถือไป 70.57 SGD แพงหน่อย เพราะมาจากแคนาดา

4. Content Nation: Surviving and thriving as Social Media Changes Our Work, Our Lives, and Our Future - โดย John Blossom
เล่มนี้ดูทฤษฎีแล้วไม่เท่าไหร่ อาจจะดีบ้างตรงที่วิเคราะห์ถึงภาพรวมในมิติการเมือง สังคม วัฒนธรรมด้วย ไม่ใช่สักแต่การตลาดอย่างเดียว แต่ที่ต้องยอม คือผมไปแพ้พวก Case study ที่เขาใส่เอาไว้ให้อย่างจุใจ ชนิดว่าถ้าแอบลอกไปลงคอลัมน์คงดูแน่นพิลึกเลยล่ะครับ เสร็จไป 42.75

5. Get Seen: Online Video Secrets to Building your Business – โดย Steve Garfield
เล่มนี้ง่ายๆ ตรงๆ เข้าประเด็นครับ เขากำลังสอนเรื่องการใช้ Online video ทำการตลาด เล่มนี้คนเขียนไม่ต้องดัง เพราะเนื้อหาเป็นการบอกขั้นตอนการผลิต Online video สำหรับมือใหม่ อ่านเข้าใจท่าทางจะง่าย เอาไปใช้ได้เลย โต้งๆ ตรงประเด็น โดนไป 43.82 SGD

6. Trust Agents: Using the Web to Build Influence, Improve reputation, and Earn Trust – โดย Chris Brogan & Julien Smith
Blogger ชื่อดัง Chris Brogan เขียนหนังสือ และดีกรี New York Times Bestseller, พร้อมทั้งคำนิยมคู่ขวัญ Seth Godin & Guy Kawasaki รวมทั้งนักการตลาดอย่าง John Jantsch ที่เก่งเรื่องการตลาดสำหรับ Small Business มาแวะชมด้วย เลยเสร็จไปครับ 43.82 เล่มนี้น่าจะเป็นหนังสือเล่มเด่นประจำปี 2009 ในสาขานี้ด้วย เนื้อหาเท่าที่เปิดผ่านๆ ต้องยอมรับว่าตา Chris นี่หัวดีใช้ได้ครับ เขาแนะอะไรง่ายๆ ที่เรามองข้าม เช่น สอนวิธีในการที่เราจะเอาไปพูดในงานปาร์ตี้ของคนอินเทอร์เน็ต  (ที่เป็น Influencer) เพื่อสร้างกระแสของโปรดักต์

7. นิตยสาร Technology Review (ตีพิมพ์โดย MIT ตั้งแต่ปี 1899)
ฉบับนี้มีเรื่องอนาคตของสื่อ อ่านแล้วอึ้งไปเหมือนกัน สุดยอดจริงๆ มันเป็นวารสารวิชาการที่อ่านเข้าใจง่ายด้วยภาษาอังกฤษแบบเพลนๆ เขียนถึงกระแสในปัจจุบันได้ชัดเจน และสรุปอย่างแยบคาย ฉบับนี้น่าอ่านครับ เนื้อหาตอนที่ผมอ่านอันนี้ไม่มีให้อ่านออนไลน์ น่าเสียดาย เสร็จไป 11 SGD แต่คุ้มค่า

วันนี้หมดไป 260 เหรียญสิงคโปร์ ประมาณ 6 พันกว่าบาท (เฮ้อ) เอาว่ะๆ คุ้มน่า

Categories: Books

Case study – eBook บน Yahoo! รู้รอบ

วันอาทิตย์, มกราคม 24, 2010 3 ของความคิดเห็น

เมื่อปลายปีที่ผ่านมาผมเพิ่ง launch Global product marketing campaign ระยะสั้นตัวนึง เราทำกันทั้งหมด 18 ประเทศทั่วโลก นั่นก็คือโครงการ eBook “รู้รอบตอบได้” ของเว็บไซต์ Yahoo! รู้รอบ หรือที่ชาวโลกรู้จักกันในชื่อ Yahoo! Answers โดยโครงการนี้เป็นการสร้าง eBook ที่รวบรวมเอาคำถามและคำตอบเด็ดๆ ของ Community ใน Yahoo! รู้รอบมาแจกเป็นของขวัญวันคริสต์มาสและวันปีใหม่ รวมทั้งคำถามคมๆ จากแขกรับเชิญที่มาร่วมแจมตั้งคำถามกับเรา เช่น คุณคริส หอวัง คุณนิกกี้ MeetNLunch คุณทรงกลด บางยี่ขัน

หรืออย่างปีที่แล้วก็มีท่าน ว.วชิรเมธี, คุณปราบดา หยุ่น, คุณวินทร์ เลียววาริณ, คุณตูน วง bodyslam, พี่ป๊อด ModernDog, พี่ยุ้ย สฤณี จาก fringer.org มาร่วมแจมกับเรา ซึ่งโครงการนี้ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจในหลายๆ แง่ ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน Brand awareness, User acquisition, และ Traffic วันนี้ผมจะมาเล่าเบื้องหลังที่มาที่ไปของแนวคิดการสร้างโครงการนี้เผื่อว่า ใครสนใจ จะลองเอาไป apply ใช้กับ Online product ของตัวเองบ้างนะครับ

ก่อนอื่นผมอยากให้คุณๆ เข้าไปที่บล็อกนี้แล้วดาวน์โหลด eBook เล่มนี้ไปอ่านกันก่อนนะครับ แล้วมาดูรายละเอียดกัน ขอให้อ่าน eBook กันให้จบก่อนนะครับ เป็น eBook เล็กๆ ความยาวแค่ 20 กว่าหน้า … ถ้าอ่านจบแล้วเชิญอ่านด้านล่างต่อเลยครับ

- – - – - – - – -

ที่มาที่ไปของแนวคิดในการสร้าง eBook ตัวนี้เกิดจากการที่เราเริ่มตั้งโจทย์ขึ้นมาว่า “ทำอย่างไรถึงจะทำให้คำถามและคำตอบใน Yahoo! รู้รอบมีคุณภาพดี และแก้ไขปัญหาของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทยได้อย่างแท้จริง รวมทั้งสร้างบรรยากาศแห่งความสร้างสรรค์ขึ้นในชุมชน Yahoo! รู้รอบ ซึ่งปกติก็จะมี Community Manager อย่างผมช่วยให้กำลังใจเพื่อนๆ สมาชิก ใน Yahoo! รู้รอบแชร์ความรู้กันด้วยการถามและการตอบอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งทั่วไปก็จะมีการเชิญบุคคลที่น่าสนใจมา “ตั้งคำถามกับสังคมไทย” ซึ่งแขกรับเชิญของเราแต่ละท่านก็มาช่วยเราด้วยใจ ด้วยการถามในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับสังคมในแง่ของการ “กระตุ้นต่อมคิด” ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นการสร้างสีสันให้เกิดขึ้นในชุมชนออนไลน์นี้

ภาพแขกรับเชิญในปีที่ผ่านมา
ภาพแขกรับเชิญของ Yahoo! รู้รอบในปี 2008 ที่ผ่านมา

เมื่อโจทย์เป็นอย่างนี้แล้ว ก็เลยมาคิดต่อว่าสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร พอดีตอนนั้นที่เราคิดงานกันอยู่ในช่วงต้นไตรมาสที่ 4 การทำแคมเปญยาวต่อเนื่องอาจจะไม่ใช่ไอเดียที่ดีนักเพราะปลายปี เชื่อเลยครับ พนักงานในบริษัทต้องลาพักยาวกลับบ้านช่วงคริสต์มาสเป็นแน่แท้ เมื่อดู resource, ดูจังหวะเวลา ช่วงนี้จะมีอะไรดีไปกว่าการให้ของขวัญกัน? และหัวใจของการสร้าง Community คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสมาชิกทั้งกลุ่มที่ตั้งใจอุทิศเวลาถามตอบปัญหาดีๆ และกลุ่มที่มาแจมเป็นระยะๆ

เราก็เลยตัดสินใจว่าของขวัญชิ้นนี้มันควรจะเป็นสิ่งที่สมาชิกช่วยกันด้วยน้ำพักน้ำแรงของเขาเอง นั่นก็คือคำถามและคำตอบเด็ดๆ ในรอบปีที่ผ่านมาที่มาจากสมาชิก จริงๆ เราอยากจะให้สมาชิกเป็นคนเลือกคำถามคำตอบด้วยซ้ำ แต่ว่าจำนวนคำถามมีเป็นล้านๆ มันคงไม่ไหว เราก็เลยคัดเลือกกันเอง แต่เปิดโอกาสให้สมาชิกได้บอกความในใจว่าเขารู้สึกอย่างไรกับ Yahoo! รู้รอบ

ผลที่ได้รับหลังจากแคมเปญ – หลังจากที่เรารวบรวมคำถามและคำตอบที่ถูกใจแล้ว ผลตอบรับที่สมาชิกตอบกลับมาก็คือ เขารู้สึกดีๆ กับ Community ที่มีสมาชิกร่วมกันสร้างอย่างจริงๆ จังๆ นั้นมีผล และจับต้องได้ อีกทั้งสิ่งที่ผมสังเกตได้หลังจากเปิดให้สมาชิกดาวน์โหลดไปแล้วก็คือ มันเป็น CRM แบบหนึ่ง สมาชิกที่หายหน้าหายตากันไป จะกลับมาถามตอบกันใหม่ด้วยคุณภาพที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม เพราะสำหรับสมาชิกแล้วการได้รับเลือกขึ้นเป็นส่วนหนึ่งใน eBook นั้น ทำให้เขารู้สึกดีด้วย ส่วนสมาชิกที่อยู่ด้วยกันมาตลอดที่ไม่ได้รับเลือกในนั้นก็พยายามถามตอบให้มีคุณภาพมากกว่าเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางทีมงานดีใจมากๆ ที่มันเกิดขึ้นได้ และตรงนี้เองครับที่พอ “คุณภาพของเนื้อหา” มีประโยชน์แล้ว คนที่ผ่านเข้ามาก็จะพบว่าที่ชุมชนนี้มันมีชีวิตชีวา มีคนที่ตั้งใจนำเสนอความรู้เชิงประสบการณ์กันด้วยใจเยอะจริงๆ ก็จะดึงคนเข้ามาเพิ่ม ตอบโจทย์เรื่อง User acquisition และ Traffic ครบตามที่วางไว้

และที่สำคัญที่สุด ที่ผมอยากย้ำ eBook ไม่ใช่การตลาดที่เน้นกลุ่มคนกลุ่มใหม่ครับ แต่เน้นเป้าหมายไปที่สมาชิกเดิมที่อยู่กับ Yahoo! รู้รอบอยู่แล้ว เพราะผมพบว่าสิ่งหนึ่งที่ Yahoo! รู้รอบแตกต่างไปจากชุมชนอื่นๆ ก็คือเขารู้สึกว่าการอยู่ที่ Yahoo! รู้รอบนั้นมีความพิเศษในตัวเอง ขนาดในเว็บมีบั๊กอะไร สมาชิกกลุ่มนี้ล่ะครับที่จะมาบอกผมก่อนเลยว่าตอนนี้เว็บเสียนะ แก้ด่วน ถ้ายังแก้ไม่ได้เขาก็จะมาแซวเป็นระยะๆ และตรงนี้เองครับ ที่ทำให้ชุมชนอบอุ่นขึ้น คนที่อยู่ภายนอกก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนกลุ่มนี้ เลยต้องลองเข้ามาดูบ้าง

การปรับใช้กับโปรดักต์ทั่วไป – สำหรับภาพรวมในโครงการนี้ เราเปิดให้สมาชิกเข้ามามี ส่วนร่วมในการสร้างชุมชนกับเรามากขึ้น สำหรับสินค้าและบริการทั่วไป การเปิดใจ “ฟัง” ว่าลูกค้า/สมาชิกต้องการอะไร และให้ค่ากับสิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งมีค่ามาก ตั้งเป้าให้ดีว่าเป้าหมายทางธุรกิจของเราคืออะไร แน่ล่ะว่าเราย่อมต้องการให้มียอดขายเพิ่ม ต้องการให้มีคนมาใช้บริการของเราให้มาก หรือเพิ่มประสิทธิภาพของสินค้าและบริการของเรา ก็เอาสิ่งเหล่านี้มาตั้งเป็นธงไว้ในใจ เสร็จแล้วลองเปิดใจรับความคิดเห็นเพิ่มเติม ศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า ด้วยการสร้างชุมชนปิดดูก็ได้ครับ ผมเคยอ่านหนังสือ Groundswell หนังสือที่ว่าด้วยการตลาดออนไลน์เล่มดังของปี 2008 ในนั้นมีกรณีศึกษาของรถ Mini อยู่ในนั้น เขาบอกไว้ว่าเจ้าของรถ Mini แทบทุกคนจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษของกันและกันในชุมชนคนรัก Mini การทำการตลาดจึงไม่ควรเน้นไปที่ลูกค้าที่ยังไม่รู้จักความพิเศษและความเท่ของ Mini หากแต่ควรทำการตลาดกับคนที่รัก Mini อยู่แล้ว เพื่อให้คนอื่นที่ยังไม่มี Mini เกิดความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมบ้า ทาง Mini เลยจ้างทีมงานทำเว็บชุมชนแบบปิด แล้วใช้เวลานานนับหลายเดือนในการ “พูดคุย” กับลูกค้าในเว็บแบบปิดนี้ สำรวจความเห็นของเจ้าของรถ และก็พบว่ากลุ่มคนกลุ่มนี้มีแม้กระทั่ง วิธีการกะพริบไฟสัญญาณบอกรถ Mini คันอื่นที่บังเอิญเจอกันกลางทางว่า “สวัสดีนะ” “ไปล่ะ” กะพริบแบบไหนหมายความว่าอะไร และท้ายสุดก็เปิดตัวแคมเปญการทัวร์รถ Mini ทั่วอเมริกา คนก็เห็นกันทั่วเลยว่ามีรถ Mini ทัวร์กันทั่วอเมริกา กลายเป็นข่าวครึกโครม จนเกิดคนกลุ่มใหม่ที่มาสมัครเป็น “แฟน” รถ Mini นำมาซึ่งยอดขายในท้ายที่สุด

ลองดูนะครับ บางทีการเริ่มทำการตลาดกับกลุ่มลูกค้าเดิมที่แหละที่ทำให้ลูกค้าใหม่อิจฉาได้ง่ายๆ

Categories: Online marketing

มาทดลองสร้างเครือข่ายนักข่าวพลเมืองกันดีกว่า #thaireport

วันศุกร์, มกราคม 15, 2010 2 ของความคิดเห็น

วันนี้ผมนึกสนุกอยากลองสร้างเครือข่ายของนักข่าวพลเมือง คำอะไรกันเนี่ย? “นักข่าวพลเมือง”

เอาที่ผมเข้าใจ มันก็คือการแปลตรงตัวจาก Citizen Journalist นั่นแหละ สมัยนี้เรามีเทคโนโลยี เรามีอินเทอร์เน็ต ข้อมูลข่าวสารต่างๆ “โดยส่วนหนึ่ง” ไม่ได้อยู่ในกำมือของสื่อมวลชนแบบดั้งเดิม หรือที่เราเรียกกันทั่วๆ ไปว่า Mass Media เหมือนเมื่อก่อน เคยคุยกับเพื่อนๆ ในแวดวงโฆษณาและบรรดา Geek หลายๆ คนจะให้ความเห็นว่าผู้บริโภคไทยยังไม่ได้พัฒนาไปถึงขั้นเป็น “Prosumers” (ผู้บริโภคที่ทั้งผลิตสารและเป็นผู้รับสาร) กันหมด ไม่ได้เก่งฉกาจฉกรรจ์ขนาดเข้าใจเรื่อง Social Media กันไปหมด แต่สื่อดั้งเดิมโดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ที่จับกลุ่มคนชั้นกลางไปถึงชั้นบน ต่างก็ได้รับผลกระทบมากขึ้น เพราะข่าวออนไลน์ในเมืองไทยนั้นมีให้อ่านกันฟรี กระดาษขายได้น้อยลง บวกกับปีสองปีนี้เศรษฐกิจย่ำแย่ด้วย ใครก็คงไม่ทุ่มโฆษณา

เอาล่ะ ในเมื่อเนื้อหาต่างๆ มีให้อ่านกันฟรีๆ คนก็เลยคิดกันว่าอะไรที่มันออนไลน์ มันเป็นของฟรี แต่ความจริงก็รู้กันอยู่ว่าค่าจ้างนักข่าวเอย ค่ากล้องค่าอุปกรณ์ ค่ารถ เงินดาวน์เงินเดือน ภาษี การจัดซื้อจัดจ้างในองค์กรข่าวมันมีอยู่ และไม่ใช่ถูกๆ ส่วนไอ้ครั้นบริษัทข่าวจะไม่ทำอะไรออนไลน์เลย ทำแต่สื่อเดิมๆ นักลงทุนได้ด่าเปิง เพราะนักลงทุนเชื่อว่าอนาคตยังไงเสียโทรศัพท์มือถือ 3G อุปกรณ์ประเภท Tablet พวก eBook มันมาแน่ๆ แล้ว เทรนด์ในเมืองนอกแม้ยังไม่ชัดมาก แต่ก็ชัดพอที่จะทำให้บริษัทข่าวต่างๆ ในบ้านเรากระเทือนได้

ในเมื่อทุกอย่างมันฟรี รูปแบบของธุรกิจด้านข้อมูลข่าวสารแบบเดิมมันก็ยากที่จะทำเงิน ยากจริงๆ ครับ คิดกันหัวกบาลแทบแตกยังคิดยาก ผมเคยคุยกับพี่ๆ ในวงการข่าว วงการเพลง (คนโหลดบิตกันหมดแล้ว เลิกซื้อซีดี) วงการหนังสือ ตอนนี้หวังกันได้ไม่กี่แบบแล้ว

ข่าว - ค่ากระดาษ ค่าโสหุ้ยต่างๆ แพง คนมีทางเลือกอ่านข่าว รับข่าวที่ไหนก็ได้มากขึ้น หัวใจคือ Content แต่จะ delivery กันอย่างไรเท่านั้นเอง
เพลง - ซีดีขายไม่ออก หวังให้คนดาวน์โหลดกันทาง Mobile ไม่ก็ซื้อทาง Itunes รายได้หลักตอนนี้คือโฆษณา และคอนเสิร์ต
หนังสือ – เมื่อก่อนก็ไม่กระทบ ตอนนี้เร่ิมมี Kindle, Nooks โผล่มา เมื่อก่อนใช้ในเมืองไทยไม่ได้ ตอนนี้ใช้ในเมืองไทยได้แล้วนะครับ ร้านหนังสือเล่มๆ อาจได้รับผลกระทบบ้าง ไม่รุนแรง แต่ยังไงยอดพิมพ์อาจไม่เท่าเก่า คนดาวน์โหลดหนังสืออ่านกันได้ใน Device ตัวเดียมากขึ้น มองภาพง่ายๆ มันก็คล้ายกับการที่คนยอมรับ iPod, iPhone นั่นเอง การยอมรับพวก eBook reader คงไม่ใช่เรื่องยาก

บ่นมาซะยาว ผมเพียงแต่อยากจะบอกว่า โครงสร้างในธุรกิจสื่อ มีเดีย ข้อมูลข่าวสารแบบเดิมมันพังแล้วล่ะครับ การจะอยู่ต่อไปได้ ต้อง embrace เอา Social media เข้ามาเสริม เช่น มีข่าวก็ tweet ข่าวออกไปทาง Twitter, link กับ Facebook ปรับให้เนื้อหาอ่านบนมือถือ และ Device ใหม่ๆ ที่จะมีเข้ามาให้ได้

แล้วที่เล่ามาทั้งหมดนี้มันเกี่ยวกับนักข่าวพลเมืองยังไง? เกี่ยวครับ เกี่ยวตรงที่ว่าการที่มีอินเทอร์เน็ตเข้ามา ถ้ามองว่ามันเป็นอุปสรรคกับโครงสร้างธุรกิจเดิมๆ ก็ใช่ แต่คุณไปฝืนมันได้ไหม ก็ไม่ได้ ดังนั้นมุมมองที่เราน่าจะมองกันก็คือ เราจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างไรต่างหาก และสำหรับวงการข่าวสารข้อมูลแล้ว ถ้าเราจะรับมือกับมันให้เหมาะ เราก็ใช้อินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ในการเข้าถึงผู้รับสารให้มากขึ้น พร้อมกับสร้างแบรนด์สื่อในแบบใหม่ แบบที่คนติดตามได้ง่าย (Engaging brand) ไม่ใช่หนังสือพิมพ์แบบที่คนอ่านอย่างเดียว แต่ให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมกับคุณด้วย

อย่างเช่น การใช้อินเทอร์เน็ตให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในการ “สร้างข่าว” ด้วย ให้คนรู้สึกว่าน่าติดตาม น่าบอกต่อ ถ้าเป็น Tweeple ถ้าคุณจะทำข่าว คุณก็ควรจะมี Follower สักอย่างน้อย 300-400 คน (ที่สนใจสิ่งที่คุณพูดจริงๆ) มี Personal brand ที่น่าติดตาม

นอกจากนี้ตอนนี้ลองนึกภาพคุณสุทธิชัย หยุ่น @suthichai นั่งทวีตทุกวัน จนเอาความสัมพันธ์ที่ตัวเองมี ไปลงในสื่อของตัวเอง คิดว่าหลายคนคงคุ้นๆ ภาพข้างล่างนี้นะครับ ล่าสุดเนชั่น และคมชัดลึกวันก่อนที่เอารูปชาว Twitter เมืองไทยตอนเด็กๆ ขึ้นปกวันเด็ก เรียกเสียงฮือฮาบนโลกอินเทอร์เน็ตได้ไม่น้อยเลย

ขอบคุณภาพจาก http://www.oknation.net/blog/kittinunn

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือชาว Twitter เอาไปบอกต่อกันอย่างสนุกสนานว่าภาพของฉันขึ้นปกเนชั่น ปกคมชัดลึกด้วยนะ

แล้วสำหรับเครือข่ายนักข่าวพลเมืองที่ผมว่าล่ะ จะทำยังไง? ผมต้องการใช้อินเทอร์เน็ตในการทำให้ชาวบ้านทั่วๆ ไปอย่างเราๆ ท่านๆ สามารถรายงานข่าวจากที่เกิดเหตุได้ครับ วันนี้ผมทดสอบโดยการ Retweet คนที่อัพโหลดภาพวิดีโอไฟไหม้ที่บุคลโล แล้วส่งไปให้ @suthichai วันก่อน http://bit.ly/4oCGoC และภาพที่ @worawisut รายงานภาพอุบัติเหตุรถยนต์ http://tweetphoto.com/8762828

แล้วก็ใส่แท็กว่า #thaireport

ลองดูนะครับ ผมอยากรู้ว่าพวกเราสามารถใช้อินเทอร์เน็ตรายงานข่าวเพื่อสังคมได้มากน้อยแค่ไหน ที่ผมเห็นภาพ ณ ตอนนี้ก็คือ ข่าวจะมีมิติที่ลึกมากขึ้น คนที่อยู่ในพื้นที่จะรายงานข่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านักข่าวที่รับข่าวจากออฟฟิศ สิ่งที่ต้องคิดต่อไปคือ เมื่อเรามีกลุ่มคนที่นิยมการรายงานข่าวแล้ว เราจะตอบแทนเขาอย่างไร หรือเราไม่ต้องตอบแทนเป็นตัวเงิน? เพียงขอให้นักข่าวพลเมืองมีความแข็งแกร่งขึ้นมา มีอำนาจในการใช้ข่าวสารข้อมูลเท่าๆ กับสื่อใหญ่ มีความสามารถในการนำเสนอที่ดี

ลองมา “ทำกันดูเล่นๆ” นะครับ บางทีผลที่ตามมามันอาจจะ “ไม่ใช่เล่น” ก็ได้

P.s. การรับมือ Social Media อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผมแนะนำว่าอ่านหนังสือ Groundswell ของทาง Forrester ดูนะครับ เป็นหนังสือที่เหมาะกับบริษัทและองค์กรทั่วไปที่จะทำความเข้าใจภาพรวมของผลกระทบเชิงโครงสร้างที่เกิดจากอินเทอร์เน็ตในภาพใหญ่ๆ

Categories: Journalism ป้ายกำกับ:

You complete me

วันอาทิตย์, มกราคม 10, 2010 2 ของความคิดเห็น

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ผมไม่ได้ออกไปไหนนอกจากอ่านหนังสือที่อยากอ่าน ดูหนังที่อยากดู แน่นอนว่าหนึ่งในหนังขึ้นหิ้งที่ผมดูแล้วดูอีกประจำสัปดาห์นี้ก็คือ “Jerry Maguire”

ขอบคุณภาพจากวิกิพีเดีย ภาษาอังกฤษ

ย้อนหลังกลับไปปี 1996 (ไม่อยากจะนับเลยว่ามัน 14 ปีที่แล้ว) Jerry Maguire เป็นเรื่องราวสุข-เศร้า-เหงา-ซึ้งของเอเย่นต์นักกีฬาหนุ่มถังแตก รับบทบาทโดย Tom Cruise เคียงคู่กับ  Renee Zellweger รับบท Single Mom แสนสวย และนักอเมริกันฟุตบอลปากมาก Rod Tidwell รับบทโดย Cuba Gooding, Jr. ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 5 รางวัล และท้ายสุดได้รับมา 1 รางวัลคือ รางวัลนักแสดงสนับสนุนยอดเยี่ยมของ Cuba Gooding Jr.

รางวัลออสการ์ไม่ได้สำคัญอะไรเท่าไหร่ ถ้าหากว่าดูแล้วมันไม่ทำให้เราประทับใจในแง่ใดแง่หนึ่ง…

Jerry Maguire ดูกี่ทีก็ยังสนุกครับ ผมจำได้ว่าเคยอ่านหนังสือ The Story of The Modern Rebel ของ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ เขาก็เขียนเอาไว้ว่าตอนที่ก่อร่างสร้างนิตยสาร a day ใหม่ๆ เขาบังเอิญเปิดดูหนังเรื่องนี้ แล้วมัน ‘Click’ มัน ‘Inspire’ และคิดได้ว่าตัวเองจะต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง คิดๆ ไปแล้วมันเลยสะท้อนใจย้อนกลับมาหาตัวผมเองว่า ผมเองทุกวันนี้ถึงจะทำงานกินเงินเดือนไปเรื่อยๆ แต่ก็ใฝ่ฝันถึง Side project ที่ตัวเองนึกไว้ ประเด็นคือยังไม่ได้ทำสักที

“เพราะทำจึงสำเร็จ” เลยเป็นเรื่องที่ผมเชื่อ เราต้องลงมือทำมันถึงจะสำเร็จ ลอยไปลอยมา คงไม่มีอะไรดีขึ้น

ผมเองชีวิตนี้โชคดีมีเพื่อนมีคนรู้จักหลายคนที่ชื่นชมอยู่ อย่างพี่เอ๋อ Kapook! เคยบอกว่า “ผมเคยเจอหลายต่อหลายคนมีไอเดียในการทำเว็บที่เจ๋งมากๆ แต่ท้ายสุดไม่ได้ทำ แล้วปล่อยให้มันลอยไป เลยไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างน่าเสียดาย” หรืออย่าง หนุ่ย พงศ์สุข บริษัท Show No Limit นี่ก็เป็นคนนึงที่ผมชื่นชม ผมเคยบอกกับหนุ่ยด้วยตัวเองว่าเขานี่เจ๋งจริงๆ แต่หนุ่ยก็ถ่อมตัวบอกว่า “มันไม่มีอะไรหรอกครับปอง ผมมันก็แค่เด็กคนหนึ่งที่กล้าบ้าบิ่นทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อเท่านั้นเอง” รวมไปถึงนักธุรกิจอีคอมเมิร์ซคนดัง อย่างป้อม ภาวุธ TARAD.com ด้วย ป้อมก็เป็นอีกคนที่ “พูดแล้วทำ” จำได้ว่ามีอยู่คืนหนึ่งประมาณ 4 ทุ่ม ผมนั่งคุยกับป้อมที่ออฟฟิศเก่าของเขาแถวลาดพร้าว ผมถามป้อมว่าทำไมถึงมาทำอินเทอร์เน็ต ป้อมตอบเรียบๆ ว่า “ก็ชอบน่ะ ไม่รู้สิเวลานั่งอยู่หน้าจอคอม มองๆ ไปนั่งคลิกนั่งแก้แบนเนอร์ให้ลูกค้ามันมีความสุขดี อยู่ได้นานเลย”

ผมขอรวบรัดตัดความว่า สิ่งที่คุณโหน่งวงศ์ทนง, พี่เอ๋อ, หนุ่ย และป้อมพูดนี่แหละที่ผมเจอใน Jerry Maguire ด้วยก็คือ การที่เราจะทำอะไรสักอย่าง เราจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมี “ศรัทธา” ในสิ่งนั้น

ถ้าพี่เอ๋อ หนุ่ย ป้อม ผ่านมาอ่าน ผมอยากบอกว่าไม่เคยลืมเลยนะ ยังจำอยู่เสมอว่าจริงๆ แล้วชีวิตคนเราอาจไม่มีอะไรนอกไปจาก ทำในสิ่งที่เราคิด เราเชื่อ เราศรัทธาอย่างเต็มกำลัง แล้วทำมันอย่างเต็มที่ และจะต้องไม่ปล่อยให้เราไปอิจฉาชีวิตใคร แต่จงทำให้ชีวิตของเรามีคนอิจฉาในแบบที่เป็นเราดีกว่า

- – - -

มีตอนหนึ่งในหนัง Jerry กลับมานอนพักที่บ้าน แต่เขานอนไม่หลับ เพราะยังจำภาพของนักกีฬาที่เขาทำงานให้กำลังบาดเจ็บเจียนตาย แต่เขาก็ยังไปคาดหวังให้นักกีฬาเหล่านั้นลงเล่นอีกโดยไม่สนใจสภาพจิตใจของครอบครัวนักกีฬา นาทีนั้น Jerry รู้สึกผิด สำนึกลึกๆ ของเขาย้ำเตือนตัวเองจนเขาต้องลุกขึ้นมาเขียน “ถ้อยแถลงทางธุรกิจ” เสนอให้บริษัทเอเย่นต์ที่เขาทำงานอยู่ ลดจำนวนลูกค้าลงเพื่อมีเวลาเอาใจใส่ลูกค้านักกีฬาอย่างเต็มกำลังความสามารถ ซึ่งทำให้ Jerry ต้องออกจากงานมาทำสิ่งที่เขาเชื่อและศรัทธา และด้วยแรง “ศรัทธา” นี่แหละที่ทำให้ Dorothy ยอมลาออกมาร่วมหัวจมท้ายกับ Jerry และทำให้ชีวิตของ Jerry มีความหมายมากขึ้น Dorothy อาจไม่ใช่คนเพียงคนเดียวที่ “Complete” Jerry หากแต่ แรงศรัทธา ความคิด ความเชื่อที่เขามีต่อสิ่งที่ทำ กำลังลังใจจากเพื่อนและลูกค้าอย่าง Rod ต่างหากที่เป็นแรงผลักแรงเสริมให้ Jerry ถูกเติมเต็ม

ห้ตายเหอะ คำว่า “You complete me” มันศักดิ์สิทธิ์กว่าที่คิดไว้เยอะแฮะ

- – - -

ทุกวันนี้ Jerry Maguire ยังคงได้รับความนิยมอยู่ ถ้าเดินไปตามร้านก็จะยังมีให้เลือกเช่าเลือกซื้อกันเหมือนเคย อาจจะเป็นเพราะบท และคำเด็ดๆ โดนๆ ที่หลายคนเกิดทันหนังเรื่องนี้น่าจะทำได้ เช่น “Show me the money!” (บทที่ Jerry ตะโกนให้ Rod เพื่อตื๊อให้ Rod อยู่กับเขาต่อ) “You complete me”, “You had me at hello” (Dorothy พูดกับ Jerry ตอนที่เขาประสบความสำเร็จแล้วกลับมาตามตัว Dorothy), “Help me help you” (Jerry ขอร้องให้ Rod ลดทิฐิลงให้ต่างคนต่างช่วยกัน) “You had me at ‘hello’ (Dorothy ตอบกลับ Jerry ว่า “ฉันเสร็จคุณตั้งแต่คุณเซย์ฮัลโหลแล้ว”)

Categories: Movies

แก้ปัญหาเรื่องภาพถ่ายในงานแต่ง งานเลี้ยงรุ่น

วันพฤหัส, มกราคม 7, 2010 3 ของความคิดเห็น

พอดีเปิดไปเจอ FAQ ใน Flickr เขียนหัวข้อไว้ว่า “Collect photos from your event” มีงานแต่งที่ไหน งานเลี้ยงรุ่นที่ไหน หรืออีเวนท์อะไรก็ได้ เคยไหมอยากได้รูปที่เพื่อนๆ ในงานต่างคนต่างมีกล้อง ก็ถ่ายกันไป กว่าจะได้รูปครบก็นั่งไล่กันอยู่เป็นเดือนๆ คือในงานแต่งงาน งานเลี้ยงรุ่นเนี่ย ไม่ได้มีแต่เราคนเดียวแน่นอนที่ีมีกล้องถ่ายรูปหรือกล้องวิดีโอ ใครๆ ก็อยากจะเก็บภาพความทรงจำดีๆ ใช่มะ ถ้าบังเอิญเราเป็นเจ้าของงาน หรือเราเป็นคนที่อยากได้ภาพพวกนี้มากๆ ล่ะจะทำไง นั่งไล่ขอรูปจากทุกคนตั้งสี่ส้าห้าร้อยรูปคงไม่ใช่แน่ๆ วันนี้เรามีวิธีรวบรวมรูปง่ายๆ มาบอก

1.    ตั้งกลุ่มของงานอีเวนท์ของเราขึ้นมากลุ่มนึง
2.    จากหน้าของกลุ่ม ก็ชวนว่าที่บรรดาแขกที่จะไปร่วมงานนั้นๆ เข้ามาที่กลุ่มของเรา แอดกันเป็น Contact ไว้  พอแอดปุ๊บ เขาก็จะ join กลุ่มของเราโดยอัตโนมัติ
3.    ใส่คำอธิบายต่อไปนี้เข้าไปในกลุ่มของเรา ให้ทุกคนเข้าใจพร้อมๆ กันว่าเรา (ผู้ที่กำลังจะไปงาน และจะถ่ายรูป จะอัพโหลดรูปเข้ากลุ่มได้ยังไง)
- อัพโหลดรูปหรือวิดีโอ (ความยาวไม่เกิน 90 วินาที) เข้าไปใน Flickr photostream ของเรา ซึ่งทำได้หลายแบบ เข้าไปดูได้ที่ www.flickr.com/tools
- เข้าไปในส่วน Organizr คลิกตรงคำว่า “Your Groups” ที่อยู่ข้างบน ก็จะโชว์รายชื่อกลุ่มทั้งหมดของเราออกมา จากนั้นก็ลากเอาภาพหรือวิดีโอที่อยากจะแชร์เข้าไปในกลุ่มได้เลย

Categories: ไม่มีหมวดหมู่ ป้ายกำกับ:, , , ,

พลังของ “Cyber Monday”

วันพุธ, มกราคม 6, 2010 1 comment

เมื่อธันวาคมที่ผ่านมา ผมบินไปซาน ฟรานซิสโก ดินแดนซิลิคอน วัลเล่ย์ เพื่อไปร่วมการสัมมนา ของ Yahoo! ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่นั่น เลยมีโอกาสแวะช้อปปิ้งหาอะไรติดไม้ ติดมือกลับมาบ้าง

ตอนนั้นเพิ่งพ้นผ่านวันที่เรียกว่า “Black Friday” ที่ฝรั่งเขาว่ากันว่า ขาช้อปเดินกันสนั่น เพราะร้านค้าปลีกจะลงแขกลดราคากันกระหน่ำมาก ไม่ใช่ลดกันธรรมดาๆ แต่ลดกัน 50-80% ก็มี ที่น่าสนุกไปกว่านั้นก็คือ เขามี “Cyber Monday” สำหรับสินค้าออนไลน์ในวันที่ 30 พฤศจิกายนกันด้วยครับ

Cyber Monday เป็นศัพท์ทางการตลาด ที่ระบุถึงการรวมตัวกันลดราคา ของผู้ค้าปลีกออนไลน์ในอเมริกา คนที่คิดก็คือ สมาคมผู้ค้าปลีกแห่งชาติ (National Retail Federations) ประกาศเริ่มกันมาตั้งแต่ปี 2005 โดยจับเอากระแสของ Black Friday ว่าวันศุกร์เป็นวันลดราคาของ “ออฟไลน์” ดังนั้นวันจันทร์ ที่กำลังจะถึงนี้ก็จะเป็นวันลดราคาของ “ออนไลน์”

ที่มาที่ไปของ Cyber Monday เริ่มมาจากการที่ทางสมาคมฯ เห็นว่ามีผู้บริโภคหลายคนพลาดโอกาสซื้อสินค้าราคาถูก จาก Black Friday ก็เลยตั้งคำว่า Cyber Monday เพื่อเป็นทางออกของนักช้อปที่ต้องการ ของดีราคาถูก เพียงแต่ต้องมาซื้อออนไลน์เท่านั้น   อีกทั้งมีผลการสำรวจ ออกมาในปี 2004 แล้วว่า 77% ของผู้ค้าปลีกออนไลน์จะปั๊มยอดขาย ได้ดีมากเป็นพิเศษในวันจันทร์หลังวัน Thanksgiving   เพราะบรรดาคนทำงาน ตามออฟฟิศก็ยังมีอารมณ์ซื้อของลดราคาอยู่ อีกทั้งยังเป็นช่วงที่ต้องทำงาน ดังนั้นการซื้อของจากออฟฟิศที่มักจะติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้ซื้อง่ายขายคล่องเข้าไปอีก

ลองดูตัวอย่างการลดราคาของออนไลน์ในวัน Cyber Monday ปีนี้กันนะครับ

1. Amazon.com ร้านขายปลีกออนไลน์เจ้าใหญ่ จัดส่งฟรีเมื่อสั่งซื้อของเกิน 25 เหรียญขึ้นไป

2. eBay: สินค้าบนเว็บจะลด 90% ขึ้นไป

3. Fingerhut: ให้ผ่อนจ่ายได้ถูกมากๆ แถมข้อเสนอพิเศษอีกเพียบ

4. Walmart: ลดเฉพาะสินค้าบางตัว

5. Kmart: ลด 5 เหรียญทุกๆ การซื้อ 50 เหรียญ

6. ShopNBC: มีข้อเสนอพิเศษ รวมทั้งลด15% สำหรับสินค้าชิ้นแรก

7. Sears: คล้ายๆ กับของ ShopNBC

8. Buy.com: ลด 5 เหรียญทุกๆ การซื้อ 100 เหรียญ หรือ 10 เหรียญทุกๆ การซื้อ 200 เหรียญ

9. Target: ส่งฟรีสำหรับใครที่ซื้อเกิน 50 เหรียญ และสินค้าที่ลดก็่มีอยู่กว่า 100,000 รายการ

10. Macy’s: เว็บไซต์ของห้างชื่อดังกลางเมืองซาน ฟรานซิสโกลด 20-60% กับสินค้ากว่า 2,500 รายการ

Cyber Monday อาจดูเป็นเพียงเทศกาลลดราคาธรรมดาๆ ถ้าหากว่าบรรดา ผู้ค้าปลีกออนไลน์ไม่ได้ให้ความร่วมมือ แต่ก็มีตัวเลขสวยๆ ออกมาอ้างอิง กันไว้ใน วิกิพีเดียว่า Cyber Monday กระตุ้นให้เกิดการ จับจ่ายในวันที่ 7 ธันวาคม ปี 2007 ถึง 881 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 29,200 ล้านบาท) หลังจากที่ Black Friday ทำได้  41,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท) ถึงจะห่างกันมาก แต่ Cyber Monday ก็เป็น “ศัพท์การตลาด” ที่มีพลังมากทีเดียว

พูดง่ายๆ ว่าถึงมันจะเป็นช่วงท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ แต่ถ้าต่างคนต่างลด ผู้คนก็อาจจะไม่สนใจออกมาซื้อกันเท่าไหร่ แต่พอบอกว่าไปเว็บไหนก็ลด เป็นเรา เราก็ต้องลองคลิกดูเผื่อได้ของดีราคาถูกจริงไหมครับ

เมืองไทยจะจัดวันช้อปปิ้งออนไลน์แบบนี้บ้างก็ไม่เลวนะครับ อาจช่วยกระตุ้น ให้มีการซื้อขายออนไลน์กันมากขึ้นก็ได้ ดีทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เพียงแต่หาคนกลางรวมตัวผู้ค้าปลีกออนไลน์มาคุยกัน จัดทำ โค้ดสำหรับผู้ซื้อเวลาไปซื้อของลดราคา อย่างที่อเมริกาเขาจะมี Cyber Monday Coupon Codes ครับ อย่างเช่นที่ Tohome.com อยากลดราคาก็ทำโค้ด TOHOME12345A TARAD.com ก็ทำ TARAD12345F ให้ลูกค้าไปกรอกในเว็บ เราก็จะติดตามผลกันทั้งอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซได้ด้วยว่ามีเงินสะพัดกันแค่ไหน

หารายละเอียดเพิ่มเติม: http://www.shop.org/home

Categories: Online marketing ป้ายกำกับ:, ,
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 6,392 other followers