Archive

Archive for กุมภาพันธ์, 2010

Why do people gamble?

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 28, 2010 ใส่ความเห็น

Hi guys. This is my first English blog of 2010. I know from Xiao Dan and Eric (during our last FAT Wednesday night) that you guys really want to know what I usually blog about. In Jakrapong.com, I just blog about my interest and the thing I love to do – Internet marketing (more on product marketing rather than branded marketing), and I also do some music, books, movies, website review. I blog about other stuff sometimes like, the brand new Casino in town.

Well, I am not a gambler, but I always get emails, calls from my Thai friends and my relatives that they want to try. I can’t say no to them, so, I became a local casino guide eventually.

Yesterday night, I took my relatives to Resorts World Sentosa. We show our passport, walk through the gate for free. (Singaporean and PR must pay 100 SGD per entry.) Nothing much, my relatives (and I as a follower) went there and started betting on baccarat, roulette, blackjack, etc. 3 hours later, they won 700 Singapore dollars. They are lucky  that they didn’t lose today, but I do believe they will lose later anyway.

The Casino in RWS make me recall about casino in other country. There are so many social problems from casino. Something like the parents took family’s money to gamble instead of give it to their kids or at least spend time with family. They don’t spend time together, kids get the problem :( There are many social activists protest about this kind of things but I still hear that some casino still want to expand it’s capacity. I know it is a kind of entertainment, but it cause a lot of problems.

I have been working here for several years and I like Singapore. I hope there is no problem here. Good news is, it’s good to know that RWS had implemented the voluntary gaming limit system, where patrons were able to place a limit on how much money they were prepared to lose at the casino. I hope it works.

I found some interesting question on Yahoo! Answers  Why do people gamble? I like the Best Answer on this question.

Categories: Personal opinion ป้ายกำกับ:, ,

ตำแหน่งงานว่างสำหรับคนไทยที่ Yahoo! ครับ

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 26, 2010 ใส่ความเห็น

พอดีกำลังมองหาเพื่อนร่วมงานที่ Yahoo! ครับ ใครสนใจงานอินเทอร์เน็ตอยู่สิงคโปร์ ส่ง Reseme มาที่ผมได้ครับ jakrapong [at] ymail.com

Content Development Editor, YSM (Thailand)

The Internet is a big, busy place, and we at Yahoo! are proud to stand out in the crowd. As the world’s number one Internet brand, servicing over a half billion people, we’re determined to maintain our commitment to delivering news, entertainment, information and fun… each and every day.

In order to maintain our position as one of the world’s most trafficked Internet destinations, we’re always on the lookout for people with big ideas and big talent to help us provide our visitors with the innovative products and services they’ve come to expect from Yahoo!. We’re looking for people like you.

How Big Can You Think?

Position Summary:
A Content Development Editor is responsible for providing effective answers to search advertisers. The successful Content Development Editor is a savvy marketer and smart communicator. He/She is able to intuitively pick out unique selling points of advertisers from different businesses by glancing at the website, consider the Yahoo! user experience, and then write compelling ad copy to drive clicks.

Responsibilities:
• Produce high quality search ads that satisfy advertiser objectives in a sales-centric environment
• Efficiently resolve tasks requests through the use of various editorial tools
• Provide consultative support and editorial recommendations by identifying and evaluating
opportunities to increase ad quality
• Document in detail all interactions with task requestors
• Effectively articulate solution logic to internal and external customers
• Successfully perform against department scorecard metrics

Skills/Qualifications:
• An intuitive understanding of online advertising dynamics and a good understanding of search
engine marketing
• Excellent English & Thai writing and oral communication skills
• Quick learner who is able to emphasize advertisers’ unique selling points while considering our
editorial guidelines
• Analytical and technically proficient in a variety of computer applications, especially Excel
• Must be detail oriented and well organized with the ability to multi-task and prioritize workload
• Flexible and able to work dynamically with people from a variety of backgrounds and viewpoints
• Proven ability to work in a high paced, nimble, and fluid work environment with solid decision
making skills
• Previous experience in copywriting or marketing preferred
• College degree

Categories: ไม่มีหมวดหมู่ ป้ายกำกับ:, , ,

แร็พด้วย iPhone กับ “I am T-Pain”

วันพฤหัส, กุมภาพันธ์ 25, 2010 3 ของความคิดเห็น

ช่วงวีคเอนด์ที่ผ่านมาผมทดลองเล่น iPhone Application หลายตัวครับ ทั้งที่ฟรีและเสียตังค์ App ตัวที่ผมจะพูดถึงนี้เสียตังค์แต่ว่า “สนุกโคตร” ครับ App ตัวนี้ชื่อว่า I am T-Pain “ทีเพน” เป็นชื่อของศิลปินแร็พคนหนึ่ง ที่เอาทำนองเพลงของเขามาลงใน iPhone ให้คนมาแร็พตามแบบที่ตัวเองชอบ ดูเผินๆ คล้ายกับคาราโอเกะครับ แต่ด้วยความที่มันเป็น Sampling Loops หรือทำนองดนตรีแร็พให้เราแร็พอะไรใส่เข้าไปก็ได้ โดยใน App จะมีตัว Auto-tuned ปรับเสียงของเราให้ฟังแล้วออกแร็พๆ ได้ด้วย มันเลยกลายเป็นว่า I am T-Pain ได้เปิดให้คนมาทำเพลงของตัวเองได้แบบง่ายๆ

คุณผู้อ่านอาจจะบอกว่า เฮ้ย คนไทยจะไปแร็พอะไรกับเขา เราไม่ใช่ไทเทฯ นะ ผมเลยทดสอบทำเพลงของตัวเองครับ ผมแค่เลือกทำนองที่ผมชอบ (I am T-Pain ทีให้เลือกหลายแบบ หรือถ้าจะเอาเพลงโดนๆ ก็กดเลือก Premium track ที่เสียตังค์เพิ่มได้อีกครับ) ผมแร็พกับเขาไม่เป็น ก็เอาเพลงย้ำ ของ Bodyslam มายำซะเละเป็ดเลย ลองฟังเล่นๆ ฮาๆ ครับ

ในแง่มุมการตลาด ถามว่า App แบบ “I am T-Pain” มีประโยชน์กับใครบ้าง ผมว่ามันเป็นรูปแบบที่เราสามารถโปรโมทศิลปินได้ ศิลปินอาจไม่ต้องดังก็ได้ครับ แต่เพลงของคุณขายทาง iTunes ราคาประมาณ 100 กว่าบาท (3 เหรียญสหรัฐฯ) เพลงของคุณจะมีคนเอาไปร้องต่อในแบบ Remix กันอีกเป็นพันๆ หมื่นๆ ครั้ง โดยผ่าน iPhone Application ดังนั้นมันจะไม่เหมือนกับ “คาราโอเกะ” ซะทีเดียว คาราโอเกะคือต้องร้องให้เหมือน แต่ถ้าเป็นแบบ I am T-Pain คือมีทำนองมาให้แล้วเราลองแร็พอะไรใส่เข้าไป มันก็ไม่ต้องซ้ำแบบใคร ผมว่าเจ้า App ตัวนี้ดังก็เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้สร้างอะไรแบบที่เราต้องการด้วยตัวเองนี่ล่ะครับ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าโจอี้บอย ไทเทเนียม หรือแม้กระทั่งเจ เจตริน ออกมาทำ App แบบนี้ สนุกพิลึกครับ

อ้อ ลืมบอกไป I am T-Pain ถูกยกให้เป็นสุดยอด iPhone Application โดย “Apple” ของปี 2009 ด้วยครับ

Categories: Music ป้ายกำกับ:

Scarygirl.com เกม Flash ขั้นเทพ

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 23, 2010 8 ของความคิดเห็น

เป็นแฟนนิตยสาร Practical Web Design มานาน เหตุผลที่ติดตามยอมจ่ายค่านิตยสารอยู่ก็เพราะมีคอลัมน์โปรดที่ชื่อว่า “How we build” ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่ทางกองบรรณาธิการจะไปสัมภาษณ์เจ้าของเว็บต่างๆ ถึงที่มาที่ไป แนวคิดในการสร้างเว็บนั้นๆ คอลัมน์นี้อ่านสนุกครับ อ่านกันออนไลน์ได้ฟรีทางนี้ครับ

Scarygirl Game Trailer from Touch My Pixel on Vimeo.

สำหรับเว็บ Scarygirl.com เป็นเว็บเกมที่ทำจาก Flash ล้วนๆ ครับ สำหรับเราๆ ท่านๆ ที่ใช้งาน Flash  กันมานาน คงทราบดีว่า Flash เป็นหนึ่งในรูปแบบการแสดงผลที่ยุ่งยากเหมือนกัน อีกทั้งยังโหลดช้าด้วย ยิ่งประเทศไหนเน็ตไม่แรงไม่เร็ว ยิ่งไม่ควรใช้มากนัก ถ้าใช้ก็ต้องปรับให้มีขนาดเบาที่สุดเท่าที่จะเบาได้ แต่สิ่งที่ทำให้ Scarygirl.com พิเศษขึ้นมาก็คือภาพ Animation ต่างๆ ฟีเจอร์ในเกมนั้นออกแบบมาได้อย่างลงตัว และทำให้นักเล่นเกมเล่นในบราวเซอร์ของเราเองได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องอาศัย Console อะไรแบบ Xbox, PS3 ให้วุ่นวาย

อยากให้คุณผู้อ่านลองไปเล่นกันดูนะครับ บอกได้เลยว่าเทพมาก เทพ Flash สุดยอดแล้ว ในนิตยสาร Practical Web Design ฉบับนี้ยังสัมภาษณ์ Tarwin Stroh-Spijer คนที่เป็นคนลงรายละเอียดด้านเทคนิคในเกม Scarygirl นี้มาด้วยว่าทำอย่างไรถึงทำให้ Flash เบาได้ขนาดนี้ เห็นว่าเป็นการใช้เทคนิคที่เล่นกับ Cache ครับ ลองอ่านได้จากเว็บของ Tarwin นะครับ ไม่ก็ดูในนิตยสารครับ

ดูภาพเคลื่อนไหวในเกมซะก่อน

Categories: I like it!, Websites ป้ายกำกับ:

ธุรกิจดนตรี เอาไงดีเนี่ย?

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 20, 2010 6 ของความคิดเห็น

ช่วงปีที่ผ่านมาเราจะเริ่มเห็นว่าค่ายเพลงไทยเริ่มหันมาขายเพลงผ่านการดาวน์โหลดเข้า device ชนิดต่างๆ เหมือนเมืองนอกอย่างเต็มสูบ ซึ่งส่งผลกระทบกับผู้บริโภคอย่างหนึ่งคือ จากเดิมเคยซื้อเพลงทั้งอัลบั้ม ก็เปลี่ยนมาเป็นซื้อกันเป็นเพลงๆ ไป ศิลปินแต่ละรายถ้าไม่ดังจริง อาจไม่ได้ออกอัลบั้ม ออกแค่ซิงเกิลดูกระแสไปก่อน ถ้าหากว่าดีค่อยออกเป็นอัลบั้มต่อไป

อันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่ที่ผมเขียนขึ้นมาวันนี้ก็เพียงแค่จะอัพเดททั่วๆ ไปว่า ตอนนี้ธุรกิจเพลงกำลังเปลี่ยนแปลง “วิธีการ Delivery” เพลง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของค่ายเพลง จำเป็นต้องหันมาทำกันแบบดิจิตอลมากขึ้น ระยะนี้เห็นเน้นขายผ่านการดาวน์โหลด *123 ไม่ก็ดาวน์โหลดผ่านเว็บตัดบัตรเครดิต, บัตรเดบิต, Cash card, บิลโทรศัพท์ และสุดท้ายค่อยเป็นการขายซีดี  จากนั้นก็ต่อยอดไปพวกเก็บเงินค่าลิขสิทธิ์คาราโอเกะ ไม่ก็เปลี่ยนโมเดลเป็นการหาเงินจากสปอนเซอร์แทน อย่างปีก่อนๆ เราจะเห็นค่าย True จ่ายให้ บอย โกสิยพงษ์, โอม ชาตรี

ต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร? ในมุมมองผมคือ ค่ายเพลงจะมีบทบาทลดลง โมเดลเดิมใช้ไม่ได้ รายได้ที่เคยได้จากเทปและซีดีมากกว่า 90% หดหายไป ส่วนดาวน์โหลด และการแสดงสดทำรายได้แค่ 10-20% (คร่าวๆ นะครับ) นอกจากนี้ศิลปินยังเริ่มมา “ทำเอง” มากขึ้น ถ้าลองสังเกตบนปกซีดีตอนนี้ จะเห็นว่าศิลปินหลายคนเริ่มไม่ต่อสัญญาค่ายเพลง (อาจจะเพราะค่ายก็ไม่อยากต่อ หรือศิลปินไม่อยากต่อ อันนี้แล้วแต่) และออกมาเปิดค่ายเพลงเล็กๆ ซัพพอร์ตตัวเองมากขึ้น อย่างล่าสุดผมเห็นอัลบั้มใหม่ของคุณโก้ มิสเตอร์แซ็กแมน ก็ทำค่าย Chilling Groove แล้ว Outsource การจัดจำหน่ายให้บริษัทจัดจำหน่ายอย่าง Platinum ไป

ดังนั้นในช่วงนี้ถ้าถามว่าแนวโน้มธุรกิจน่าจะเป็นอะไร ก็น่าจะเป็น Music marketing อย่างเช่นที่ผมเคยเขียนไปเกี่ยวกับโมเดลการทำงานร่วมกับศิลปินของ Topspin Media เมื่อเกือบสองปีที่แล้วนี่เป็นโมเดลนึง อีกแบบนึง อันนี้ผมคิดเล่นๆ แต่ก็น่าจะเป็นไปได้ นั่นก็คือ ค่ายอาจลองให้ทุนศิลปินไปเปิดค่ายเล็กๆ ของตัวเอง เน้นออกคอนเสิร์ตบ่อยๆ ไม่ต้องขายซีดี คือค่ายเพลงเป็นนายทุนเหมือนเดิม แต่ว่าการแบ่งรายได้จะไม่ใช่แบบค่ายได้ 95% ศิลปินไม่ถึง 5% แต่ว่าศิลปินค่ายเล็กนั้นๆ จะต้องให้สิทธิ์ในการขายดาวน์โหลดกับค่ายเพลง ซึ่งถือเป็นช่องทางในการทำรายได้ที่ชัดเจน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผมตามข่าวดูตอนนี้เมืองนอกกำลังทดลองกันกับ Vevo.com เว็บไซต์มิวสิควิดีโอซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างค่าย โซนี่, ยูนิเวอร์ซัล, อะบูดาบี มีเดีย โฮสต์ (ไม่ค่อยแน่ใจว่า EMI ด้วยหรือเปล่า) โดย Youtube จะโฮสต์คอนเทนท์ให้ ส่วนรายได้ก็มาจากโฆษณาก็แบ่งกับ Google ไป ตอนนี้ยังดูใน Vevo.com ตรงๆ ไม่ได้ครับ ยังไม่เปิดให้บริการเมืองไทย แต่ว่าดู Vevo Channel ใน Youtube ได้ครับ

- – - – -

ท้ายสุดนี้ขอแอบเชียร์ศิลปินในดวงใจหน่อย ถ้าอยากให้ Bodyslam ทำผลงานดีๆ ออกมาให้เราฟังกัน ช่วยกันดาวน์โหลดอย่างถูกกฏหมายด้วยนะครับ :)

Categories: Music

ผลิตภัณฑ์ออนไลน์ เริ่มจากก้าวเล็กๆ อย่างอดทน

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 19, 2010 3 ของความคิดเห็น

วันนี้ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมถามคนใน Twitter ว่า “เวลาคิดสร้างผลิตภัณฑ์ออนไลน์ใหม่จะคิดเรื่อง Business model ไว้ก็ได้ แต่อย่าเน้นมาก ไม่งั้นจะไม่ได้ทำอะไรใหม่สักอย่าง คุณคิดอย่างผมหรือเปล่า?”


คำตอบที่ผมได้รับมาน่าสนใจดีครับ มีคุณ @winelirious ถามต่อมาว่า ที่ว่า “อย่าเน้นมาก” นี่แค่ไหน ผมตอบกลับไปว่า “อย่าเน้นมาก” ที่ว่าก็คือ การที่เราเปิดช่องว่างของเวลาให้ผลิตภัณฑ์ได้ลองผิดลองถูก มีเวลาปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของผู้ใช้พอสมควร เพราะผลิตภัณฑ์ออนไลน์นั้นในช่วงแรก คุณต้องอาศัยระยะเวลาสร้างเนื้อสร้างตัวให้คนรู้จัก “ตัวตน” ของผลิตภัณฑ์ของเราก่อน เพราะผลิตภัณฑ์ของเราจะเป็นอะไร จะมีจุดยืนแบบไหน ไม่ใช่ว่าเรากำหนดมันได้ทั้งหมด แต่ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการสร้างผลิตภัณฑ์ออนไลน์ของเราด้วย

ยกตัวอย่าง สมัยก่อนนี้มีเว็บไซต์ฝรั่งตัวนึงชื่อ iVillage เว็บนี้ตอนแรกก็ทำเป็นเว็บแบบ Yahoo! Groups สร้างให้คนสร้างกลุ่มของตัวเองได้ แต่ไปๆ มาๆ ผ่านไปหนึ่งปี กลุ่มเป้าหมายก็เริ่มเปลี่ยนไป กลุ่มใหญ่ที่เข้ามาใช้งาน iVillage กลายเป็นกลุ่มคุณแม่ ทางเจ้าของเว็บเลยต้องปรับเปลี่ยนแบรนด์ ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทั้งหมด เพื่อให้เอื้อกับกลุ่มเป้าหมายที่พวกเขาเองก็คาดไม่ถึง นั่นก็คือกลุ่มผู้หญิง ถ้าเข้าไปในเว็บ เขาจะเขียนชัดเลยครับว่า “The daily destination for women, with an active women’s community, horoscopes, health and pregnancy information, message boards and blogs”

ดังนั้นผลิตภัณฑ์ออนไลน์ใดๆ ที่เรากำลังสร้างอยู่นั้น ถ้าเริ่มจาก 0 ก็ต้องเติบโตไปด้วยกัน โดยมีผู้ใช้เป็นผู้ทำให้มันเติบโต มีเราคอยดูแลทิศทางไปเรื่อยๆ จะว่าไปก็เหมือนเรามีลูกแหละครับ เด็กๆ เราก็เลี้ยงเขา คอยดูแลไปเรื่อยๆ พอโตขึ้น จะเป็นคนอย่างไร ทั้งตัวเขาเอง และสังคมจะเป็นคนกำหนด ไม่ใช่เราเป็นคนกำหนดทุกอย่าง

การสร้างผลิตภัณฑ์ออนไลน์ ถ้าเราจะคิดเรื่อง Business Model เผื่อไว้ก็ดีครับ แต่อย่าเอามาเป็นตัววัดผลหลักในเบื้องต้น เพราะนอกจากเราจะไม่สามารถกำหนด หรือไปกะเกณฑ์ได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่เราจะสร้างนั้นต้องทำเงินได้เท่าไหร่อย่างไร (เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไว) แทนที่คนทำงานจะเอากำลัง พลัง ความคิดสร้างสรรค์ลงไปทุ่มกับการสร้างประโยชน์ให้ผู้ใช้อย่างมีความหมาย แต่กลับต้องมากังวลเรื่องเงิน มันก็ทำให้การทำงานสะดุดหยุดลงได้

ผมเคยเป็นที่ปรึกษาให้เว็บท่าเว็บใหญ่เจ้าหนึ่งในเมืองไทย รวมทั้งเคยทำเว็บไซต์ของตัวเองมาหลายเว็บ ส่วนใหญ่จะเป็นเว็บแนว Content + Community ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาในการสร้างชื่อสร้างแบรนด์นานประมาณหนึ่ง ถ้าเว็บคุณ “ติดลมบน” หรือถึง Critical mass แล้ว จะทำอะไรต่อ จะหารายได้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากแน่นอน แต่ก็มีหลายครั้งที่ผมเจอว่าการทำ Online product นั้นเราเอาเกณฑ์ทางธุรกิจแบบดั้งเดิมมากีดขวางการทำงานไปเสียอย่างนั้น

ถ้าคุณคิดจะทำ Online consumer product ไม่ควรนำเรื่อง Business model มาตั้งเป็นธงไว้ตั้งแต่ต้น เพราะท้ายที่สุดคนที่จะบอกคุณว่าผลิตภัณฑ์ของคุณมันน่าใช้ไหม มีความหมายอะไรไหม มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จต่อไปหรือไม่ ไม่ใช่ความสำเร็จทางด้านรายได้ที่เข้ามาในช่วงแรก หากแต่คือคะแนนความนิยมจากผู้ใช้ที่จะบอกกันแบบปากต่อปากไปทั่วทั้งโลกว่า ผลิตภัณฑ์ของคุณมีประโยชน์อย่างไร น่าใช้อย่างไร และมีความหมายกับชีวิตของผู้ใช้อย่างไร เมื่อนั้นการหาเงินลงทุนเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบทุนท่ี่มาจาก Venture Capital หรือแบบไหนก็จะทำได้ง่ายขึ้น

ผลิตภัณฑ์ออนไลน์ ก้าวแรกทำๆ ไปก็มีปัญหาได้ ค่อยๆ ทำไป ตั้งระยะเวลาไว้สักประมาณ 6-12 เดือน แล้วเร่งสร้างให้ผลิตภัณฑ์ของเรามีประโยชน์การใช้สอยที่ชัดเจน คนใช้งานใช้ได้สะดวกสบายที่สุด จนคนบอกต่อได้ง่าย วางแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดี มองหาจุดแข็งของตัวผลิตภัณฑ์ให้เจอ คล้ายๆ กับ Flickr เว็บชุมชนแชร์รูปภาพชื่อดังนั่นล่ะครับ แรกเริ่มเดิมทีก็มาจากการเป็น Feature อัพโหลดรูปภาพในเกมออนไลน์เกมหนึ่ง แต่พอผู้ใช้พบว่าไอ้ตัว Feature อัพโหลดรูปภาพนี่มันเจ๋งมาก โดนมาก คนทำผลิตภัณฑ์ซึ่งก็คือ แคทเทอร์ริน่า เฟค หันมาทำ Flickr มาเป็นเว็บแชร์รูปภาพอย่างเดียว และจบด้วยดีลการเข้าซื้อกิจการด้วยเงินสดกว่า 35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ทั้งหมดต้องเริ่มจากก้าวเล็กๆ อย่างอดทน

Categories: Personal opinion

เสริมศักยภาพธุรกิจด้วย Online Video

วันพฤหัส, กุมภาพันธ์ 18, 2010 6 ของความคิดเห็น

ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Positioning ฉบับเดือนกุุมภาพันธ์ 2553

- – - – -

ในปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าคุณผู้อ่าน Positioning คงได้ติดตามอ่านเรื่องราวของ Social Media มาเยอะมากพอที่จะรู้ว่า มันคืออะไร มันทำงานอย่างไร บางคน อาจจะอ่านบทความ ของบรรดากูรูจากทั้งเว็บไทยและเว็บต่างประเทศที่นำ เสนอเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นในส่วนของคอลัมน์ของผมในปีนี้ จะเน้นหยิบเอาเรื่องที่สั้นๆ ที่เน้นไปในเรื่อง “เครื่องมือ” ที่เอาไปปรับใช้กับ ธุรกิจของคุณได้เลย มากกว่า ที่จะนำเสนอแนวทาง หรือกลยุทธ์นะครับ  ฉบับนี้เราว่ากันด้วยเรื่องของ Online Video กันครับ

ทำไมต้อง Online video?
ธุรกิจของเราทุกวันนี้ไม่ว่าคุณจะทำอะไรมันจำเป็นจะต้องมีการนำเสนอที่น่าสนใจ Online video เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เรานำเสนอผลงานของเราได้ดีขึ้น กระจายสู่ผู้ชมในวงกว้าง ได้มากขึ้น ไม่ต้องยกตัวอย่างไกลเลย ลองดูตัวเราเองครับ ผมคิดว่าทุกคนคงคุ้นเคยกับการนั่งดู Youtube เอาคลิปมาใส่ใน Blog ของตัวเอง แปะโค้ดเข้าไปใน Facebook ส่งลิงก์กันให้กับเพื่อนๆ บางทีอยากทำภาพใส่เอฟเฟ็กต์ ใส่เพลงแบบง่ายๆ ก็เข้าไปทำใน Slide.com หรืออย่างใหม่ ขึ้นมาอีกและน่าสนใจมากขึ้นก็คือ Animoto.com



Animoto.com
Animoto คือบริการสร้าง และรีมิกซ์ Online video ฟรีแบบง่ายๆ ด้วยการนำเอาภาพนิ่ง ที่เราอาจจะถ่ายมาจากกล้องดิจิตอล หรือโทรศัพท์มือถือ มาอัพโหลดใส่เว็บ Animoto เสร็จแล้วก็เลือกเพลงประกอบเข้าไป โดยทาง Animoto มีเทคโนโลยีของตัวเอง ที่สามารถยกระดับคุณภาพของคลิปวิดีโอ ที่เราสร้างด้วยภาพนิ่งนั้นให้ออกมาได้สวยยิ่งขึ้น โดยเจ้าตัวเทคโนโลยีนี้จะเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถวิเคราะห์ภาพและเพลงที่ส่งเข้าไปในระบบ เช่น ว่าถ้าเพลงที่ส่งเข้าไปเป็นเพลงช้า ภาพก็จะตัดต่อ smooth ขึ้น ถ้าเป็นเพลงร็อก ก็จะเน้น “คัทชน” ใส่เอฟเฟกต์แรงๆ เพียงชั่วอึดใจเดียว คุณก็จะได้ Online Video ที่เอาไปทำอะไรต่อมิอะไร ได้หลายอย่าง เช่น

- เอาไปใส่ในเว็บไซต์ ก็จะทำให้เว็บคุณดูน่าสนใจขึ้น อาจจะเอาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ใส่เข้าไป งานอีเวนท์ไปจัดที่ไหนมาบ้าง
- เอาไปทำ electronic newsletter ก็น่าดูมากขึ้น ถ้าทำสนุกคนก็ส่งต่อเป็น viral ได้อีก
- เอาไปทำ Presentation ให้น่าสนใจได้มากขึ้น
- เอาไปใส่บล็อกของคุณก็ได้
- เอาไปผลิตวิดีโอสำหรับงานแสดงสินค้า
- เอาไปปล่อยใน Youtube ต่อ
- เอาไปใส่ DVD เป็นการสรุปงานให้ลูกค้า

ไม่ใช่เพียงแค่ผสมภาพนิ่ง แต่ใส่วิดีโอได้ด้วย
นอกจากนี้เมื่อไม่นานมานี้ทาง Animoto ยังอัพเกรดให้เราอัพโหลดวิดีโอที่เราถ่ายเอง เข้าไปในการสร้างคลิปผสมเพลงได้อีกด้วย ลองดูที่คลิปนี้นะครับ http://animoto.com/photography และ http://animoto.com/go/doug ในคราวเดียวกัน Animoto ก็เปิดส่วนงานใหม่ที่เน้นสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจโดยเฉพาะ คือ “Animoto for businesses”

Animoto for businesses

Animoto แบบฟรีจะมีข้อจำกัดตรงที่ทำคลิปยาวได้แค่ 30 วินาที ซึ่งอาจจะดูสั้นไปหน่อย แน่นอนว่าพอมาถึงส่วนที่เราจะต้องจ่ายตังค์ ทางบริษัทก็จะ…

- เปิดให้เราทำยาวเท่าไหร่ก็ได้
- คุณภาพเท่ากับการโชว์ใน DVD
- ถอดโลโก้ของ Animoto ซึ่งเป็น Promotion ของทางบริษัทออกให้
- ใส่ปุ่ม “Call-to-action” ให้คลิกได้ตอนท้ายคลิป
- มีเพลงประกอบให้เลือกใช้ฟรีกว่า 500 เพลงโดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์
- ควบคุมความเร็วในการแสดงภาพได้อิสระมากขึ้น

แถมขั้นตอนในการผลิตก็ง่ายเหมือนเดิม ถ้าหากว่าจะขอลองดูก่อน 3 เดือนก็คิด 99 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3,465 บาท) หรือถ้ารักกันชอบกันก็เหมารายปีที่ 249 เหรียญ (ประมาณ 8,715 บาท) แต่ทำอะไรได้มากกว่าเดิมเยอะมาก

เข้าไปดูตัวอย่าง Online video ของลูกค้าแต่ละรายได้นะครับ แต่ละรายน่าสนใจดี ไม่ว่าจะเป็นบริษัทรับจ้างถ่ายรูปแต่งงาน บริษัทอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้กระทั่งร้านอาหาร http://animoto.com/business/case_studies

- – - – - – - -

อย่างไรก็ตาม สำหรับเว็บ Animoto หลังจากผมทดลองสร้างคลิปด้วยตัวเองแล้ว ก็รู้สึกดีว่ามันง่ายดี แต่ถ้าเรามีทีมงานตัดต่อมืออาชีพ หรือมีเวลามากพอในการเตรียมตัวอยู่แล้วล่ะ? สิ่งที่เราขาดก็คือ เราจะหาเงินจาก Online video ตรงๆ เลยได้ไหม เราจะวัดผลทางธุรกิจได้อย่างไร มีคนมาดูคลิปวิดีโอของเรากี่คน หรือดูแล้วคลิกตรงไหน ตอนไหน คลิกเพราะชอบอะไร คนดูแล้วจะมี Buffering time รอโหลดนานไหม ตรงนี้ผมขอแนะนำว่าให้จ้างทีมงานตัดต่อหนังมืออาชีพทำ เสร็จแล้วพอถึงขั้นตอนที่จะสร้างเว็บไซต์ที่ให้บริการ Online video platform นั่นก็คือ Ooyala.com

Ooyala.com บริการ Online video platform ที่ตอบสนองทุกเงื่อนไขทางธุรกิจ
Ooyala เป็นบริษัทที่อดีตพนักงานกูเกิ้ลสบช่องทางทางธุรกิจ เห็นว่าบริการ Online video ในปัจจุบันยังไม่ได้ตอบสนองในเรื่องธุรกิจมากเท่าที่ควร อย่างตอนแรกเราจะเห็นว่า ถ้าเราดู Youtube เราก็จะไม่เห็นว่าทางบริษัทจะทำรายได้อย่างไรนอกจากโฆษณา Banner หรือนำลิงก์ Affiliate มาใส่ อย่ากระนั้นเลย ทำเองดีกว่า

จุดเด่นคือ Technology “Adaptive Bit Rate” คนดูไม่เสียอารมณ์
จุดเด่นของ Ooyala ก็คือมี Technology ของตัวเองที่ทำให้ผู้ชมดูวิดีโอได้สบายตา และลื่นไหลที่สุด ที่ชื่อว่า Adaptive Bit Rate (ABR) โดยเจ้า ABR สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ชมวิดีโอแต่ละคน ที่กำลังดูวิดีโออยู่ ณ ขณะนั้นกำลังใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วเท่าไหร่ และจะปรับคุณภาพของแบนด์วิธ ให้พอดีกับผู้ชม

หาเงินจากการสร้าง Online video กันโดยใส่โฆษณาเข้าไป
Ooyala มีบริการ Online video advertising platform ที่สามารถดึงเอาโฆษณา ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในวิดีโอขึ้นมาอยู่ใกล้ๆ กับวิดีโอโดยไม่รบกวนผู้ชมได้ รวมไปถึงแม้กระทั่ง Interactive video ที่ทำให้เราคลิกรูปที่อยู่บนวิดีโอ แล้วลิงก์ไปใน หน้าที่เราต้องการได้ ลองกดดูที่นี่นะครับ https://labs.ooyala.com/ivideo_demos/CG_DEMO/

นอกจากนี้ทางบริาัทยังแบ่ง Solution ออกเป็น 3 Package
แบบแรกคือ Indie starter – ออกแบบมาสำหรับผู้ที่ต้องการจะเผยแพร่วิดีโอออนไลน์คุณภาพดี
แบบที่ 2 Director – ออกแบบมาสำหรับบริษัทขนาดเล็กถึึงขนาดกลางที่สนใจในการสร้างรายได้จาก Online video และแบบที่ 3 Studio ออกแบบมาสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มี Content จำนวนมากและต้องการที่จะนำไปเผยแพร่ต่อในรูปแบบ Syndication กับพันธมิตรต่างๆ (แต่ดูเหมือนจะเหมาะกับที่อเมริกามากกว่าในเอเชียนนะครับ) http://www.ooyala.com/products/packages

ท้ายสุดนี้ผมคงจะต้องบอกว่า Online video ยังคงเป็นหนึ่งในการนำเสนอทางธุรกิจ รวมถึงการหารายได้จากเนื้อหาในวิดีโอที่น่าสนใจได้อีกมาก ผมลองสำรวจดูก็พบว่าจริงๆ แล้วยังมีอีกหลายบริษัทที่มีบางอย่างเด่นกว่า-ด้อยกว่า อย่าง Brightcove, Kaltura, Vmix ฯลฯ

สำหรับบริษัทเล็กผมแนะนำให้ลอง Animoto กันก่อนนะครับ ถ้าหากว่าต้องการ Solution ที่ค่อนข้างทำอะไรได้แบบมือโปรฯ ใช้กันจริงๆ ก็ลอง Ooyala และเจ้าอื่นๆ ดู

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง
http://www.brightcove.com/en/video-platform
http://corp.kaltura.com/technology/video_player
http://www.vmix.com

Categories: Online marketing

Amazon Kindle ดีอย่างไร? ทำไมไม่รอ Apple’s iPad?

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 16, 2010 89 ของความคิดเห็น

หลังจากที่เป็นลูกค้าผู้ภักดี ของ Amazon.com มานานร่วม 10 ปี วันนี้ผมก็กลายร่างมาเป็น “แฟน” ด้วยการซื้อ Amazon Kindle เครื่องอ่านอีบุ๊คส์ หรือ e-Reader มาครอบครอง ณ ตอนที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ ผมใช้งาน Amazon Kindle มาแล้ว 1 อาทิตย์ อาจจะดูน้อยไปหน่อยถ้าจะเขียน review การใช้งาน แต่เหตุผลที่ผมเขียนถึงมันในวันนี้ ก็เพราะต้องการที่จะบอกกับหลายๆ คนว่า Kindle น่าสนใจอย่างไร โดยเฉพาะคนที่กำลังลังเลอยู่ว่าจะซื้อ Kindle หรือ iPad ดี เพราะทั้งคู่ต่างก็มีระบบจำหน่าย ebook เหมือนกัน

ข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของ Amazon Kindle ตอนนี้มี 2 รุ่นล่าสุดที่น่าสนใจ คือ Amazon Kindle 2 (ตัวเล็กหน้าจอ 6 นิ้ว) และ Amazon Kindle DX (ไม่มีอะไรต่างนอกจากหน้าจอใหญ่ขึ้นเป็น 9.7 นิ้ว) ผมแปลสเป็กให้อ่านกันเล่นๆ นะครับ

ความหนา-บาง: หนาแค่ 1/ 3 นิ้ว บางกว่าแมกกาซีนว่างั้นเถอะ
น้ำหนัก:
10.2 ออนซ์ หรือประมาณ 289 กรัม สองขีดเอง

ผมสั่ง ซื้อปกหนังสีดำมาด้วย ถือไปไหนมาไหนสะดวกดี

ความเร็วในการดาวน์โหลดหนังสือ: สั่งซื้อหนังสือออนไลน์ไร้สายได้ภายใน 60 วินาที (แต่จากที่ผมใช้จะประมาณ 2-3 นาที เพราะบ้านเรายังเป็น Edge อยู่ 60 วิฯ น่าจะสำหรับประเทศที่ใช้ 3G) การดาวน์โหลดไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์มาต่อ ทำบน Kindle ได้ทุกอย่าง
3G Wireless: ไม่มีสัญญารายปี ไม่มีค่ารายเดือน และไม่ต้องคอยหา Wi-Fi hotspots ก็ซื้อ/โหลดหนังสือมาอ่านได้ทุกเวลา
แสดงผลเหมือนกระดาษ: Kindle ใช้เทคโนโลยีที่ชื่อว่า e Ink ที่ทำให้เราอ่านได้เหมือนกับกระดาษจริงๆ ไม่มีแสง backlight เหมือนพวก Smart Phone อ่านกลางแดดก็ได้ไม่มีปัญหา “ผีดูดเลือด”

เปิดมา เขาจะโชว์รูป แล้วรูปจะเปลี่ยนไปทุกครั้งที่เราเปิด-ปิดเครื่อง แสดงภาพชัดมาก 16 grey shade ครับ

  • แสดงผล ตัวอักษรชัดมาก เน้นเลยครับว่า “เหมือนกระดาษ” ไม่มีแสงแยงตาเลย

    เก็บหนังสือได้กี่เล่ม: ประมาณ 1,500 เล่ม ถ้าเป็นรุ่น DX จะเก็บได้มากกว่านี้อีกครับ
    Battery Life:
    จากประสบการณ์ผมคือ 4-7 วัน แล้วแต่ว่าใช้หนักแค่ไหน ในสเป็กเขาระบุว่า 7 วันค่อยชาร์จทีนึง แต่ถ้าเราอ่านเยอะต่อวันก็อาจเป็น 4 วัน
    Built-In PDF Reader:
    อ่าน PDF file ได้แน่นอน ถ้าคุณมีเอกสาร PDF ต้องอ่านมากก็ใช้ได้ แต่ผมแนะนำ Kindle DX ซึ่งมีขนาดหน้าจอใหญ่กว่า แสดงผลกราฟ รูปภาพ ได้ดีกว่า
    Read-to-Me:
    ใน Kindle จะมีเทคโนโลยี Text-to-Speech ที่จะอ่านหนังสือให้คุณฟังได้ ปรับเสียงผู้หญิงผู้ชายได้ตามใจชอบ
    Free Book Samples:
    ดาวน์โหลดบทแรกของหนังสือที่วางขายใน Kindle’s Store มาอ่านได้ฟรี


  • กดปุ่ม Menu เข้า Kindle Store และไปตามส่วนต่างๆ ของหนังสือ

    มีหนังสือให้เลือกเพียบ: มีหนังสือกว่า 420,000 เล่ม รวมทั้งหนังสือพิมพ์ในอเมริกาดังๆ อย่างพวก New York Times หนังสือดังๆ นิตยสาร และบล็อกที่น่าสนใจ แต่ราคาจะขึ้นอยู่กับประเทศ สำหรับเมืองไทย ตอนนี้ยังไม่มีหนังสือ นิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์เล่มไหนเข้าไปขายใน Kindle แต่ถ้าคุณอ่านหนังสือฝรั่งบ่อย แนะนำเลยครับ
    ราคาถูก: ราคาหนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ต่างๆ จะมีราคาถูกใน Kindle Store เพราะไม่ต้องตีพิมพ์ อย่างหนังสือที่เป็น New York Times Best Sellers ขายอยู่ที่ $9.99 (331 บาทโดยประมาณ – อังคารที่ 16 กพ. 2553)

    ประสบการณ์การใช้งานโดยรวม

    ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่แกะกล่องมา นี่คือสิ่งที่ผมคิดครับ
    - เวลากดปุ่ม Next Page, Previous Page เหมือนมันคิดช้าครับ มันจะใช้เวลาประมาณ 1.5 วินาที ไม่ใช่แค่ 0.00X วินาที อย่างเวลาเราบราวซ์เว็บต่างๆ กว่าจะไปทีนึง รอนานไป
    - แอบอิดออดบ้างเวลามันไม่ใช่ Touch screen แบบที่เราคุ้นเคยกับ iPhone แต่ก็ต้องบอกว่ามันเป็นอุปกรณ์คนละชนิดเลย ถ้าหากว่าเราต้องการเพียง “เครื่องอ่านอีบุ๊คส์” ที่อ่านได้ดีเหมือนกระดาษ ราคาถูกกว่าไปซื้อที่ร้าน ซื้อได้ไว Kindle เป็นทางเลือกที่ดีครับ
    - อย่างผมเองซื้อหนังสืออาทิตย์นี้ 4 เล่มเข้าไปแล้ว (ตัว Kindle จะผูกกับ Amazon account ของเรา บัตรเครดิตใบเดียวกัน ถ้าซื้อให้เป็นของขวัญต้องบอกทาง Amazon ด้วยนะครับ) ทั้งที่ปกติจะต้องรอไปซื้อตามร้าน หรือสั่งทางเว็บให้มาส่งที่บ้านก็รอกันครึ่งเดือน แต่ตอนนี้ไม่ต้องรอแล้ว เพราะมันทำให้ผมซื้อสะดวก อ่านสบาย ไปไหนก็อ่านได้
    - ชอบเวลาเราอ่านศัพท์ภาษาอังกฤษตัวไหนไม่ออก ก็มีพจนานุกรมแบบอังกฤษ – อังกฤษ คอยอธิบายความหมาย ทำให้อ่านสบายขึ้น
    - ฝึกการฟังด้วยการใช้ Text-to-Speech ของเขา ก็จะอ่านออกเสียงมาให้ นอนฟังก่อนนอน ไม่ต้องกวาดสายตาอ่านก็ได้ ถ้าเราฟังอังกฤษเก่ง
    - หนังสือราคาถูกกว่ากัน 50% ได้ อันนี้ทำให้ผมตัดสินใจซื้อหนังสือง่ายมาก อย่างสัปดาห์นี้ซื้อ Social Media 101: Tactics and Tips to develop your business online หนังสือเล่มล่าสุดของ Chris Brogan (นักเขียนคนโปรด) และ Socialnomics: How social media transforms the way we live and do business ซึ่งจริงๆ แล้วผมอ่านของเพื่อนผ่านๆ แล้วก็เฉยๆ แต่พอเห็นราคาถูกๆ เข้า ก็รู้สึกได้เลยว่าคุ้มค่า
    - Search หาคำหรือประโยคที่เราต้องการหาได้ทันที
    - ทำไฮไลท์ หรือบุ๊คมาร์คในหนังสือเมื่อไหร่ก็ได้ ตอนแรกผมนึกว่าจะไม่มี Feature นี้ แต่ดันมี
    - เล่นเกมพื้นฐานอย่างพวก Sudoku ได้ อารมณ์เหมือนอ่านหนังสือพิมพ์ แล้วเล่น Sudoku ยังไงยังงั้น ต่อไปคงมี Application อื่นๆ มาให้ได้เล่นกันอีก
    - ฟังเพลง MP3 ได้สบาย ผมใส่เพลงบรรเลงเข้าไปในเครื่องอ่านหนังสือไป ฟังเพลงเบาๆ ไป ชิลมากกกก

    สรุป

    Amazon Kindle คือเครื่องมือในการอ่านหนังสือที่ดีมาก ที่ดีที่สุดคืออ่านสบายตา ราคาหนังสือสบายกระเป๋า อ่านเว็บพอได้ แต่ถ้าต้องการอ่านเอกสาร PDF อ่านกราฟต่างๆ ต้องใช้รุ่น DX และที่สำคัญเปิดให้ใช้ในเมืองไทยได้แล้ว เห็นว่ามีคนพัฒนาให้อ่านภาษาไทยได้แล้วด้วย ไม่จำเป็นต้องใช้ iBook ใน iPad เลยครับ แต่ถ้าคุณต้องการใช้งาน iPod Touch ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเยอะ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมได้มันส์ขึ้นมาก แถมมี Touch screen ก็ซื้อ iPad ครับ แต่สำหรับผม ผมเป็นหนอนหนังสือ ต้องการอ่านหนังสือ และที่บ้านตอนนี้ไม่ค่อยมีที่เก็บหนังสือแล้ว Amazon Kindle จึงเหมาะกับความต้องการของผมแทบทุกอย่างครับ

    ดูรายละเอียดอื่นๆ ในวิดีโอได้เลยครับ

    สัมภาษณ์ปอนด์ ไฮดร้าทาง Twitter + ช่วยโปรโมทคอนเสิร์ตพี่ปอนด์ พี่ป้างกันหน่อย

    วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 14, 2010 6 ของความคิดเห็น

    ใครที่เกิดทันวงดนตรี “ไฮดร้า” กรุณาอ่านครับ

    เมื่อต้นปีผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์คุณธนา ลวสุต หรือคุณปอนด์ ไฮดร้า อดีตวงดนตรีพ็อพร็อกชื่อดัง ที่เป็นการรวมตัวกันของปอนด์ กับ “ป้าง” นครินทร์ กิ่งศักดิ์ อัลบั้ม “อัศเจรีย์” ของพวกเขาออกมาวาดลวดลายในวงการดนตรีได้ไม่นาน ปอนด์ก็ย้ายไปเป็นโปรดิวเซอร์ในค่ายแกรมมี่, อาร์เอส ส่วนป้างก็ไปเป็นศิลปินและผู้บริหารในค่ายโซนี่มิวสิค ประเทศไทย และเมื่อปีสองปีก่อนวงโคจรของทั้งสองคนก็วกกลับมาเจอกันที่แกรมมี่ ทำให้ทุกอย่างลงตัว และเมื่อทั้งสองคนมาเจอกัน คำถามที่แฟนๆ ถามคือ “คิดจะทำอัลบั้มใหม่หรือไม่ อย่างไร”

    ผมเจอปอนด์แวะเวียนมาบน Twitter บ่อยครั้งเลยถามไปตรงๆ ว่า ขอสัมภาษณ์หน่อย พร้อมกับยิงคำถามยาว… เนื้อความทั้งหมดที่ผมลงตรงนี้ไม่ได้ตรงตามที่คุณปอนด์เขียนเป๊ะๆ ทีละ 140 คาแรกเตอร์ แต่ว่ากันตามใจความหลัก และเรียบเรียงเพื่อความสะดวกในการอ่าน

    ่@jakrapong: ผมเพิ่งซื้ออัลบั้มของ The Famous Five ที่เอาเพลงของพวกคุณมา Cover ใหม่ คุณรู้สึกอย่างไรบ้างที่มีคนเอางานเก่ามาทำใหม่
    @poundhydra: อัลบั้มของ The Famous Five เป็นอัลบั้ม Tribute ที่ทางค่ายของคุณดัง (พันกร บุญยะจินดา) เขาติดต่อมาครับ ซึ่งทางเราก็ยินดี

    @jakrapong: ผมเคยสัมภาษณ์คุณเมื่อหลายปีก่อนว่ามีสิทธิ์จะรวมตัวกันใหม่ไหม ตอนนั้นทั้งคุณและป้างต่างก็เงียบไปทั้งคู่ ไม่ได้ตอบอะไรกับสื่อ คุณคิดว่าคงจะทำอัลบั้มชุด 2 ของไฮดร้าแน่นอน?
    @poundhydra: ผมกับป้างกำลังคิดกันอยู่ มีหลายเรื่องที่ต้องคิด

    @jakrapong: เป็นเพราะซีดีขายไม่ได้แล้วด้วยหรือเปล่า
    @poundhydra: ผมยอมรับว่ามันก็มีส่วน ยอดขายซีดีมันไม่ได้มากเหมือนเมื่อก่อน แต่การแสดงสดก็ยังคงไปได้

    @jakrapong: แล้วล่าสุดที่คุณเล่นคอนเสิร์ตกัน รู้สึกไหมว่าควรจะทำอัลบั้มชุดสอง
    @poundhydra: ตอนนี้ส่วนตัวผมเองไม่มีปัญหาอะไร รอพี่ป้างคิดเนื้อเพลงออกมาก่อน แล้วก็ต้องดูกระแสแฟนเพลงด้วยครับว่ายังให้การต้อนรับไฮดร้าเหมือนเดิมไหม

    @jakrapong: แต่จากเพลงดังๆ ของคุณ ไม่ว่าจะเป็น “ไว้ใจ” “ดึกแล้ว” “ตัวปลอม” “ชุดแดง” และอีกหลายต่อหลายเพลง ก็ยังมีวิทยุเล่นจนถึงเดี๋ยวนี้ คงไม่ต้องรอกระแสแล้วมั้งครับ
    @poundhydra: ก็อย่างที่บอก มันมีเรื่องต้องคิดเยอะจริงๆ ครับ ยอมรับว่าเคยคุยกับพี่ป้างเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้เรากำลังจะมีเซอร์ไพร์สแฟนเพลง

    @jakrapong: อะไรเอ่ย
    @poundhydra: แหม บอกไปก็ไม่เซอร์ไพร์สสิครับ แต่ว่าวันที่ 13 มีนา ผมฝากด้วยครับเราจะมีคอนเสิร์ต A Tribute to Hydra และแน่นอนว่าชุด 2 จะเกิดไม่เกิด แล้วแต่กระแสของแฟนเพลงใน Twitter ด้วย อยากให้แฟนๆ เรียกร้องเข้ามาเยอะๆ ถ้ามีมาเยอะ เราจะทำชุดใหม่ครับ

    @jakrapong: คุณพูดแบบนี้เพื่อกดดันให้ค่ายเพลงทำหรือเปล่า แล้วคงจะเป็นแกรมมี่แน่นอน?
    @poundhydra: เฮ้ย ไม่ใช่นะ ผมเพียงแต่บอกว่าโอเค เราคิดที่จะทำงานตรงนี้ แต่ส่วนผสมทั้งหมดต้องลงตัวก่อน ทั้งป้างกับผม แต่ถ้าเราทำ ก็ต้องเป็นแกรมมี่แน่นอน เพราะทั้งผมกับป้างอยู่แกรมมี่แล้วในตอนนี้

    *ข้อมูลจากวิกิพีเดียไทย: สมาชิกวงไฮดราได้ประกาศรวมตัวอีกครั้งเพื่อขึ้นคอนเสิร์ต “The Famous Five A Tribute To Hydra” ในวันที่ 13 มีนาคมพ.ศ. 2553 ณ อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก โดยเป็นการแสดงสดของศิลปิน 5 วงที่นำเพลงของวงไฮดรามาขับร้องใหม่ ภายใต้การดูแลของ พันกร บุณยะจินดา และวงไฮดราในฐานะศิลปินต้นฉบับก็ได้ร่วมขึ้นเวทีในครั้งนี้ด้วย จองตั๋วกันเลย

    ส่วนวันที่ 8 เมษายน ทางเบียร์สิงห์ ก็ช่วยจัดด้วยครับ ตอนนี้ทางไฮดร้ากำลังอยากออกทัวร์ มีอะไรติดต่อ –> ทัวร์คอนเสิร์ต สิงห์-ไฮดร้า มาแล้วๆๆ เริ่มอาละวาด กุมภานี้ ติดต่อจองคิวไฮดร้า ที่คุณดอน : 086-6995254 , 086-3093869 และ GMM หรือคุยกับคุณปอนด์ได้ที่ Facebook profile ของคุณปอนด์ได้เลย

    ใครที่เป็นแฟนวงไฮดร้า ก็มาเชียร์กันมากๆ นะครับ เพราะมันมีส่วนที่ว่าพวกเขาจะทำชุด 2 ออกมาหรือไม่

    Categories: Journalism, Music ป้ายกำกับ:,

    14 กุมภาฯ

    วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 14, 2010 ใส่ความเห็น

    มาถึงวันแห่งความรักอีกรอบแล้วนะครับ ปีนี้คุณให้อะไรกับคนที่คุณรักหรือยังครับ ที่เขียนไม่ได้จะมาบอกว่าถึงวันแห่งความรักแล้ว ต้องทำอะไรสักอย่างพิเศษๆ หรอกครับ แค่อยากบอกว่ารักแล้วก็ต้องรักเลยนะ รักกันให้ตลอด และที่สำคัญ “เราจะรักษาความรัก และใช้วันนี้เตือนใจว่าไม่ลืมสิ่งดีๆ เล็กๆ น้อยๆ ที่เราเคยทำให้กันทุกวัน” วันนี้เอาเพลงมาให้ฟังกัน 2 เพลงครับ เพลงแรก “เล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่” ก่อนครับ

    แต่ถ้าเพลงเล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่ มันไม่ยิ่งใหญ่พอ เพลงด้านล่างนี้สำหรับ “เธอ” ;) เพลงนี้งานเก่าจาก วิฑูร ศิลาอ่อน “รักเธอผู้เดียว”

    Categories: Personal opinion ป้ายกำกับ:,
    Follow

    Get every new post delivered to your Inbox.

    Join 6,392 other followers