Archive

Archive for กุมภาพันธ์, 2010

Bon Jovi – The Circle

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 7, 2010 4 ของความคิดเห็น

ไม่เคยอายที่จะบอกใครๆ เลยว่าผมเป็นแฟนเพลงของ Bon Jovi ขนานแท้ ถึงขั้นที่กล้าไปแข่งแฟนพันธุ์แท้ถ้าเกิดคิดจะจัดกันขึ้นมาล่ะก็ สำหรับคุณผู้อ่านที่ไม่ค่อยติดตามวงการเพลงเท่าไหร่ ก็ขออธิบายว่าที่ต้องบอกว่าไม่เคยอาย เพราะ Bon Jovi มักจะขึ้นชื่อว่าขายแต่นักร้องหล่อ (Jon Bon Jovi) แต่จริงๆ แล้ววงดนตรีวงนี้มีอะไรมากกว่าที่เราเห็นนะครับ ไม่งั้นอาจจะไม่หลุดรอดมาจากช่วง “ทรุด” ของดนตรีเฮฟวี่เททัลในยุค ต้นๆ 90 มาอย่างทุกวันนี้หรอก

สำหรับประวัติของวงผมคงไม่ลงรายละเอียดอะไรมาก อยากอ่านละเอียดๆ เชิญที่นี่เลยครับ ถ้าอยากฟังเพลงทั่วๆ ไป ดูมิวสิควิดีโอ ก็ไปที่นี่ครับ

ล่าสุด Bon Jovi ออกอัลบั้ม The Circle ซึ่งเป็นผลงานชิ้นที่ 11 ของวง ดนตรีของ Bon Jovi หลักๆ จะเป็นฝีมือของ Jon Bon Jovi กับ Richie Sambora และ Producer ที่มาร่วมดูแลการผลิตในแต่ละชุดจะเป็นคนปรับซาวด์โดยรวมให้อีกที เพื่อให้แต่ละชุดมีความโดดเด่นและร่วมสมัย อย่างอัลบั้มนี้ก็ได้จ้าง John Shanks Producer ที่เคยทำงานร่วมกับศิลปินเลื่องชื่อหลายต่อหลายคน อย่าง Sting, Sheryl Crow, Santana, Fleetwood Mac, Chris Isaak, Rod Stewart หรือแม้กระทั่งศิลปินรุ่นใหม่ๆ อย่าง Kelly Clarkson

ไล่กันทีละเพลงนะครับ
We weren’t born to follow – เพลงเร็วเปิดอัลบั้ม ทางคอร์ดสวย เสียงผสานดีตามสไตล์ Bon Jovi เป็น “เพลงขาย” ที่ฟังทีเดียวติดหู
When we were beautiful – เพลงร็อกที่มีชั้นเชิงในการแต่งอยู่ในขั้นดีมาก เริ่มจากอินโทรแช่มช้า ไล่ขึ้นมาเป็นความเร็วระดับมิดเดิล และไล่ไปถึงร็อกแตกหักช่วงท้ายเพลง
Work for the working man – ร็อกแบบฉบับ Bon Jovi ขนาดแท้ เดินไลน์เบสแน่นๆ ขึ้นมา คล้ายๆ Livin’ on the Prayer เนื้อเพลงเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันดี
Superman tonight – เป็นเพลงร็อกเนี้ยบๆ ที่ฟังแล้วสุขุมดี ผมไม่เคยได้ยินเพลงแบบนี้จากพวกเขาเลยนับตั้งแต่อัลบั้มเดี่ยว Destination Anywhere ของ Jon Bon Jovi เพลงนี้น่าสนใจที่การสับคอร์ดที่ผสานกับคีย์บอร์ดของ David ได้กลืนกันมากๆ ทำให้เพลงนี้เด่นในด้านการเรียบเรียงเสียงประสานมากๆ
Bullet – ผมไม่ได้ประทับใจอะไรกับเพลงนี้มากมายนัก ทำนองมันใช้ได้ ที่น่าสนใจคือท่อนโซโล แต่ดันทำซะสั้นจนผมเซ็ง
Thorn in my side – เพลงนี้น่าสนใจตรงที่เป็นฝีมือของพวกเขาล้วนๆ ไม่ค่อยใส่อะไรเข้ามาปรุงแต่งเสียงมากนัก ดิบๆ สนับสนุนการแสดงสดดี
Live before you die - เพลงช้าประจำอัลบั้มที่พวกเขาถนัด และทำได้ดีมาทุกๆ ชุด ไม่มีอะไรแตกต่างกับทุกๆ ชุดที่ผ่านมา แต่ก็เพราะดี ฟังติดหูแบบไม่ต้องคิดมากครับ แนะนำให้อ่านเนื้อเพลงครับ ผมชอบวิธีการเล่าเรื่องของเขาครับ
Brokenpromiseland – ไม่เข้าใจว่ามันจะเขียนชื่อเพลงให้ติดกันไปทำพระแสงของ้าวอะไร ผมชอบสไตล์การเรียบเรียงไลน์กีตาร์ของเพลงนี้ครับ คีย์บอร์ดโซโลลงตัวดี ทั้งเพลงไม่มีอะไรเด่นเป็นพิเศษ
Love’s the only rule – เพลงนี้คีย์บอร์ดเป็นพระเอก ต้องบอกว่ามีไม่กี่ครั้งหรอกครับที่ตา Jon & Richie จะปล่อยให้ David มือคีย์บอร์ดได้มีส่วนมากเท่านี้ แต่ผมแอบเดาว่าจริงๆ เป็นเพราะ Producer ชุดนี้เขาแม่นเรื่องเสียงประสานมากกว่า ถึงไม่ได้เด่นอะไรแต่ก็ฟังลื่นไหลไปกับเพลงอื่นๆ ได้ดี
Fast cars – ผมว่าเพลงนี้เป็นพ็อพร็อกที่ใช้ได้เพลงหนึ่งครับ แต่ไม่ได้โดดเด่นอะไรเท่าไหร่
Happy now – เนื้อเพลงแต่งดีครับ ให้กำลังใจคนกำลังตามหาฝันดี ทำนองไม่เด่นเท่าไหร่ รวมๆ แล้วกลางๆ
Learn to love เพลงปิดท้ายอัลบั้ม ฟังแล้วเหมือนฟังหลวงพ่อสวดยังไงชอบกล เนื้อหาดีครับ แต่ดนตรีขอผ่าน

สรุปแล้ว ในฐานะแฟนเพลงของ Bon Jovi ติดตามกันมาทุกอัลบั้ม มีหนังสือ มีบทสัมภาษณ์เก็บไว้ มี Boxset กี่อันซื้อหมด ผมรู้สึกว่าชุดนี้ผมให้ B- สาเหตุที่ให้แค่ B- เพราะหลายๆ เพลงในอัลบั้มนี้อ่อนพลังลงไปมาก เมื่อเทียบกับผลงานในยุคเก่าก่อนของพวกเขา คงต้องยอมรับว่าช่วงที่พีคที่สุดของ Bon Jovi จะเป็นอัลบั้ม Slippery when wet ที่มีเพลงชูโรงอย่าง Livin’ on the Prayer, Dead or Alive และอัลบั้มถัดมาอย่าง New Jersey ที่มีเพลงอย่าง Bad Medicine, I’ll be there for you และเมื่อเอาไปเทียบกับอัลบั้มยุคหลังๆ ยุคที่ Bon Jovi เปลี่ยน Sound ให้ร่วมสมัยขึ้น อัลบั้มนี้ก็ยังสู้อัลบั้ม Crush ที่มีเพลงเด่นอย่าง It’s my life, Thank you for lovin’ me ไม่ได้อยู่ดี

ผมเลยขอฟันธงดื้อๆ ว่า The Circle เป็นอัลบั้มพ็อพร็อกที่มีคุณภาพพอตัว ทำนองแต่งสวย การเรียบเรียงเสียงประสานเรียบง่าย ไม่โฉ่งฉ่าง โดยเฉพาะการเรียบเรียงท่อนคอรัสที่เป็นจุดเด่นของวงและ Producer คนนี้อยู่แล้ว ทำให้อัลบั้ม The Circle มีเชิงศิลป์ที่ดีขึ้นกว่า Lost Highway ที่หลุดออกไปทาง Country ซะเยอะ คนที่ชอบดนตรีพ็อพร็อกในแบบ New Jersey Sound ควรจะซื้อเก็บไว้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแฟน Bon Jovi ก็ฟังได้

เกร็ดอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Bon Jovi เป็นวงดนตรีที่ Jon เป็นเพียงคนเดียวที่จะเซ็นสัญญากับค่ายเพลง ส่วนสมาชิกที่เหลืออย่าง Richie, David, Tico มีสถานะเป็นลูกจ้างประจำของ Jon อย่างไอ้ตอนปี 1994 ที่มือเบส Alec Jon Such ลาออกจากวง จริงๆ แล้ว Jon เป็นคนขอให้ Alec ออก เพราะฝีมือ Alec ไม่ถึงขั้น Alec ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารหลายๆ เล่มว่า “Jon ไม่ชอบซาวด์ดนตรีของผม เขาเกลียดทุกๆ โน้ตที่ผมเล่น”

เอ้า ฟังกันเล่นๆ ครับ

Categories: Music

เดี๋ยวนี้เขามาเป็นแพคเกจ

วันพฤหัส, กุมภาพันธ์ 4, 2010 ใส่ความเห็น

พอดีวันก่อนเขียนเรื่องเว็บแนว White Label Dating ปรากฏว่ามีคุณนิกกี้ เจ้าของ MeetNLunch บริษัท “รับกำจัดความโสด” มาเขียนคอมเมนต์ไว้ เลยเข้าไปอ่านเว็บคุณเธอเสียหน่อย (โทษฐานที่รู้จักกัน ผมเคยชวนคุณนิกกี้มาเป็นแขกรับเชิญใน Yahoo! รู้รอบ สาวๆ ติดกันเต็มเว็บ) อ่านเจอข่าวเก่า ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้นอกจากบริษัทจะมีการจับคู่เดทให้หนุ่มโสดสาวโสดแล้ว ยังมีการจับมือกับบริษัททัวร์จัดทริปพาหนุ่มสาวไปเที่ยวทำกิจกรรมร่วมกัน ประมาณว่าให้เห็นเลยว่านอกจากโปรไฟล์แต่ละคนจะเป็นยังไงแล้ว ยังเห็นถึงลักษณะไลฟ์สไตล์ ความคิด อะไรต่างๆ มากมาย เพราะจะต้องใช้ชีวิตร่วมกันหลายวัน และยิ่งไปกว่านั้นเขายังไปเอาคุณหมอ คฑา ชินบัญชรมาดูดวงจับคู่ให้อีก โอ้ Localization มาก อ่านข่าวเอาเองนะครับ อ่านแล้วสนุกดี นี่ถ้าโสด จะขอไปด้วยคน อิอิ ไม่รู้ยังมีจัดทริปกันอยู่หรือเปล่า

ใครโสดก็ลองติดต่อดูนะจ๊ะ

Categories: ไม่มีหมวดหมู่ ป้ายกำกับ:, ,

เทคนิคการใช้ Twitter กับพ็อกเก็ตบุ๊คและนิตยสาร

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 2, 2010 ใส่ความเห็น

อย่างที่บอกเอาไว้ตอนที่แล้วว่าผมดันไปซื้อหนังสือมาเต็มเลย เล่มแรกอ่านจบไปแล้วคือนิตยสาร Technology Review จากนั้นผมเลยมาอ่าน Baked In เล่มนี้ไอเดียหลักๆ ที่เขาอ้างคือ ฝ่าย Product design กับฝ่ายการตลาดไม่ควรจะอยู่แยกกัน เรียกได้ว่าถ้าอยู่บริษัทเดียวกัน ควรจับมานั่งด้วยกันจะดีมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจหลังจากผมอ่านมาครึ่งเล่มแล้วกลับไม่ใช่ทฤษฎีอะไรของเขาหรอกครับ กลับเป็นวิธีการใช้ Twitter ร่วมกับหนังสือของเขามากกว่า

วิธีการของหนังสือ Baked In ก็คือพอจบบทหนึ่ง ก็จะ Summarise รวบยอดทีนึงว่าการที่เราจะ Baked In ผลิตภัณฑ์ของคุณให้มันทำการตลาดได้ด้วยตัวเองเนี่ยจะต้องทำอย่างไร แล้วทิ้งท้ายว่าให้คุณ เข้าไปที่ Twitter แล้วบอกพวกเขาว่าคุณคิดอย่างไรกับบทนั้นๆ โดย คำว่า @bakedin #ชื่อบทที่อ่าน

พูดง่ายๆ ก็คือพ็อกเก็ตบุ๊คหรือนิตยสารเล่มไหนอยากที่จะคุยกับคนอ่านได้แบบสดๆ ทำให้หนังสือมีชีวิตขึ้นมา ก็ทิ้งท้ายไว้ที่ท้ายบทว่า

@ชื่อหนังสือหรือนิตยสาร #สิ่งที่คุณต้องการถามคนอ่าน

คนอ่านที่เป็นกลุ่มคนที่อาจจะใช้ Twitter อยู่แล้วนั้นก็จะเข้ามาบอกว่าอ่านหนังสือคุณแล้ว คิดอย่างไร คุณซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือ หรือนิตยสาร ก็จะรู้ได้ว่าคนอ่านคิดอะไร ชอบหรือไม่ชอบ แถมถ้ามีคนเห็นด้วยกับความเห็นนั้นๆ ก็จะมีคนเข้ามาทำความรู้จักหนังสือหรือนิตยสารของคุณอีก ในทางกลับกัน ถ้าคุณเขียนไม่ดี คนต่อว่าคุณ แล้ว Retweet กันต่อไป คุณก็โดนอ่วมเช่นกัน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้นนะครับ นายปิงปอง เป็นกองบรรณาธิการของนิตยสาร FHM (ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับทางนิตยสาร FHM Thailand นะครับ) เขียนบรรยายว่าสาวๆ ที่เข้าแข่งขัน Girls Next Door มาถ่ายภาพแฟชั่นเซ็ตไหนฮอตอย่างไร แต่คุณอาจไม่เคยรู้ว่าคนไหนฮอตสุด คุณอาจเตรียมภาพส่วนหนึ่งของนางแบบเหล่านี้ขึ้นเว็บ twitpic.com เอาไว้ แล้วพิมพ์ http://twitpic.com/110lgq ลงข้างๆ ภาพน้องนางแบบ

เสร็จแล้วคุณก็บอกว่าถ้าคุณผู้อ่านชอบใจใครชอบคนไหนก็ให้ ทวีตว่า @fhm_th #girlsnextdoor1 http://twitpic.com/110lgq คนต่อไปก็เป็น #girlsnextdoor2 http://twitpic.com/110lgq

ทำแบบนี้แล้ว นอกจากจะรู้ว่าคนไหนฮอตถูกใจคนอ่าน แล้วยังรู้ด้วยว่าคนอ่านอยากพูดอะไรกับภาพแต่ละภาพ วิธีนี้อาจจะไปขัดกับพวก SMS Vote แต่ถ้าหากว่ามันมีผลกับ “การบอกต่อ” บน Social Media ผมว่ารายได้จาก SMS อาจเทียบไม่ได้กับ ROI ที่เกิดขึ้นตรงนี้เลยก็ได้ ลองนึกภาพดูว่าหนุ่มๆ ที่ชอบน้องๆ นางแบบจะ Retweet กันกี่รอบ จะส่งต่อเข้าไปใน Facebook อีกกี่ที จะมีคนรวบรวมไปส่งต่อทางอีเมล หรือเอาไปทำสไลด์โชว์ในบล็อกอีกกี่ที เหมือนโฆษณา และทำ R&D ไปในตัว ต่อยอดไปทำ Lucky Draw ก็ได้ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

วิธีนี้ผมว่าทั้งพ็อกเก็ตบุ๊คและนิตยสาร ถ้าอยากจะลอง “Join conversation” กับคนอ่านผมว่าก็ไม่เลวนะครับ

Content business เสือลำบาก

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 1, 2010 ใส่ความเห็น

ผมเติบโตมากับเพลงพ็อพร็อกในยุคปลาย 80- ต้น 90 แล้วก็ฟังมันมาถึงตอนนี้ ฟังเพลงมาแล้วทุกแนวตั้งแต่เพลงฉ่อย หมอลำ สตริงคอมโบ พ็อพหลอกเด็ก พ็อพชั้นดี ร็อกดี ร็อกสั่ว ทั้งไทยทั้งเทศ ไม่ค่อยถนัดบลูส์, แจ๊ซ, เวิร์ลมิวสิค, และอื่นๆ เท่าไหร่ แค่บอกได้ว่ามันเจ๋งหรือไม่เจ๋ง พอเสพได้ แต่ของหวานจริงๆ ต้องพ็อพกับร็อก สมัยอัลเทอร์เนทีฟเฟื่องฟูนี่ชอบมาก

ช่วงหลายปีที่ผ่านมาวงการธุรกิจด้านเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็น หนัง เพลง สื่อสิ่งพิมพ์ ล้วนแล้วแต่เจอผลกระทบด้านลบจากอินเทอร์เน็ตกันโดยถ้วนทั่ว จะว่าไป ผมก็ทั้งรักทั้งชังโลกดิจิทัลนะ รักมันตรงที่มันทำให้เราเข้าถึงข่าวสารข้อมูลเกือบทุกแบบได้อย่างฉับไว ทุกที่ทุกเวลา ติดขัดบ้างก็แค่เรื่องภาษา แต่ที่ชังมันก็เพราะรูปแบบธุรกิจแบบเดิมๆ มันพังทั้งโครงสร้างเลย หนังสือพิมพ์ที่ผมชอบ ตอนนี้ได้ข่าวว่าปีที่แล้วก็ทยอยปิดตัวกันไป 30-40 ฉบับ เพราะโฆษณา Display แบบเดิมวัดยอดลำบาก เคลมยอดขายเกินความจริง มันไปไม่ได้ก็เลยต้องเลิกกิจการ นักข่าวก็ตกงานกันไป ตอนนี้หวังว่าพวก e-reader จะมาพยุงยอดที่ขาดหายไปได้บ้าง /// ส่วนหนังกับเพลงก็ลำบาก เพราะคนซื้อซีดีน้อยลงจริงๆ ยังดีที่ว่าจริงๆ คนยังต้องการความบันเทิงอยู่ เพียงแต่ “รูปแบบของการ Delivery” มันเปลี่ยนไปเป็นดาวน์โหลดมากขึ้น

แต่จริงๆ ผมว่าถ้าหากว่าผู้บริโภคโอเคที่จะจ่าย 99 เซนต์ต่อเพลงบน iTunes เหมือนที่อเมริกา โดยพร้อมใจกันไม่ดาวน์โหลดบิต ไม่ซื้อแผ่นเถื่อน ถ้าเรามีระบบดีๆ มันก็ไปได้นะ อย่างเจ้า iPad ออกมานี่ก็สั่นสะเทือนวงการไม่น้อย Kindle นี่ก็น่าสนใจเพราะอ่านได้สบายตาจริงๆ ราคาหนังสือก็ถูกกว่ากันเกินครึ่ง ทุกอย่างมันอยู่ที่ผู้บริโภคจริงๆ แต่ผู้บริโภคก็ต้องเคารพเรื่องลิขสิทธิ์กันด้วย ไม่งั้นเราจะไม่มีเพลงเพราะๆ หนังสือดีๆ อ่าน คนทำ Content เขากลายเป็นเสือลำบาก เพราะเราไม่อุดหนุนเขา กลายเป็นว่าเราทำลายตัวเองซะงั้น

เฮ้อๆๆๆ พอแล้ว เครียดๆ ฟังเพลงดีกว่าครับ All the Plans จาก Starsailors

Categories: ไม่มีหมวดหมู่
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 6,393 other followers