Archive

Archive for มีนาคม, 2010

คำตอบของ “คนหัวรั้น”

วันจันทร์, มีนาคม 29, 2010 2 ของความคิดเห็น

เมื่อวานเปิดไปอ่านบล็อก “คนชายขอบ” Fringer.org ของคุณสฤณี อาชวานันทกุล หรือ “พี่ยุ้ย” ตอนการเดินทางของ “คนชายขอบ” & ไฟล์เสียงจาก “คนหัวรั้น” ท่านอื่น ซึ่งพูดถึงประสบการณ์ส่วนตัวในการทำงานก่อนที่จะมาเป็นนักเขียน นักแปล มีชื่ออย่างปัจจุบันนี้

ลำพังถ้าเป็นประสบการณ์ของคนทั่วๆ ไป ก็อาจจะเฉยๆ แต่เรื่องราวของผู้หญิงคนนี้มีแง่คิดที่น่าสนใจในเรื่องของ Passion และความมุ่งมั่นดีครับ

พี่ยุ้ยจบจากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงทั้งตรีที่ Harvard และโทที่ NYU ผ่านงานบริษัททั้งในและต่างประเทศ ทิ้งแพคเกจเงินเดือนซึ่งผมเชื่อว่า “มหาศาล” เพราะบริษัทที่พี่ยุ้ยเคยทำนั้นดังๆ ระดับโลกทั้งนั้น รวมทั้งเลิกการทำงานในระดับผู้บริหาร หันมาเป็นคนเขียนหนังสืออย่างเต็มตัว… พอผมอ่านจบ ฟังไฟล์เสียงแล้ว ก็มีคำถามผุดพรายขึ้นในใจ ผมเลยเขียนถามพี่ยุ้ยไปในบล็อก และพี่ยุ้ยก็ตอบมาในบล็อกเลย ทำให้ผมได้มุมมองอะไรใหม่ๆ เพิ่มด้วยอย่างคาดไม่ถึง เลยขออนุญาตพี่ยุ้ยเอามาแชร์ที่นี่ให้คุณผู้อ่านได้อ่านกันด้วยครับ ลองดูนะครับ ผมว่าคุ้มค่าจริงๆ (อ่านบล็อกและฟังไฟล์เสียงก่อนนะครับ)

ถ้าอ่านบล็อกของพี่ยุ้ยจบแล้วอ่านคำถามผมได้เลยครับ

Q: ขอบคุณสำหรับ Blog post นี้นะครับ ได้ฟังไฟล์เสียงบรรยายถึงประสบการณ์การทำงานของพี่ยุ้ยคราวนี้ ทำให้รู้จักตัวตนพี่ยุ้ยมากขึ้นครับ ชอบตรงที่พี่ยุ้ยพูดว่า “ตอนไปทำงานตอนเช้า ก็นึกแล้วว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี ก็รู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับบริษัทล่ะ รู้ว่าต้องลาออก”(ขอโทษทีนะครับในเครื่องหมาย “” อาจจะไม่ตรงที่พูด 100% แต่จำได้ว่าประมาณนี้) เพราะคนเราลงว่าถ้ามันมี passion กับอะไรสักอย่างจริงๆ passion นั้นมันจะฝังอยู่กับตัวเราจนเราร้อนรุ่มจนต้องทุ่มให้กับมันไม่วันใดก็คงวันหนึ่ง

มีคำถามครับ แล้วตอนที่พี่ยุ้ยคิดว่าจะลาออกมาเขียนหนังสืออย่างเดียวตอนนั้นลำบากใจไหม คือรู้ๆ กันอยู่ว่าการเป็นนักเขียนนักแปลในเมืองไทย รายได้ไม่ได้เยอะมาก พี่เคยทำงานรายได้มหาศาลมาก่อน (ดูจากรายชื่อบริษัทที่พี่เคยทำ ลองถามเพื่อนดูแล้วก็รู้เลยว่าเรตเงินเดือนมหาศาลมากๆ) หรือว่า…สำหรับพี่แล้วเงินเดือนที่เคยได้ไม่มีความหมายอะไรถ้าหากว่าเราไม่ ได้มีความสุขเท่ากับเวลาที่เราได้เขียนหนังสือ งานสอนและงานทำวิจัย คือชอบอะไรก็ทำอย่างนั้นเท่านั้น? แล้วชีวิตเรามันจะขาดหลักประกันอะไรไปเยอะไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นพวกประกันชีวิต พวกหลักประกันสังคม ฯลฯ

A: อืม คิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนที่กล้าเสี่ยงขนาดนั้นนะ ตอนที่ลาออกจากงานประจำที่สุดท้ายเมื่อปลายปี 2007 ก็ค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าจะมีรายได้ค่อนข้างมั่นคงจากการแปลหนังสือ เขียนหนังสือ สอนหนังสือ และทำวิจัย สี่อย่างนี้ทุกปี ถ้าพี่เขียนหนังสืออย่างเดียวคงลำบาก เพราะไม่มีอะไรแน่นอน (ตื่นมาอาจจะไม่มี “อารมณ์เขียน” ก็ได้) แต่อีกสามอย่างมันมีรายได้มั่นคง และเนื่องจากพี่ทำทั้งสี่อย่างนี้อย่างสม่ำเสมอ(มาก) รายได้ก็ไม่ได้น้อยกว่าสมัยทำไอบีขนาดนั้นแล้ว โดยเฉพาะในเมื่อตอนนี้เริ่มมี back catalog คือมีหนังสือมากพอที่ทุกปีน่าจะมีบางเล่มได้จะพิมพ์ใหม่อยู่เรื่อยๆ คือมันมีรายได้มากพอที่จะสร้าง “หลักประกัน” ของตัวเองน่ะ ไม่ว่าจะเป็นเงินเก็บ ประกัน ฯลฯ :)

แต่ทั้งนี้เรื่อง lifestyle ก็น่าจะมีส่วนมากเหมือนกัน ถ้าพี่ใช้ lifestyle แบบชาวไอบี เช่น ไปเที่ยวรีสอร์ตแพงๆ ทุกเดือน กินข้าวร้านหรูทุกสัปดาห์ เข้าบาร์กินเหล้าแพง ฯลฯ แบบนี้ก็คงตัดใจทิ้งเงินเดือนมหาศาลได้ยาก ;)

พี่ว่ารายได้เป็นเรื่องสำคัญไม่ว่าจะทำอะไร เพราะถ้ารายได้น้อยมากมันก็มีความสุขยาก แต่ถ้าเรารักสิ่งที่ทำและบริหารจัดการการเงินเป็น (คือพยายามทำในทางที่มีรายได้) เราก็จะทำสิ่งนั้นเยอะๆ โดยอัตโนมัติ และยิ่งเราทำเยอะ รายได้มันก็น่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เอง

- – - – -
สำหรับคุณผู้อ่านที่อ่านแล้วชอบ ผมแนะนำให้อ่านหนังสือ “พลังของคนหัวรั้น” (The Power of Unreasonable People) เล่มนี้ของพี่ยุ้ยเพิ่มเติมครับ เป็นหนังสือที่ทำให้เราเข้าใจคำว่า Social Entrepreneur ได้ดีขึ้น คนที่คิดจะทำธุรกิจของตัวเองน่าจะได้อ่านกันครับ

ตอบอีเมล: เทคนิคการหางานทำในต่างประเทศ หรือบริษัทต่างชาติ

วันอาทิตย์, มีนาคม 28, 2010 14 ของความคิดเห็น


ภาพโดย will hybrid

ผมทำงานที่ Yahoo! มา 3 ปีเต็มแล้วครับ อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นเหมือนกับ Regional hub ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องติดต่อกับคนเยอะ ส่วนใหญ่ก็ทางเมลล่ะครับ แต่เมลนอกเรื่องที่ผมได้มาบ่อยมากที่สุดอันนึงเลยก็คือ “พี่ครับ/พี่คะ จะหางานที่ต่างประเทศได้ไง” หรือไม่ก็ “ตอนนี้ผมเรียนอยู่ (อเมริกา, ออสเตรเลีย, อังกฤษ, จีน ฯลฯ) ครับ คิดว่าจบแล้วจะไปทำงานต่างประเทศ อยากทำแบบพี่บ้าง ทำยังไงครับ” ผมไม่ค่อยมีเวลาตอบอีเมลแนวนี้เท่าไหร่ แต่คิดว่าเขียนบล็อกให้อ่านกันไปเลยจะดีกว่า ถือว่าแชร์ๆ กันครับ

การทำงานต่างประเทศเป็นเหมือนกับความฝันของหลายๆ คน เพราะนอกจากจะได้ “โกอินเตอร์” สร้างพอร์ต เสริมประสบการณ์ต่างแดน มีเวทีในการสร้างผลงานแล้ว แน่นอนว่าบริษัทต่างชาติใหญ่ๆ Multi-National Company หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า MNC เขาก็จะเสนอเงินเดือน รายได้ ผลตอบแทนที่ดีให้ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหนที่บริษัทจะเสนอให้คุณ บ้าน รถ ค่าอาหาร Stock option สิทธิพิเศษ บัตรเครดิตของบริษัทให้ใช้จ่าย ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมันรถ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเอนเตอร์เทนเม้นท์ ค่ายิม ค่าตรวจสุขภาพ ค่าใช้จ่ายจิปาถะที่เขาจะเสนอมาให้ ก็แล้วแต่ว่าคุณมีความสามารถอย่างไร ค่าตัวแค่ไหน

ทีนี้ถ้าคุณอยู่เมืองไทย อยากจะทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะในสายไอที ในสาย Telco จริงๆ ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป เพียงแต่ควรจะทำจากจุดเล็กๆ ง่ายๆ ก่อน ผมไม่ใช่คนที่เชียวชาญอะไรในด้านนี้นะครับ แต่มีประสบการณ์มาแชร์เท่านั้น ถ้าหากว่ามันทำให้คุณได้งานในต่างประเทศ ก็ยินดีครับ ผมเขียนเป็นขั้นๆ ไปนะครับ

0. ภาษาอังกฤษต้องแม่นก่อน ผมขอเริ่มจากข้อ 0. ก่อนไปข้อ 1. เพราะภาษามันสำคัญแทบจะที่สุดครับ คนไทยส่วนใหญ่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เก่งๆ กันเยอะ แต่มาตายเรื่องภาษา ทำให้เป็นอุปสรรค ผมแนะนำเลยครับว่าติวด่วน แนะนำ British Council ครับ

1. รู้เขา รู้เรา - สำรวจตัวเองครับ รู้ก่อนว่าเราชอบทำอะไร career path ไปทางไหน จุดแข็งจุดอ่อนตัวเองอยู่ตรงไหน แล้วมัน match กับความต้องการของบริษัทนั้นๆ ไหม ถ้าเรารู้แล้ว เราก็จะรู้ว่ามีบริษัทไหนบ้างที่ต้องการคนที่มีทักษะแบบเรา การสมัครงานไม่ใช่ว่าสมัครไปทั่วนะครับ เราควรดูว่าเราเหมาะกับตำแหน่งนั้นไหม ผมเองยอมรับว่าสมัยจบมาใหม่ๆ ก็ร่อนใบสมัครไปทั่วเน็ตเหมือนกันครับ ด้วยความกลัวว่าจะไม่ได้งาน ตอนนั้นจบมาเศรษฐกิจช่วงปี 40 กำลังตกต่ำเสียด้วย แต่การทำอย่างนั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรครับ เสียเวลาเปล่าๆ แต่ถ้าคุณเพิ่งจบใหม่ ก็พยายามสมัครไปให้ตรงกับสายที่เรียนมา แต่ส่วนใหญ่จากประสบการณ์ผม บริษัท MNC ไม่ค่อยรับเด็กจบใหม่ครับ จะเอาผ่านงานมาแล้วเกือบทั้งนั้น เพราะไม่ต้องมานั่งปวดหัวแนะนำอะไรกันมาก

2. เริ่มจากประเทศที่เหมาะกับคุณ – ตรงนี้ต้องยอมรับว่าถ้าคุณจบต่างประเทศ คุณจะมีโอกาสในการทำงานต่างประเทศมากกว่าคนที่จบในเมืองไทย เอาอย่างง่ายๆ ถ้าจบอเมริกา คุณก็มีสิทธิ์ในการที่จะทำงานที่อเมริกาประมาณหนึ่งปี (ถ้าตอนนี้กฏเปลี่ยนแล้วช่วยบอกด้วยนะครับ) มันก็จะทำให้คุณมีโอกาสในการทำงานในประเทศนั้นๆ มากขึ้น เพราะคุณพำนักอยู่ในประเทศนั้นอยู่แล้ว ทางฝ่ายบุคคลของบริษัทนั้นๆ ก็ไม่ต้องเดินเรื่องเอาคุณเข้าประเทศ คอยบอกคุณเรื่องที่พัก ค่าครองชีพ จิปาถะอะไรทำนองนี้

แต่ถ้าบังเอิญไม่ได้จบนอก จะมีโอกาสไหม มีครับ ผมแนะนำว่า เบื้องต้นเอาง่ายๆ สมัครประเทศไหนก็ได้ที่เขาต้องการคนไทย ทักษะพื้นๆ ทั่วไปที่บริษัท MNC บางแห่งต้องการก็คือ ถ้าคุณมีความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง เขาก็จะจ้างคนด้านนั้นมาหลายๆ ภาษาครับ เช่น พนักงานลูกค้าสัมพันธ์ภาษาไทย ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ประจำประเทศไทย อย่างที่สิงคโปร์นี่ก็เป็นหนึ่งในประเทศใกล้ๆ ที่มาง่าย เพราะสิงคโปร์จะเป็นเหมือนกับ Regional hub ของประเทศในแถบบ้านเรา บริษัทต่างชาติเวลาเขาจะลงทุนตั้งบริษัทในแถบนี้ เขาก็มักจะมาที่นี่ครับ เพราะเสถียรภาพ ความมั่นคงทางการเมือง นโยบายการลงทุนกับต่างชาติ คุณภาพของบุคลากร ค่อนข้างเอื้อกับการทำงานของเขา

3. ใช้อินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ – การหางานในต่างประเทศ เริ่มง่ายๆ ก็ลองใช้เว็บหางานที่เป็นที่นิยมในแต่ละประเทศก่อนครับ อย่างสิงคโปร์นี่เว็บดังก็ต้อง Jobstreet.com.sg Monster.com.sg หรือเว็บอื่นๆ อีกหลายต่อหลายแห่ง เสร็จแล้วก็ใส่คีย์เวิร์ดว่า “Thai” เข้าไป แค่นี้คุณก็จะเจอตำแหน่งงานที่รับพวก Thai speaking หรือตำแหน่งที่รับคนที่มีทักษะเฉพาะที่คุณมี แต่คุณก็จะเสียเปรียบคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศนั้นๆ อยู่แล้ว รวมทั้งลองใช้บริษัทแนว Head Hunter ก็ได้นะครับ อันนี้ก็แล้วแต่ว่า Head Hunter จะมา “ล่า” คุณหรือเปล่า

จากประสบการณ์ผม คุณต้องทำงานมาระยะนึง มีพอร์ตพอสมควรแล้ว ถึงจะมีคนมาล่าครับ เมื่อเจองานที่คิดว่าใช่แล้วก็ส่ง CV ไปได้เลยครับ แต่วิธีการเขียน CV ก็ต้องเขียนให้มันโดน ให้เขามั่นใจได้ว่าคุณทำงานกับคนต่างประเทศได้นะ ภาษาอังกฤษแน่นพอตัว ก็จะทำให้ผ่านได้ฉลุย ยิ่งถ้าคุณหางานในบริษัทสมัยใหม่หน่อย อ่านบล็อกของบริษัทนั้นบ่อยๆ ครับ คุณจะรู้ว่าเขาเปิดรับเมื่อไหร่ รับบุคลากรด้านไหนบ้าง ก็จะทำให้มีโอกาสมากขึ้นไปอีก หรือว่างๆ ก็ไป join กลุ่มต่างๆ ในชุมชนคนทำงานอย่าง LinkedIn.com ที่ผมเคยแนะนำเอาไว้

4. บริษัท MNC ชอบรับคนจากบริษัท MNC ด้วยกัน – ผมเองมาจากบริษัทในประเทศไทย ไม่เคยผ่านงานบริษัทต่างชาติมาก่อนแต่ก็เข้าได้ เพราะเคยรับงานพาร์ทไทม์สมัยเรียนอยู่ต่างประเทศมาบ้าง ทำให้ฝ่าย HR ที่นี่เขามั่นใจมากขึ้น แต่ถ้าหากว่าคุณทำงานที่มีสาขาอยู่ต่างประเทศอยู่ด้วยแล้วก็ยิ่งดีใหญ่ครับ อันนี้จะทำให้เขามั่นใจได้ว่าคุณทำงานในระบบที่มีความเป็นสากลได้ง่ายขึ้น เพราะเหตุนี้เราจึงเห็นการย้ายงานระหว่างบริษัทต่างชาติกันเองบ่อย

หลักๆ ผมขอเขียนเท่านี้ก่อนละกันครับ นอกเหนือไปจากนี้ขออุบไว้ก่อน ;) เดี๋ยวโดนฝ่าย HR มาเล่นงานได้

ผมว่าลองศึกษาหาข้อมูลดู หรือ เผื่อว่าอยากจะอ่านหนังสือหาข้อมูลเพิ่มเติม ผมแนะนำหนังสือ คู่มือหางานอินเตอร์ ครับ เล่มนี้เคยเปิดๆ อ่านตามร้าน น่าจะเหมาะกับคนที่สนใจงานในต่างประเทศ หรืองานบริษัทต่างชาติ หรือถ้าหากคุณคิดว่าคุณมีข้อมูลดีๆ ที่ผมไม่รู้ ช่วยกันแชร์นะครับ น่าจะมีประโยชน์กับคนไทยด้วยกัน

ลิงก์แนะนำ จับประเด็นน่าสนใจจากงาน WebPresso (จิบกาแฟคนทำ เว็บ) หัวข้อ “เทคนิคหางานและหาคนทำงานในสาย IT”

Categories: Best of, Personal opinion ป้ายกำกับ:,

ผลสำรวจ “คุณชอบอ่านเรื่องแบบไหนมากที่สุด ใน Jakrapong.com”

วันอาทิตย์, มีนาคม 28, 2010 3 ของความคิดเห็น

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมทำโพลล์ถามคุณผู้อ่านว่า “คุณชอบอ่านเรื่องแบบไหนมากที่สุด ใน Jakrapong.com” เพื่อลองสำรวจคร่าวๆ ว่าที่ผมเขียนอยู่ทุกวันนี้ถูกใจหรือเปล่า แล้วมีอะไรน่าปรับปรุงบ้างหรือเปล่า ผ่านไป 7 วันมีคนเข้ามาโหวต 94 คน นี่คือผลครับ

การตลาดออนไลน์ที่ผม เขียนเอง 26% (24 votes)
เรื่องส่วนตัว มุมมองทั่วๆ ไปของผม 15% (14 votes)
แนะนำเว็บไซต์ 14% (13 votes)
แนะนำหนังสือ 14% (13 votes)

เรื่องแปลจากต่างประเทศ 10% (9 votes)
แนะนำภาพยนตร์ 7% (7 votes)
เรื่อง Gadget review มือถือ eReader etc. 6% (6 votes)
แนะนำอัลบั้มเพลงที่น่าสนใจ 5% (5 votes)
อื่นๆ ไม่ระบุ 3% (3 votes)

ผลออกมาเป็นไปตามคาด และมีข้อมูลบางอย่างที่ผมแปลกใจเล็กน้อย ที่บอกว่าเป็นไปตามคาดคือ คุณผู้อ่านที่ติดตามอ่านบล็อกผมจะสนใจเรื่องการตลาดออนไลน์ที่ผมเขียนเอง สังเกตได้เลยว่าเรื่องแปลจากต่างประเทศนี่มีคนโหวต 9 คนเท่านั้นในขณะที่เรื่องอะไรที่ผมเขียนเองจากมันสมองจะได้รับการโหวตสูงถึง 24 คน ส่วนที่ผมแปลกใจก็คือ คุณผู้อ่านอยากรู้เรื่องส่วนตัวผมมากขึ้น อยากรู้มุมมองที่เป็นของผมเองจริงๆ ถึง 14 คน แสดงว่าต่อไปนี้ผมมีอิสระในการเขียนเรื่องสบายๆ ส่วนตัวมากขึ้นด้วย :D

รองๆ ลงมาก็อยากให้ผมแนะนำหนังสือที่ผมอ่าน เว็บไซต์ที่ผมเข้า ส่วนอื่นๆ เช่น หนัง, เพลง, Gadget ต่างๆ กลับมีคนสนใจน้อยครับ ตรงนี้ก็น่าสนใจนะครับ เพราะคนส่วนใหญ่เวลาแวะเข้ามาที่บล็อกผม ถ้าเสิร์ชมาเจอ ส่วนใหญ่จะใช้คีย์เวิร์ดว่า “ซื่้อ iphone 3g” “3g ดีไหม” “Kindle ไทย” หรือแม้กระทั่ง “บร๊ะเจ้าโจ๊ก” แต่คนที่เข้ามาส่วนใหญ่พออ่านเรื่องเหล่านี้แล้วก็จะผ่านไปครับ ไม่ได้กลับมาที่นี่อีก พูดง่ายๆ ว่ากลุ่มผู้อ่านที่เข้ามาที่ Jakrapong.com เป็นคนที่สนใจมุมมองของผมจริงๆ

แล้วไงต่อไป?
ต่อไปผมก็จะปรับให้เข้ากับความต้องการของผู้อ่านมากขึ้นครับ เน้นเรื่องการตลาดออนไลน์ผสมมุมมองส่วนตัวเข้าไปให้เข้มข้นมากขึ้น สลับกับเรื่องมุมมองและทัศนคติของผม ส่วน เรื่องหนัง เรื่องเพลง รีวิวมือถือ Gadget ต่างๆ นี่สงสัยต้องย้ายไปบล็อกอื่น ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันแนะนำเข้ามานะครับ

Categories: Personal opinion ป้ายกำกับ:,

ภาษาเพื่อธุุรกิจบน Twitter

วันอังคาร, มีนาคม 23, 2010 7 ของความคิดเห็น

ผมเคยเขียน การใช้ Twitter สำคัญในแง่การตลาดอย่างไรไปแล้ว ก็มีฟีดแบคกลับมาว่าชอบ เอาไปให้เพื่อนอ่านบ้าง เอาไปให้เจ้านายอ่านบ้าง แต่หลังจากนั้นก็ไม่เกิดอะไรขึ้น เหมือนกับอ่านแล้วก็ “เออ ดี โอเค แล้วไง?” ผมเลยมานั่งดูอีกทีปรากฏว่า ที่ผมเขียนไปคราวที่แล้วมันดูเป็นเหมือนกับกรณีศึกษากว้างๆ ไม่ได้เจาะลึกลงในรายละเอียดว่า ถ้าจะทวีตกันจริงๆ เพื่อธุรกิจมันควรจะเป็นอย่างไร มาดูกันเลย

กำหนดคาแรกเตอร์ของคนทวีต ใช้ภาษาพูดกับเพื่อน และอย่าใช้ภาษาการตลาดแบบเดิมๆ
เวลาเราคุยกับเพื่อน เราคุยแบบนึง เวลาคุยกับครูบาอาจารย์ หรือไปบรรยายวิชาการที่ไหนภาษาย่อมแตกต่างกัน ใน Twitter หรือ Social Media ตัวอื่นๆ ก็เช่นกันครับ อย่างผมเป็นผู้ชาย อาชีพทำการตลาด อายุสามสิบกว่าๆ ถ้ามาเขียนแนะนำบล็อกว่า “อ๊าย สวัสดีจ้า ว่างายทุกคน วันนี้อัพบล็อกแล้วน๊า http://bit.ly… ใจจ้าาาา” อันนี้ก็คงไม่ใช่ คงถูกหาว่าไม่บ้าก็เพี้ยน แต่ถ้าจะเขียน มันก็ควรจะเป็น “สวัสดีครับ พอดีมีคนแนะมาว่าวันก่อน อ่านที่เขียนเรื่อง Twitter แล้วปรับใช้ยากไป อัพเดทแก้ไขใหม่แล้ว เชิญอ่านเลย http://bit.ly…” ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรจะเป็นภาษาแบบการตลาดแบบพีอาร์พิมพ์ข่าวแจกส่งให้นักข่าวหนังสือพิมพ์แบบเดิมๆ ที่เขียน “อัพเดทแล้ว! กับบทความล่าสุด “ภาษาการตลาดบน Twitter” คลิกด่วน! http://bit.ly…” หรือถ้าคุณจะใช้ตัว Mascot แบบน้องอุ่นใจของ AIS ก็ต้องกำหนดออกมาว่าน้องอุ่นใจ ถ้าเป็นคน เขาจะพูดแบบไหน เพราะประเด็นสำคัญก็คือ คุณต้องทำให้ภาษาที่ใช้ทวีตนั้นมีความเป็นมนุษย์มากที่สุด ผมเคยเจอนะครับลูกค้ารายนึงที่ Yahoo! นี่แหละ ผมแนะนำว่าลองใช้ Twitter ผสมกับแคมเปญไปด้วยสิ เขากลัวมากถึงกับขนาดที่ว่าเวลาทวีตไปแล้วขอใส่ลิงก์ “Disclaimer” เข้าไปอีกอันได้ไหม อันนี้ไม่เวิร์คเลย

140 คาแรกเตอร์อ่านปราดเดียวแล้วเข้าใจเลย
อย่างที่เราทราบกันดีว่า Twitter มีข้อจำกัดทางตัวอักษร 140 คาแรกเตอร์ แต่มันก็เป็นข้อจำกัดที่สอนให้เรารู้จักทวีตให้กระชับ ได้ใจความ ดังนั้นภาษาที่เราจะเขียนใน Twitter จะต้องกระชับ เข้าใจง่าย อย่างเวลาเราทวีตไป พยายามให้มันจบใน 140 ตัวอักษรจะดีมากครับ ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณมีแฟนๆ ติดตามคุณเยอะมากแล้วรู้ว่าคุณจะทวีตยาวๆ เหมือนกับถ่ายทอดสด หรือที่ชาวทวิตเตอร์เรียกกันว่า “LIVE” แบบที่ @thaishortmews ทำทุกๆ คืน อย่างนี้ก็ว่าไปอย่าง

Marketing message ต้องเนียน แต่อย่าเนียนแบบโกหก ต้องเนียนแบบจริงใจ
ผมเคยคุยกับทีมงานเว็บ Jeban.com ทีมงานเล่าให้ผมฟังว่ามีคนชอบมาทำ “เนียน” แอบขายของตัวเองด้วยการเขียนรีวิวชมเครื่องสำอางตัวเอง แต่ของแบบนี้มันดูออกครับ ใน Twitter ก็เช่นกัน เราอย่าตีเนียนแบบโกหก ให้คุณบอกกับทุกคนไปเลยว่าคุณทำงานที่ไหน เขียน Disclosure ในโปรไฟล์ Twitter ไปเลยยิ่งดีครับ เวลาเราจะใส่ Marketing message ก็พยายามนึกว่าถ้าเราเป็นคนอ่าน เราจะรู้สึกถูกยัดเยียดไหม ก็พยายามใช้ภาษาแบบที่ไม่ยัดเยียด จนเกินไป เราก็อาจจะทวีตถึงวิธีการแต่งหน้าแบบใหม่ที่มีประโยชน์ไปสัก 5 ครั้ง จากนั้นอาจแทรกข้อความว่า “วันนี้เครื่องสำอางของเรามีโปรโมชั่นพิิเศษ เพื่อนๆ ในทวิตเตอร์คนไหนสนใจ บอกมาได้เลยเดี๋ยว DM รหัสโปรโมชั่นไปให้” อันนี้คือถ้าใครสนใจก็บอกมา เดี๋ยวส่งโค้ดไปให้ ใครไม่สนใจก็เลิกติดตามเราไป

รวมๆ แล้วก็ไม่มีอะไรมากครับ ก็แค่ใช้ภาษาที่เหมาะสมกับตัวเอง เหมาะกับแบรนด์ของคุณ และเป็นกันเอง อย่า Hard sale และที่สำคัญมันก็กลับมาที่หัวใจของการตลาดแบบความสัมพันธ์ครับ “Make friend”

Categories: Online marketing ป้ายกำกับ:, , ,

คุณอยากอ่านอะไรกันครับ?

วันอาทิตย์, มีนาคม 21, 2010 3 ของความคิดเห็น

สวัสดีครับทุกคน

ช่วงวีคเอนด์นี้ผมปรับปรุง Blog หลายจุดเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มหมวดหมู่ “Best of” รวบรวมบทความที่คิดว่าดีพอที่คุณจะชอบกัน แก้ไข Broken link ที่เกิดจากตอน migrate blog มาแพลตฟอร์มใหม่ และทำความสะอาดหลังบ้านด้วย ทีนี้ก็กลับมาที่การทำแบบสำรวจความเห็นของคุณผู้อ่านล่ะครับว่า คุณอยากอ่านอะไร คุณคาดหวังอะไรจาก Blog นี้ ผมจะพยายามทำความต้องการครับ ถึงมันจะเป็นเพียง Personal blog แต่ผมก็อยากรู้ครับว่าคุณคิดอะไรอยู่ และผมจะทำให้มันดีกว่านี้ได้อย่างไร รบกวนด้วยครับ

Categories: Personal opinion ป้ายกำกับ:,

เปิดหมวด “Best of” รวมฮิต Blog post ใน Jakrapong.com

วันเสาร์, มีนาคม 20, 2010 1 comment

พอดีผมอ่านหนังสือ Social Media 101 ของ Chris Brogan ในนั้นแนะนำว่า ถ้าเราจะเขียนบล็อก และอยากจะแสดงตัวตนให้ผู้อ่านเห็นได้เร็วและชัดเจนมากยิ่งขึ้น ก็ควรจะมีหมวดที่เป็นเหมือนการรวบรวมเอา Blog post ที่คุณคิดว่าดีที่สุดที่คุณเคยเขียนมารวมเอาไว้ในที่เดียว อาจจะเป็นหน้าพิเศษ หรือทำสัญลักษณ์อะไรไว้ก็ได้ ผมเลยจัดการทำเป็น Category ใหม่ขึ้นมา ชื่อว่า “Best of”

มีหลักเกณฑ์อะไรในการเลือก?
ผมเขียนบล็อกมาตั้งแต่ปี 2006 มาถึงตอนนี้ก็ 200 กว่าตอนแล้ว มันก็มีบางชิ้นที่ผมอ่านแล้วก็ยังรู้สึกว่าดีใจที่ได้เขียนมันออกมา และคุณผู้อ่านหลายคนก็ชอบกัน บางตอนอาจไม่เด็ดโดนใจ แต่ผมมองว่ามันมีประโยชน์ และน่าบอกต่อ อย่างเช่นนิตยสาร Ode บางตอนมีคนขำมัน เช่น วิธีฝึกดูจิตด้วย Twitter

ถ้าหากว่าตอนไหนที่คุณคิดว่าไม่เวิร์ค บอกผมได้นะครับ จะพิจารณาถอดออกจาก Best of หรือถ้ามีตอนไหนที่คุณคิดว่าน่าจะใส่ แต่ผมดันไม่ใส่ ก็บอกมาได้เช่นกันครับ ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ติดตาม Blog เล็กๆ นี้มาตลอดหลายปีที่ผ่านมาครับ

Categories: Best of ป้ายกำกับ:

ความฝัน + Passion เพราะชีวิตคนเราสั้นเกินไปที่จะบอกว่าน่าเบื่อ

วันเสาร์, มีนาคม 20, 2010 10 ของความคิดเห็น

ภาพโดย Tricky

ผมเป็นพวกหนอนหนังสือครับ แต่ก็ต้องคอยระวังตัวเองอยู่บ่อยๆ เพราะถ้าเราเอาแต่อ่าน ไม่คิดตามและวิเคราะห์ปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเรา มันก็คงได้ประโยชน์น้อยกว่าที่ควรจะเป็น แต่ในโลกนี้ก็ยังมีหนังสืออีกหลายต่อหลายเล่มที่อ่านเพลิน อ่านแล้วได้แง่คิด อ่านแล้วเอาไปใช้ได้จริงก็มีอยู่เยอะ แน่นอนว่าบางเล่มอ่านแล้วได้แรงบันดาลใจ มีแรงใจไฟฝัน และกระตุ้นให้เราเกิด “Passion” ชนิดนอนไปหลับ อยากคิดต่อไปอีกสามวันสามคืนก็มี

Passion นี่สำคัญนักหนาครับ ชีวิตนี้ถ้าหากว่าเราไม่มี Passion กับอะไรสักอย่างมันคงดูจืดชืดพิลึก แต่ก่อนจะพากันไปลึกกว่านี้ ขอทำความเข้าใจกันก่อนว่า คำว่า Passion ซึ่งผมแปลเป็นการส่วนตัวว่า “ความทะยานอยาก” เพราะไม่อยากแปลกันตรงตัวตามพจนานุกรมว่า “ตัณหา ราคะ” ดูแล้วเรามันกามๆ ยังไงชอบกล -_-’

ความทะยานอยากนี่ผมว่ามันทำให้ชีวิตเรามีสีสันครับ คนเราลงว่าถ้ามีความฝัน และมีความทะยานอยาก มันก็เหมือนกับคุณรู้ว่าคุณกำลังจะบินไปอเมริกา ถ้าเราอยากบินไปเราจะต้องใช้เส้นทางไหน มันก็แล้วแต่ว่ามันเป็นฝั่งตะวันตกหรือฝั่งตะวันออก ถ้าตะวันตกก็ต้องบินจากกรุงเทพ ไปแวะเกาหลีที่สนามบินอินชอน แล้วต่อไปลงซานฟรานซิสโก หรือไป LA ถ้าไปฝั่งตะวันออกก็ต้องไปอีกแบบหนึ่ง แต่คุณก็จะรู้ว่าเป้าหมายมันอยู่ที่ไหน แล้วจะเดินทางไปอย่างไร ตรงนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตนี้มีอะไรน่าค้นหา และน่าสนุก

เมื่อประมาณ 9 ปีที่แล้ว สมัยที่ผมใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ มีสองสามีภรรยาไทยคู่นึง ชื่อคุณวรรณ กับคุณหมู ทั้งสองคนมีความฝันและ Passion อย่างแรงกล้าว่าอยากจะปั่นจักรยานรอบโลกให้สำเร็จ เมื่อตอนนั้นทั้งคู่ปั่นมาถึงเมืองที่ผมอยู่ด้วยอาการอ่อนล้า อิดโรยอย่างเห็นได้ชัด หลังจากปั่นจากกรุงเทพฯ – มาเลเซีย – อินโดนีเซีย มาแล้ว และยังเหลืออีกหมื่นไมล์ พันไมล์ที่จะวนกลับไปถึงกรุงเทพฯ อีกที

นักปั่นทั้ง 2 คนพักที่บ้านผมอยู่ 3 คืน และเป็นช่วงที่ผมต้องเดินทางกลับไทยด้วย แต่ก่อนแยกทางกัน พี่วรรณ พี่หมูยื่นหนังสือมาให้ผมเล่มนึง พร้อมกับบอกว่า “อย่าลืมความฝันนะ ค่อยๆ ค้นหามันไป พี่ว่าปองทำได้ มี Passion กับอะไรก็ทำสิ่งนั้น” หนังสือที่ผมได้มาเล่มนั้นก็คือหนังสือที่ชื่อว่า “ไต่ฟ้ากระชากฝัน (Into Thin Air)” ทั้งสองคนบอกว่าได้มาจากอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุลอีกที ตอนนี้อ่านจบแล้วอยากให้หนังสือเล่มนี้ให้ผมอ่านต่อ เอาไปฝัน เอาไปต่อแรงใจต่อไป

และท้ายที่สุดพี่ๆ เขาก็ทำได้ครับ ด้วยเวลา 5 ปี 11 เดือน ระหว่างทางนั้น ต้องเจอเรื่องดีเรื่องร้ายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการถูกปล้นจนหมดตัว เงินสปอนเซอร์ร่อยหรอ การสูญเสียคนที่รักในครอบครัว ล้วนแล้วแต่น่าท้อใจทั้งนั้น แต่ทั้งสองคนก็ไม่หวั่น เพราะทั้งสองคนรู้ว่าตัวเองมีความฝันอะไร Passion ของตัวเองคืออะไร …หนังสือมีหลายแบบ อ่านแล้วก็ได้กับตัวเอง อ่านเสร็จแล้วก็ส่งต่อให้คนอื่นด้วยก็ยิ่งดีครับ ใช้ชีวิตกันให้คุ้มแบบพี่ๆ ทั้งสองคนนี้ก็ดีครับ

เพราะชีวิตคนเราสั้นเกินไปที่จะบอกว่าน่าเบื่อ แล้วคุณล่ะ มีฝัน มี Passion อะไร ทำตามความตั้งใจนั้นได้หรือยัง?

ปล. มีบล็อกเกอร์เขียนถึงหนังสือเล่มนี้ด้วยนะครับ อ่านดูครับ

Categories: Books, I like it! ป้ายกำกับ:,

A Moment in Time – Kavin Hoo

วันพฤหัส, มีนาคม 18, 2010 2 ของความคิดเห็น

วันนี้ผมมีงานเพลงเพราะๆ แนวพ็อพ ผสมนิวเอจมาแนะนำครับ อัลบั้ม A Moment in Time โดย Kavin Hoo

Kavin เป็นนักเปียโนแนวนิวเอจ เขาเกิดและเติบโตที่มาเลเซีย แต่ต่อมาไปเรียนต่อด้านดนตรีที่ Berklee ที่สหรัฐฯ ปัจจุบันอาศัยอยู่ในเมืองลอสแองเจลิส กับภรรยาซึ่งเป็นศิลปินสาวชาวสิงคโปร์ชื่อดังอย่าง Corrine May งานของ Kavin ชุดนี้ เป็นการรวบรวมเอาเพลงโปรดจากศิลปินยุคเก่าๆ อย่าง Claude Debussy รวมทั้งงานเก่าของตัวเองมาเรียบเรียงใหม่ให้นุ่มนวลขึ้นกว่าชุดก่อนๆ รวมถึงมีเพลงใหม่ๆ อย่าง “Forever Yours”, “The Day I let You Go”. และแน่นอนว่าอุตสาหกรรมในครอบครัวหนีไม่พ้นในการเอา Corrinne May มาร้องนำในเพลง “Pilgrim’s Journey” กับเพลง “The Winding Path” ใครที่ชอบฟัง Solo piano สบายๆ อารมณ์ก่อนนอนอยากหลับฝันดี ฟังเพลงคลอเบาๆ ก่อนนอนไม่ผิดหวังครับ ผมหลับสบายมาแล้วหลายคืนด้วยงานเพลงชุดนี้ อยากแนะนำให้เพื่อนๆ ทุกคนฟังกันครับ

หาเพลงชุดใหม่ของเขาไม่เจอ ลองฟังชุดเก่าๆ ดูนะครับ

Myspace ของ Kavin http://www.myspace.com/kavinhoo
ซื้อเพลงของ Kavin ฟังได้ที่นี่ครับ http://www.pinkarmchair.com/store.htm

Categories: I like it!, Music ป้ายกำกับ:, ,

Amazon Kindle สำหรับ Mac ออกแล้ว

วันพฤหัส, มีนาคม 18, 2010 ใส่ความเห็น

โทษฐานที่เคยเขียน Review Amazon Kindle เอาไว้ พอมีข่าวคราวอะไรเกี่ยวกับเจ้า ebook reader ตัวนี้ก็เลยต้องอัพเดทกันหน่อย

สิ้นสุดการรอคอยเสียที สำหรับใครที่ใช้ Mac และเป็นเจ้าของ Amazon Kindle ซึ่งก่อนหน้านี้พออยากจะอ่านหนังสือใน Mac ของตัวเอง (ในกรณีที่อยากสลับมาอ่านบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ธรรมดาบ้าง) มันทำไม่ได้เพราะดันมีแต่ PC version ทาง Amazon ก็เปิดให้ดาวน์โหลดกันได้แล้วนะครับ

ทำไมต้องอ่าน Kindle book บน Mac?

* อ่านสลับไปมาระหว่างเครื่อง Amazon Kindle กับเครื่อง Mac ของเรา (หรือถ้าใช้ PC ก็โหลดเวอร์ชั่น PC ได้) ไม่ต้องมีเครื่อง Kindle ก็อ่านได้
* สมมุติว่าลืม Kindle ไว้ที่บ้านหรือที่ไหน เปิดอ่านในคอมฯ มันง่ายดีเนอะ
* Sync หน้าสุดท้ายที่เราอ่านให้โดยอัตโนมัติ ด้วยระบบ Whispersync
* พวกบุ๊คมาร์คที่เราคั่นหน้าเอาไว้ก็ใช้ใน Amazon Kindle for Mac ครับ

Last Call หนังเขย่าขวัญสุด Interactive

วันพฤหัส, มีนาคม 11, 2010 2 ของความคิดเห็น

ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์นี่ไม่เคยหยุดนิ่งจริงๆ นะครับ วันนี้นั่งอ่าน Twitter เพลินๆ ก็ไปเจอทวีตของทาง ARIP ทวีตเกี่ยวกับหนังเขย่าขวัญสุด Interactive เข้า คอนเซ็ปต์ของหนังเรื่อง Last Call นี่น่าสนใจดีครับ เขาบอกว่าปกติแล้ว เวลาเราดูหนัง เราก็นั่งดูเฉยๆ แต่คราวนี้จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากว่าให้คุณผู้ชมที่กำลังดูหนังในโรง มีส่วนร่วมในการตัดสินใจกับตัวละครในเรื่องได้ว่าจะให้ตัวละครเดินไปทางไหน จะทำอะไร ซึ่งทำให้หนังที่ฉายให้คนในโรงดูในแต่ละรอบ จะไม่มีทางจบเหมือนกันเลย มันเป็นยังไง? ขั้นตอนมีดังนี้ครับ

1. ก่อนเข้าโรงภาพยนตร์ ผู้ชม (หรือหนูตะเภา?) จะต้องลงทะเบียนเอาเบอร์มือถือทิ้งไว้ให้กับทางทีมงาน
2. พอตัวละครกำลังเดินทางไปถึงฉากหนึ่ง ผู้ชมจะถูกสุ่มให้ได้รับสายเรียกจากตัวแสดงในหนัง ซอฟต์แวร์รู้จำเสียง (หรือ voice recognition technology) จะฟังคำสั่งที่ผู้ชมแนะนำตัวแสดง และเลือกเล่นซีนของเหตุการณ์ทีเกิดขึ้นกับตัวแสดงในหนังตามคำแนะนำของผู้ชม

ตอนแรกอ่านแล้วนึกว่าเขาแหกตา แต่พอดูวิดีโอก็ถึงบางอ้อ อ๋อ โอ้ เพราะว่ามันน่าสนใจไม่ใช่เล่น ว่าแล้วก็เลยลองไปดูชื่อว่าใครหนอมันช่างคิดได้จริงๆ ก็พบว่าเป็น Online agency สัญชาติเยอรมันชื่อ Jung von Matt ส่วนลูกค้าก็คือรายการโทรทัศน์ชื่อ 13th Street (13ème Rue หรือ Calle 13) เป็นรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่งที่เน้นภาพยนตร์action กับ suspense ในเครือของ NBC Universal เปิดฉายในหลายๆ ประเทศทางยุโรปอย่าง ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน เบลเยี่ยม เนเธอแลนด์ และ ลักแซมเบิร์ก

ในแง่การตลาด ผมมองว่ามันจะสร้างประสบการณ์ในการชมภาพยนตร์แบบใหม่ แถมได้เบอร์มือถือลูกค้ามาใช้ในการส่งข้อมูลข่าวสารสำหรับหนังแนวนี้ต่อไป ผมพยายามหาข้อมูลในแง่รายได้ และความสำเร็จอื่นๆ แต่หนังเพิ่งออกมาเดือนที่แล้วเลยยังไม่เห็นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตมากนัก ไว้เจอแล้วจะเอามาเล่าอีกทีนะครับ

ลองดูด้วยตัวเองเลยครับ ไอเดียการผูกโยงเอาหนังกับมือถือเข้าด้วยกันสุดยอดจริงๆ

The first interactive theatrical commercial by Jung von Matt & Film Deluxe.

Advertising Agency: Jung von Matt, Berlin
Production company: Film Deluxe Berlin
Director: Milo
Agency: Jung von Matt/Spree, Berlin
Client: 13th Street
Executive Creative Director: Matthias Stiller
Executive Creative Director: Wolfgang Schneider
Creative Director: Andreas Henke
Creative Director: Christian Kroll
Creative Director: Peter Gocht
Art Director: Daniel Leverenz
Art Director: Marius Bell
Agency Producer: Julia Cramer
Concept: Andreas Henke
Production Company: Film Deluxe GMBH
Executive Producer: Glenn Bernstein
Executive Producer: Jurgen Krause
Producer: Katharina Strauss
Producer: Stephan Pauly
Line Producer: Marion Dopfer
Compositing: Daniel Kundrat
2D Artist: Daniel Kundra

Categories: I like it!, Movies, Online marketing ป้ายกำกับ:, ,
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 6,392 other followers