Archive

Archive for สิงหาคม, 2010

เล่าเรื่อง Amazon Kindle จากประสบการณ์ใช้งานจริง

วันอาทิตย์, สิงหาคม 29, 2010 14 ของความคิดเห็น

เพื่อนๆ ที่ชอบอ่านหนังสือเวลาเจอหน้าผม มักจะชอบถามถึง Amazon Kindle เพราะอ่านบล็อกนี้แล้วรู้ว่าผมหลวมตัวซื้อไปแล้ว แถมผมยังมี iPad ที่อดใจซื้อไม่ได้มาอีกตัว

คำถามโดยทั่วไปก็จะถามให้ผมเปรียบเทียบว่า ของดีไหม ซื้อดีหรือเปล่า เทียบกับ iPad หรือ Nook, Sony Readers หรือยี่ห้ออื่นๆ แล้วเป็นยังไงบ้าง วันนี้เลยขอเกาะกระแส Amazon Kindle 3 ที่เพิ่งออกวางขาย มาพูดถึงเจ้า e-reader ตัวนี้สักหน่อย เอาแบบเล่าว่าในฐานะคนๆ นึ่งที่ซื้อมันมาใช้งานจริงมากว่า 7 เดือนแล้วพอใจแค่ไหน

คำตอบง่ายๆ ของผมก็คือ ถ้าคุณชอบอ่านหนังสือกระดาษ ไม่เน้นทำอะไรไปมากกว่าการอ่านหนังสือ Amazon Kindle เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้ครับ (และตอนนี้ Kindle 3 ออกมาแล้ว ราคาถูกกว่าเดิม คุณภาพดีกว่าเดิม หน้าจอชัดกว่าเดิม วัสดุดีกว่าเดิม ทำให้ปฎิเสธมันได้ยากขึ้นครับ) แต่ถ้าคุณต้องการเครื่องที่ทำได้สารพัดสารเพ มีความสามารถด้านมัลติมีเดียสูงกว่ามากๆ แต่อ่านหนังสืออาจจะเคืองตาง่ายหน่อยก็ iPad ครับ

ลองอ่านประสบการณ์ผมตามนี้ครับ

1. เทคโนโลยี E Ink ที่ Amazon นำมาใช้นั้น อ่านสบายตา คนที่ไม่เคยจับเครื่อง ไม่เคยอ่านเองจะไม่รู้ อันนี้บอกได้เลยว่า 8 ใน 10 คนที่เห็น Kindle จะบอกว่ามันอ่านสบายตากว่าที่คิดไว้มาก ไม่จับเองก็ไม่รู้

2. Amazon.com มีจุดขายตรงที่มีหนังสืออยู่ในร้านออนไลน์ที่ Amazon.com เกือบ 700,000 เรื่อง

3. หนังสือบน Kindle ถูกกว่าหนังสือกระดาษ เพราะไม่ต้องเสียค่าพิมพ์ และค่าจัดจำหน่ายสูงเท่ากับแบบเดิม

4. ไม่เปลืองพื้นที่เก็บหนังสือ – ที่บ้านผม เพื่อนชอบแซวว่าเหมือนห้องสมุด เพราะซื้อเก็บไว้เยอะจนเหมือนห้องสมุดชุมชนย่อมๆ พอมี Kindle แล้วผมก็เก็บไว้ในเครื่องพอ

5. อ่านเครื่องไหนก็ได้ - เมื่อก่อนอ่านได้แค่บนเครื่อง Kindle ตอนนี้ใครมี iPad, Android Phone, iPhone ก็อ่านได้เลย ถ้าตอนนั้นบังเอิญคุณไม่ได้พกเครื่อง Kindle ไว้กับตัว อยากอ่านแค่ 2-3 หน้าระหว่างนั่งรอเวลาก็สบายมาก แถมจะมีระบบขึ้นเตือนว่าจะให้ Sync ไปถึงหน้าที่เคยอ่านใน Device ก่อนหน้านี้หรือเปล่า เช่นผมมี Kindle กับ iPhone ระบบจะถามว่าตอนนี้คุณอ่านหนังสือ Purple Cow ถึงหน้า 99 จากเครื่อง Kindle แล้ว ตอนนี้คุณอยากให้ iPhone (ซึ่งลง Kindle App ไว้) โหลดไปหน้า 99 ที่เคยอ่านไว้ใน Kindle หรือไม่ นั่นหมายความว่า คุณจะอ่านได้สะดวก

6. แชร์ข้อความที่เราไฮไลท์ ในหนังสือที่อ่านขึ้น Twitter, Facebook ได้ แค่ไฮไลท์ แล้วกด Alt + Enter

7. ดู Popular Highlight ได้ – สมัยเรียนหนังสือเคยไหมครับ ที่จะชอบขอหนังสือเรียนของรุ่นพี่คนที่เรียนเก่งๆ เอามาใช้อีกที เพราะเขาหรือเธอชอบขีดเส้น ลากเส้นข้อความสำคัญเอาไว้หมดแล้ว ทำให้เราจับใจความสำคัญของหนังสือเล่มนั้นได้ง่ายขึ้น ใน Amazon Kindle ก็เหมือนกัน มันมีระบบที่บอกว่า “มีคนไฮไลท์ตรงนี้ 16 คน” ทำให้คุณอ่านหนังสือได้ไวขึ้น

8. น้ำหนักเบา ถ้าใช้ iPad มันหนักครับ นอนอ่านถือมือเดียวไม่ไหว แต่ Kindle สบายมาก

อย่างไรก็ตาม แฟนๆ iPad หลายคนก็แย้งผมว่า อย่างไร iPad ก็คุ้มเงินกว่า เพราะสิ่งที่ได้จาก iPad คือเครื่องมือที่ทำอะไรได้หลายต่อหลายอย่าง ไม่ใช่แค่อ่านหนังสืออย่างเดียว ซึ่งอันนี้ผมไม่เถียงเลยครับ ในฐานะที่ผมก็มี iPad บางครั้งผมก็รู้สึกเหมือนกันว่าทำไมต้องพก 2 เครื่อง ท้ายที่สุดก็มาลงตรงกลางที่ว่า ผมเก็บ Kindle ไว้อ่านที่บ้านเวลาต้องการอ่านนานๆ และใช้ iPad ทำงานมากกว่า

สรุปได้ว่าถ้านอนอยู่บ้าน หรือเดินทางออกต่างจังหวัด จะนอนอ่านหนังสือสบายๆ ต้อง Kindle แต่ถ้าต้องการทำงานไปด้วยก็ต้อง iPad แต่ แต่ แต่ แต่ ในฐานะหนอนหนังสือคนนึง ผมขอเชียร์ Amazon Kindle อย่างออกหน้าออกตา ด้วยเหตุผล 8 ข้อด้านบนที่น่าจะเพียงพอในการดันให้คุณหา Kindle 3rd Generation มาลองใช้กันดูครับ :)

Categories: Books, I like it!

True Innovation Awards 2010

วันพฤหัส, สิงหาคม 26, 2010 2 ของความคิดเห็น

วันนี้จริงๆ ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ผมแค่อยากเอาโครงการของที่ทำงานมาแชร์ในบล็อกตัวเองบ้าง เพราะเว็บที่ออฟฟิศมันแบ่งหลายหน้าไปหน่อย เอามารวมกันเป็นแกงโฮะแบบนี้ในแบบ Blog ด้วยภาษาง่ายๆ ตรงนี้ดีกว่า อ่านทีเดียวไม่ต้องคอยคลิกบ่อยๆ

True Innovation Awards 2010 หรือ TIA2010 จัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สำนักงานข่าวต่างประเทศ CNBC เขาจัดกันขึ้นมาเพราะเขาอยากสร้างเวทีแห่งโอกาสให้กับนักคิด นักสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมของไทยครับ

ประเภทการประกวด
แบ่งประเภทการประกวด 2 ประเภท
1. IDEA SEED (เมล็ดพันธ์ความคิด)
เป็นการนำเสนอแผนธุรกิจนวัตกรรม ซึ่งไอเดียนวัตกรรม เป็นการสร้างแนวคิด ที่ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ ทั้งด้าน เทคโนโลยี การตลาด และ การลงทุน โดยแนวคิดนี้ อาจยังไม่ได้สร้างต้นแบบจริง หรือ อยู่ในช่วงทดสอบ <- ใครที่ไอเดียยังไม่กล้าแกร่ง มีเวลาน้อยผมแนะนำอันนี้
2. INNO TREE (สุดยอดนวัตกรรม)
เป็นการนำเสนอผลงานนวัตกรรม ซึ่งผลงานที่สร้างขึ้น ได้มีการสร้างขึ้นจริง และ มีโอกาสทางด้านธุรกิจ <- ใครที่มีโครงการอยู่ในมือแล้ว อยากหาช่องทางในการขยับขยายให้ใหญ่ขึ้น เป็นธุรกิจจริงจัง อันนี้เลยครับ

คุณสมบัติผู้เข้าแข่งขัน
บุคคลทั่วไป (เปิดกว้างสำหรับนิสิตนักศึกษา โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาภายใต้มาตรฐานเดียวกัน)

คำว่านวัตกรรมกว้างเหมือนกัน ทางทีมงาน True Innovation Awards 2010 เลยจัดหมวดหมู่การประกวดตามนี้ครับ

1. Innovative Design (การออกแบบเชิงนวัตกรรม):
เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ ในรูปแบบที่แปลกใหม่ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

2. Innovative Education System & Distance Learning (นวัตกรรมเพื่อการศึกษา):

เป็นเทคโนโลยีซึ่งสามารถทำให้คนศึกษาทางไกลได้ ผ่านระบบออนไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องนั่งศึกษาภายในห้องเรียนอีกต่อไป

3. Green Innovation (นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม):

ในที่นี้หมายถึงผลงานใดๆที่จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การนำกลับมาใช้ใหม่ การใช้ซ้ำ ประหยัดและลดการใช้พลังงาน รวมถึงการนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างให้เกิดประโยชน์

4. IT & Computer Software (ซอฟแวร์นวัตกรรมเพื่อธุรกิจ):
นวัตกรรมเพื่อส่งเสริมธุรกิจซอฟแวร์ เป็นผลงานที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และระบบซอฟแวร์ต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้กับเทคโนโลยีสื่อสารทุกรูปแบบ

5. Robot and Electronic devices (นวัตกรรมหุ่นยนต์และ เครื่องกล เพื่อทดแทนแรงงานของมนุษย์):


6. Telecom Innovation (นวัตกรรมการสื่อสารเพื่ออนาคต):

คือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารเคลื่อนที่ทุกชนิด

7. Mobile Application (แอพลิเคชั่นบนมือถือ):

สำหรับ smart phone (เช่น I-Phone, Black Berry และAndroid) การออกแบบและพัฒนา Application ใหม่บนโทรศัพท์มือถือ เพื่อรองรับแนวโน้มการเติบโตของเทคโนโลยี 3G สำหรับผู้ใช้ทั่วประเทศ

แล้วมีอะไรเป็นเกณฑ์ตัดสิน?

1. ระดับนวัตกรรม (Degree of Innovation)
ผลงานออกแบบเชิงนวัตรรมที่ได้รับรางวัลต้องเป็นแนวคิดใหม่ ในระดับโลก ระดับประเทศหรือ ระดับบริษัท
2. กลยุทธ์ด้านธุรกิจ (Business Strategy)
ผลงานเชิงนวัตกรรมต้องมีการนำเสนอร่างแผนธุรกิจ การวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจ และการประเมินความเสี่ยง
3. กลยุทธ์ด้านการตลาด (Market Strategy)
ผลงานเชิงนวัตกรรมต้องมีการศึกษาขนาด แนวโน้มและการเติบโตของตลาดในธุรกิจดังกล่าว
4. กระบวนการบริหารจัดการ (Management)
องค์กร หรือทีมที่ส่งผลงานการออกแบบเชิงนวัตกรรมต้องแสดงการบริหารจัดการองค์กร รวมทั้งการการจัดการองค์ความรู้ทั้งด้านการออกเชิงสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี ได้เป็นอย่างดี
5. การวางแผนการเงิน (Financial)
ระบุแผนการลงทุน การประเมินรายได้
รางวัล

สิทธิประโยชน์อื่นๆ
- ข้อเสนอพิเศษจาก บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการทำธุรกิจร่วมกัน
- สิทธิพิเศษในการเข้าร่วมโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ และโครงการบ่มเพาะธุรกิจการสื่อสาร กับกลุ่มบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประเทศไทย
- เข้ารับการอบรมจากผู้เชี่ยวชาญ อาทิ เรื่องเทคนิคในการพัฒนาผลงาน แนวโน้มการตลาด
ผู้ได้รับการคัดเลือกจะได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้
- ได้รับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เชิดชูเกียรติผ่านสื่อมวลชน
- ได้รับการสนับสนุนการต่อยอดผลงาน และ มีการฝึกอบรม พัฒนา
- ผลงานหรือผู้ได้รับการคัดเลือกมีโอกาสได้รับทุนสันบสนุนเพื่อต่อยอดออกสู่เชิง พาณิชย์ ตามกลไกและเงื่อนไขของทรู คอร์ปอเรชั่น

เริ่มประกาศรับสมัครตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม – 30 กันยายน 2553 สนใจสมัครเข้าประกวดได้เลยครับ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ Innovation Center โทร. 02-699-6368

Categories: Personal opinion ป้ายกำกับ:,

ตำนานนิสชิน คัพนูดเดิล

วันพุธ, สิงหาคม 25, 2010 2 ของความคิดเห็น

เมื่อคืนผมเกิดนึกครึ้มอกครึ้มใจค้นลังหนังสือเก่าที่บ้าน ก็เจอหนังสือการ์ตูนชื่อ “กว่าจะเป็น 26 สุดยอดสินค้าขายดีของญี่ปุ่น” โดย Ryuji Fujii แปลเป็นไทยโดยคุณอังคณา รัตนจันทร์ ในหนังสือเล่มนี้รวบรวมสินค้าจากญี่ปุ่นที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน เจาะลึกไปว่าใครเป็นคนสร้าง ทำมาได้อย่างไร แล้วทำไมขายดี อ่านสนุกได้ความรู้ดีครับ วันนี้เอาสินค้า นิสชิน คัพนูดเดิลมาแชร์ให้อ่านกันก่อนละกัน

พวกเราทุกคนคงคุ้นเคยกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมานานแล้ว ประเภทเปิดฝา เติมน้ำร้อน 3 นาทีกินได้เลย ที่มาที่ไปของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเจ้าแรกในโลก “นิสชิน คัพนูดเดิล” เกิดมาจากคุณโมโมฟุกุ อันโด อดีตนักธุรกิจผู้ร่ำรวย แต่วันนึงก็ต้องสะดุดล้มลง แต่สิ่งที่โมโมฟุกุมีเหนือคนอื่นก็คือ ใจที่สู้และหาช่องทางในการทำธุรกิจใหม่ นั่นก็คือ การทำบะหมี่ราเมนขาย

โมโมฟุกุมองว่า จริงๆ บะหมี่น่าจะทำเป็นแบบกินที่บ้าน เก็บได้นาน ถูกและกินง่าย ก็เลยทดสอบค้นหาวิธีการทำให้บะหมี่แห้งโดยใช้ความร้อนจากน้ำมัน ตอนแรกหน้าตาก็ออกมาเป็นก้อนสี่เหลี่ยม (นึกภาพไปแล้วคงคล้ายๆ กับมาม่าบ้านเรา) ต่อมาก็ทำเป็นก้อนกลมเพื่อให้ใส่ในชามได้ และเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1958 บะหมี่ “นิสชินโชะขุฮิน” บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองแรกของโลกก็ออกวางขาย ในปีนั้นบะหมี่ของโมโมฟุกุขายดีถึง 13 ล้านซอง

แต่หลังจากที่โมโมฟุกุสร้างสรรค์นวัตกรรม “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ออกมาได้ไม่นานก็มีบริษัทอื่นทำเลียนแบบเพิ่มมาอีกนับร้อยบริษัท ทำให้เขาต้องหาทางฉีกตัวเองออกจากสิ่งเดิมๆ ซึ่งนั่นก็คือการสร้างบะหมี่ “คัพนูดเดิล” ถ้วยแรกของโลกออกมา สนนราคาเพียงแค่ 100 เยน ในกันยายนปี ค.ศ. 1971 ยอดขายสูงถึง 4 ล้าน สร้างความสำเร็จให้กับนิสชินเป็นอย่างสูง

นวัตกรรมในที่นี้จึงไม่ใช่เพียงการคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมา หากยังหมายถึงวิธีคิดใหม่ๆ ต่อยอดจากเดิม เหมือนที่โมโมฟุกุเริ่มต้นด้วยบะหมี่ซอง แล้วต่อยอดเป็นบะหมี่ถ้วยที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลกตราบจนทุกวันนี้

Categories: Books, I like it!

ปัญญาญี่ปุ่น

วันอังคาร, สิงหาคม 24, 2010 4 ของความคิดเห็น

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไปเดินเล่นที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ หลังจากไม่ได้แวะไปเยี่ยมเยียนเสียนาน ขากลับก็ซื้อหนังสือ “ปัญญาญี่ปุ่น” โดยนักเขียนชื่อดัง ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วแทบวางไม่ลงเลยทีเดียว จะบอกว่าบล็อกโพสต์นี้ผมเขียนเชียร์หนังสือก็คงไม่ผิด แต่ที่แน่ๆ เมื่อมันมาอยู่ในเว็บนี้มันต้องเกี่ยวกับเรื่องนวัตกรรมแน่นอน

ปัญญาญี่ปุ่น เป็นการเล่าเรื่องว่าเมื่อประเทศญี่ปุ่นแพ้สงคราม สังคมแตกแยก เศรษฐกิจล่มสลาย กษัตริย์ถูกท้าทาย ญี่ปุ่นพลิกฟื้นจากหายนะได้อย่างไร โดยคุณภิญโญได้เล่าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นผ่านวิกฤตอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น ที่แรกเริ่มเดิมทีเกิดจากการผลิตรถเพื่อเป็นยานพาหนะสำหรับทหารญี่ปุ่นในการสงคราม และเมื่อสงครามเลิกแล้วบริษัทอย่างโตโยต้า ฮอนด้าเดินทางต่อไปอย่างไร ท่ามกลางสภาพความขัดสนทางสังคม

ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับหนังสือเล่มนี้อยู่ตรงที่ จุดเปลี่ยนหรือจุดผลิกผันของญี่ปุ่นนั้นเกิดขึ้นจากจังหวะและโอกาส บวกกับความกล้าคิดกล้าทำ จนเกิดนวัตกรรม อย่างเช่น ตอนที่ญี่ปุ่นพบกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ โซอิจิโร่ ฮอนด้า ผู้ก่อตั้งฮอนด้า ณ ขณะนั้นทำงานอยู่ในอู่รถยนต์แห่งหนึ่ง อู่นั้นได้รับความเสียหายมาก ช่างเก่งๆ ลาออกกันมาก ไม่ก็แยกย้ายกลับบ้านไป จากเดิมที่ไม่ค่อยมีโอกาสในการทำงาน ทำให้โซอิจิโร่มีโอกาสในการฝึกฝนทักษะ และแสดงฝีมือ

จากจุดนั้นเองโซอิจิโร่เริ่มเห็นว่าซี่ล้อรถยนต์ที่ทำด้วยไม้นั้น ถ้าหากประเทศญี่ปุ่นมีไฟไหม้ขึ้นมาอีกก็จะเสียหายได้ง่าย เขาจึงริเริ่มสร้างซี่ล้อจากอะลูมิเนียม ที่มีความแข็งแกร่งทานทนมากขึ้น จากนั้นเขาก็ร่ำรวย และหันมาจับตลาดอะไหล่รถยนต์ทำดีขึ้นเรื่อยๆ จนโตโยต้าขอถือหุ้นบริษัทเขาถึง 40%

จากนั้นในปี 1946 โซอิจิโร่ก็คิดถึงผลิตรถจักรยานยนต์ จากการที่เคยเห็นเครื่องยนต์ที่กองทัพญี่ปุ่นเคยใช้กับวิทยุสื่อสาร เขาเลยคิดว่าจำเครื่องยนต์ที่ว่านี้มาใช้กับจักรยาน อันเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตจักรยานติดเครื่องยนต์ (หลายคนอาจคุ้นเคยกับมอเตอร์ไซค์ฮอนด้า ดรีม) ทำยอดขายสูงถึง 100 ล้านคันทั่วโลก และท้ายที่สุดฮอนด้าก็ก้าวเข้าไปเป็นผู้ผลิตรถยนต์ผู้ตีตลาดโลกอีกคำรบหนึ่ง

ใน “ปัญญาญี่ปุ่น” ไม่ได้เล่าเพียงที่มาที่ไปของธุรกิจเท่านั้นนะครับ แต่หากยังเล่าถึงสภาพความรู้สึกของคนในญี่ปุ่นในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ความมุมานะ ความพยายาม ตลอดจนแรงใจไฟฝันที่จะพลิกฟื้นประเทศ อาจจะด้วยทัศนคติแบบ Never-say-die นั่นแหละที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองและกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งทุกครั้งที่เขาล้มลง

อ่านเรื่องของญี่ปุ่นในหนังสือเล่มนี้แล้วก็อดทึ่งในความพยายามของเขาไม่ได้ครับ แล้วคนไทยล่ะจะสร้างนวัตกรรมแบบเขาบ้างได้ไหม คำถามนี้น่าคิดครับ

ท้ายนี้ตบท้ายรายการขายของนิดนึง ทาง True กำลังจัดโครงการ True Innovation Awards 2010 ครับ ถ้าใครมีโครงการอยู่ในใจบ้างแล้ว ลองเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของ True Innovation Awards นะครับ ทาง True กำลังเปิดรับสมัครอยู่ จนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้ หรือติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook ของโครงการครับ

Categories: Books, I like it!

มาพัฒนา Social Media Skill Set กัน (ตอน 1 ว่าด้วยความสำคัญ)

วันพฤหัส, สิงหาคม 12, 2010 ใส่ความเห็น

ภาพจาก flickr โดย oversocialized

สมัยเด็กๆ ใครเคยฝันอยากเป็นดีเจบ้างครับ?

ผมเป็นคนนึงที่ฝันอย่างนั้น สาเหตุเพราะภาพลักษณ์ภายนอกที่สวยงาม ได้อยู่กับเสียงเพลง ฮัมเพลงไปเลือกแผ่นไป เปิดโฆษณาไป มันคงไม่ใช่เรื่องผิดหากเด็กคนนึงจะชอบอะไรแบบนี้ แล้วพยายามที่จะไขว่คว้าเพื่อจะเป็นแบบนั้นบ้าง อย่างผมนี่บ้าเข้าขั้น ถึงกับเดินไปบอกดีเจดังๆ อย่างวินิจ หัทยา ถึงสถานีว่าขอทำงานไม่เอาเงินเลย ขลุกอยู่กับสถานีวิทยุได้ตั้ง 6 ปี ทำอะไรสุดทิ่มลิ่มประตูมาก

วัยรุ่นเป็นวัยที่มันมีพลัง ยุคนั้นเลยไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเราจะเห็นเด็กมัธยมแห่ไปสมัครสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์กันเยอะแยะ (ช่วงประมาณปี 2530-2540) ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เรียนจบมาความรู้ความเข้าใจเรื่อง Media ของผมก็ยังเป็นแบบเดิม คือ สื่อมี 5 อย่าง โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และภาพยนตร์

วันนั้นจริงๆ อินเทอร์เน็ตก็เริ่มก่อร่างสร้างตัวแล้ว แต่มันยังไม่มีการเจริญเติบโตอย่างทุกวันนี้ คนที่ทำงานในสายอินเทอร์เน็ตยังมีไม่มาก แต่องค์กรต่างๆ ก็เริ่มให้ความสนใจ ให้ความสำคัญกับอินเทอร์เน็ต อย่างองค์กรสื่อใหญ่ๆ ก็สร้างเว็บไซต์สำหรับคอมพิวเตอร์ กระจายข่าวทาง SMS เพื่อเพิ่มรายได้ นั่นคือความเคลื่อนไหวเดิม

แล้วตอนนี้ล่ะ?

ตอนนี้สื่อเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจริงๆ น้องๆ รุ่นใหม่โชคดีมากครับที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่สามารถทำให้ตัวเองสามารถสร้างสื่อขึ้นมาได้ ไม่เหมือนรุ่นของผม หากผมฝันจะเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ คุณต้องมีเงินมหาศาล ต้องมีเส้นสายมากมาย

แต่สมัยนี้ไม่ต้องเลย เวทีการประกวดอะไรก็ไม่ต้อง ขอเพียงแต่คุณรู้ว่าคุณต้องการนำเสนออะไร นำเสนอเป็น เข้าใจเครื่องมือในการนำเสนอบ้าง คนก็จะหันมาติดตามคุณเอง ตัวอย่างเช่น คุณเป้ เป็น Blogger ที่เขียนถึงโทรศัพท์มือถือได้ดีมาก หรือมีเว็บไซต์ Community ของคนรักมือถือยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง มีคนติดตามอ่านเป็นเรือนหมื่น มี Follower บนทวิตเตอร์หลายพันคน เวลาพูดอะไรทีนึงมีคนอีกหลายร้อยคนพร้อมจะ Retweet สิ่งที่คุณพูดให้กระจายออกไปแพร่หลายมากกว่าเดิม เวลาไปตามงานเปิดตัวสินค้า ก็จะต้องไปลงชื่อในใบลงทะเบียนว่าเป็น “สื่อมวลชน” นะครับ

คนยุคนี้สามารถตั้งตัวเป็นสื่อมวลชนได้ด้วยเทคโนโลยีทางอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องมีทุนเยอะ อะไรๆ มันเลยง่ายกว่าสมัยก่อนมาก คนทุกคนมี Media เป็นของตัวเองได้ แต่ในเวลาเดียวกัน คนยุคนี้ก็จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะการนำเสนอในแบบมืออาชีพให้มากยิ่งขึ้น ไม่อย่างนั้นเราก็จะมีแต่ข้อความโฆษณาออนไลน์ว่อนทั่วเน็ต

ในตอนนี้ ผมเพียงแต่อยากจะบอกว่า การเป็นสื่อมวลชนยุคใหม่มันมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเปิดทางให้เราเป็นสื่อมวลชนแขนงใหม่ได้เร็วทันใจ แถมต้นทุนต่ำแบบนี้ มันทำให้เรามีโอกาสที่จะแจ้งเกิดได้ง่าย แต่ข้อเสียคือ คนทั่วไปไม่ได้ถูกฝึกหัดมาให้มีความรู้ความเข้าใจด้านสื่อแบบที่สื่อรุ่นเก่ามี (และนั่นคือข้อดีที่สื่อเดิมมักจะอ้างถึงว่าตัวเองดีกว่าสื่อใหม่อย่างไร) ทักษะการนำเสนอ ความประณีตในชิ้นงาน ความเข้าใจในการเผยแพร่ให้คนจำนวนมากสนใจ ที่ผมขอตั้งชื่อเล่นๆ ว่า Social Media Skill

ตอนหน้ามาว่ากันต่อด้วยวิธีการพัฒนาเจ้า Social Media Skill แบบลงรายละเอียดครับ (ตอนที่ 2 ผมจะเขียนลงนิตยสาร Positioning เดือนกันยายนนะครับ)

ปล่อยสัตว์ ทำบุญได้บาป (ลอกจากฟอร์เวิร์ดเมล)

วันจันทร์, สิงหาคม 2, 2010 2 ของความคิดเห็น

วันนี้บังเอิญได้ฟอร์เวิร์ดเมลจากเพื่อน ร้อยวันพันปีไม่เคยอ่าน แต่พออ่านแล้วก็สะท้อนใจครับ ใครแวะผ่านมาก็ช่วยกันส่งๆ ต่อนะครับ ผมไปแอบเสิร์ชหาที่มาที่ไปของฟอร์เวิร์ดเมลฉบับนี้มานิดหน่อย ตามอ่านดูได้ตามลิงก์นี้ครับ ใครอยากอ่านรายละเอียดอ่านด้านล่างได้เลยครับ

http://www.tvburabha.com/tvb/home/program_detail.asp?id=442&cate=16
http://www.tvburabha.com/tvb/home/program_detail.asp?id=443&cate=16
http://www.tvburabha.com/tvb/home/program_detail.asp?id=444&cate=16

- – - – - – - – -

ทำความ เข้าใจในการทำบุญที่เราไม่เข้าใจถึงผลที่เราจะได้รับ เพราะบุญที่เรากำลังจะทำนั้นมันเป็นชีวิตของผู้อื่นที่จะได้รับความ ทุกขเวทนา เพื่อแลกกับความสุขใขของเราเอง
Top 5 ของสัตว์ที่นิยมปล่อย
อันดับที่ 1 ปลาไหล
อันดับที่ 2 หอยขม
อันดับที่ 3 นก
อันดับที่ 4 เต๋า
อันดับที่ 5 ปลาหมอ

บางเสี้ยวส่วนของความจริงที่ รายการ ‘ จุดเปลี่ยน ‘ พบและเป็นความจริง
- ปลาไหลขนาดเล็กตัวเป็นๆ นับพับกิโลกรัมต่อวัน ถูกเบียดอัดมาในกระสอบปุ๋ยเดินทางจากเขมรสู่ประเทศไทยหลายต่อหลายทอด โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีชีวิตไปจนถึงมือคนใจบุญ
- ปลาไหลที่ปล่อยลงในน้ำลึกไหลเชี่ยว ไม่สามารถรอดชีวิตอยู่ได้ เพราะธรรมชาติของปลาไหลต้องอยู่ในน้ำแฉะมีดินโคลนให้มุดเพื่อหลบพัก
- หอยขมที่อยู่ในดินโคลนตามธรรมชาติ เมื่อถูกเทลงสู่ก้นแม่น้ำลึกอย่างแม่น้ำเจ้าพระยา หอยก็จมน้ำตายได้เหมือนกัน
- นกกระติ๊ดจะสูญพันธุ์ในไม่ช้า เพราะคนจับมาเบียดเสียดในกรงแคบ บางตัวแข้งขาหักตายคากรง ส่วนที่เหลือซึ่งบินจากไปก็บอบช้ำเกินกว่าจะรอดชีวิต และบ้างก็ไม่มีแหล่งหากินในเมือง
- เต่าเป็นสัตว์เลื้อยคลาน แต่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และเ มื่อถูกปล่อยลงน้ำที่ไม่มีสิ่งใดให้ยึดเกาะ เต่าก็จะต้องว่ายน้ำต่อไปจนกว่าจะขาดใจตายเพราะเหนื่อยและหมดแรง
- เต่าเป็นสัตว์ที่อายุยืนที่สุดในโลก แต่ถ้าเต่าถูกปล่อยในที่ที่แออัดน้ำเน่าเสียไม่มีที่เกาะ เต่าจะตายอย่างทรมานเพราะอาการเจ็บป่วยที่กระดองเน่าเปื่อย และจมน้ำตาย กลายเป็นสัตว์ที่น่าสงสารที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง

ทำไมการปล่อยสัตว์ในยุคสมัยนี้จึงมีบาปมากกว่าบุญ
1. เพราะปล่อยไม่ถูกที่ถูกทาง ทั้งสภาพความเป็นอยู่และศัตรูธรรมชาติ ทำให้สัตว์ที่ป ล่อยไปไม่มีโอกาสรอดชีวิต
2. เพราะส่งเสริมให้มีการจับสัตว์ที่อยู่ในธรรมชาติอย่างปกติสุขมากักขังหน่วงเหนี่ยว ทรมาน
3. ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การจับ กักขัง ขน ส่ง และรอจำหน่าย มีสัตว์จำนวนมากต้องตายอย่างทรมานก่อนที่จะได้รับอิสรภาพ

สิ่งมีชีวิตแม้จะเล็กเท่าผุ่นละออง แต่นั่น มันก็เท่ากับ 1 ชีวิต…

ช่วย กัน FW เพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่าคุณทำบาปกันอยู่ ไม่ได้ทำบุญ ผลบาปที่ทำกับสัตว์เหล่านี้จะย้อนมาสนอง ถ้าดูรายการกรรมลิขิต จะรู้ว่าคนที่ทำบาปกับสัตว์รับผลกรรมแบบไ หน คิดได้แล้วหยุดส่งเสริมการทำบาปกับเถอะ วิธีทำบุญมีเยอะไป ต่อไปจะเริ่มสร้างกระแสปลูกต้นไม้ทำบุญกันดีกว่า เพราะสร้างที่อยู่ในสัตว์ได้อาศัย สร้างอากาศให้คนได้หายใจ เป็นการทำบุญแบบต่อชีวิต แถมสิ่งแวดล้อมดีอีกต่างหาก

Categories: Personal opinion
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 6,392 other followers