Archive

Archive for ตุลาคม, 2010

หรือว่านี่คือผลของการเจรจาของ Steve Jobs กับ Mark Zuckerberg? :)

วันอาทิตย์, ตุลาคม 31, 2010 ใส่ความเห็น

สั้นๆ ไม่มีอะไรมากครับ แต่มันก็อดคิดไม่ได้ว่า Apple กำลังพยายามทำให้ตัวเองมี Social element มากขึ้นไปหรือเปล่า อย่างการที่ซื้อ Lala.com มา ก็มาทำให้ iTunes เป็น Social มากขึ้นเช่นกัน

เราอาจจะเห็นความร่วมมือระหว่าง Apple กับ Facebook ที่มากกว่านี้ก็เป็นได้

Categories: Online marketing, Personal opinion ป้ายกำกับ:,

การรายงานข่าวด้วย Facebook

วันพุธ, ตุลาคม 27, 2010 1 comment

วันนี้ @chavarong ชวนไปพูดบรรยายเรื่อง “การรายงานข่าวด้วย Facebook” ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม เราเรียนกันเป็นคลาสเล็กๆ มีกันอยู่ 4 คน ผมก็รวบรวมเอาแนวความคิดและประสบการณ์บวกกับทำการบ้านไปแนะนำน้องๆ ที่นั่น ผมยกกรณีการแพร่ระบาดของคลิปคุณธัญญ่า และวิธีการใช้ Facebook ของ @noppatjak ในการคิดประเด็นข่าวด้วย Social Media จริงๆ แล้วถ้าเป็น Twitter คงมีอะไรพูดมากกว่านี้เยอะ แต่โจทย์วันนี้จะต้องเป็น Facebook ก็เลยออกมาเป็นสไลด์ข้างล่างนี้ อ่านแล้วคิดยังไงช่วยวิจารณ์และแนะนำมาในช่องคอมเมนต์ด้านล่างนี้ด้วยนะครับ :)

อันนี้เป็นสไลด์ที่ใช้ในการบรรยายวันนี้ บน Blog นี้อาจจะดูไม่ชัด แต่ถ้าดาวน์โหลดไปแล้วจะสามารถดูได้ชัดเจนครับ

ทำไมเราควรที่จะเขียน Blog และแชร์สิ่งที่ตัวเองรู้?

วันอังคาร, ตุลาคม 26, 2010 10 ของความคิดเห็น

ถ้าคุณกำลังอ่าน Blog post ตอนนี้อยู่ ผมเชื่อว่าคุณก็คือคนที่ คิด-เขียน-อ่าน-เสพ ข้อมูลข่าวสารจาก Blog ดีๆ ที่มีอยู่รอบตัวคุณมากมาย สำหรับผม ไม่ต้องมีทฤษฎีอะไรมากมายหรอกครับ แค่คิดเขียนอ่านเสพ Blog คุณก็คือ Blogger แล้ว แต่ Blogger ที่ดีก็ควรจะมีจิตสาธารณะและพร้อมจะแชร์มันอย่างถูกต้องบ้าง แต่ที่ผมจะเขียนวันนี้ก็แค่อยากแชร์มุมมองว่าทำไมเราทุกคนบนโลกอินเทอร์เน็ตจึงควรจะเขียน Blog และแชร์สิ่งที่ตัวเองรู้ให้มากกว่าที่เป็นอยู่

ตัวผมเองก็เป็น Blogger คนนึง ที่พร่ำเขียนถึงเรื่องที่ตัวเองสนใจ เขียนเรื่องธุรกิจบ้าง การตลาดบ้าง เพราะผมทำอาชีพนี้ บางทีก็สนุกกับมันสุุดชีวิต เห็นสินค้าและบริการของตัวเองเดินหน้าถล่มคู่แข่ง สร้างความแตกต่างในตลาด คนชื่นชอบสินค้าและบริการ มีลูกค้ามาแสดงความเห็นใน Blog และ Social Media ที่ผมเผยแพร่ Blog นี้ออกไป ยิ่งเขียนก็ยิ่งมีคนตอบรับกลับมา เราก็ยิ่งได้เรียนรู้ แถมได้ความรู้อะไรที่มากกว่าในตำราเสียอีก

แต่ผมก็ยอมรับนะครับว่าบางทีผมก็เบื่อๆ มันเหมือนกัน เพราะเป้าหมายของการตลาดนั้นมุ่งไปสู่ผลทางธุรกิจล้วนๆ โดยไม่ได้เกิดดอกผลอะไรในด้านจิตวิญญาณของคนเราขึ้นมาเท่าไหร่ (ถึงจะมี CSR ส่วนใหญ่เราก็ทำ CSR กันแบบป่วยๆ) การเขียน Blog ที่เกี่ยวกับเรื่องชีวิต เรื่องศิลปะ เรื่องภาพยนตร์จึงเป็นบางอย่างที่คล้ายน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจให้ชุ่มโชลมไปด้วยความรู้สึกยินดีในความสวยงามของมัน ชีวิตจะมีแต่ธุรกิจมันคงแห้งแล้งไป

แต่เราก็ต้องทำให้มันสมดุล ชีวิตก็ต้องเดินต่อไป จะฝันนานไปคงไม่ไหวเหมือนกัน

ธุรกิจเลยเป็นทั้งสิ่งที่น่ารักและน่าชังในเวลาเดียวกัน ดูน่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อนักการตลาดจัดทัพเดินขบวนพาเหรดการตลาดออกไปสู่สายตาผู้บริโภค และธุรกิจก็พร้อมจะเป็นปิศาจได้ง่ายๆ เหมือนกันถ้านักธุรกิจไม่สนใจอะไรในแง่มุมของผู้บริโภค เช่น สิ่งแวดล้อมบริเวณโรงงาน ผู้บริโภคที่ได้รับบริการหลังการขาย การเลือกรับฟังเสียงของผู้บริโภคแต่เฉพาะที่ดีๆ อันนี้ก็ไม่ไหว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันมี 2 ด้าน มีดีมีเลว และคนที่เป็น Blogger ก็ควรเขียนถึงมันอย่างสมดุลและเหมาะสม บางคนอาจจะถามว่าแล้วอะไรคือความเหมาะสม อันนี้ไม่มีใครตอบได้นอกจากตัวคุณเอง แต่สำหรับผม การเขียน Blog และแชร์สิ่งที่คุณรู้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของการสร้างโปรไฟล์ สร้างชื่อเสียงแต่ถ่ายเดียว หากแต่มันคือการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ให้คุณได้รู้จักว่าคนอื่นมองและคิดอย่างไรกับมุมมองของคุณ นั่นคือสิ่งสำคัญที่ควรตระหนัก

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ผมเขียน Blog หากคุณมีคำถามอื่นๆ ก็แลกเปลี่ยนกันได้ข้างล่างนี้นะครับ และผมขออนุญาตแนะนำให้ดาวน์โหลดมารยาทเน็ตไปอ่านก็แล้วกันครับ ถ้าคุณยังสงสัยที่ผมเขียนอยู่ คุณจะพบในเอกสารนี้ว่าจุดพอดีมันอยู่ที่ตรงไหน

Categories: Online marketing ป้ายกำกับ:,

เมื่อ Social Media ถูกบังคับให้ Hard Sell

วันเสาร์, ตุลาคม 23, 2010 ใส่ความเห็น

เขียนให้นิตยสาร Positioning ตุลาคม 2553

ผมเคยเถียงคอเป็นเอ็นกับเพื่อนร่วมงานเก่าคนหนึ่ง ขณะนั้นเรากำลังคิดหาเทคนิคในการดึงคนให้มาร่วมกับแคมเปญการตลาดออนไลน์ของเราให้ได้มากๆ เพื่อนร่วมงานผมคนนี้ก็เปรยขึ้นมาง่ายๆ ว่า “แจกของสิ ไม่ก็ลดราคา” ฟังดูง่ายและได้ผลเสมอ ผมบอกว่าผมไม่เห็นด้วย เพราะสไตล์ในการทำการตลาดออนไลน์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้ Social Media) ที่ดีนั้นไม่ใช่การทำการตลาดแบบลด-แลก-แจก-แถม แต่ต้องเป็นการสร้างเสริม ‘ความน่าติดตาม’ ให้กับแบรนด์ของเรา

แต่ท้ายสุดผมก็ต้องยอมเขา เพราะในช่วงเวลานั้นยอดขายแม้ว่าจะดี แต่มันยังไม่ถึงเป้าที่วางไว้ ถ้าสิ้นเดือนนั้นยอดขายไม่ถึงเป้าใครจะรับผิดชอบ? ตอนนั้นผมก็ยอมรับว่า Social Media เป็นเครื่องมือที่ดีเยี่ยมในการทำ CRM และสร้างความน่าติดตามในระยะยาว เป็นเรื่องของการรับฟังและทำความเข้าใจลูกค้า แต่มันไม่ตอบโจทย์เรื่องการขายในระยะสั้นโดยตรง จะวัดผลโดยการนับยอดจำนวนคน ‘Like’ หรือจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ก็ไม่ได้ เพราะเป้าหมายของแคมเปญคือ เราต้องการขายของให้ได้ในขณะที่ลูกค้าต้องพอใจที่สุดเท่าที่จะมากได้ด้วย

ท้ายที่สุดเราเลยมาตกลงกันตรงจุดที่พอดี คือทำทั้งส่วนที่ Hard-sell เน้นยอดขายโปรโมชั่นลด-แลก-แจก-แถม กับอีกส่วนคือสร้างแบรนด์และสื่อสารกับลูกค้า แก้ไขปัญหาให้ลูกค้า ทั้งที่ในใจผมตอนนั้นไม่อยากจะ Hard-sell เพราะถ้าขายของกันโต้งๆ ผู้บริโภคที่ติดตามเราอยู่จะรู้สึกว่าเรายัดเยียดสิ่งที่เขายังไม่ได้ต้องการก็เป็นได้

แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้มาอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อคุณได้พยายามสื่อสารกับว่าที่ลูกค้าของคุณอย่างตรงไปตรงมาแล้วว่า “จะขายของล่ะนะ” ว่าที่ลูกค้าของคุณเขาจะเข้าใจครับ แต่คุณจะต้องชัดเจน โปร่งใส แบไต๋กันเลยว่าขายของนะ ในกรณีนี้ถ้าสินค้าหรือบริการของคุณมาพร้อมกับโปรโมชั่นที่ดี มันก็จะขายได้ครับ ในขณะเดียวกันถ้าเรามัวตอดเล็กตอดน้อย แอบขายของเนียนๆ เชื่อผมเถอะครับ อย่างนี้อยู่ได้ไม่นาน เพราะผู้บริโภคเขาทันเกมกว่าที่เราคิดไว้เยอะ ดังนั้นแบรนด์ไหนที่ยังไม่เริ่ม engage ลูกค้าผ่าน Social Media ในแบบ Conversational marketing ทำได้แล้วนะครับ

ยกตัวอย่างง่ายๆ ตอนที่ผมทำงานให้กับ Samsung Mobile ขณะนั้นเรายังมีคนติดตามเราน้อย ผมเลยต้องใช้ Twitter account ส่วนตัวมาทำหน้าที่นี้แทน (จนตอนหลังเพื่อนๆ บอกว่าเวลาพูดถึง Samsung Mobile หน้าผมจะลอยอยู่ในหัวพวกเขาทันที – ทำบ่อยๆ ไม่ดีครับ) ในตอนนั้นจะเริ่มมีแฟนๆ มือถือ Samsung มาติดตามผมบ้างแล้ว ในขณะที่ผมก็สร้าง account ใหม่ที่ชื่อ @samsunglover ไปด้วย ผมก็คุยสนุกไป ขายของไป แก้ปัญหาให้ลูกค้าไป และพยายามแยก Personal brand ของผมออกจาก Samsung


ที่ยกตัวอย่างมาข้างบนนี้เป็นเพียง Twitter อย่างเดียว แต่ถ้าลองไล่นับดูส่วนผสมทางการตลาดออนไลน์ของเราตอนนั้นมีอะไรบ้าง ที่จะทำให้แคมเปญออนไลน์สำเร็จ และทำอย่างไร ในเมื่อตัววัดความสำเร็จของเราคือ “ยอดขาย”?



0. ขอผมเริ่มด้วยข้อ 0 ก่อนนะครับ ตรงนี้คือเราต้องกำหนดโปรโมชั่นก่อน อย่างมือถือ Samsung Wave เรามีโปรโมชั่นแจกระบบนำทางของ NAVTEQ ให้ลูกค้าฟรี และยังมี Bada application โดนๆ ให้โหลดกัน อย่างแอพพลิเคชั่นชื่อ Popcorn! ใช้เช็ครอบหนังทั่วไทยได้ ตรงนี้เป็นประโยชน์มากๆ ของลูกค้าก็จัดเตรียมข้อมูลไว้เลย ตรงนี้สำคัญที่สุด จากนั้นค่อยไล่เรื่องการสื่อสาร



1. Facebook, Twitter – สองอันนี้ต้องใช้คู่กัน เราใช้มันสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าได้ เราใช้มันบอกว่าของเราเป็นอย่างไร พร้อมกับประกาศโปรโมชั่นเสริมที่เหมาะสมให้ลูกค้าได้ เพราะลูกค้าที่ติดตาม Facebook, Twitter ของเรา เขาพร้อมที่จะรับสื่อจากเราอยู่บ้างแล้ว และมันจะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ได้ดีทีเดียว



2. เพิ่มเติมด้วยเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง – ขายมือถือ ผมก็แวะไป ‘คุย’ ไป ‘ฟัง’ ผู้บริโภคบ่อยมากที่ Pantip.com ห้องมาบุญครอง ห้องที่พูดคุยกันเรื่องมือถือ อ่านข่าวจาก Siamphone.com MxPhone.com ฯลฯ ตอนนั้นมีบล็อกเกอร์บางท่านที่ได้มือถือ Samsung Galaxy S ไปรีวิวมีปัญหาว่าฝาหลังบางไป แตกหักง่าย ผมก็รีบแก้ไข และแจ้งกลับทุกๆ ช่องทาง

3. โฆษณาใน Search Engine – ถ้าเราวางสื่อประเภท Traditional ด้วย ลูกค้าจะเสิร์ช Branded keyword มาก เช่น Samsung Wave, Samsung Galaxy S อันนี้ต้องอธิบายกับทีมงานดีๆ นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวเขาจะคิดว่า Search Engine Marketing ไม่เวิร์คเอาง่ายๆ ตอนนั้นที่ผมพยายามทำคือ bid keyword ที่เกี่ยวข้อง เช่น “สมาร์ทโฟน” “Android” “Bada” เพราะเรารู้ว่าในกลุ่มลูกค้าที่สนใจเทคโนโลยี เขาจะสนใจระบบปฎิบัติการมากขึ้นด้วย ในขณะที่เราต้องไม่ลืม keyword ทั่วไปที่เกี่ยวกับแฟชั่น การแต่งตัว เพราะมีกลุ่มที่ซื้อมือถือเป็น statement ด้วย



4. วาง Banner ในเว็บไซต์ที่กลุ่มเป้าหมายของเรานิยมใช้งาน – วางมีเดียในเว็บดังๆ ที่ตรงกลุ่มเป้าหมายของเราเข้าไป แล้วมันก็ไม่พ้นเว็บใหญ่ Sanook, Kapook, Mthai ถ้าเจาะกลุ่มไหนเป็นพิเศษก็ลง Pantip ถ้าลงกลุ่มน้องๆ หน่อยก็ไป Dek-D อันนี้ดูไม่ใหม่อะไร แต่เวิร์คดีครับ 



5. หน้าเว็บไซต์ของเราเอง หรือจะทำเป็น Micro-site ขึ้นมาเป็นพิเศษต่างหากก็แล้วแต่ อันนี้ก็อยู่ที่เราแล้วครับว่าดึงคนมาที่หน้าเว็บเราแล้วจะให้เขาทำอะไร ได้อะไร กำหนดเป้าหมายให้ชัด

ดูๆ ไปแล้วเหมือนไม่มีอะไรแตกต่างจากแคมเปญทั่วไปนะครับ เรานักการตลาดทุกคนรู้ว่าตอนนี้เรามีเครื่องมืออะไรบ้าง แต่สิ่งสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่เครื่องมืออย่างเดียว แต่อยู่ที่ ‘วิธีการ’ ที่จะทำให้ลูกค้าสนใจแคมเปญของเรา และที่สำคัญที่สุดก็คือ “การสร้างความเชื่อถือ” ชัดเจนกับทุกคนว่าคุณทำอะไรอยู่ ไม่มีอะไรแอบแฝง ขายของก็บอกว่าขายของ และดีอย่างไรก็บอกไป ถ้าเขาถามว่ามันไม่ดีตรงนั้นตรงนี้ใช่ไหม เราก็ต้องเตรียมคำตอบไว้ให้ดี หรือรีบแจ้งฝ่ายอื่นๆ ในบริษัทที่เกี่ยวข้อง

และที่กล่าวมานี้คือวิธีการที่ผมใช้ครับ มันเวิร์คสำหรับแคมเปญที่ผมทำ ณ ตอนนั้น ยอดดีขึ้นมามากในระดับหนึ่งทีเดียวครับ

Categories: Online marketing

สถิติ Jakrapong.com

วันเสาร์, ตุลาคม 9, 2010 7 ของความคิดเห็น

ผมชอบนั่งดูสถิติเว็บตัวเองครับ สนุกกับการเขียน และได้รู้ทันทีว่าใครชอบอ่านอะไรไม่ชอบอ่านอะไร อันนี้เป็น Stat ย้อนหลังให้คุณได้ดูกันเล่นๆ นะครับ

ผมเริ่มเขียนมาตั้งแต่ปี 2006 มีคนดูวันละ 5-10 คน เขียนอยู่นาน อัพบ้างไม่อัพบ้าง แต่เริ่มมาจริงจังตอน 2007 เพราะมีเวลาอัพมากขึ้น และเดือนตุลาคม 2009 ก็ทำยอดโด่ง ตอนนั้นจำได้ว่าเขียนเรื่อง “วิธีฝึกดูจิตด้วย Twitter” แล้วมีคน RT กันใน Twitter เยอะมาก โดยเฉพาะ @suthichai อ่านแล้วชอบ แกเลย RT ปรากฏว่าวันนั้นมีคน RT 20 ครั้งได้มั้งครับ จากนั้นก็เลยมีเพื่อนๆ แวะเวียนเข้ามาอ่าน Blog ผมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ทุกวันนี้คนอ่านก็ไม่ได้เยอะอะไร วันละ 300-400 คน แต่ผมถือว่าทุกคนที่เข้ามาสนใจในสิ่งที่ผมต้องการสื่อสารฃ แค่นี้ก็ดีใจแล้ว :)

เพิ่มเติมอีกหน่อยครับ Top 10 ของ Blog post ที่คนชอบอ่านที่สุด ผมไม่วิเคราะห์อะไรดีกว่า แต่ก็แปลกดี คนไทยชอบเรื่อง Gadget มากกว่าแนวคิดแฮะ แต่ผมอยากรู้จังครับ ว่าคุณคิดยังไง? มีความเห็นอะไรกันบ้างไหม? ผมควรจะเขียนแบบไหนที่จะโดนใจคุณหรือเปล่า?

Categories: Personal opinion

แก้ตัว Ignite Bangkok – ประโยชน์ของ Online Community

วันพุธ, ตุลาคม 6, 2010 18 ของความคิดเห็น

เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วมีโอกาสไปร่วมงานประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ซึ่งคณะกรรมการสมาคมฯ ก็รวบเอางาน Ignite (การที่มีคนมาแชร์ความรู้กันแบบสั้นๆ เร็วๆ 5 นาที 20 Slides) มาไว้ในคราวเดียวกัน วิทยากรทุกแทบทุกคนพูดได้ดีเยี่ยม มีอยู่คนนึงที่หลุดออกมาก็คือผมเอง เตรียมตัวไปไม่ดีเท่าไหร่ก็เลยพูดตามสไลด์ไม่ทัน คนฟังก็จับใจความได้ไม่ครบ ในงานวันนั้นพอพูดเสร็จ ผมก็กราบขออภัยทุกคนที่ฟังอยู่ และบอกว่าผมจะขอแก้ตัวโดยนำเรื่องที่ผมจะพูดในวันนั้นมาอธิบายตรงพื้นที่นี้ให้เต็มที่

นี่คือที่มาของเรื่อง Online Community จากประสบการณ์ของผม ที่จะมาแชร์ให้ทุกท่านครับ

1. สไลด์แรก – Online Communities สวัสดีครับ ขอบคุณที่ให้โอกาสมาแชร์ความคิดของผมเรื่อง Online Community กับทุกคนในที่นี้นะครับ

2. วันนี้มีอะไรบ้าง ผมมาแชร์ 2 เรื่องนี้ครับ Online Community คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร ทำไมต้อง Online Community และที่สำคัญเราจะทำให้มัน “เกิด” ได้อย่างไร

3. ขออิงทฤษฎีสักนิดครับ ผมนำมาจากหนังสือชื่อ Open Brand โหลดบางส่วนมาอ่านเล่นได้ครับ ใจความหลักของชาร์ทที่คุณเห็นในหน้านี้เขาพยายามชี้ว่า ทางซีกซ้ายคือสภาพธุรกิจสมัยก่อน และทางขวาคือสภาพธุรกิจในปัจจุบัน ในสไลด์จะระบุไว้ชัดเลยว่า นักการตลาดสมัยก่อนจะมองเรื่อง Target consumers เป็นหลักในขณะที่นักการตลาดสมัยนี้ควรจะมองที่การมุ่งผสานประโยชน์ของลูกค้าด้วย Customer community จากการสื่อสารทางเดียว (Monologue) มาเป็นการสื่อสารโต้ตอบไปมา ฟังผู้บริโภคมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น (Dialogue)

เมื่อก่อนมองเรื่อง Awareness ไว้ก่อน สมัยนี้ก็กลายมาเป็นเน้นเรื่อง Engagement แทน – พูดง่ายๆ ก็คือยุคนี้คือยุคที่นักการตลาดหลายต่อหลายคนควรหันมาใส่ใจผู้บริโภคให้มากกว่าเดิม จากเดิมเพียงแค่เข้าใจจากการสำรวจ หรือจ้างบริษัทใหญ่ๆ ทำวิจัย แต่สมัยนี้ต้องให้ลูกค้าเข้ามาบอกคุณใน Online Community เลยครับว่าเขาอยากได้อะไร และเราจะตอบสนองเขาได้อย่างไร นี่แหละครับ เขาถึงบอกว่าลูกค้ามีสิทธิ์กำหนดแบรนด์ของเรา นักการตลาดซะอีกมีอำนาจน้อยลง คอนโทรลแบรนด์ด้วยตัวเองไม่ได้ 100% แล้ว

4. สำหรับผม Online Community มี 2 แบบครับ แบบแรกคือแบบนักนิเทศศาสตร์ กับแบบนักวิศวกรรมศาสตร์ ต่างกันอย่างไร? ผมแทน Community แต่ละแบบด้วยคน 2 คนนี้ คนแรก Amy Jo Kim เธอเป็นคนแต่งหนังสือ Online Community Building และคนที่ 2 ทุกคนรู้จักนะครับ Mark Zuckerberg แห่ง Facebook

5. คนแรก Amy เขาค่อนข้างมองว่า Online Community มันเป็นชุมชนที่จะต้องสร้างด้วยการมองหา “Common Interest” ก่อน อยู่รวมตัวกัน พูดภาษาเดียวกัน มี “Conversation” ในเรื่องเดียวกัน แล้วมันก็จะพัฒนาให้อะไรๆ มันดีขึ้น มีประโยชน์ร่วมกัน ยกตัวอย่าง คนที่ชอบติดตามเรื่องโทรศัพท์มือถือ และแอพฯ ใหม่ๆ ในเว็บ Siamphone.com วันนึงรวมตัวกัน 100 คนไปซื้อ Smartphone รุ่นใหม่ล่าสุดในราคาถูก เจ้าของร้านเจอแบบนี้ก็ต้องคิด จริงไหมครับ? แบบแรกนี้ผมเรียกว่าเป็นแบบนักนิเทศศาสตร์คือ คุณต้องสนใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วหาแนวร่วมมาอยู่รวมกับคุณ สร้าง Content ขึ้นมา คุยกันในหัวข้อที่สนใจร่วมกัน เติบโตไปด้วยกัน มีประโยชน์ร่วมกัน คนมากขึ้นเสียงก็ดังขึ้น ทุกอย่าง base on Conversation

6. คนที่ 2 Zuckerberg แห่ง Facebook เขาสร้าง Online Community แบบเน้นว่า เขาสร้าง “Tool” คือ Zuckerberg เขามองต่างไปจาก Amy เขาไม่ได้คิดว่าเขาจะต้องสร้าง Community แต่หาก Community มันมีอยู่แล้ว เพียงแต่เราสร้าง Tool ให้คนเขาทำอะไรๆ ได้สะดวกขึ้นก็พอ แต่เราไม่ลงไป Build กับคนใน Community ด้วย เราแค่อำนวยความสะดวกก็พอ

7. ผมขอสรุปนิยามโดยเอาของ 2 คนนี้มารวมกันว่า Online Community คือ “กลุ่มของคนที่มีจุดร่วมอยู่ด้วยกันในมิติทางสังคม ความสนใจ เชื้อชาติ เป้าหมาย โดยคนกลุ่มนี้จะต้องเกี่ยวโยงกัน สร้างความสัมพันธ์กันเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมและ/หรือ ส่วนตน และทั้งหมดนี้ต่อขยายเป็น Movement ได้ด้วย Internet Technology”

8. ทำไมต้อง Online Community? เครื่องมือมีเกลื่อนเว็บ แต่… ที่สำคัญที่สุดคือ “User” และ User จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน นั่นก็คือ “Leaders” กับ “Followers” ใช่ครับ มีคนนำ มีคนตาม

9. ทำไมผมต้องมาพูดเรื่องมีคนนำและคนตาม เรื่องของเรื่องคือ – สิ่งที่น่าจะติดตามและศึกษาให้มากก็คือ ในวันที่อินเทอร์เน็ต Empower คนเราให้ทำอะไรได้หลายต่อหลายอย่าง อยากเป็นเจ้าของสื่อเองก็ทำได้เลย ไม่ต้องมีเงินถุงเงินถังเหมือนเมื่อก่อนก็ทำสื่อได้ ทำอย่างไรที่เราจะอาศัยพลังมวลชนผ่านทางเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตให้สัมฤทธิ์ผลในสิ่งที่เราต้องการ เมื่อเราเข้าใจว่าเราจะ Lead หรือทำให้มวลชนเห็นชอบตามที่เรา “โน้มน้าว” ให้เกิด “Movement” ได้อย่างไร เราก็มีกำลังมากพอที่จะเปลี่ยนสังคมนี้ให้ดีขึ้นได้ ว่าแต่เราจะทำได้อย่างไร? (แนะนำให้อ่านหนังสือ Tribes โดย Seth Godin ครับ) ดูวิดีโอที่ Seth พูดใน TED Talk นะครับ น่าสนใจดีทีเดียว

10. ผมเองก็เคยทำ Online Community กับเขาเหมือนกันครับ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมบินลัดฟ้าไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ไปเรียนได้ไม่นาน วันนึงก็โดนฝรั่งขับรถโฉบผ่านป้ายรถรางที่ผมยืนหนาวสั่นอยู่ (ตอนนั้นอากาศหนาว 4-5 degree เท่านั้น) เขาสาดน้ำจากรถ ผมเปียกทั้งตัว ลมหายใจพวยพุ่งเป็นไอท่ามกลางความหนาวจากน้ำเย็นและอากาศอย่างนั้น มันจุดประกายให้ผมคิดได้ว่า คนไทยทำไมไม่รักกัน? ผมเห็นคนไทยในออสเตรเลียต่างคนต่างอยู่ จะดีแค่ไหนถ้าผมทำให้เขารวมตัวกันได้ รักกันได้ โชคดีว่าผมเคยเป็นนักข่าว ผมเป็นนักนิเทศศาสตร์ ผมรู้วิธีการทำเนื้อหา ผมอาจ “โน้มน้าว” ให้คนไทยรักกันได้ ตอนนั้นผมคิดว่ามันอาจกลายเป็น “Movement” ได้อย่างหนึ่งครับ ถ้าเราสร้าง Online Community ของคนไทยในออสเตรเลียได้ และผมก็ทำมันได้ จนถึงวันนี้ เดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ Aussietip.com จะมีอายุครบ 10 ปีแล้วครับ สมาชิกเรากว่า 10,000 คน เราได้รับประกาศนียบัตรจากทางสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยด้วยว่า Aussietip คือเว็บที่เราแนะนำให้คนไทยเข้าไปก่อนที่จะไปเรียนต่อออสเตรเลีย

หลังจาก Aussietip ผมก็ทำใหญ่เลยครับ ไปทำงาน Yahoo! เบสที่สิงคโปร์ก็ทำ Singtip.com ก็ “เกิด” อีก เลยย่ามใจ ทำ Americatip, Germantip ขยายไปเรื่อยเลย ใช้คำว่า “Tip” เป็นเหมือน Franchise ปรากฏว่า 2 เว็บหลังเจ๊งสนิท การสร้าง Community มันเป็นเรื่องในระยะยาว จะไปเร่งรัดมันคงยาก

11. ย้อนกลับมาที่ Aussietip ผมทำหลายอย่างครับ นักเรียนไทยไปใหม่ๆ เขาต้องการอะไรก็จัดให้เขา ไม่มีเพื่อนก็จัดงานบาร์บีคิวสังสรรค์คนไทย ไม่มีงาน ก็ทำเว็บบอร์ดขึ้นมาสำหรับเจ้าของร้านอาหารไทยมาโพสต์หาคนทำงานร้านอาหารไทย หาคนติวหนังสือก็ใช้เว็บบอร์ดช่วยได้ หรือแม้กระทั่งไม่มีเงิน ก็ขายรถ ขายบ้านกันบนชุมชนออนไลน์นี้ ใช้แค่เว็บบอร์ดอย่างเดียวหรือเปล่า ไม่ครับ ปี 2007 ผมเริ่มใช้ Tool ประเภท White Label Social Networking อย่าง Ning.com มา empower Aussietip ให้สมาชิกผูกพันกันมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่ปี 2007 มา ผมไม่ต้องลงไปคุม Community เองเหมือนเมื่อก่อน แต่ผมให้สมาชิกที่เป็น “Power user” เขารวมตัวกันควบคุมเว็บเอง ตอนนี้ผมไม่ต้องลงไปทำอะไรเลย นานๆ ทีก็ถามไถ่ทุกข์สุขกันไป

แล้วผมได้อะไร? ผมก็ขายแบนเนอร์ธรรมดาๆ พอแค่ค่า Server ครับ แต่จริงๆ แล้ว Aussietip.com กลายเป็นเหมือนพอร์ตฟอลิโอของผมไป Personal branding ของผมก็คือคนสร้างชุมชนออนไลน์ของคนไทยในออสเตรเลีย เวลาไปสัมภาษณ์งานที่ Yahoo!, Samsung, True ทุกคนที่สัมภาษณ์ผมเขาเห็นความสำเร็จตรงนี้ ก็เลยให้ค่ากับสิ่งที่ผมลงมือทำตรงนี้เรื่อยมา สัมภาษณ์ออกสื่อต่างๆ ก็เพราะชุมชนออนไลน์เหล่านี้ ดังนั้นการสร้าง Community มันมีประโยชน์หลายทาง ถ้ามองมันในแง่ ROI แล้วแม้มันไม่ได้กลับมาในแง่รายได้มากมาย แต่มันได้ทางอื่นมากมายจริงๆ ครับ

12. ผมยังมีตัวอย่างของ Online Community อื่นนะครับ อย่างวง Linkin’ Park ทุกคนได้ฟังอัลบั้มใหม่ของพวกเขาหรือยังครับ? สมัยนี้ Linkin’ Park คงรู้ว่าถึงตัวเองจะดังแค่ไหน คงขาย CD ไม่ได้มากเท่าเมื่อก่อนอีกแล้ว เขาเลยทำเพลงออกมามี 10 กว่าเพลง แต่ฟังรู้เรื่องอยู่แค่ 2-3 เพลง นอกนั้นเป็นดนตรีทดลองในเชิงศิลปะร้อยกันเป็น Concept Album ซะหมดเลย ไม่ได้ทำเพลงออกมาขาย 10 เพลงเหมือนสมัยก่อน แล้วเขาก็จัดการใช้ Ning.com มาเป็นตัวสร้าง Social Networking ของวง และยัง Engage แฟนเพลงด้วยการเปิดประกวดแต่งเพลง โดยให้แฟนเพลงเอา Loop ทำนองดนตรีในอัลบั้มใหม่นี้ไป Remix ใหม่และร้องมาเป็นเพลงของตัวเอง ใครทำเพลงดีได้รางวัล นับว่าเป็นการโปรโมทอัลบั้มแบบใหม่ในเชิง Online Community จริงๆ นอกจากนี้ทางวงยังได้จัดเวลาในการทำ Online Meet and greet ด้วยนะครับ

13. นอกจาก Ning แล้ว ทาง Linkin’ Park ก็ยังใช้ MySpace Music (เอามาทำเป็น Music Player platform, promotion และส่งข้อความถึงแฟนเพลง) ใช้ Indaba Music (host MySpace application ที่เปิดให้นักดนตรีแชร์เพลงเวอร์ชั่น remixes บน MySpace) และใช้ระบบ email พิเศษของ Top Spin Media (สำหรับ song widget) Linkin’ Park ลงมาทำการตลาดเอง ไม่ง้อค่ายเพลง 100% เหมือนสมัยก่อนครับ

14. ภาพรวมๆ ของเทคโนโลยี Top Spin Media ที่เป็นบริษัทให้บริการศิลปินในการ จัดเตรียมแพลตฟอร์มในการขายเพลง และทำการตลาดกับแฟนเพลง

15. หรือใครเคยได้ยิน สองสามีภรรยาคู่นี้ไหมครับ คุณวรรณกับคุณหมู นักปั่นจักรยานรอบโลก เขาฝันว่าอยากปั่นจักรยานรอบโลก ก็ลาออกจากงาน หาสปอนเซอร์ แล้วใช้เวลา 5 ปีกว่าจะปั่นกลับมาถึงเมืองไทย ระหว่างทางพ่อแม่ของทั้งคู่เสียชีวิต ถูกปล้น และเกือบถูกลวงไปฆ่าหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่ย่อท้อ และทั้งคู่ได้สื่อสารกับคนไทยที่อยู่เมืองไทยด้วยการเปิดเว็บไซต์ ThaiBikeWorld.com คอยบอกคนทั่วโลกว่าตอนนี้ปั่นอยู่ตรงไหนของโลกแล้ว และทุกจุดที่ตัวเองไปก็จะ “จุดประกายคนไทย” ให้เกิด Movement ของคนที่มี Passion ให้คนไทยเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิด และลงมือทำ วันนี้พี่วรรณพี่หมูได้จุดประกายความฝันให้กับคนไทยมากมายครับ ล่าสุดออกหนังสือเกี่ยวกับการเดินทางรอบโลกของตัวเองมาแล้ว 4 เล่ม ส่งอีเมลมาขายหนังสือให้ผมอีก (ฮา)

16. ฟังดูห่างจากเรื่องธุรกิจจัง? Online Community จะเป็นเรื่องธุรกิจได้ไหม ได้สิครับ เชื่อว่าทุกคนคงรู้จัก Dek-D.com คุณปอนด์ Dek-D.com ตอนนี้อยู่ในห้องนี้ด้วย ภาพที่อยู่บนจอตอนนี้คือ เว็บของสมาคมอาหารสัตว์ เชื่อไหมครับว่าอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในเมืองไทยนั้นใหญ่มาก มีคนรักสัตว์มากมาย และแน่นอนว่าน้องหมานั้นเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด แต่เรายังไม่มีเว็บชุมชนคนรักหมาเว็บไหนโดดเด่นออกมาสักเว็บเดียว แต่ตอนนี้มีแล้วครับ

17. Dogilike.com คุณปอนด์เด็กดี แกคงเห็นว่าอุตสาหกรรมนี้ใหญ่พอตัวทีเดียว คนรักหมาก็เยอะ ก็เลยจัดการสร้างชุมชนออนไลน์ของคนรักหมาขึ้นมาซะเลย ในเว็บนี้เจ๋งมากครับ ขอเชิญทุกคนเข้าไปเยี่ยมชมได้ อันนี้เป็น Online Community ในแบบนักนิเทศศาสตร์ที่ผมเคยบอกไว้ตั้งแต่ช่วงแรก แต่ก็มีการใช้ Social Media เป็นส่วนประชาสัมพันธ์นะครับ

18. ถ้าเรารู้จักใช้ Online Community รอบตัวให้เป็นประโยชน์ มันก็จะพลิกโอกาสทางธุรกิจได้มากมาย คิดว่าทุกคนคงจำกรณีศึกษาของภาพยนตร์เรื่อง “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” กับ “โหมโรง” ได้นะครับ ทั้งสองเรื่องนี้ทำรายได้เกิน 100 ล้านทั้งคู่ โดยเฉพาะเรื่องหลัง ตอนแรกจะออกจากโรงแบบเจ๊งๆ แล้วก็ว่าได้ แต่ทุกอย่างกลับพลิกผันไปในทางที่ดีขึ้น จะบอกว่าเกิดเพราะ Pantip.com ก็ไม่ผิดเลยครับ ชุมชนออนไลน์ในพันทิปมีพลังจริงๆ

19. ท้ายนี้ผมขอสรุปครับ จะทำ Online Community ให้เกิด
1. คุณต้องมีเป้าหมายต้องชัดเจน ตั้งใจจะสร้าง Value อะไรให้คนไทยในออสเตรเลีย อย่าง Aussietip ทำเล่นๆ ทำไปทำมาก็ถือเป็น Portfolio ส่วนตัวได้ ได้งานเป็น Community Manager ที่ Yahoo! มาแล้ว
2. ที่เราต้องคิดเสมอนั่นก็คือ สิ่งที่เราคิดมีตลาดรองรับหรือไม่? เริ่มทำจาก Community ที่มีอยู่แล้วก่อน ยิ่งมีตลาดอยู่แล้วยิ่งดี อย่างคุณปอนด์ทำ Dogilike นี่ใช่เลย
3. ลืมๆ business model ไปบ้าง คิดก่อนว่าสมาชิกจะได้อะไร ไม่ใช่ว่าเราจะได้อะไร ถ้าคิดเรื่องเงินมาก่อน บางทีมันจะทำให้เราไม่คิดแบบ User-centric มากพอที่จะทำให้เว็บ “เกิด” หรือถึง Critical mass ได้
4. UI come first เวลาทำเว็บ ให้คิดเลยครับว่าหน้าตาเว็บเป็นยังไง แล้วเอาให้ทีมงานดู หรือถ้ารีดีไซน์ก็เอาให้คนในชุมชนของเราดูเลยครับ เขาจะรู้สึกว่าเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน อย่างผมเวลาจะรีแบรนด์ Aussietip ใหม่ ต้องถามสมาชิกเลยว่าชอบสีอะไร คอย “ฟัง” เขาตลอดครับ

20. จบ และขอบคุณครับ

Categories: Online marketing
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 6,393 other followers