Archive

Archive for พฤศจิกายน, 2010

Social Commerce กระแสใหม่แห่งโลก eCommerce

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 21, 2010 1 comment

ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Positioning ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2553
- – - – -

ระยะนี้กระแสความเคลื่อนไหวของกลุ่ม eCommerce ใหม่ที่เรียกว่า ‘Social Commerce’ กำลังมาแรงในอเมริกา มีการจัดสัมมนาพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเป็นทางการหลายครั้ง ล่าสุดทางกลุ่ม Altimeter บริษัทวิจัยด้านการตลาดดิจิทัลชื่อดังก็ออกมาจัด event เป็นเวลา 2 วัน  พร้อมเชิญบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกให้ผู้ค้าอีคอมเมิร์ซสามารถใช้ Social Media ในการเพิ่มประสิทธิผลทางการค้า ตลอดจนนักวิชาการจากทุกสารทิศมาเข้าร่วม ในขณะที่แบรนด์ใหญ่อย่าง Best Buy, DELL, Delta  ก็เข้าร่วมเสวนาต่อยอดความรู้ด้วยเช่นกัน

ในงานนี้มีผลสรุปสถิติออกมาว่าในปี 2553 กว่า 20% ของกว่า 200 บริษัทชั้นนำในอเมริกามีกลยุทธ์ในการทำ Social commerce และในปี 2554  86% ของบริษัทเหล่านี้วางแผนที่จะเดินหน้าไปทางนี้อย่างแน่นอน และ 90% ของบริษัทเหล่านี้จะเพิ่มงบประมาณในการทำ Social commerce อีกประมาณ 8%  จึงเชื่อได้ว่าถ้าหากซิลิคอนวัลเล่ย์เริ่มปรับเปลี่ยน อีกไม่นานก็จะส่งผลให้ eCommerce ในทวีปอื่นๆ เปลี่ยนโฉมหน้า และส่งผลถึงตลาดอีคอมเมิร์ซในบ้านเราในที่สุด ผมติดตามผลงานของบริษัทนี้อยู่บ่อย วันนี้เลยไปรวบรวมเอาสาระสำคัญมาฝากคุณผู้อ่าน ผสมกับความเห็นของผมด้วยครับ

Social Commerce คืออะไร?

Social Commerce คือการใช้ Social technology ในการยกระดับ Shopping experience ให้ดีและสะดวกยิ่งขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือ  เรากำลังเข้ามาถึงยุคที่เราควรจะนึกต่อยอดได้แล้วว่าพวก Social technology ที่เราเห็นๆ กันอยู่ในทุกวันนี้มันสามารถเอามาทำอะไรให้กับผู้บริโภคได้บ้าง? เราจะติดต่อสื่อสารและทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้คนช้อปปิ้งกันให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร? เราจะ design ประสบการณ์ในการซื้อของผู้บริโภคใหม่ได้อย่างไร? และ เราจะสร้างความน่าติดตามของสินค้าและบริการ ด้วย Social Technology ได้อย่างไร? โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่านักการตลาดแต่ละท่านก็คงมีแนวทางในการใช้ Social Technology เพื่อสร้างประสบการณ์ในการซื้อให้ลูกค้าอยู่แล้ว ดังนั้นผมจะขอเอา case study สั้นๆ มารวมไว้ตรงนี้ เผื่อว่าจะนำไปประยุกต์ใช้กันได้นะครับ

Case ฝรั่ง
ร่วมกันช้อปปิ้งกับ Groupon.com, Kactoos.com – คน 100 คนอาจเข้าไปลงชื่อในเว็บไซต์ Groupon.com เพื่อซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งจากร้านค้าร้านหนึ่ง เมื่อครบ 100 คน และร้านค้าโอเค คนเหล่านั้นก็สามารถดาวน์โหลดคูปองเพื่อ “ร่วมกันซื้อ” สินค้าในราคาลดถึง 50%  หรือมีเว็บไซต์ที่คล้ายๆ กัน อย่างเว็บ Kactoos.com ที่เปิดให้บริการในบราซิล โคลัมเบีย และอีกหลายๆ ประเทศ

M Commerce - ผู้บริโภคในอเมริกามีแนวโน้มใช้มือถือในการช้อปปิ้งมากขึ้น (M Commerce) ซึ่งอาจดูไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่ตอนนี้ตัวอย่างที่เกิดขึ้นชัดๆ ก็ได้แก่การค้นหาข้อมูล เพื่อให้ตัดสินใจช้อปปิ้งได้ดีขึ้น เช่น ใช้ Mobile application ที่เป็นบาร์โค้ดสแกนเนอร์ “Red Laser” ในสมาร์ทโฟนส่องไปที่บาร์โค้ดบนสินค้า แล้วก็จะมีราคาของสินค้าตัวนั้นในหลายๆ ร้านขึ้นมาให้เปรียบเทียบกัน หรือการมี application “Food Scanner” สำหรับคนอยากซื้ออาหารลดน้ำหนัก ที่ให้คนสแกนบาร์โค้ด แล้ว application จะบอกเราได้เลยว่าอาหารชนิดนั้นๆ มีพลังงานกี่แคลอรี่

Yelp.com กับการกิน – นักดื่มนักชิมในเบย์แอเรียต่างใช้ Yelp.com ที่เป็น Social network ของคนรักการกินมาแชร์กันว่าร้านอาหารร้านไหนเจ๋ง เด็ดอย่างไร ด้วยประสบการณ์จริงของคนเหล่านั้น มากกว่าการดูและฟังโฆษณาจาก Traditional media เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันมีแนวโน้มจะเชื่อเพื่อนมากกว่าเชื่อแบรนด์ แต่อย่างไรก็ตามก็มีการพูดคุยกันเรื่องมีร้านบางร้านพยายามใช้วิชามารไปหลอกลวงผู้บริโภคให้สนใจในร้านของตัวเอง ปรากฏว่าพออาหารไม่อร่อยจริง กระแสข่าวเชิงลบก็จะออกไปรวดเร็ว และผู้ใช้ Yelp ก็จะไม่ให้ความเชื่อถือร้านอาหารร้านนั้นอีกเลย ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนักการตลาดร้านอาหารก็คือการรักษาความสัมพันธ์กับลูก้า แนะนำร้านอาหารของตัวเอง และบอกจุดเด่นของร้านตัวเอง และคอยแก้ไขปัญหาในกรณีที่ลูกค้าไปกินแล้วไม่พอใจบริการ หรืออาหารไม่ถูกปาก

Facebook Page – ผู้บริโภคจำนวนมากเลยทีเดียวที่ชอบเข้าไปใน Facebook Page ของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง เพราะอยากเข้าไปดูว่ามีอะไรใหม่ และอยากคุยกับฝ่าย Customer service เกี่ยวกับปัญหาการใช้งาน ดังนั้นตอนนี้ Facebook, Twitter จึงเป็นสิ่งจำเป็นของแบรนด์ในการ engage ลูกค้าไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้สิ่งที่จะต้องพูดคุยกันต่อไปก็คือวิธีการ engage ลูกค้าจะต้องทำอย่างไร ซึ่งผลสรุปออกมาง่ายกว่าที่คิด นั่นก็คือ พูดคุยอย่างธรรมชาติ ไม่ถึงกับต้องคอยสวัสดีตอนเช้า ตอนเที่ยงจะกินอะไรหรือยัง จะกลับบ้านแล้วขับรถดีๆ ไม่ต้องทำอย่างนั้น เพราะสิ่งที่ลูกค้าต้องการคือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการแบบสั้นๆ ไวๆ มากกว่า ลองดูตัวอย่าง http://www.facebook.com/xbox อย่างไรก็ตามสำหรับคนไทย อาจมีนิสัยในการใช้ Social network ในการหาเพื่อนมากกว่าหาข้อมูลแบบฝรั่ง การทักทายแบบกันเองๆ อาจจะยังจำเป็นอยู่ แต่เราก็ต้องดูด้วยนะครับว่า ภาษาที่ใช้พูดคุยนั้น เหมาะกับแบรนด์ของเราแค่ไหน อย่างเช่น ถ้าแบรนด์เราเป็นแบรนด์ที่ค่อนข้างหรู จะไปใช้ภาษา อิอิ อุอุ ฉึกๆ คงไม่ใช่แน่นอน

Community - คนรักหนังสือหันมาซื้อหนังสือตามคำแนะนำของชุมชนคนรักหนังสือในเว็บไซต์ Amazon.com และเมื่อซื้อมาแล้วยังได้ราคาดีกว่า เพราะในชุมชนยังมีการเปิดให้ผู้ที่ซื้อหนังสือไปแล้วเอาหนังสือมือสองมาขาย กันได้ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ลูกค้าจะไม่ไปเว็บไซต์อื่นง่ายๆ ถึงเว็บไซต์อื่นจะเสนอราคาถูกกว่า แต่ลูกค้าของ Amazon รู้สึกว่าใน Amazon มีทั้งชุมชนคนอ่านหนังสือที่มีคุณภาพ แนะนำหนังสือที่ดีได้ มีหนังสือมือสอง หรือแม้กระทั่ง eBook ที่ราคาถูกกว่าหนังสือจริงครึ่งๆ

Case ไทยๆ
คุณผู้อ่านอาจจะบอกว่า เฮ้ย ไม่จริงหรอก คนไทยไม่ได้ชอบอะไรแบบฝรั่งสักหน่อย อย่างน้อยคนไทยก็ไม่ใช้คูปองลดราคาเยอะเหมือนฝรั่งสักหน่อย ผมเห็นด้วยครับ เลยเอาตัวอย่างแบบไทยๆ มาให้อ่านกันด้วย ส่วนใหญ่คนไทยจะเน้นเรื่องการทำ CRM และการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าครับ แต่คงจะดีไม่น้อยถ้าหากว่าเราจะมีนวัตกรรมอะไรออกมาบ้าง

- ในเมืองไทยก็มีคนเข้าไปเทียบราคาสินค้าตัวหนึ่งจากเว็บไซต์หลายๆ แห่งที่ Yopi.co.th และ Priceza.com รวบรวมมาให้ หรือแอบเข้าไปสำรวจดูใน TARAD.com, WeLoveShopping.com ว่าตอนนี้ราคาตลาดเท่าไหร่ จะซื้อได้ในราคาที่เหมาะสมเท่าไหร่

- ภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น Fuji ชี้แจงเรื่องการขึ้นราคาอาหารผ่าน Twitter @Welovefuji โดยบอกกับลูกค้าคนที่ออกมาต่อว่าอย่างสุภาพและมีเหตุผล ทำให้ follower ของลูกค้าคนนั้นบอกต่อ จนส่งผลให้ลูกค้าหลายต่อหลายคนเข้าใจ Fuji ดียิ่งขึ้น และยังใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอเมนูเจในช่วงที่หลายคนกินเจได้ด้วย

- กลุ่มคนที่รักการกินการเที่ยวเข้าไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเที่ยวและการกินผ่านทาง where.in.th คนเข้าไปแนะนำร้านอาหารที่ตัวเองชอบ บางคนเข้ามาบอกว่าไม่ชอบ หรือไปเที่ยวภูเขาที่ไหนก็เอามาแชร์กัน ทำให้คนที่กำลังจะวางแผนไปเที่ยวภูเขาเดียวกันสามารถเลือกเส้นทาง และเตรียมตัวซื้อของสำหรับการปีนเขาได้ดียิ่งขึ้น (คำออกตัว: เว็บนี้ผมมีส่วนในการทำด้วย แต่คิดว่าเป็นตัวอย่างที่เหมาะสม)

หวังว่า Case study สั้นๆ เหล่านี้จะทำให้หลายๆ คนมองเห็นภาพมากขึ้นนะครับว่า Social Commerce นั้นทำงานอย่างไร และเรานักการตลาดควรจะปรับตัวอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์กับแนวทางในการทำงานของเรามากที่สุด

Categories: Online marketing

เรื่องกระทู้ในพันทิป

วันจันทร์, พฤศจิกายน 15, 2010 1 comment

เมื่อเช้านี้มีเรื่องราวบนพันทิปพาดพิงมาถึง Jakrapong.com ด้วย ที่ลิงก์นี้ http://www.pantip.com/cafe/mbk/topic/T9917632/T9917632.html

ผมได้ชี้แจ้งไปตามนี้

“ตอบเจ้าของกระทู้คุณ Earthchie ครับ ผมจักรพงษ์ที่คุณทวีตมาหานะครับ ชี้แจงได้ครับ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ อาจจะยืดยาวลงรายละเอียดสักนิดนะครับ จะได้เข้าใจ และเห็นภาพตาม

แต่สรุปได้ว่า คุณไม่ต้องห่วงครับ ได้เครื่องแน่นอนครับ

เมื่อ หลายเดือนก่อน ผมทำงานให้ Samsung Mobile และเป็นคนทำแคมเปญนี้เองครับ (ก็เลยได้เอาไปโพสต์ไว้ที่บล็อกส่วนตัว) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือผมได้ลาออกจากบริษัทไป เลยทำให้กระบวนการเบิกจ่ายเครื่องช้า คนที่รับเรื่องต่อก็ไม่ใช่คนที่ทวีต @samsunglover ซึ่งผมเป็นคนทวีตในช่วงนั้นครับ

ผมทำแคมเปญนี้คนเดียว ในทีมเราทำงานกันยังไม่รู้รายละเอียดเลย ดังนั้นเป็นเรื่องการสื่อสารและโอนถ่ายงาน ขออภัยนะครับ

ก่อน ออก ผมได้ทำเอกสารเรื่องนี้และแจ้งเพื่อนร่วมงานทั้งบอกกล่าวและอีเมลเอาไว้ด้วย ไม่ได้นิ่งนอนใจ บอกไว้เลยว่าจะต้องมีการเบิกจ่าย Galaxy Spica 2 เครื่อง เครื่องหนึ่งให้คุณ Earthchie เครื่องหนึ่งให้อีกท่าน และทาง Samsung เองโดยเพื่อนร่วมงานผมก็ทำเรื่องเบิกจ่ายเครื่องแล้ว เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (หลังจากที่คุณ Earthchie ทวีตมาหา 1 วัน) เพื่อนผมที่ Samsung Mobile ก็ถามเรื่อง @samsunglover ผมก็คุยกัน และยังถามเรื่องนี้อยู่เลย

ก็ขออภัยสำหรับความล่าช้านะครับ เดี๋ยวตามเรื่องให้ครับ ไม่หายแน่นอน (ช้าหน่อยครับ แต่มีเครื่องให้แน่ ไม่ต้องห่วง) คุณทราบ Twitter ส่วนตัวผมอยู่แล้ว ติดต่อมาได้ตลอดครับ หรือโทรมาหาผมก็ได้นะครับ 0819347256 ถ้ามีตรงไหนไม่เคลียร์พร้อมตอบทุกประเด็นครับ

ขออภัยถ้าผมเข้า Pantip มาตอบช้านะครับ”

ผมได้ตอบข้อเท็จจริงไปแล้ว รบกวนคุณ Earthchie ติดต่อกลับมาทางมือถือด้วยนะครับ

Categories: Personal opinion

รายการ Inno Talk ตอนที่ 2

วันพฤหัส, พฤศจิกายน 11, 2010 2 ของความคิดเห็น

ผมกับ ดร.ยุทธทำรายการต่อมาเรื่อยๆ สองตอนแล้ว วันศุกร์นี้ควรจะเป็นตอนที่ 3 แต่ไม่มีนะครับ พอดีคลิปเสีย ใครคิดยังไงแนะนำได้นะครับ :)

Categories: Personal opinion

รายการ Inno Talk ครั้งที่ 1

วันจันทร์, พฤศจิกายน 8, 2010 ใส่ความเห็น

ผมกับพี่ยุทธ (แกเป็นดร.ที่จบมาทางด้านนวัตกรรมครับ) ทำรายการจุดประกายนวัตกรรมบนอินเทอร์เน็ตเล่นๆ ปกติเอาขึ้นที่ Facebook.com/trueinnovationawards แต่นี่เป็นตอนแรก ผมเลยขอเอามาใส่ใน Blog ตัวเองสักนิด ขอเชิญไปชมจ้ะ

Categories: Personal opinion

ที่มาของ “สาวยาคูลท์” และนวัตกรรมที่ทำให้คนอายุยืนยาว

วันจันทร์, พฤศจิกายน 1, 2010 2 ของความคิดเห็น

เขียนให้ TrueInnovationAwards.com นำมาลงซ้ำที่นี่เนื่องจากเป็นสำนวนของผมเองครับ อ้างอิงจากหนังสือ “กว่าจะเป็น 26 สุดยอดสินค้าขายดีของญี่ปุ่น” นานมีบุ๊คส์


ภาพสาวยาคูลท์ที่ญี่ปุ่น

ย้อนหลังกลับไปเืกือบ 80 ปีก่อน มีการเพาะเชื้อจุลินทรีย์แลคโตบาซิลัสที่อยู่ในลำไส้ของคนมาเพาะเลี้ยงให้แข็งแรง และด้วยความคิดของ “ดร.มิโนรุ ชิโรตะ” ชาวญี่ปุ่นที่ต้องการให้เพื่อนมนุษย์มีสุขภาพแข็งแรงจึงทำให้เกิด “ยาคูลท์” ขึ้นในปี 1935 (พ.ศ. 2478) และคนไทยส่วนใหญ่ก็รู้จักเครื่องดื่มนี้ดี เพราะมันจะมาพร้อม “สาวยาคูลท์”

ดร.ชิโรตะเติบโตมาในหมู่บ้านที่ทุรกันดาร มีเด็กหลายคนตายด้วยโรคบิด เขาจึงคิดอยากเรียนด้านการแพทย์และค้นหาทางป้องกันรักษาเด็กๆ ให้ได้ จนในปี 1921 ดร.ชิโรตะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเกียวโตเทโกะกุ และเริ่มการวิจัยค้นคว้าอย่างจริงจัง ดร.ชิโรตะเองก็ทราบดีว่าความแก่ชราของมนุษย์เกิดจากแบคทีเรียในลำไส้ถูกสารพิษทำร้าย แต่คนแถบบัีลแกเรียอายุยืนได้เพราะกินโยเกิร์ตกันประจำ ซึ่งจุลินทรีย์แลคโตบาซิลัสในโยเกิร์ตนั่นเองที่ช่วยกำจัดสารพิษในลำไส้ได้ เพราะมีผลงานการศึกษามาจาก ดร.เอลี เมชนิคอฟฟ์ (Elie Metchnikoff) นักชีววิทยาชาวรัสเซียเคยกล่าวไว้

ชิโรตะศึกษาหาทางเกือบสิบปี จนสามารถคัดเลือกเชื้อจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสที่แข็งแรงกว่าเดิมได้ในปี 1930 ความสำเร็จไม่ได้มาง่ายๆ เลย นี่เป็นการเพาะเชื้อจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสได้เป็นครั้งแรกของโลก จึงมีการตั้งชื่อตามธรรมเนียมว่า “สายพันธุ์ชิโรต้า”

ทีนี้เมื่่อคิดได้ ก็ต้องเอามาทำแพคเกจให้ดี ชิโรตะเลยทำให้มันดื่มได้ง่ายๆ เหมือนน้ำหวาน ตั้งชื่อว่า “ยาคูลท์” เป็นภาษาเอสเปอแรนโต มีความหมายเหมือนกับคำว่า “โยเกิร์ต” แปลว่าการมีอายุยืนยาว

สาวยาคูลท์

แรกเริ่มเดิมทีก็ใช้ผู้ชายปั่นจักรยานส่ง พอญี่ปุ่นพ้นสงครามในปี 1955 พบว่าลูกค้าพอใจที่มีผู้หญิงไปส่งยาคูลท์ที่บ้าน เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านที่ตัดสินใจซื้อเข้าบ้าน คนส่งเป็นผู้หญิงก็จะรู้สึกสนิทใจมากกว่า แนะำนำเรื่องสุขภาพก็ดูเข้ากันดี สาวยาคูลท์รุ่นแรกเลยเกิดขึ้นในปี 1963 และจากนั้นสาวยาคูลท์ก็กลายเป็นหน้าตาของบริษัทมาตลอด สาวยาคูลท์กว่า 5,200 คนของบริษัทจำหน่ายแบบอิสระเหมือนร้านค้าปลีก จนขยายไปกว่า 33 ประเทศทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้

สำหรับประเทศไทยจะเห็นว่าออฟฟิศอยู่บนถนนวิภาวดีใกล้ๆ กับเดลินิวส์เพราะผู้บริหารก็คือคุณกนกพรรณ เหตระกูล

ชวนอ่านเพิ่มเติม
ตำนานฮีโร่ของสาวยาคูลท์
Blog OKNation ครั้งแรกกับสาวยาคูลท์
Blog Exteen ต้นกำเนิดสาวยาคูลท์
Blog อื่นๆ ที่บอกว่าตัวเองผูกพันกับยาคูลท์อย่างไร

TrueInnovationAwards.com เป็น เว็บไซต์ของโครงการ True Innovation Awards ที่เราจะจัดให้มีการประกวดนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยมีจุดมุ่งหมายว่าภายในปี 2013 เราจะต้องมีนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันเราตั้งใจจะรวบรวมบทความ ข่าวสาร ข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกับนวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการ ให้คนไทยได้อัพเดทกัน เพื่อเป็นส่วนเล็กๆ ในการ ”จุดประกาย” ให้คนไทยสร้างสรรค์นวัตกรรมออกมามากขึ้น

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 6,393 other followers