post

พวกเราแรงกันเกินไปหรือเปล่าครับ?

angered

อาชีพผมทุกวันนี้คือคนทำงานบน Social Media ด้วยความที่ Social Media เป็น Consumer touchpoint จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องโต้ตอบกับลูกค้า แรกๆ ก็ทำเอง มีกี่คำถามก็ตอบเองหมด แต่หลังๆ มาลูกค้าถามมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น ผมเลยตั้งทีมขึ้นมาทีมหนึ่งเรียกว่า Online Call Center เพื่อคอยตอบคำถามใน Pantip (ห้องมาบุญครอง), Facebook, Twitter

ช่วงหลังสงกรานต์ที่ผ่านมา ผมโทรไปสอบถามสารทุกข์สุขดิบน้องๆ ทีมงานก็ได้ความว่า เครียดมากๆ เพราะตลอดเวลาที่บริการ ลูกค้ามักออกอาการ “แรง” ทุกคน คำว่าแรงในที่นี้คือแรงแบบไม่ปรานีปราศรัย เพราะมันมักจะปนเปื้อนอารมณ์โกรธและคำสบถหยาบๆ มาด้วยทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น “เลวไร้ที่ติ” “โกง” “เอี้ย” “หน้าด้าน” และสารพัดจะก่นด่า ประจานหยามเหยียดให้ตายตกไปตามกัน

แต่ทั้งหมดก็ต้องยอมรับว่าถ้าบริการมันไม่ดีพอ ก็สมควรจะถูกต่อว่า วันนี้ผมเลยอยากจะแสดงความคิดเห็นส่วนตัวบางอย่าง ซึ่งต้องขอออกตัวว่าส่วนตัวจริงๆ ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทนายจ้างของผมแต่อย่างใด

เรื่องการก่นด่านั้น ผมเองก็พยายามบอกน้องๆ ทีมงานไปว่าให้ใจเย็นอย่างที่สุด เพราะท้ายสุดไม่มีใครคนไหนหรอกครับ อยากเป็นคนแสดงกิริยาอะไรไม่เหมาะสม เขาเพียงต้องการให้เราบริการให้ดีได้มากกว่านี้ (สมัยนี้เราไม่ได้รับมือเฉพาะเจ้าของกระทู้นะครับ แต่เราต้องรับมือกับทุกคนที่อยู่ในชุมชนออนไลน์ที่มาคอยร่วมเชียร์ด้วยการกดโหวตด้วย) แต่ก็แอบถอดถอนใจทุกครั้งที่รู้เรื่องแบบนี้ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ผมคิดถึงกระทู้เก่ากระทู้หนึ่งใน Pantip ที่ส่วนตัวผมคิดว่าถึงมันจะนานตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว แต่ก็ยังสะท้อนความเป็นจริงได้ดี

ผมขอเอากระทู้นี้มาวางไว้ตรงนี้อีกที เพราะอยากส่งต่อให้คนที่คิดจะด่าน้องของบริษัทผู้ให้บริการทุกๆ เจ้า (ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทผมที่เดียวก็ได้ครับ) ที่ชาว Pantip ชอบเรียกกันว่า “น้อง cc” ของผู้ให้บริการทุกค่าย อ่านกระทู้นี้แล้วนึกถึงคนอื่นบ้างว่า เขาก็เป็นคนเหมือนกับเราเช่นกัน

วันนี้ผมเข้าบอร์ดนี้ปกติเหมือนทุกวัน แล้วก็เห็นเหมือนทุกวันครับ
แต่วันนี้รู้สึกแปลกๆ พอเห็นกระทู้แนะนำหลายๆ ครั้งที่เราด่าผู้ให้บริการ
โทรศัพท์ในส่วนที่เค้าทำผิดพลาดแย่ และอาจจะเอาเปรียบเรา
แต่ความรู้สึกของผมวันนี้ ผมรู้สึกว่า มันแรงไปหรือเปล่าครับ

ผมเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับบริษัทของให้ผู้บริการต่างๆ
ผมเองก็เป้นผู้ใช้คนนึง หลายๆ ครั้งเองก็เคยตั้งด่าแรงๆ
แต่วันนี้รู้สึกสงสาร และรู้สึกแย่ ที่เราต้องมาโพสด่าประจาน

ด่าเหมือนเค้ามาปล้นบ้านเรา เหมือนเค้ามาทำร้ายเรา ซึ่งเค้าอาจจะผิดพลาด
อาจจะเอาเปรียบ อาจจะไร้ความรับผิดชอบ แต่ผมรู้สึกว่าที่เราด่าๆไป
เหมือนแค่เราระบายอารมณ์ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต ซึ่งเราอยู่ในมุมมืด

และอยากจะก่นด่าอะไรออกไปก็ได้ เหมือนพวกเค้าเป็นนักโทษ
ผมว่าเจ้าของผู้ให้บริการบางทีอาจจะได้รับข้อความเหล่านี้บ้างใช่

แต่ ที่เราด่ากันทุกวันนี้ผมว่า คนที่รับเต็มๆ ก็คือพนักงาน CC ซึ่งก็กินเงินเดือน ไม่ต่างไปจากเราๆ ท่านๆ ที่ทุกวันต้องมาเจอกับอารมณ์ฉุนเฉียว
แต่คำกร่นด่าของพวกเรา ผมว่า เราไม่พอใจได้ แต่เราเลือกที่จะแสดงออกที่ดีกว่านี้ได้ ทุกท่านว่าจริงไหมครับ

ผมแค่รู้สึกแบบนี้จริงๆ แล้วก็อยากเห้นห้องนี้กลับมามีน้ำใจต่อกัน
อ่านบอร์ดแล้วมันจะได้เจริญหูเจริญตา ไม่ใช่เข้ามาก็มีแต่บรรยากาศมาคุ

อ่านข้อความข้างบนนี้ ผมเห็นมีคนมาร่วมแลกเปลี่ยนทั้งหมด 158 ความเห็น ซึ่งเป็นจำนวนไม่ใช่น้อย ส่วนใหญ่เข้ามาเห็นด้วยว่า “เราก็แรงกันเกินไปจริงๆ แต่ผู้ให้บริการก็ต้องบริการให้มันได้เรื่องกว่านี้” เลยทำให้คิดได้ว่า ที่จริงอินเทอร์เน็ตน่ะมันทำหน้าที่ของมันดีแล้ว คือเปิดให้ผู้ให้บริการและผู้บริโภคมาเจอกันตรงกลาง ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของคนทั้งสองฝ่ายที่จะพูดคุยกันดีๆ ประนีประนอมเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของทุกๆ คน แค่นี้พื้นที่ของโลกออนไลน์ก็จะกลับมาเป็นพื้นที่ที่มีน้ำใจต่อกัน น่ารักมากขึ้น อย่างที่คุณเจ้าของกระทู้บอกนั่นแหละครับ มันอยู่ที่เราจะเลือกแสดงออกให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร

หรือคุณคิดต่างไป?

ภาพ: Delievrbliss

post

ถามใจ 4 บล็อกเกอร์: คุณรู้สึก/คาดหวังอย่างไรกับ Samsung Galaxy ตัวถัดไป?

ถ้าถามว่า smartphone ที่แฟนๆ Android กำลังเฝ้ารอมากที่สุดตอนนี้คือตัวไหน เห็นจะหนี “Samsung Galaxy” ไม่พ้น ซึ่งล่าสุดทาง Samsung ได้ออกมายืนยันแล้วว่าจะมีการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ที่ Radio City Music Hall ณ มหานคร New York ในวันที่ 14 มีนาคม เวลา 19.00 น. เป็นต้นไปซึ่งตรงกับเวลาในบ้านเราในวันที่ 15 มีนาคม เวลา 6.00 น. เป็นต้นไป และเนื่องในโอกาสที่กำลังจะมีการเปิดตัว ลองมาดูกันซิว่าบล็อกเกอร์แถวหน้าของไทยคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร และคาดหวังอะไรกับการมาถึงของ Samsung Galaxy ครั้งนี้

kafaak

Kafaak
ถ้า เอ่ยถึงชื่อบล็อกเกอร์ระดับแนวหน้าของไทย หนึ่งในนั้นจะต้องมี กาฝาก – คงเดช กี่สุขพันธ์ แห่ง Kafaak.com อยู่ เพราะแม้จะออกตัวว่าตัวเองเป็นแค่พนักงานไอทีต๊อกต๋อย แต่จริงๆ แล้วเขาคือ “บล็อกเกอร์สายรีวิว” ที่บ้าดีเดือดรีวิวมันตั้งแต่มือถือ หม้อหุงข้าว เตาไมโครเวฟ สุขภัณฑ์ และทุกๆ อย่างที่รีวิวได้พร้อมกับอารมณ์ขันที่เอามาฝากผู้อ่านแบบเหลือเฟือ และนี่คือความรู้สึก และความคาดหวังของเขา ที่มีต่อ Samsung Galaxy ตัวถัดไป

“ในฐานะผู้ใช้งาน Android Smartphone เป็นหลัก คาดหวังว่าพัฒนาการของ Samsung Galaxy ตัวถัดไปนั้น จะเป็นด้านซอฟต์แวร์เป็นหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกของผู้ใช้งานชาวไทยมากขึ้น เช่น S Voice ที่สามารถตอบโต้เป็นภาษาไทยได้ มีกล้องดิจิตอลคุณภาพดี มีชัตเตอร์ที่มีความเร็วสูงขึ้น หรือมีคุณสมบัติ Image Stabilization ที่เป็น Hardware เพื่อป้องกันการถ่ายภาพสั่น โดยเฉพาะในสภาวะแสงน้อย (จากที่ลองใช้มา หน้าจอขนาด 4.7 – 5.5 นิ้ว ยิ่งถ้าถ่ายรูปมือเดียว มีโอกาสภาพสั่นสูงมาก)

“และสุดท้าย ไม่อยากให้การพัฒนาถูกจำกัดอยู่แค่ในส่วนของตัว Samsung Galaxy ตัวนี้เอง แต่อยากให้มีการพัฒนาเรื่องอุปกรณ์เสริมต่างๆ เข้ามา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้สมกับการเป็น Smartphone โดยอุปกรณ์เสริมเหล่านั้นน่าจะเป็นอะไรที่ใช้ในชีวิตประจำวันเราได้ดี”

lewcpe

Lew Blognone
วสันต์ ลิ่วลมไพศาล หรือ “ลิ่ว” คือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบล็อกไอทีชั้นนำของไทย Blognone.com ที่รวมเรื่องราวเกี่ยวกับ    ข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและ วิทยาศาสตร์จากทั่วโลก นอกจากจะเป็นบล็อกที่ได้รับการยอมรับแล้ว Blognone ยังเป็นชุมชนของนักพัฒนาไทยอีกด้วย ดังนั้นความคิดเห็นของลิ่ว จึงเป็นความคิดเห็นที่สะท้อนมุมมองของคนไอทีอย่างแท้จริง

สำหรับผมมีสั้นๆ 3 ข้อ
1. RAM มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา อย่างน้อยอาจจะต้อง 4GB
2. ประกาศซัพพอร์ตระยะยาว ได้ Android ทุกรุ่นที่ออกใน 18 เดือนข้างหน้า
3. Wireless Charger เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน มาในกล่อง ไม่ต้องซื้อเพิ่มซัพพอร์ต Galaxy ในอนาคต (ถ้าซัพพอร์ตมาตรฐานกลาง ยี่ห้ออื่นอาจจะใช้ร่วมได้จะดีมาก)

282798_10152326185615524_748509305_n

Ripmilla
ศุภเดช สุทธิพงศ์คณาสัย หรือที่หลายคนรู้จักในฐานะของ “อาจารย์ศุภเดช” หนึ่งในสามพิธีกรชื่อดังจากรายการ “แบไต๋ ไฮเทค” กับผลงานหนังสือที่ออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น เปิดโปงภัยมืดบนอินเทอร์เน็ต, Internet for Freshy รวมถึงผลงานทางด้านระบบมากมาย อีกด้านหนึ่งอาจารย์ศุภเดชยังเป็นนักเล่น Gadget ตัวยงและ Blogger ที่คนในแวดวงไอทีรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะเขาชอบแชร์ผ่าน freeware.in.th

“ถ้าถามถึงความรู้สึกที่มีต่อ Samsung Galaxy ตัวใหม่นี้ โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกตกใจมากตอนที่ S3 เปิดตัว เพราะมีแต่ Killer Feature เทพๆ เต็มไปหมด ทั้ง Best Shot, S-Beam ,Smart Stay …สำหรับในฐานะของคนที่ทำงานด้านเทคโนโลยีก็รอลุ้นว่าปีนี้ Samsung จะหาเทคโนโลยีเทพๆ อะไรมาใช้งานอีก เพราะปีก่อนที่ S3 จะออก … Android ทุกตัวแข่งกันที่ Spec อย่างเดียวไม่มีใครแข่งกันที่ Featuer เลย ซึ่งพอ S3 ออก โลกของ Android ก็ยกระดับเลย

“ถ้าถามว่าความคาดหวังที่มีต่อ Samsung Galaxy รุ่นใหม่นี้เป็นอย่างไรบ้าง ผมอยากได้กล้องที่ถ่ายได้เชื่อมั่นได้ว่าภาพมันจะออกมาดีครับ ก่อนหน้านี้ Android มีปัญหาเรื่องกล้องตอนถ่ายกลางคืนทุกคน เพราะภาพจะมี Noise เยอะมากๆ ปีนี้ Android ยี่ห้ออื่นเองก็มีการอัพเกรด Spec ของกล้องให้เป็น 13 ล้าน แต่ผมเชื่อว่า สงคราม Megapixel บนกล้องมือถือน่าจะจบได้แล้ว ควรจะอัพเกรดเป็น Sensor แบบเทพๆ มากกว่า ซึ่งถ้า Samsung Galaxy ตัวใหม่แก้ปัญหานี้ได้ล่ะก็รับรองคึกคัก อีกเรื่องก็คงจะเป็นเรื่องของ Rom ตัวใหม่ที่อยากให้การตอบสนองต่อการกดทำได้เร็วมากกว่านี้ เพราะว่าจาก Rom ของ S3 .. ยังมีอาการ Lag อยู่นิดหน่อย ซึ่งผู้ใข้แบบ New User คงไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับ Power Users หลายคนคงแอบหงุดหงิดเล็กน้อย”

joker-master

Joker-master
สำหรับ คนที่ติดตามเว็บบอร์ด Pantip.com ห้องมาบุญครอง คงคุ้นชื่อ “Joker-master” เป็นอย่างดี เพราะผู้ชายคนนี้คือบล็อกเกอร์สายมือถือชื่อดัง joker-master.bloggang.com/ ที่ว่ากันว่ารีวิวทีไรได้เรื่องทุกที เพราะ “Joker-master” นอกจากจะรีวิวแบบวิเคราะห์เจาะลึกในเชิงเทคนิคแล้ว ยังสะท้อนมุมมองของคนใช้งานทั่วไปได้ด้วย เช่นการถ่ายรูปนอกสถานที่เพื่อโชว์ประสิทธิภาพของเครื่อง การใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของเราๆ ท่านๆ ด้วย ล่าสุดคุณสามารถติดตามผลงานของเขาได้ที่เว็บไซต์ appdisqus.com

“และ แล้วก็ครบรอบการกลับมาของมือถือที่มีคนรอคอยเป็นจำนวนมากกับ Samsung Galaxy ตัวถัดไป ตลอดปีที่ผ่านมาก็ชัดเจนครับว่ามือถือที่สร้างกระแส และเป็นที่สนใจมากที่สุดในรอบปีก็คือ Samsung Galaxy S3 ทำให้การมาของเรือธงรุ่นใหม่จากแดนกิมจิตัวนี้มันน่าตื่นเต้นเอามากๆ ผมเองอดจะสงสัยไม่ได้ว่ามันจะออกมามีรูปลักษณ์แบบไหน จะสวยแค่ไหน (จะเหมือนกับภาพข่าวลือที่หลุดมาหรือเปล่า) และมีลูกเล่นอะไรที่จะทำให้เราร้องว้าวได้บ้าง เพราะพี่ชายอย่าง S3 ขนเอาลูกเล่นมามากมาย จนทำให้ภาพลักษ์ของ Samsung กลายเป็นผู้นำนวัฒกรรมใหม่ๆ ที่น่าสนใจนอกจากการขายเรื่องสเปคไปเลย

“ที่ ผ่านมาแม้จะมีข่าวในแง่ลบออกมาบ้างในช่วงปีที่ผ่านมาสำหรับ S3 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Samsung Galaxy ตัวใหม่นี้คือโทรศัพท์มือถือระดับเรือธงที่คนรอคอยกันมากที่สุดในช่วงเวลา นี้จริงๆ ครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นข่าวลือหรือรายละเอียดเล็กน้อยแค่ไหน ก็มีคนสนใจเข้ามาอ่านบทความนั้นๆ ที่เกี่ยวกับ Samsung Galaxy กันมากจริงๆ ส่วนตัวผมก็แทบจะอดใจไม่ไหวอยากลองเล่น Samsung Galaxy S4 เร็วๆ จริงๆ ครับ ตื่นเต้นนะเนี่ย ไว้เจอกันสาวน้อย ^__^”

และทั้งหมดนี้คือความคิดเห็นของทั้ง 4 บล็อกเกอร์ที่มีต่อ Samsung Galaxy ตัวถัดไป โดยการเปิดตัวครั้งนี้จะเปิดให้ผู้ชมทั้งโลกมีโอกาสชมการทอดสดผ่านอิน เทอร์เน็ตที่ http://www.youtube.com/samsungmobile ใครเป็นแฟนตัวจริงของ Samsung Galaxy ไม่ควรพลาดครับ

post

เชียร์ “สุหฤท” ออกหน้าออกตา

Blog ตอนนี้ผมเขียนด้วยความนิยมในตัว “สุหฤท สยามวาลา” ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหมายเลข 17 และต้องการบอกต่อให้ชาวกรุงเทพฯ ที่หน่าย หรือหมดหวังกับระบบการเมืองแบบเดิม พิจารณาในตัวผู้ชายคนนี้อีกครั้งครับ

ในที่สุดระบอบประชาธิปไตยก็ได้คืนอำนาจให้ประชาชนคนกรุงเทพฯ เตรียมตัวเลือกตั้งผู้ว่าราชการของตัวเองอีกครั้งหนึ่งในวันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556 และการเลือกตั้งครั้งนี้น่าสนใจตรงที่มีตัวเลือกผู้สมัครที่มีคุณภาพน่าสนใจกว่าที่ผ่านๆ มา ไม่ได้มีแต่ “พรรคที่เราชอบ” แต่ด้วยผลงานที่เราได้กันมาแบบเดิมๆ ผมเลยค่อนข้างเชื่อว่าปีนี้สายตาหลายคู่ก็กำลังจับจ้องไปที่ผู้สมัครอิสระรายสำคัญๆ อยู่ 3 ท่าน ท่านแรกคือคุณสุหฤท สยามวาลา นักธุรกิจเจ้าของแฟ้มตราช้าง และดีเจชื่อดัง ท่านที่ 2 คือคุณโฆษิต สุวินิจจิต ผู้สร้างตำนานมีเดียออฟมีเดีย ท่านที่ 3 คือคุณตำรวจตงฉิน เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส แต่ท้ายสุดผมก็มาถูกใจนโยบาย 1 โหลของคุณสุหฤท

หลายคนที่ติดตามสิ่งที่ผมเขียนอยู่บ้างอาจจะถามว่าทำไมเชียร์สุหฤท? เพราะถ้าพูดกันตรงๆ เลย ถ้าดูกระแสแล้วตอนนี้คุณสุหฤท คงยากที่จะได้ตำแหน่งผู้ว่าฯ ครับ เพราะสื่อแต่ละแห่งประโคมข่าวว่าคนชนะคงจะเป็นเพื่อไทยไม่ก็ประชาธิปัตย์ แต่ผมก็อยากให้ลองมองอีกมุมว่าคนๆ นี้อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม. สองครั้งที่ผ่านมา มีผู้ไม่ออกไปใช้สิทธิ์ 2 ล้านคนหรือครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งโดยประมาณ นั่นหมายความว่าที่ผ่านมามีคนกทม. จำนวนมากกว่าครึ่งที่ไม่ชอบแนวทางการเมืองแบบเดิมๆ และไม่เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้อีกแล้ว  ถ้าหากชาวกทม. มากกว่า 70% ออกเสียงจริงๆ เราจะได้กทม. แบบใหม่ครับ แต่ถ้าเราเลือกด้วยความกลัว เลือกด้วยความที่ว่าต้องเป็นพรรคการเมืองเท่านั้น กทม. จะไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ

ท้ายสุดฝากนโยบาย 1 โหลให้ชาวเน็ตบอกต่อกันหน่อยนะครับ!

 

74914_10151191423241370_561085462_n

post

10 อย่างที่มนุษย์เงินเดือนดิจิตอลน่าจะทำในปี 56

พอดีไปดูหนังเรื่องยอดมนุษย์เงินเดือนมา เห็นว่าพระเอกชอบคิดว่าปีหน้าตัวเองจะทำอะไร 10 อย่าง ผมเลยคิดเล่นๆ ว่าถ้าคนทำงานด้านดิจิตอลจะต้องทำอะไรบ้าง ลองเขียนขำๆ ครับ

1. อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง แบ่งเวลาไปเทรนนิ่ง ไปอ่านหนังสือ เดี๋ยวตามฝรั่งที่จะบุกมาไทยไม่ทัน
2. รีบย้ายไฟล์ลง Cloud ด่วน ต้องพร้อมทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา และ “ทุกสกรีน”
3. มีสัมมนาต่างประเทศ ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรง ก็บินไปลองเรียนบ้าง  Low cost airline ไม่แพง
4. Network เป็นสิ่งสำคัญ ติดตามความเคลื่อนไหวของ Tech community อย่าให้พลาด Barcamp, Digital Matters, Mobile Monday, Web Wednesday, Start it up, Power it up
5. เย็นวันศุกร์ก่อนเลิกงาน ให้เวลากับตัวเองในการ “เล่นเน็ต” ในฐานะ consumer จริงๆ บ้าง ตามศัพท์เด็กวัยรุ่นบ้างไรบ้าง
6. สร้างเพจแบบ Unbrand ให้ดังก่อนแล้ว Tie-in brand ทีหลังบ้างก็ได้
7. จะมีคนตามตัวคุณไปทำงาน อย่าเผลอเปลี่ยนบริษัทบ่อยเกินไป ถ้าไม่มีผลงานจริงๆ อย่าเพิ่งย้ายงาน
8. เว็บที่บริษัทเปิดจากมือถือได้หรือยัง แก้ด่วน
9. บนโลกออนไลน์ไม่มีอะไรเป็นส่วนตัว อย่าโพสต์อะไรไม่ดี HR สมัยใหม่เขาดูอยู่ว่าคุณโพสต์อะไร
10. บังคับตัวเองดู TED ให้ได้อาทิตย์ละ 1 ครั้ง

คุณล่ะมีลิสต์ของปีหน้าหรือยัง?

post

มาทำบุญด้วยการแต่งหนังสือ Social Book เล่มแรกของไทยกันนะครับ #BestAdvice

Image

 

วันนี้ผมอยากเชิญชวนชาว Twitter ไทยมาร่วมทำบุญกับทาง Samsung Mobile หน่อยครับ ตอนนี้ทาง Samsung Mobile ร่วมกับมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ ขอเชิญทุกๆ คนร่วมโครงการ “101 Best Advice” เพือสนับสนุนการสร้างจิตสำนึกการรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนไทย

 

101 Best Advice คืออะไร?

101 Best Advice คือโครงการที่เปิดให้คุณ “ร่วมแต่ง” หนังสือในรูปแบบ Social Book เล่มแรกของไทย โดยเราจะตั้งคำถามกับคุณทุกคนว่า “ในช่วงชีวิตหนึ่งของคนเราต่างเคยได้รับคำแนะนำดีๆ มาแล้วทั้งนั้น แล้วคำแนะนำหรือคำสอนวรรคทองใดเล่าที่ดีที่สุดในชีวิตที่คุณเคยได้รับ?”

 

จาก นั้นคุณก็เพียงแชร์คำแนะนำหรือคำสอนนั้นผ่านทาง Official Hashtag #BestAdvice ทางทีมงานของเรา โดยสำนักพิมพ์ Salmon จะเข้ามาเก็บรวบรวมคำแนะนำที่ดีที่สุดนี้ไปพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ “101 Best Advice” โดยคำแนะนำแต่ละชิ้นที่ได้รับการคัดเลือก จะถูก Digital Artist คนดังบนโลกไซเบอร์ นั่นคือ คุณทีปกร วุฒิพิทยามงคล @tpagon คุณเสนา สุขี @lingjaidee และ คุณปรัชญา สิงห์โต @iannnnn จะใช้ Samsung Galaxy Note นำไปวาดภาพประกอบคำแนะนำของคุณลงหนังสือให้อย่างสวยงาม เมื่อ Social Book เสร็จแล้ว เราจะนำไปจำหน่ายในช่องทางทั้งออฟไลน์ออนไลน์ในช่วงปลายปีนี้ โดยรายได้ทั้งหมดจะนำไปสมทบทุนมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์

 

ทำไมต้องร่วมโครงการนี้?

สิ่ง ที่มูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ทำก็คือ การทำกิจกรรมเพื่อสังคมด้วยการสร้างกระบวนการเรียนรู้ธรรมชาติให้กับเยาวชน ไทยหรือ ‘การสร้างคน’ ให้ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมได้ดีมากขึ้น โดยเราจะนำเงินรายได้ทั้งหมด (แบบไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น) ไปสมทบทุนให้ทางมูลนิธิฯ ในขณะเดียวกัน โครงการ 101 Best Advice ยังเปิดโอกาสให้คนไทยบน Twitter ทุกคนมีส่วนร่วมในการแต่งหนังสือแบบ Social Book เล่มแรกของไทยอีกด้วย

 

วิธีการร่วมโครงการ

เพียง คุณมี Twitter ก็เขียนข้อความ หรือ “ทวีต” คำแนะนำที่ดีที่สุดที่คุณเคยได้รับในชีวิตของคุณ พร้อมกับเหตุผลว่าทำไมคำแนะนำนั้นถึงมีความหมายต่อชีวิตของคุณผ่านทาง #BestAdvice เราจะส่งทีมงานไปเก็บรวบรวมและเรียบเรียงลงเป็นหนังสือ โดยเราจะคัดเลือกเพียง 101 คำแนะนำที่เราคิดว่าดีที่สุดพิมพ์จำหน่าย พร้อมกับจัดทำรูปประกอบที่วาดด้วย Galaxy Note

 

ทำไมต้องคัดเพียง 101 คำแนะนำด้วยล่ะ?

เนื่อง ด้วยข้อจำกัดเรื่องกระดาษทำให้เราไม่สามารถที่จะพิมพ์หนังสือเล่มหนาเป็นพัน หน้าได้ เราจึงจำเป็นต้องเลือกเพียง 101 คำแนะนำเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามคำแนะนำของทุกคนที่ดีๆ จะถูกนำมาเรียบเรียงลงในรูปแบบ eBook เพื่อแจกกลับให้กับคุณทั้งหมดอีกครั้ง

 

ทาง Samsung Mobile อยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมกันทำบุญกับทางมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ด้วยการร่วมแต่ง Social Book ผ่านทาง #BestAdvice โดยเราจะรวบรวมคำแนะนำที่ดีๆ ทั้งหมดตั้งแต่วันนี้จนถึงช่วงปลายเดือนนี้ราวๆ ปลายเดือนธันวาคม ไปผลิตเป็นหนังสือออกมา ทุกท่านสามารถอัพเดตความเคลื่อนไหวผ่านทาง Twitter @SamsungMobileTH และ #BestAdvice

post

Daily stuff #5 “หนังสือ” เกิดมาเพื่อชนะ

เมื่อราวเดือนกันยายน ผมโชคดีมีโอกาสได้เจอตัวจริงของพี่บัณฑิต อึ้งรังษี วาทยากรชาวไทยที่ผมชื่นชอบมานาน

ไปเจอกันมาได้ยังไง?

เรื่องของเรื่องคือพี่บัณฑิตไปเสิร์ชเจอบล็อกที่ผมเขียนว่าผมได้รับแรงบันดาลใจในการไปทำงานที่ Yahoo! เมื่อ 5 ปีก่อนก็เพราะหนังสือ “ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้” ของแก บวกกับแกตามอ่าน thumbsup เลยอยากรู้ว่าแวดวง Social Media ในบ้านเราแตกต่างจากเมืองนอกที่แกรู้จักอย่างไร ก็เลย DM มาคุยทาง Twitter จนนัดแนะเจอกัน

พอมาถึงร้านอาหารที่นัดกัน ผมก็เล่าให้แกฟังว่าผมเป็นใคร ไปทำอะไรมา และมอง Social Media ในบ้านเราอย่างไร ทำให้รู้ว่าพี่บัณฑิตเป็นคนที่ชอบเรื่อง Social Media มากๆ คนหนึ่งเลยล่ะครับ ยิ่งได้คุยกระทบไหล่ดารากันอยู่ร่วม 2 ชั่วโมง… ก็ไม่แปลกใจเลยว่าผู้ชายคนนี้ทำไมถึงดัง เพราะทุกนาทีที่คุยกัน แกได้เล่าถึง “Passion” หรือความทะยานอยากของแกให้ฟังอย่างตื่นเต้นตลอดเวลา (ต้องมาฟังด้วยตัวเองนะครับ แกเป็นคนเล่าเรื่องอะไรเห็นภาพตามชัดเจนมาก คุณจะเห็นภาพตอนคนทั้งคาร์เนกี้ฮอลปรบมือให้แกมันเป็นยังไง ไม่ได้เวอร์ อารมณ์นั้นเลย) แต่ถ้าสรุปกันสั้นๆ ง่ายๆ ผมว่าแกประสบความสำเร็จนั้นก็เป็นเพราะ แกทำสิ่งที่รัก และทำด้วย Passion นั่นเอง เพราะเวลาทำอะไรที่เรารักแล้วมันจะไม่ท้อถอยง่ายๆ นั่นเอง

คุยต่อไปเรื่อยๆ ก็ไล่กันถึงโครงการใหม่ๆ ถึงรู้ว่าตอนนี้แกกำลังจะออกหนังสือเล่มใหม่ที่ชื่อว่า “เกิดมาเพื่อชนะ” หรือ You were born to win เกิดแบบไหน ก็มีชัยได้ พิสูจน์ด้วย 26 ชีวิตจริง แกก็เลยบอกว่า “เรื่องของปองน่าสนใจดีนะ! พี่ขอเรื่องของปองไปลงหนังสือได้ไหม?” ก็เลยตกลงไป มารู้ตัวอีกทีก็มีเรื่องของผมก็ได้รับเกียรติจากพี่บัณฑิตไปอยู่ในหนังสือแล้ว เลยมาเขียนไว้เป็นการบันทึกไว้ว่าครั้งหนึ่งชีวิตของผมก็พอมีคนสนใจอยู่บ้างเหมือนกันนะ

ถ้าไปถึงร้านหนังสือลองเปิดหน้า 231 แล้วเจอกันครับ ปกก็แบบนี้เลย

post

Daily stuff# “CD” Corrine May อัลบั้ม Crooked Line

Image

วันนี้ผมได้รับ Daily stuff เพิ่มมาอีกชิ้น นั่นคือพัสดุไปรษณีย์ส่งตรงมาจากสิงคโปร์ ภายในเป็นเป็น CD Album พร้อมลายเซ็นจริงๆ ของศิลปินสิงคโปร์คนหนึ่งชื่อ “Corrine May” บล็อกตอนนี้ไม่มีอะไรครับ ผมแค่รู้สึกบ้าเห่อกับอัลบั้มใหม่ของศิลปินคนนี้ในฐานะแฟนเพลงก็เท่านั้น

ด้วยค่าที่ว่าสมัยทำงานอยู่สิงคโปร์ พยายามหาผลงานของศิลปินท้องถิ่นฟัง ก็ไปเจออัลบั้มของเธอติดชาร์ตอยู่ในร้านขายซีดีที่สิงคโปร์ ลองฟังดูก็เพราะดีเลยซื้อหามาฟังแบบไม่คิดอะไรมาก แต่พอฟังแบบพินิจพิจารณาปรากฏว่าผลงานของเธอมีมาตรฐานดีกว่าศิลปินร่วมชาติของเธอหลายคน (ฟังปุ๊บมันรู้เลยครับ ไม่เชื่อลองฟังกันดู) ผมเลยลองสืบประวัติไปถึงรู้ว่าเธอเป็นนักแต่งเพลงแดนลอดช่องที่เติบโตใน LA ที่สหรัฐฯ และมีผลงานร่วมแต่งเพลงกับศิลปินระดับโลกอย่าง Carole King ด้วย

Crooked Lines เป็นอัลบั้มชิ้นที่ 5 ของ May ออกวางจำหน่ายในปี 2555 นี้เองครับ หลังจากอัลบั้ม Beautiful Seed อัลบั้มนี้ May ได้ Kevin Hoo สามีของเธอมาเป็นโปรดิวเซอร์เช่นเคย งานของทั้งคู่เป็นเพลง Pop, Soft Rock แบบฟังง่ายๆ มีส่วนผสมแบบ Gospel ที่จะมีลักษณะการร้องประสานเสียง และใส่ความเชื่อทางศาสนาในเนื้อร้องหน่อยๆ

ในฐานะแฟนเพลง จะไม่รีวิวอะไรมากมายละกันครับ ไม่แปะ YouTube ด้วย แต่อยากบอกต่อให้คนที่ชอบฟังเพลง Pop เนื้อหาดีๆ ผสม Rock หน่อยๆ อารมณ์คล้าย Sarah Mclachlan ไม่ควรพลาด ลองฟังเพลงของเธอได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ corrinnemay.com นะครับ

ขอบคุณภาพจาก Today Online นะครับ

post

“ถุงยาง” กู้ชาติ

กลับมาอีกครั้งสำหรับ daily stuff  ที่ผมตั้งใจจะหยิบเอาสิ่งของอะไรก็ได้มาสักหนึ่งอย่างแล้วเขียนออกมาเป็นคุ้งเป็นแคว เพื่อฝึกหัดการเขียนเรื่องอื่นๆ บ้างหลังจากเขียนมาแต่เรื่อง techๆ หลังจากที่นำเสนอเรื่อง กีตาร์ และ นางกวัก ไปแล้ว วันนี้ก็มาถึง “ถุงยาง”

พูดถึงคำนี้ใครๆ ก็ร้องอี๋ ลามกจกเปรต เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ค่อนข้างปิดในเรื่องเพศ แม้ว่าเรื่องเพศจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาเหมือนเรากินข้าว แต่ถุงยางเป็นสิ่งที่มีคุณูปการกับประเทศไทยอย่างมาก มันไม่ใช่เพียงแต่อุปกรณ์ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่มันคือเครื่องมือช่วยชาติที่ลดอัตราการเกิดที่มากเกินไป อ.มีชัย วีระไวทยะ หรือที่หลายคนเรียกท่านว่า “มิสเตอร์คอนดอม” เพราะท่านเป็นคนแรกที่รณรงค์ให้คนไทยใช้ถุงยาง ผลงานของเจ้าถุงยางนี่แหละที่ช่วยให้ประเทศไทยไม่กลายเป็นประเทศที่มีปัญหาประชากรล้นหลาม ในปี 2517 ครอบครัวหนึ่งมีลูก 7 คน อัตราการเกิดอยู่ที่ 3.3% ซึ่งถือว่ามากเกินไป เด็กเกิดมาก็ไม่มีอนาคต อ.มีชัยใช้ “ถุงยาง” ทำให้ปี 2542 เราพบว่าครอบครัวหนึ่งคนไทยมีลูกลดลงมีค่าเฉลี่ยเหลือเพียง 1.5 คน อัตราการเติบโตของประชากรอยู่ที่ 0.5% จากเดิม 3.3%

แต่เพราะ “ถุงยาง” นี่แหละที่ทำให้ประเทศไทยลดปัญหาความยากจนไปได้มาก หรือคุณคิดว่าไม่จริง ลองดูวิดีโอนี้นะครับ คลิกอ่าน Thai Subtitle ด้านล่างได้เลย

post

daily stuff #2: นางกวัก

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมในร้านก๋วยเตี๋ยวบ้านเราจะต้องมี “นางกวัก” และร้านซูชิจะต้องมี แมวญี่ปุ่น “มะเนคิเนโกะ” เจ้าแมวเหมียวนำโชค?

วันนี้เกิดอาการ “คัน” ต้องสืบหาประวัติสักหน่อย ปรากฏว่า “นางกวัก” ของเรานั้นมาจากคติของพุทธปนกับพราหมณ์ นางกวักมีชื่อจริงว่า “สุภาวดี” เป็นลูกของสุจิตพราหมณ์กับนางสุมณฑา เกิดในสมัยพุทธกาลหลายพันปีก่อน ต่อมาได้รับพรจากพระกัสสปเถระเจ้า และ พระสิวลีเถระเจ้า ในประวัติได้กล่าวว่าจิตของสุภาวดีได้รับการประสาทพรจากพระอรหันต์ถึงสององค์ ส่งผลให้บิดาของหล่อนทำการค้าได้กำไรไม่เคยขาดทุน จากนั้นนางเลยกลายเป็นไอค่อนของการทำมาค้าขายดีมาตลอด แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าคุณสุภาวดีทำไมถึงชอบน้ำแดง?

แล้วน้องเหมียวแดนปลาดิบล่ะ? ประวัติเขาบอกว่า “มะเนคิเนะโกะ” คำว่า มะเนคิ หมายถึง เชิญ ส่วนคำว่า เนะโกะ หมายถึง แมว ดังนั้น เมื่อรวมกันเป็น มะเนคิเนะโกะ จึงหมายถึง แมวที่เชื้อเชิญคนให้เข้ามา สาเหตุที่ประเทศญี่ปุ่นใช้แมวกวักในการเรียกลูกค้านั้นว่ากันว่า สมัยเอโดะ มีหญิงชราคนหนึ่งที่ยากจนมาก แต่นางเลี้ยงแมวอยู่ตัวหนึ่งและรักแมวมาก ขนาดที่ว่าถ้ามีกินก็กินด้วยกัน ถ้าอดก็อดด้วยกัน

แต่ด้วยความที่ยากจนมากท้ายที่สุดก็เลี้ยงไม่ไหว จึงต้องนำแมวไปปล่อย แต่ด้วยความรักและผูกพันกับแมว คืนนั้นหญิงชราก็นอนร้องไห้เสียใจทั้งคืน และฝันว่าแมวมาบอกกับนางว่า ให้ปั้นรูปแมวจากดินเหนียวแล้วนางจะโชคดี เช้าวันรุ่งขึ้น หญิงชราจึงตื่นขึ้นมาปั้นรูปแมวจากดินเหนียว ไม่นานนักก็มีคนแปลกหน้าเดินผ่านหน้าบ้านและขอซื้อตุ๊กตาแมวตัวนั้นจากนางไป

นับแต่นั้นมา นางก็ปั้นแมวขึ้นมาอีกเรื่อยๆ และมีคนมาขอซื้อตุ๊กตาแมวที่นางปั้นอยู่ตลอดเวลา เมื่อขายของได้มากมายเช่นนี้ นางจึงเริ่มมีฐานะดีขึ้นจากการขายตุ๊กตาแมว และในที่สุดนางก็นำแมวเลี้ยงสุดที่รักของนางกลับมาเลี้ยงอีกครั้งหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความเชื่อที่ว่าแมวเป็นสัตว์นำโชคลาภมาให้ผู้ที่ประกอบ ธุรกิจการค้าหรือพ่อค้าแม่ค้า จึงมีการนำแมวกวักมาตั้งไว้เพื่อเชิญชวนลูกค้าให้เข้ารับบริการ

ถึงจะมี “เรื่องราว” “ความเชื่อ” และที่มาต่างกัน… “นางกวัก” มาแนวคติพุทธ คติพราหรมณ์ “มะเนคิเนะโกะ” มาแนวนิยายปรัมปรา แต่มันก็ตอบโจทย์เดียวกัน คือให้กำลังใจคนค้าขายนั่นเอง เพราะฉะนั้นจำไว้ว่า ทุกอย่างอยู่ที่ใจ

post

daily stuff #1: กีตาร์

Image

วันนี้ค้นของในบ้าน เจอซากกีตาร์ Ibanez ตัวเก่งที่สมัยเด็กๆ ต้องหยิบมันมาตีคอร์ดร้องเพลงทุกวัน ผมมีความทรงจำกับ Ibanez ตัวนี้หลายอย่าง

- อย่างแรก – มันเป็นของชิ้นแรกที่แม่เจียดเงินซื้อให้หลังจากทนผมรบเร้าไม่ไหว (ผมเติบโตมาในบ้านฐานะปานกลาง ครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวยอะไร การซื้ออะไรทีนึงเราต้องคิดเยอะ) จำได้ว่าราคาค่างวดราวๆ  7,000 บาท พอกลับถึงบ้านปุ๊บก็โดนพี่สาวด่าว่า “ให้ตายเถอะ ซื้อมาเล่นไป 10 ปีก็ไม่คุ้ม ซื้อมาได้ยังไง เสียดายเงิน”

- อย่างที่สอง – กีตาร์ตัวนี้ทำให้ผมได้เป็นเพื่อนกับวงร็อกเล็กๆ อย่างไมโคร ทำให้ผมได้เที่ยวเมืองผีเสื้อกับพี่เป้ไฮร็อก ได้ไปเที่ยวเมืองนอกกับ Bon Jovi และได้ร้องเพลงร็อกอกหักกับพี่ป้อมอัสนี และทำให้ผมได้สนุกกับดนตรีในช่วงวัยรุ่นอย่างแท้จริง ฟังเพลงอย่างเดียวไม่มันหรอกครับ มันต้องได้เล่น ได้ร้อง ได้แต่ง กีตาร์ตัวนี้เปิดโอกาสให้ผมหลายอย่าง

- อย่างที่สาม จีบสาว – ผู้ชายร้อยทั้งร้อยเล่นกีตาร์เพราะอยากอวดสาว เชื่อผมเถอะ จีบสาวทั้งติด ทั้งแป้ก ก็กีตาร์ตัวนี้ จะบอกว่าหัดแต่งเพลงได้ก็เพราะแรงบันดาลใจจากการจีบสาวนี่แหละ

ROI เกิน 7,000 บาทไปมากมาย

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 16,564 other followers