Archive

Archive for the ‘I like it!’ Category

Groundswell เล่มใหม่ออกแล้ว

วันจันทร์, พฤษภาคม 30, 2011 1 comment


ในที่สุดหนังสือธุรกิจเล่มโปรดก็วางแผงเสียที แต่ตอนนี้วางที่อเมริกาเท่านั้น ยังมาไม่ถึงเมืองไทย (เซ็งเลย) Kindle ก็ยังไม่มีขาย…. สำหรับคนที่เพิ่งผ่านเข้ามาอ่านบล็อกของผม ผมเคยเขียนไว้ว่า Groundswell เป็นหนังสือธุรกิจดิจิตอลที่ผมชอบมากที่สุดเล่มหนึ่ง แต่หนังสือเล่มนี้ออกมาตั้งแต่ปี 2008 ล่าสุดวางแผงอัพเดตแล้ว ก็เลยอยากชวนๆ ใครที่สนใจธุรกิจดิจิตอลในเมืองไทย ถ้าสนใจก็ลองหามาอ่านกันด่วน หนังสือดีๆ แบบนี้อยากให้มีคนแปลจัง จะได้เข้าถึงคนอ่านในวงกว้างมากขึ้น

มีใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้บ้างไหมครับ ชอบไม่ชอบอย่างไรมาแชร์กันนะ

Categories: Books, I like it! ป้ายกำกับ:

พี่ชอบอ่านหนังสือด้านธุรกิจดิจิตอลเล่มไหนคะ/ครับ?

วันจันทร์, เมษายน 11, 2011 1 comment

Q: พี่ชอบอ่านหนังสือด้านธุรกิจดิจิตอลเล่มไหนคะ/ครับ?
A: ด้วยความที่ผมบ้าอ่านหนังสือ อ่านมันดะตั้งแต่ถุงกล้วยแขกยันสารานุกรม มีความรักความชอบเรื่องธุรกิจอินเทอร์เน็ต ก็เลยมีคนถามบ่อยว่าอ่านหนังสืออะไร มีเล่มโปรดในใจไหม จริงๆ มีเยอะ แต่ที่ชอบ และเอามาใช้ได้จริงก็มีอยู่ประมาณ 3 เล่มครับ

1. Groundswell เล่มนี้เล่มโปรด – Charlene Li และ Josh Bernoff
2. Here Comes Everybody (พลังกลุ่มไร้สังกัด) – Clay Shirky
3. Trust Agents – Chris Brogan

3 เล่มนี้เป็นความรู้เมื่อ 4-5 ปีที่แล้วนะครับ ผมแนะนำว่าถ้าจะซื้อตาม ลองดูที่ชื่อคนแต่งก่อนดีกว่าว่ามีเล่มใหม่ออกมาหรือยัง เพราะหนังสือแนวนี้มีวงจรชีวิตสั้น

Categories: Books, I like it! ป้ายกำกับ:

Jessica Jackley: ความยากจน เงินตรา และความรัก

วันพุธ, ธันวาคม 1, 2010 4 ของความคิดเห็น

วันแรกของเดือนสุดท้ายของปี หลายคนคงคิดถึงเรื่องการฉลองเทศกาลปีใหม่อย่างไรให้สนุก เริ่มวางแผนหยุดยาวอย่างไรให้คุ้ม บ้างก็รีบเคลียร์งานบอกลาเจ้านายเนิ่นๆ ไม่ก็เตรียมจับจ่ายซื้อของขวัญปีใหม่

ดูจะเป็นช่วงเวลาที่มีแต่ความสุขเนอะ แต่อย่างที่หลายคนคงรู้ดี โลกของเรามีคนนับล้านๆ คน บางคนมีความสุขสบาย บางคนมีความทุกข์ และบางประเทศที่มีปัญหาความยากจนก็ยังต้อง “ดิ้น” กันต่อไปเพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด แล้วในช่วงเทศกาลนี้ พวกเราได้ทำอะไรที่ช่วยให้โลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ดีขึ้นหรือเปล่า? ผมไม่ได้เจ้าปรัชญาอะไรครับ เพียงแต่มันเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่เราน่าจะแบ่งปันความสุขที่เรามีให้กับคนอื่นบ้าง

หวังว่าบทความใน Blog นี้จะเป็นส่วนช่วยจุดประกายความคิดความฝันเล็กๆ ในใจคุณช่วงปลายปีนะครับ

วันนึงผมเข้าไปในเว็บไซต์ TED.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์แหล่งรวมของคลิปวิดีโอที่เกี่ยวกับการให้แรงบันดาลใจกับคนทั่วโลก และจะมีคนหมุนเวียนกันเข้ามาพูดในฟอรั่มนี้ มีตอนหนึ่งที่ผมสะดุดใจกับมันมากๆ นั่นก็คือ “Jessica Jackley: Poverty, money — and love

Jessica เป็นหญิงสาวชาวอเมริกันผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Kiva.org เว็บไซต์ Online Micro-lending ที่เปิดให้คนจนทั่วโลกเข้ามากู้เงินจากเราได้แบบไม่มีดอกเบี้ย โดยมีจุดหมายว่าให้คนจนที่อยากจะสร้างกิจการหาเลี้ยงตัวเองนั้นเข้ามากู้เงินจากคนบนโลกอินเทอร์เน็ตได้ คือแทนที่เราจะให้เปล่าๆ แต่เราทำตัวเป็นแบบธนาคารกรามีนของ โมฮัมหมัด ยูนุส* ซะเลย นั่นคือปล่อยเงินกู้ที่ให้กับผู้ประกอบการที่ยากจนที่ปกติแล้วไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารใหญ่ๆ ได้ เพราะธนาคารทั่วไปไม่ปล่อยให้คนจนกู้อยู่แล้ว เธอบอกว่า “ฉันรู้สึกตื้นตันกับไอเดียนั้นมากๆ ฉันเลยลาออกจากงานของฉัน ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างและย้ายไปอาฟริกาตะวันออกเพื่อช่วยเหลือคน” ปลายปี 2005 เธอร่วมก่อตั้ง Kiva.org กับ แมทท์ แฟลนเนอรี่ (Matt Flannery)

Jessica เล่าในวิดีโอว่า เธอลาออกจากงานตำแหน่งใหญ่ที่อเมริกา และบินไปดินแดนที่ยากจนที่สุดในโลก นั่นคือทวีปอาฟริกา แม้ไม่ได้มีเงินมากมาย เพียงแต่รู้สึกว่า เธอ “ต้องทำ” สิ่งนี้ ถ้าไม่ได้ทำมันจะตาย ทั้งหมดนี่เพื่อไปทำงานกับอาสาสมัครที่อาฟริกา เสร็จแล้วสร้างทีมงานอาสาสมัครที่อาฟริกาเพื่อจัดการติดต่อกับชาวบ้านที่อาจเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ยาก เป็นตัวกลางคอยผสานระหว่างชาวบ้านในอาฟริกากับ “ผู้ให้กู้” ทั่วโลกผ่านทาง Kiva.org

Kiva ใช้โมเดลแบบ peer-to-peer ซึ่งรวบรวมรายชื่อคนจนที่ขอกู้ยืมเงินมาใส่ไว้ในเว็บ แล้วให้เราชาวอินเทอร์เน็ตเข้าไปปล่อยเงินกู้ ตัวอย่างเช่น ชาวนาในเขมร, เภสัชกรในซีเรีย, และร้านขายของชำในมองโกเลีย เงินให้กู้ขั้นต่ำคือ 25 เหรียญสหรัฐฯ โดยไม่มีดอกเบี้ย ที่น่าสนใจคืออัตราการคืนเงินสูงถึง 98% และเธอได้กล่าวต่อไปอีกว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งมา มีคนกว่า 700,000 คนทั่วโลกให้เงินกู้ผ่าน Kiva.org ถึง 128 ล้านเหรียญแก่คนยากจนถึง 325,000 คน โปรเจ็คต์ล่าสุดของเธอคือ ProFounder แพลตฟอร์มสำหรับการช่วยผู้ประกอบการ SME ในสหรัฐฯ สร้างเนื้อสร้างตัวผ่านทาง community ใน ProFounder

*โมฮัมหมัด ยูนุส นักเศรษฐศาสตร์ชาวบังคลาเทศ ผู้พัฒนาแนวคิด microcredit

ธารน้ำใจมันไหลจากคนที่แบ่งปันได้ไปสู่คนจนทั่วโลก สิ่งที่ Jessica ทำจึงเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ ที่เธอสร้างจากความตั้งใจดี แม้ว่าจะมีความยากลำบาก แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ และทำไมถึงประสบความสำเร็จน่ะเหรอ? ก็คงเป็นเพราะพอคิดได้เธอก็ไม่รอเลยที่จะ “ลงมือทำ” และสร้างความแตกต่างในโลกนี้ให้ได้นั่นเอง ว่าแล้วลองชมเองครับว่าเธอพูดอะไรยังไงบ้าง สุขสันต์เทศกาลแห่งความสุขนะครับ

Categories: Best of, I like it!, Personal opinion, Websites ป้ายกำกับ:

เล่าเรื่อง Amazon Kindle จากประสบการณ์ใช้งานจริง

วันอาทิตย์, สิงหาคม 29, 2010 14 ของความคิดเห็น

เพื่อนๆ ที่ชอบอ่านหนังสือเวลาเจอหน้าผม มักจะชอบถามถึง Amazon Kindle เพราะอ่านบล็อกนี้แล้วรู้ว่าผมหลวมตัวซื้อไปแล้ว แถมผมยังมี iPad ที่อดใจซื้อไม่ได้มาอีกตัว

คำถามโดยทั่วไปก็จะถามให้ผมเปรียบเทียบว่า ของดีไหม ซื้อดีหรือเปล่า เทียบกับ iPad หรือ Nook, Sony Readers หรือยี่ห้ออื่นๆ แล้วเป็นยังไงบ้าง วันนี้เลยขอเกาะกระแส Amazon Kindle 3 ที่เพิ่งออกวางขาย มาพูดถึงเจ้า e-reader ตัวนี้สักหน่อย เอาแบบเล่าว่าในฐานะคนๆ นึ่งที่ซื้อมันมาใช้งานจริงมากว่า 7 เดือนแล้วพอใจแค่ไหน

คำตอบง่ายๆ ของผมก็คือ ถ้าคุณชอบอ่านหนังสือกระดาษ ไม่เน้นทำอะไรไปมากกว่าการอ่านหนังสือ Amazon Kindle เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้ครับ (และตอนนี้ Kindle 3 ออกมาแล้ว ราคาถูกกว่าเดิม คุณภาพดีกว่าเดิม หน้าจอชัดกว่าเดิม วัสดุดีกว่าเดิม ทำให้ปฎิเสธมันได้ยากขึ้นครับ) แต่ถ้าคุณต้องการเครื่องที่ทำได้สารพัดสารเพ มีความสามารถด้านมัลติมีเดียสูงกว่ามากๆ แต่อ่านหนังสืออาจจะเคืองตาง่ายหน่อยก็ iPad ครับ

ลองอ่านประสบการณ์ผมตามนี้ครับ

1. เทคโนโลยี E Ink ที่ Amazon นำมาใช้นั้น อ่านสบายตา คนที่ไม่เคยจับเครื่อง ไม่เคยอ่านเองจะไม่รู้ อันนี้บอกได้เลยว่า 8 ใน 10 คนที่เห็น Kindle จะบอกว่ามันอ่านสบายตากว่าที่คิดไว้มาก ไม่จับเองก็ไม่รู้

2. Amazon.com มีจุดขายตรงที่มีหนังสืออยู่ในร้านออนไลน์ที่ Amazon.com เกือบ 700,000 เรื่อง

3. หนังสือบน Kindle ถูกกว่าหนังสือกระดาษ เพราะไม่ต้องเสียค่าพิมพ์ และค่าจัดจำหน่ายสูงเท่ากับแบบเดิม

4. ไม่เปลืองพื้นที่เก็บหนังสือ – ที่บ้านผม เพื่อนชอบแซวว่าเหมือนห้องสมุด เพราะซื้อเก็บไว้เยอะจนเหมือนห้องสมุดชุมชนย่อมๆ พอมี Kindle แล้วผมก็เก็บไว้ในเครื่องพอ

5. อ่านเครื่องไหนก็ได้ - เมื่อก่อนอ่านได้แค่บนเครื่อง Kindle ตอนนี้ใครมี iPad, Android Phone, iPhone ก็อ่านได้เลย ถ้าตอนนั้นบังเอิญคุณไม่ได้พกเครื่อง Kindle ไว้กับตัว อยากอ่านแค่ 2-3 หน้าระหว่างนั่งรอเวลาก็สบายมาก แถมจะมีระบบขึ้นเตือนว่าจะให้ Sync ไปถึงหน้าที่เคยอ่านใน Device ก่อนหน้านี้หรือเปล่า เช่นผมมี Kindle กับ iPhone ระบบจะถามว่าตอนนี้คุณอ่านหนังสือ Purple Cow ถึงหน้า 99 จากเครื่อง Kindle แล้ว ตอนนี้คุณอยากให้ iPhone (ซึ่งลง Kindle App ไว้) โหลดไปหน้า 99 ที่เคยอ่านไว้ใน Kindle หรือไม่ นั่นหมายความว่า คุณจะอ่านได้สะดวก

6. แชร์ข้อความที่เราไฮไลท์ ในหนังสือที่อ่านขึ้น Twitter, Facebook ได้ แค่ไฮไลท์ แล้วกด Alt + Enter

7. ดู Popular Highlight ได้ – สมัยเรียนหนังสือเคยไหมครับ ที่จะชอบขอหนังสือเรียนของรุ่นพี่คนที่เรียนเก่งๆ เอามาใช้อีกที เพราะเขาหรือเธอชอบขีดเส้น ลากเส้นข้อความสำคัญเอาไว้หมดแล้ว ทำให้เราจับใจความสำคัญของหนังสือเล่มนั้นได้ง่ายขึ้น ใน Amazon Kindle ก็เหมือนกัน มันมีระบบที่บอกว่า “มีคนไฮไลท์ตรงนี้ 16 คน” ทำให้คุณอ่านหนังสือได้ไวขึ้น

8. น้ำหนักเบา ถ้าใช้ iPad มันหนักครับ นอนอ่านถือมือเดียวไม่ไหว แต่ Kindle สบายมาก

อย่างไรก็ตาม แฟนๆ iPad หลายคนก็แย้งผมว่า อย่างไร iPad ก็คุ้มเงินกว่า เพราะสิ่งที่ได้จาก iPad คือเครื่องมือที่ทำอะไรได้หลายต่อหลายอย่าง ไม่ใช่แค่อ่านหนังสืออย่างเดียว ซึ่งอันนี้ผมไม่เถียงเลยครับ ในฐานะที่ผมก็มี iPad บางครั้งผมก็รู้สึกเหมือนกันว่าทำไมต้องพก 2 เครื่อง ท้ายที่สุดก็มาลงตรงกลางที่ว่า ผมเก็บ Kindle ไว้อ่านที่บ้านเวลาต้องการอ่านนานๆ และใช้ iPad ทำงานมากกว่า

สรุปได้ว่าถ้านอนอยู่บ้าน หรือเดินทางออกต่างจังหวัด จะนอนอ่านหนังสือสบายๆ ต้อง Kindle แต่ถ้าต้องการทำงานไปด้วยก็ต้อง iPad แต่ แต่ แต่ แต่ ในฐานะหนอนหนังสือคนนึง ผมขอเชียร์ Amazon Kindle อย่างออกหน้าออกตา ด้วยเหตุผล 8 ข้อด้านบนที่น่าจะเพียงพอในการดันให้คุณหา Kindle 3rd Generation มาลองใช้กันดูครับ :)

Categories: Books, I like it!

ตำนานนิสชิน คัพนูดเดิล

วันพุธ, สิงหาคม 25, 2010 2 ของความคิดเห็น

เมื่อคืนผมเกิดนึกครึ้มอกครึ้มใจค้นลังหนังสือเก่าที่บ้าน ก็เจอหนังสือการ์ตูนชื่อ “กว่าจะเป็น 26 สุดยอดสินค้าขายดีของญี่ปุ่น” โดย Ryuji Fujii แปลเป็นไทยโดยคุณอังคณา รัตนจันทร์ ในหนังสือเล่มนี้รวบรวมสินค้าจากญี่ปุ่นที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน เจาะลึกไปว่าใครเป็นคนสร้าง ทำมาได้อย่างไร แล้วทำไมขายดี อ่านสนุกได้ความรู้ดีครับ วันนี้เอาสินค้า นิสชิน คัพนูดเดิลมาแชร์ให้อ่านกันก่อนละกัน

พวกเราทุกคนคงคุ้นเคยกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมานานแล้ว ประเภทเปิดฝา เติมน้ำร้อน 3 นาทีกินได้เลย ที่มาที่ไปของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเจ้าแรกในโลก “นิสชิน คัพนูดเดิล” เกิดมาจากคุณโมโมฟุกุ อันโด อดีตนักธุรกิจผู้ร่ำรวย แต่วันนึงก็ต้องสะดุดล้มลง แต่สิ่งที่โมโมฟุกุมีเหนือคนอื่นก็คือ ใจที่สู้และหาช่องทางในการทำธุรกิจใหม่ นั่นก็คือ การทำบะหมี่ราเมนขาย

โมโมฟุกุมองว่า จริงๆ บะหมี่น่าจะทำเป็นแบบกินที่บ้าน เก็บได้นาน ถูกและกินง่าย ก็เลยทดสอบค้นหาวิธีการทำให้บะหมี่แห้งโดยใช้ความร้อนจากน้ำมัน ตอนแรกหน้าตาก็ออกมาเป็นก้อนสี่เหลี่ยม (นึกภาพไปแล้วคงคล้ายๆ กับมาม่าบ้านเรา) ต่อมาก็ทำเป็นก้อนกลมเพื่อให้ใส่ในชามได้ และเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1958 บะหมี่ “นิสชินโชะขุฮิน” บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองแรกของโลกก็ออกวางขาย ในปีนั้นบะหมี่ของโมโมฟุกุขายดีถึง 13 ล้านซอง

แต่หลังจากที่โมโมฟุกุสร้างสรรค์นวัตกรรม “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ออกมาได้ไม่นานก็มีบริษัทอื่นทำเลียนแบบเพิ่มมาอีกนับร้อยบริษัท ทำให้เขาต้องหาทางฉีกตัวเองออกจากสิ่งเดิมๆ ซึ่งนั่นก็คือการสร้างบะหมี่ “คัพนูดเดิล” ถ้วยแรกของโลกออกมา สนนราคาเพียงแค่ 100 เยน ในกันยายนปี ค.ศ. 1971 ยอดขายสูงถึง 4 ล้าน สร้างความสำเร็จให้กับนิสชินเป็นอย่างสูง

นวัตกรรมในที่นี้จึงไม่ใช่เพียงการคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมา หากยังหมายถึงวิธีคิดใหม่ๆ ต่อยอดจากเดิม เหมือนที่โมโมฟุกุเริ่มต้นด้วยบะหมี่ซอง แล้วต่อยอดเป็นบะหมี่ถ้วยที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลกตราบจนทุกวันนี้

Categories: Books, I like it!

ปัญญาญี่ปุ่น

วันอังคาร, สิงหาคม 24, 2010 4 ของความคิดเห็น

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไปเดินเล่นที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ หลังจากไม่ได้แวะไปเยี่ยมเยียนเสียนาน ขากลับก็ซื้อหนังสือ “ปัญญาญี่ปุ่น” โดยนักเขียนชื่อดัง ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วแทบวางไม่ลงเลยทีเดียว จะบอกว่าบล็อกโพสต์นี้ผมเขียนเชียร์หนังสือก็คงไม่ผิด แต่ที่แน่ๆ เมื่อมันมาอยู่ในเว็บนี้มันต้องเกี่ยวกับเรื่องนวัตกรรมแน่นอน

ปัญญาญี่ปุ่น เป็นการเล่าเรื่องว่าเมื่อประเทศญี่ปุ่นแพ้สงคราม สังคมแตกแยก เศรษฐกิจล่มสลาย กษัตริย์ถูกท้าทาย ญี่ปุ่นพลิกฟื้นจากหายนะได้อย่างไร โดยคุณภิญโญได้เล่าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นผ่านวิกฤตอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น ที่แรกเริ่มเดิมทีเกิดจากการผลิตรถเพื่อเป็นยานพาหนะสำหรับทหารญี่ปุ่นในการสงคราม และเมื่อสงครามเลิกแล้วบริษัทอย่างโตโยต้า ฮอนด้าเดินทางต่อไปอย่างไร ท่ามกลางสภาพความขัดสนทางสังคม

ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับหนังสือเล่มนี้อยู่ตรงที่ จุดเปลี่ยนหรือจุดผลิกผันของญี่ปุ่นนั้นเกิดขึ้นจากจังหวะและโอกาส บวกกับความกล้าคิดกล้าทำ จนเกิดนวัตกรรม อย่างเช่น ตอนที่ญี่ปุ่นพบกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ โซอิจิโร่ ฮอนด้า ผู้ก่อตั้งฮอนด้า ณ ขณะนั้นทำงานอยู่ในอู่รถยนต์แห่งหนึ่ง อู่นั้นได้รับความเสียหายมาก ช่างเก่งๆ ลาออกกันมาก ไม่ก็แยกย้ายกลับบ้านไป จากเดิมที่ไม่ค่อยมีโอกาสในการทำงาน ทำให้โซอิจิโร่มีโอกาสในการฝึกฝนทักษะ และแสดงฝีมือ

จากจุดนั้นเองโซอิจิโร่เริ่มเห็นว่าซี่ล้อรถยนต์ที่ทำด้วยไม้นั้น ถ้าหากประเทศญี่ปุ่นมีไฟไหม้ขึ้นมาอีกก็จะเสียหายได้ง่าย เขาจึงริเริ่มสร้างซี่ล้อจากอะลูมิเนียม ที่มีความแข็งแกร่งทานทนมากขึ้น จากนั้นเขาก็ร่ำรวย และหันมาจับตลาดอะไหล่รถยนต์ทำดีขึ้นเรื่อยๆ จนโตโยต้าขอถือหุ้นบริษัทเขาถึง 40%

จากนั้นในปี 1946 โซอิจิโร่ก็คิดถึงผลิตรถจักรยานยนต์ จากการที่เคยเห็นเครื่องยนต์ที่กองทัพญี่ปุ่นเคยใช้กับวิทยุสื่อสาร เขาเลยคิดว่าจำเครื่องยนต์ที่ว่านี้มาใช้กับจักรยาน อันเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตจักรยานติดเครื่องยนต์ (หลายคนอาจคุ้นเคยกับมอเตอร์ไซค์ฮอนด้า ดรีม) ทำยอดขายสูงถึง 100 ล้านคันทั่วโลก และท้ายที่สุดฮอนด้าก็ก้าวเข้าไปเป็นผู้ผลิตรถยนต์ผู้ตีตลาดโลกอีกคำรบหนึ่ง

ใน “ปัญญาญี่ปุ่น” ไม่ได้เล่าเพียงที่มาที่ไปของธุรกิจเท่านั้นนะครับ แต่หากยังเล่าถึงสภาพความรู้สึกของคนในญี่ปุ่นในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ความมุมานะ ความพยายาม ตลอดจนแรงใจไฟฝันที่จะพลิกฟื้นประเทศ อาจจะด้วยทัศนคติแบบ Never-say-die นั่นแหละที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองและกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งทุกครั้งที่เขาล้มลง

อ่านเรื่องของญี่ปุ่นในหนังสือเล่มนี้แล้วก็อดทึ่งในความพยายามของเขาไม่ได้ครับ แล้วคนไทยล่ะจะสร้างนวัตกรรมแบบเขาบ้างได้ไหม คำถามนี้น่าคิดครับ

ท้ายนี้ตบท้ายรายการขายของนิดนึง ทาง True กำลังจัดโครงการ True Innovation Awards 2010 ครับ ถ้าใครมีโครงการอยู่ในใจบ้างแล้ว ลองเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของ True Innovation Awards นะครับ ทาง True กำลังเปิดรับสมัครอยู่ จนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้ หรือติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook ของโครงการครับ

Categories: Books, I like it!

ดูยิปมัน อาจารย์บรูซ ลีกันหรือยัง?

วันอังคาร, มิถุนายน 1, 2010 7 ของความคิดเห็น

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากไม่ได้ดูหนังมานานก็แวะไปดูหนังเรื่อง ยิปมัน อาจารย์บรูซลี ซึ่งเป็นภาค 2 ของ ยิปมัน จ้าวกังฟูสู้ยิบตา หลังจากดูเสร็จออกมาก็รู้สึกได้เลยว่าหนังเรื่องนี้ดีกว่าที่คาดไว้เยอะ โดยเฉพาะฉากการต่อสู้สลับกับเนื้อหาแฝงแง่คิดดีๆ มากมาย สรุปรวมเอาไปเลย 8/10 ถึงขั้นที่ว่าผมดูเสร็จแล้วกลับบ้านไปเช่าภาค 1 มาดูใหม่เลย

ผมไม่ใช่นักวิจารณ์หนังครับ แต่ชอบดูชอบศึกษา พอดูชื่อหนังเขาบอกว่ายิปมันเป็นอาจารย์ของบรูซ ลีก็เลยลองเสิร์ชวิกิพีเดียดูปรากฏว่า อาจารย์ยิปมันมีตัวตนจริงๆ เป็นอาจารย์มวยหย่งชุน มวยซึ่งว่ากันว่าเป็นมวยที่สอนต่อๆ กันมาเฉพาะผู้ที่อยู่ในสายเลือด หย่งชุนก็เลยเป็นหมัดมวยของคนรวย สมัยก่อนอาจารย์ยิปก็เป็นคนที่เติบโตมาในครอบครัวผู้มีอันจะกินในประเทศจีน ต่อมาพอกองทัพญี่ปุ่นบุกจีน ก็ต้องอพยพหนีไปฮ่องกง พอไปฮ่องกงก็ตั้งโรงเรียนสอนมวยหย่งชุน อาจารย์ยิปมีฝีมือเป็นที่ลือเลื่องไปทั่วทำให้มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย จากนั้นลูกศิษย์ของอาจารย์ยิปก็ช่วยกันเผยแพร่ให้มวยหย่งชุนนั้นโด่งดังในระดับอินเตอร์ต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ในวิกิพีเดียเขียนไว้ประมาณนี้ครับ

หนังเรื่องนี้ได้ดอนนี่ เยน มาเล่นถึง 2 ภาค เมื่อก่อนผมไม่เคยนึกชอบนายคนนี้เลย แต่ต้องยกให้ทีมแคสติ้งของหนังเรื่องนี้จริงๆ เพราะบทของอาจารย์ยิปจะต้องเป็นคนมาจากสกุลสูงศักดิ์ แต่เข้มแข็งแกร่งแรงกังฟู ซึ่งดอนนี่ เยนเล่นได้ถึงอกถึงใจมาก น่าเสียดายว่าดอนนี่ เยนออกมาประกาศแล้วว่าถ้ามีการสร้างภาค 3 ตนจะไม่รับเล่นแล้ว หนังเรื่องนี้มันมากครับ มีหงจินเป่ากลับมาเล่นด้วย อยากให้ลองดูกัน ใครไม่ใช่แฟนหนังบู๊แอคชั่นแหลกก็จะชอบ ใครชอบดราม่าก็จะชอบ มันเป็นหนังที่มีจุดสมดุลระหว่างสองอย่างนี้ในระดับพอดีๆ

Categories: I like it!, Movies

ทุ่นเวลาอ่านหนังสือด้วย GetAbstract.com

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 23, 2010 11 ของความคิดเห็น

ตีพิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม 2553 นิตยสาร Positioning

- – - – -

ปัญหาของนักการตลาดที่ชื่นชอบการอ่านหนังสือธุรกิจ เห็นจะไม่พ้นเรื่องเวลาที่มีจำกัด วันๆ ต้องวุ่นวายกับการทำงาน จะมีเวลาที่ไหนมาอ่านหนังสือหาความรู้ใหม่ๆ หรือถ้าหากว่าจัดเวลาได้จริงๆ กว่าจะอ่านจบสักเล่มหนึ่งก็ใช้เวลาเยอะ และที่สำคัญเราก็ไม่อาจรู้ได้ว่าหนังสือเล่มที่อ่านนั้นเหมาะกับเราไหม รีวิวหนังสือที่ไหนอาจจะว่าดี แต่อาจจะไม่ดี สำหรับเราก็ได้ ปัญหานั้นจะหมดไปหากคุณลองใช้บริการของเว็บไซต์ GetAbstract.com

GetAbstract.com ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะครับว่าเป็นเว็บที่มีไว้สำหรับการอ่าน Abstract หรือบทคัดย่อของหนังสือทางด้าน ธุรกิจ โดยทางเว็บไซต์ระบุไว้ว่ามีกองบรรณาธิการที่ทำงานอยู่ในบริษัทด้านมีเดียที่มีชื่อเสียง อย่าง The New York Times, Fortune, Financial Times, BusinessWeek และอื่นๆ เป็นผู้อ่านหนังสือธุรกิจให้กับเราแล้วเอามาย่อความเป็นบทสรุปสั้นๆ ให้เราอ่านกันรวมแล้วกว่า 5,000 เล่มในหลากหลายรูปแบบให้คุณเลือกอ่าน ในแบบ PDF, ไฟล์เสียง MP3, หรือแม้กระทั่ง Kindle

บทคัดย่อที่ว่านี่มันคืออะไร? มีลักษณะอย่างไร?
ลองนึกภาพว่ามีคนทำบทสรุปสั้นๆ 5 หน้าของหนังสือธุรกิจเล่มหนาๆ ให้คุณอ่าน นั่นล่ะครับ ใช่เลย ถ้าคล่องภาษาอังกฤษหน่อย อ่านแป๊บๆ 10-20 นาทีก็จบแล้ว เพราะเขาจะสรุปเอาแต่ใจความสำคัญมาให้เราอ่าน และเรียบเรียงมาได้เรียบร้อยน่าอ่านดีครับ ตอนนี้ทางทีมงานระบุว่ามีทั้งหมด 5,000 เล่ม และกำลังเพิ่มขึ้นทุกๆ ปีประมาณปีละ 50 เล่ม
หนังสือแนวไหนบ้าง?
GetAbstract.com จะรวบรวมแต่หนังสือด้านธุรกิจมาให้คุณ เรียกได้ว่าเหมาะกับนักการตลาดอย่างเราๆ ท่านๆ มากครับ ทางทีมงานจะตรวจสอบหนังสือกว่า 10,000 เล่มในแต่ละปี แล้วคัดเลือกหนังสือที่คัดกันแล้วว่าดี โดยมีหลักเกณฑ์ในการเลือกที่การปรับใช้ได้จริง มีนวัตกรรมและมีสไตล์

ดีจริงหรือ?
หนังสือที่ได้รับคัดเลือกจากทีมงาน ที่เป็นกองบรรณาธิการอยู่ในบริษัทมีเดียที่มีชื่อเสียงต่างๆ จะถูกนำมาคัดย่อ เสร็จแล้วกองบรรณาธิการภายในบริษัท GetAbstract จะนำบทคัดย่อมาเกลี่ยอีกประมาณ 4 รอบก่อนที่จะส่งให้ทาง เจ้าของหนังสือ (ในที่นี้อาจจะเป็นสำนักพิมพ์หรือผู้แต่งหนังสือเองก็ได้) เพื่อตรวจสอบว่าใจความไม่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ เรียกได้ว่าการันตีคุณภาพกันได้ในระดับหนึ่งทีเดียว นอกจากนี้หนังสือที่ทางทีมงานคัดมายังรวมไปถึงหนังสือในเครือ Harvard Business Press ด้วย ส่วนตัวผมเองลองใช้บริการแล้วก็พอใจครับ

ฟรีหรือเปล่า?
ของฟรีไม่มีในโลกครับ แต่สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจ ทีมงานเขามีตัวอย่างให้อ่านกันเรื่องสองเรื่องก็ลองเข้าไป ดาวน์โหลดอ่านกันได้ฟรี ถ้าหากว่าชอบก็สมัครสมาชิกบอกรับบทคัดย่อหนังสือธุรกิจได้เลย โดยคุณสามารถเลือก ได้ครับว่าจะเอาหนังสือประเภทอะไร มี 12 หมวดหลักให้เลือก Leadership & Management , Strategy, Sales & Marketing, Finance, Human Resources, IT, Production & Logistics , Career & Self-Development , Small business, Economics & Politics , Industries, Intercultural Management, Concepts & Trends และยังมีหมวดย่อยลงไปอีกเยอะทีเดียวครับ ลองดูภาพข้างล่างสิครับ

ประสบการณ์การใช้งาน
ก่อนที่จะเอามาเขียนลง Positioning ผมทดลองด้วยการสมัครเป็นสมาชิกด้วยตัวเองก่อนเลยครับ เขาจะมีแพคเกจให้เราเลือก 2 แบบ แบบแรกคือ Gold package ที่จะเปิดให้เราเข้าถึงคลังหนังสือเขาได้ไม่จำกัด แถมมีบทคัดย่อหนังสือที่คิดว่าเราน่า จะสนใจ (ทางทีมงานจะดูจากโปรไฟล์ของเราที่กรอกตอนสมัครสมาชิก ว่าชอบหนังสือแบบไหน) มาให้ทุกๆ อาทิตย์ สำหรับผมตังค์ไม่เยอะ ก็ขอแค่ Silver package ก่อน โดยผมจะมีสิทธิ์อ่านแค่ปีละ 30 เรื่องเท่านั้น และมีบทคัดย่อส่งมาให้สองอาทิตย์ครั้งนึง

ผมเองรู้ว่าหนังสือดังๆ อย่าง Freakonomics นั้นดีแน่ แต่ยังไม่แน่ใจอยากอ่านสรุปก่อน ก็เลยเลือกมาลองอ่านดู ดาวน์โหลดลงเครื่อง Amazon Kindle ก็อ่านสะดวกเลยครับไม่ต้องมานั่ง print กันออกมาอีกที เนื้อหาก็กระชับได้ใจความ ผมอ่านไปเรื่อยๆ แป๊บๆ ก็จบครับ นอกจากนี้เรายังดาวน์โหลดมาเป็น PDF แจกเพื่อนๆ ก็ได้นะครับ หรือถ้าหากว่าคุณเป็นผู้บริหาร คิดว่าเว็บไซต์นี้มีประโยชน์ ทาง GetAbstract.com เขามี Corporate solutions ให้ครับ ซึ่งจะมีอะไรมากกว่าแค่บทคัดย่อหนังสือธรรมดาๆ แต่จะเน้นไปในเรื่องเน้นให้พนักงานใน บริษัทคุณเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น และสั่งให้บริษัท GetAbstract คัดย่อเนื้อหาให้ก็ได้ และเขามีลูกค้าบริษัทใหญ่ๆ เยอะนะครับ อย่าง Boeing, Microsoft, UBS, Johnson & Johnson, Deutsche Post, Ernst & Young, Credit Suisse, Novartis, Roche, Dell และ SAP

ขอให้สนุกกับการอ่านหนังสือที่มากขึ้นในเวลาที่สั้นลงครับ

เพลงดีๆ อีกเพลงของ Friday ในเวลาที่บ้านเมืองไม่ปกติ

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 16, 2010 5 ของความคิดเห็น

ลืมแล้วหรือเปล่า(Forget)
Artist : Friday
Album : Color Code 02: Lavender / Label : Spicydisc

มันก็เป็นธรรมดา ที่คนเราจะไม่เหมือนกัน
มีหัวใจคนละดวง มันก็เลยต่างคิดต่างฝัน
แต่ว่าในวันนี้ จะปล่อยไปแบบนี้
ฉันก็เริ่มกลัว ว่ารักที่มีอาจจะต้องเสียไป

ลืมอะไรไปแล้วหรือเปล่า
ทำไมเราเหมือนไม่รักกัน
ทำไมมันไม่เหมือนก่อนนั้น
เธอกับฉัน เราเปลี่ยนไปได้ยังไง

ลืมอะไรไปแล้วหรือเปล่า
วันที่เราเคยรักกัน ยังจําได้ไหม
กลับไปรู้สึกแบบเดิมอีกครั้งได้หรือไม่
แบบคนที่รักกัน จะต่างยังไงก็เข้าใจ

มัวแต่มองว่าไม่เหมือนกันยังไง ใจก็ยิ่งห่าง
มัวแต่มองแต่ความคิดของตัวเอง คงยิ่งอ้างว้าง

ถ้าหากว่ายังรัก (ก็เป็นเพราะรัก)
ก็ไม่อยากจะหมางหรือเมินกันไป
อย่างนั้น ได้โปรดอย่าทําร้ายรักเรา

ลืมอะไรไปแล้วหรือเปล่า
ทำไมเราเหมือนไม่รักกัน
ทำไมมันไม่เหมือนก่อนนั้น
เธอกับฉัน เราเปลี่ยนไปได้ยังไง

ลืมอะไรไปแล้วหรือเปล่า
วันที่เราเคยรักกัน ยังจําได้ไหม
กลับไปรู้สึกแบบเดิมอีกครั้งได้หรือไม่
แบบคนที่รักกัน

ลืมอะไรไปแล้วหรือเปล่า
วันที่เราเคยรักกัน ยังจําได้ไหม
กลับไปรู้สึกแบบเดิมอีกครั้ง

ลืมอะไรไปแล้วหรือเปล่า
ทำไมเราเหมือนไม่รักกัน
ทำไมมันไม่เหมือนก่อนนั้น
เธอกับฉัน เราเปลี่ยนไปได้ยังไง

ลืมอะไรไปแล้วหรือเปล่า
วันที่เราเคยรักกัน ยังจําได้ไหม
กลับไปรู้สึกแบบเดิมอีกครั้งได้หรือไม่
แบบคนที่รักกัน จะต่างยังไงก็เข้าใจ

Categories: I like it!, Music

หนอนอัพเดท: “ต่าย ขายหัวเราะ”, “แมงกะพรุนถนัดซ้าย”

วันจันทร์, พฤษภาคม 3, 2010 3 ของความคิดเห็น

ต่อไปนี้มีหนังสืออะไรจะเอามาอัพเดทนะครับ ส่วนใครที่ Follow ผมใน Twitter ตามอ่านได้ที่ “#mybooklist” ละกันนะครับ

เมื่อวานแวะ B2S ซื้อหนังสือมาสองเล่ม เล่มแรกผมอ่านจบแล้ว
All about ต่าย ขายหัวเราะ – 30 ปีแห่งความขำ ชีวิตมหาสนุก ที่ไม่เคยหมดมุก” หนังสือที่คุณภักดี แสนทวีสุข เจ้าของนามปากกา “ต่าย ขายหัวเราะ” นักวาดการ์ตูนชื่อดัง ผู้วาดและเขียนปังปอนด์ ในหนังสือเล่มนี้นอกจากเราจะได้อ่านการ์ตูนเก่าๆ สมัยแรกที่คุณต่ายแกวาด ยังได้รู้อีกว่าคนที่มี “ใจรัก” ในเรื่องอะไรสักเรื่อง ถ้าเอาจริง ยังไง๊ยังไงมันก็ต้องสำเร็จครับ นอกจากนี้เราจะยังได้เห็นปังปอนด์ตัวจริงของคุณต่ายด้วยครับ ใครที่เป็นแฟนขายหัวเราะ ผมแนะนำว่าน่าจะหามาอ่านนะครับ ใครชอบวาดการ์ตูนยิ่งขาดไม่ได้ เพราะคุณต่ายแกบอกหมดเลยว่าแต่ละวันแกพัฒนา “แก๊ก” ของแกได้อย่างไร เวลาแซวบอกอวิติ๊ดของแกนี่แกมีที่มาอย่างไร

“แมงกะพรุนถนัดซ้าย” หนังสือชุด “คุยกับประภาส” ลำดับที่ 8 เล่มนี้คงไม่ต้องสาธยายอะไรกันมาก คุ้มมากๆ ครับ ใครที่อ่านคอลัมน์ “คุยกับประภาส” ในมติชน คงรู้ว่าคุณจิกแกมีคมความคิดแสบๆ คันๆ มันๆ อย่างไร ถ้าเคยอ่านบางเล่มก็ไปเช็คได้นะครับ ตอนนี้ทางสำนักพิมพ์เขาออกมาทั้ง 8 เล่มพิมพ์กันใหม่หมด ถ้าใครไม่เคยอ่านเลย จะให้ดีควรจะซื้อมาทั้ง 8 เล่มเลยครับ มี Blogger ชื่อคุณ chelie รีวิวไว้น่าสนใจดีครับ เดี๋ยวขอตัวไปอ่านเล่มนี้ก่อน

Categories: Books, I like it!
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 6,392 other followers