Archive

Archive for the ‘Books’ Category

Groundswell เล่มใหม่ออกแล้ว

วันจันทร์, พฤษภาคม 30, 2011 1 comment


ในที่สุดหนังสือธุรกิจเล่มโปรดก็วางแผงเสียที แต่ตอนนี้วางที่อเมริกาเท่านั้น ยังมาไม่ถึงเมืองไทย (เซ็งเลย) Kindle ก็ยังไม่มีขาย…. สำหรับคนที่เพิ่งผ่านเข้ามาอ่านบล็อกของผม ผมเคยเขียนไว้ว่า Groundswell เป็นหนังสือธุรกิจดิจิตอลที่ผมชอบมากที่สุดเล่มหนึ่ง แต่หนังสือเล่มนี้ออกมาตั้งแต่ปี 2008 ล่าสุดวางแผงอัพเดตแล้ว ก็เลยอยากชวนๆ ใครที่สนใจธุรกิจดิจิตอลในเมืองไทย ถ้าสนใจก็ลองหามาอ่านกันด่วน หนังสือดีๆ แบบนี้อยากให้มีคนแปลจัง จะได้เข้าถึงคนอ่านในวงกว้างมากขึ้น

มีใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้บ้างไหมครับ ชอบไม่ชอบอย่างไรมาแชร์กันนะ

Categories: Books, I like it! ป้ายกำกับ:

พี่ชอบอ่านหนังสือด้านธุรกิจดิจิตอลเล่มไหนคะ/ครับ?

วันจันทร์, เมษายน 11, 2011 1 comment

Q: พี่ชอบอ่านหนังสือด้านธุรกิจดิจิตอลเล่มไหนคะ/ครับ?
A: ด้วยความที่ผมบ้าอ่านหนังสือ อ่านมันดะตั้งแต่ถุงกล้วยแขกยันสารานุกรม มีความรักความชอบเรื่องธุรกิจอินเทอร์เน็ต ก็เลยมีคนถามบ่อยว่าอ่านหนังสืออะไร มีเล่มโปรดในใจไหม จริงๆ มีเยอะ แต่ที่ชอบ และเอามาใช้ได้จริงก็มีอยู่ประมาณ 3 เล่มครับ

1. Groundswell เล่มนี้เล่มโปรด – Charlene Li และ Josh Bernoff
2. Here Comes Everybody (พลังกลุ่มไร้สังกัด) – Clay Shirky
3. Trust Agents – Chris Brogan

3 เล่มนี้เป็นความรู้เมื่อ 4-5 ปีที่แล้วนะครับ ผมแนะนำว่าถ้าจะซื้อตาม ลองดูที่ชื่อคนแต่งก่อนดีกว่าว่ามีเล่มใหม่ออกมาหรือยัง เพราะหนังสือแนวนี้มีวงจรชีวิตสั้น

Categories: Books, I like it! ป้ายกำกับ:

เล่าเรื่อง Amazon Kindle จากประสบการณ์ใช้งานจริง

วันอาทิตย์, สิงหาคม 29, 2010 14 ของความคิดเห็น

เพื่อนๆ ที่ชอบอ่านหนังสือเวลาเจอหน้าผม มักจะชอบถามถึง Amazon Kindle เพราะอ่านบล็อกนี้แล้วรู้ว่าผมหลวมตัวซื้อไปแล้ว แถมผมยังมี iPad ที่อดใจซื้อไม่ได้มาอีกตัว

คำถามโดยทั่วไปก็จะถามให้ผมเปรียบเทียบว่า ของดีไหม ซื้อดีหรือเปล่า เทียบกับ iPad หรือ Nook, Sony Readers หรือยี่ห้ออื่นๆ แล้วเป็นยังไงบ้าง วันนี้เลยขอเกาะกระแส Amazon Kindle 3 ที่เพิ่งออกวางขาย มาพูดถึงเจ้า e-reader ตัวนี้สักหน่อย เอาแบบเล่าว่าในฐานะคนๆ นึ่งที่ซื้อมันมาใช้งานจริงมากว่า 7 เดือนแล้วพอใจแค่ไหน

คำตอบง่ายๆ ของผมก็คือ ถ้าคุณชอบอ่านหนังสือกระดาษ ไม่เน้นทำอะไรไปมากกว่าการอ่านหนังสือ Amazon Kindle เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้ครับ (และตอนนี้ Kindle 3 ออกมาแล้ว ราคาถูกกว่าเดิม คุณภาพดีกว่าเดิม หน้าจอชัดกว่าเดิม วัสดุดีกว่าเดิม ทำให้ปฎิเสธมันได้ยากขึ้นครับ) แต่ถ้าคุณต้องการเครื่องที่ทำได้สารพัดสารเพ มีความสามารถด้านมัลติมีเดียสูงกว่ามากๆ แต่อ่านหนังสืออาจจะเคืองตาง่ายหน่อยก็ iPad ครับ

ลองอ่านประสบการณ์ผมตามนี้ครับ

1. เทคโนโลยี E Ink ที่ Amazon นำมาใช้นั้น อ่านสบายตา คนที่ไม่เคยจับเครื่อง ไม่เคยอ่านเองจะไม่รู้ อันนี้บอกได้เลยว่า 8 ใน 10 คนที่เห็น Kindle จะบอกว่ามันอ่านสบายตากว่าที่คิดไว้มาก ไม่จับเองก็ไม่รู้

2. Amazon.com มีจุดขายตรงที่มีหนังสืออยู่ในร้านออนไลน์ที่ Amazon.com เกือบ 700,000 เรื่อง

3. หนังสือบน Kindle ถูกกว่าหนังสือกระดาษ เพราะไม่ต้องเสียค่าพิมพ์ และค่าจัดจำหน่ายสูงเท่ากับแบบเดิม

4. ไม่เปลืองพื้นที่เก็บหนังสือ – ที่บ้านผม เพื่อนชอบแซวว่าเหมือนห้องสมุด เพราะซื้อเก็บไว้เยอะจนเหมือนห้องสมุดชุมชนย่อมๆ พอมี Kindle แล้วผมก็เก็บไว้ในเครื่องพอ

5. อ่านเครื่องไหนก็ได้ - เมื่อก่อนอ่านได้แค่บนเครื่อง Kindle ตอนนี้ใครมี iPad, Android Phone, iPhone ก็อ่านได้เลย ถ้าตอนนั้นบังเอิญคุณไม่ได้พกเครื่อง Kindle ไว้กับตัว อยากอ่านแค่ 2-3 หน้าระหว่างนั่งรอเวลาก็สบายมาก แถมจะมีระบบขึ้นเตือนว่าจะให้ Sync ไปถึงหน้าที่เคยอ่านใน Device ก่อนหน้านี้หรือเปล่า เช่นผมมี Kindle กับ iPhone ระบบจะถามว่าตอนนี้คุณอ่านหนังสือ Purple Cow ถึงหน้า 99 จากเครื่อง Kindle แล้ว ตอนนี้คุณอยากให้ iPhone (ซึ่งลง Kindle App ไว้) โหลดไปหน้า 99 ที่เคยอ่านไว้ใน Kindle หรือไม่ นั่นหมายความว่า คุณจะอ่านได้สะดวก

6. แชร์ข้อความที่เราไฮไลท์ ในหนังสือที่อ่านขึ้น Twitter, Facebook ได้ แค่ไฮไลท์ แล้วกด Alt + Enter

7. ดู Popular Highlight ได้ – สมัยเรียนหนังสือเคยไหมครับ ที่จะชอบขอหนังสือเรียนของรุ่นพี่คนที่เรียนเก่งๆ เอามาใช้อีกที เพราะเขาหรือเธอชอบขีดเส้น ลากเส้นข้อความสำคัญเอาไว้หมดแล้ว ทำให้เราจับใจความสำคัญของหนังสือเล่มนั้นได้ง่ายขึ้น ใน Amazon Kindle ก็เหมือนกัน มันมีระบบที่บอกว่า “มีคนไฮไลท์ตรงนี้ 16 คน” ทำให้คุณอ่านหนังสือได้ไวขึ้น

8. น้ำหนักเบา ถ้าใช้ iPad มันหนักครับ นอนอ่านถือมือเดียวไม่ไหว แต่ Kindle สบายมาก

อย่างไรก็ตาม แฟนๆ iPad หลายคนก็แย้งผมว่า อย่างไร iPad ก็คุ้มเงินกว่า เพราะสิ่งที่ได้จาก iPad คือเครื่องมือที่ทำอะไรได้หลายต่อหลายอย่าง ไม่ใช่แค่อ่านหนังสืออย่างเดียว ซึ่งอันนี้ผมไม่เถียงเลยครับ ในฐานะที่ผมก็มี iPad บางครั้งผมก็รู้สึกเหมือนกันว่าทำไมต้องพก 2 เครื่อง ท้ายที่สุดก็มาลงตรงกลางที่ว่า ผมเก็บ Kindle ไว้อ่านที่บ้านเวลาต้องการอ่านนานๆ และใช้ iPad ทำงานมากกว่า

สรุปได้ว่าถ้านอนอยู่บ้าน หรือเดินทางออกต่างจังหวัด จะนอนอ่านหนังสือสบายๆ ต้อง Kindle แต่ถ้าต้องการทำงานไปด้วยก็ต้อง iPad แต่ แต่ แต่ แต่ ในฐานะหนอนหนังสือคนนึง ผมขอเชียร์ Amazon Kindle อย่างออกหน้าออกตา ด้วยเหตุผล 8 ข้อด้านบนที่น่าจะเพียงพอในการดันให้คุณหา Kindle 3rd Generation มาลองใช้กันดูครับ :)

Categories: Books, I like it!

ตำนานนิสชิน คัพนูดเดิล

วันพุธ, สิงหาคม 25, 2010 2 ของความคิดเห็น

เมื่อคืนผมเกิดนึกครึ้มอกครึ้มใจค้นลังหนังสือเก่าที่บ้าน ก็เจอหนังสือการ์ตูนชื่อ “กว่าจะเป็น 26 สุดยอดสินค้าขายดีของญี่ปุ่น” โดย Ryuji Fujii แปลเป็นไทยโดยคุณอังคณา รัตนจันทร์ ในหนังสือเล่มนี้รวบรวมสินค้าจากญี่ปุ่นที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน เจาะลึกไปว่าใครเป็นคนสร้าง ทำมาได้อย่างไร แล้วทำไมขายดี อ่านสนุกได้ความรู้ดีครับ วันนี้เอาสินค้า นิสชิน คัพนูดเดิลมาแชร์ให้อ่านกันก่อนละกัน

พวกเราทุกคนคงคุ้นเคยกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมานานแล้ว ประเภทเปิดฝา เติมน้ำร้อน 3 นาทีกินได้เลย ที่มาที่ไปของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเจ้าแรกในโลก “นิสชิน คัพนูดเดิล” เกิดมาจากคุณโมโมฟุกุ อันโด อดีตนักธุรกิจผู้ร่ำรวย แต่วันนึงก็ต้องสะดุดล้มลง แต่สิ่งที่โมโมฟุกุมีเหนือคนอื่นก็คือ ใจที่สู้และหาช่องทางในการทำธุรกิจใหม่ นั่นก็คือ การทำบะหมี่ราเมนขาย

โมโมฟุกุมองว่า จริงๆ บะหมี่น่าจะทำเป็นแบบกินที่บ้าน เก็บได้นาน ถูกและกินง่าย ก็เลยทดสอบค้นหาวิธีการทำให้บะหมี่แห้งโดยใช้ความร้อนจากน้ำมัน ตอนแรกหน้าตาก็ออกมาเป็นก้อนสี่เหลี่ยม (นึกภาพไปแล้วคงคล้ายๆ กับมาม่าบ้านเรา) ต่อมาก็ทำเป็นก้อนกลมเพื่อให้ใส่ในชามได้ และเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1958 บะหมี่ “นิสชินโชะขุฮิน” บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองแรกของโลกก็ออกวางขาย ในปีนั้นบะหมี่ของโมโมฟุกุขายดีถึง 13 ล้านซอง

แต่หลังจากที่โมโมฟุกุสร้างสรรค์นวัตกรรม “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ออกมาได้ไม่นานก็มีบริษัทอื่นทำเลียนแบบเพิ่มมาอีกนับร้อยบริษัท ทำให้เขาต้องหาทางฉีกตัวเองออกจากสิ่งเดิมๆ ซึ่งนั่นก็คือการสร้างบะหมี่ “คัพนูดเดิล” ถ้วยแรกของโลกออกมา สนนราคาเพียงแค่ 100 เยน ในกันยายนปี ค.ศ. 1971 ยอดขายสูงถึง 4 ล้าน สร้างความสำเร็จให้กับนิสชินเป็นอย่างสูง

นวัตกรรมในที่นี้จึงไม่ใช่เพียงการคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมา หากยังหมายถึงวิธีคิดใหม่ๆ ต่อยอดจากเดิม เหมือนที่โมโมฟุกุเริ่มต้นด้วยบะหมี่ซอง แล้วต่อยอดเป็นบะหมี่ถ้วยที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลกตราบจนทุกวันนี้

Categories: Books, I like it!

ปัญญาญี่ปุ่น

วันอังคาร, สิงหาคม 24, 2010 4 ของความคิดเห็น

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไปเดินเล่นที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ หลังจากไม่ได้แวะไปเยี่ยมเยียนเสียนาน ขากลับก็ซื้อหนังสือ “ปัญญาญี่ปุ่น” โดยนักเขียนชื่อดัง ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วแทบวางไม่ลงเลยทีเดียว จะบอกว่าบล็อกโพสต์นี้ผมเขียนเชียร์หนังสือก็คงไม่ผิด แต่ที่แน่ๆ เมื่อมันมาอยู่ในเว็บนี้มันต้องเกี่ยวกับเรื่องนวัตกรรมแน่นอน

ปัญญาญี่ปุ่น เป็นการเล่าเรื่องว่าเมื่อประเทศญี่ปุ่นแพ้สงคราม สังคมแตกแยก เศรษฐกิจล่มสลาย กษัตริย์ถูกท้าทาย ญี่ปุ่นพลิกฟื้นจากหายนะได้อย่างไร โดยคุณภิญโญได้เล่าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นผ่านวิกฤตอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น ที่แรกเริ่มเดิมทีเกิดจากการผลิตรถเพื่อเป็นยานพาหนะสำหรับทหารญี่ปุ่นในการสงคราม และเมื่อสงครามเลิกแล้วบริษัทอย่างโตโยต้า ฮอนด้าเดินทางต่อไปอย่างไร ท่ามกลางสภาพความขัดสนทางสังคม

ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับหนังสือเล่มนี้อยู่ตรงที่ จุดเปลี่ยนหรือจุดผลิกผันของญี่ปุ่นนั้นเกิดขึ้นจากจังหวะและโอกาส บวกกับความกล้าคิดกล้าทำ จนเกิดนวัตกรรม อย่างเช่น ตอนที่ญี่ปุ่นพบกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ โซอิจิโร่ ฮอนด้า ผู้ก่อตั้งฮอนด้า ณ ขณะนั้นทำงานอยู่ในอู่รถยนต์แห่งหนึ่ง อู่นั้นได้รับความเสียหายมาก ช่างเก่งๆ ลาออกกันมาก ไม่ก็แยกย้ายกลับบ้านไป จากเดิมที่ไม่ค่อยมีโอกาสในการทำงาน ทำให้โซอิจิโร่มีโอกาสในการฝึกฝนทักษะ และแสดงฝีมือ

จากจุดนั้นเองโซอิจิโร่เริ่มเห็นว่าซี่ล้อรถยนต์ที่ทำด้วยไม้นั้น ถ้าหากประเทศญี่ปุ่นมีไฟไหม้ขึ้นมาอีกก็จะเสียหายได้ง่าย เขาจึงริเริ่มสร้างซี่ล้อจากอะลูมิเนียม ที่มีความแข็งแกร่งทานทนมากขึ้น จากนั้นเขาก็ร่ำรวย และหันมาจับตลาดอะไหล่รถยนต์ทำดีขึ้นเรื่อยๆ จนโตโยต้าขอถือหุ้นบริษัทเขาถึง 40%

จากนั้นในปี 1946 โซอิจิโร่ก็คิดถึงผลิตรถจักรยานยนต์ จากการที่เคยเห็นเครื่องยนต์ที่กองทัพญี่ปุ่นเคยใช้กับวิทยุสื่อสาร เขาเลยคิดว่าจำเครื่องยนต์ที่ว่านี้มาใช้กับจักรยาน อันเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตจักรยานติดเครื่องยนต์ (หลายคนอาจคุ้นเคยกับมอเตอร์ไซค์ฮอนด้า ดรีม) ทำยอดขายสูงถึง 100 ล้านคันทั่วโลก และท้ายที่สุดฮอนด้าก็ก้าวเข้าไปเป็นผู้ผลิตรถยนต์ผู้ตีตลาดโลกอีกคำรบหนึ่ง

ใน “ปัญญาญี่ปุ่น” ไม่ได้เล่าเพียงที่มาที่ไปของธุรกิจเท่านั้นนะครับ แต่หากยังเล่าถึงสภาพความรู้สึกของคนในญี่ปุ่นในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ความมุมานะ ความพยายาม ตลอดจนแรงใจไฟฝันที่จะพลิกฟื้นประเทศ อาจจะด้วยทัศนคติแบบ Never-say-die นั่นแหละที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองและกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งทุกครั้งที่เขาล้มลง

อ่านเรื่องของญี่ปุ่นในหนังสือเล่มนี้แล้วก็อดทึ่งในความพยายามของเขาไม่ได้ครับ แล้วคนไทยล่ะจะสร้างนวัตกรรมแบบเขาบ้างได้ไหม คำถามนี้น่าคิดครับ

ท้ายนี้ตบท้ายรายการขายของนิดนึง ทาง True กำลังจัดโครงการ True Innovation Awards 2010 ครับ ถ้าใครมีโครงการอยู่ในใจบ้างแล้ว ลองเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของ True Innovation Awards นะครับ ทาง True กำลังเปิดรับสมัครอยู่ จนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้ หรือติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook ของโครงการครับ

Categories: Books, I like it!

หนอนอัพเดท: “ต่าย ขายหัวเราะ”, “แมงกะพรุนถนัดซ้าย”

วันจันทร์, พฤษภาคม 3, 2010 3 ของความคิดเห็น

ต่อไปนี้มีหนังสืออะไรจะเอามาอัพเดทนะครับ ส่วนใครที่ Follow ผมใน Twitter ตามอ่านได้ที่ “#mybooklist” ละกันนะครับ

เมื่อวานแวะ B2S ซื้อหนังสือมาสองเล่ม เล่มแรกผมอ่านจบแล้ว
All about ต่าย ขายหัวเราะ – 30 ปีแห่งความขำ ชีวิตมหาสนุก ที่ไม่เคยหมดมุก” หนังสือที่คุณภักดี แสนทวีสุข เจ้าของนามปากกา “ต่าย ขายหัวเราะ” นักวาดการ์ตูนชื่อดัง ผู้วาดและเขียนปังปอนด์ ในหนังสือเล่มนี้นอกจากเราจะได้อ่านการ์ตูนเก่าๆ สมัยแรกที่คุณต่ายแกวาด ยังได้รู้อีกว่าคนที่มี “ใจรัก” ในเรื่องอะไรสักเรื่อง ถ้าเอาจริง ยังไง๊ยังไงมันก็ต้องสำเร็จครับ นอกจากนี้เราจะยังได้เห็นปังปอนด์ตัวจริงของคุณต่ายด้วยครับ ใครที่เป็นแฟนขายหัวเราะ ผมแนะนำว่าน่าจะหามาอ่านนะครับ ใครชอบวาดการ์ตูนยิ่งขาดไม่ได้ เพราะคุณต่ายแกบอกหมดเลยว่าแต่ละวันแกพัฒนา “แก๊ก” ของแกได้อย่างไร เวลาแซวบอกอวิติ๊ดของแกนี่แกมีที่มาอย่างไร

“แมงกะพรุนถนัดซ้าย” หนังสือชุด “คุยกับประภาส” ลำดับที่ 8 เล่มนี้คงไม่ต้องสาธยายอะไรกันมาก คุ้มมากๆ ครับ ใครที่อ่านคอลัมน์ “คุยกับประภาส” ในมติชน คงรู้ว่าคุณจิกแกมีคมความคิดแสบๆ คันๆ มันๆ อย่างไร ถ้าเคยอ่านบางเล่มก็ไปเช็คได้นะครับ ตอนนี้ทางสำนักพิมพ์เขาออกมาทั้ง 8 เล่มพิมพ์กันใหม่หมด ถ้าใครไม่เคยอ่านเลย จะให้ดีควรจะซื้อมาทั้ง 8 เล่มเลยครับ มี Blogger ชื่อคุณ chelie รีวิวไว้น่าสนใจดีครับ เดี๋ยวขอตัวไปอ่านเล่มนี้ก่อน

Categories: Books, I like it!

Founders At Work รวมบทสัมภาษณ์นักธุรกิจดอทคอม

วันอาทิตย์, เมษายน 4, 2010 4 ของความคิดเห็น



วันนี้ผมมีหนังสือเล่มนึงมาแนะนำครับ ไม่ได้ใหม่มากเพราะออกมาตั้งแต่ปี 2550 สำหรับหนังสืออินเทอร์เน็ตก็ถือว่าช้าแล้ว แต่ผมมองว่ามันก็ยังร่วมสมัยอยู่ ใครที่เป็นคนทำงานในสายธุรกิจออนไลน์ โดยเฉพาะคนที่ใฝ่ฝันจะเป็นเจ้าของกิจการ หรือแม้กระทั่งมีกิจการเองแล้ว ก็ควรอ่านครับ หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า “Founders At Work” โดยอดีตนักข่าวสาว Jessica Livingston

หนังสือเล่มนี้ดีตรงที่ Jessica เขาไปไล่สัมภาษณ๋ผู้ก่อตั้งบริษัทดอทคอมต่างๆ ในซิลิคอนวัลเล่ย์มานำเสนอเราได้อย่างถึงกึ๋น โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า แต่ละคนก่อตั้งบริษัทมาได้อย่างไร ต้องต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคอะไรมาบ้าง อย่างเช่น Steve Wozniak (ผู้ก่อตั้ง Apple ร่วมกับ Steve Jobs) ลองอ่านฟรีได้ที่นี่ครับ , Caterina Fake (ผู้ก่อตั้ง Flickr และเจ้าของ Hunch.com), Mitch Kapor (Lotus), Max Levchin (PayPal) ตลอดจน Sabeer Bhatia (Hotmail) ที่จะมาบอกคุณคำต่อคำ ทำอะไรผิดมาบ้าง แล้วแก้ไขได้อย่างไร มีกลเม็ดเคล็ดลับอย่างไรบ้าง

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายๆ คน อย่างผู้ก่อตั้ง Research In Motion (มือถือ BlackBerry), Firefox, Craigslist 37 Signals, Gmail, Del.icio.us หรือแม้กระทั่งเจ้าพ่อไมโครซอฟต์อย่าง Ray Ozzie ก็รวมอยู่ในเล่มนี้ด้วย ผมอ่านทีไรก็ได้กำลังใจ อ่านแล้วสนุกทุกทีครับ ใครที่อยากเข้าใจธุรกิจดอทคอมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบริบทของซิลิคอน วัลเล่ย์ ก็ควรอ่านครับ

ปล. สำหรับใครที่เป็นโปรแกรมเมอร์แล้วอยากอ่านเจาะเฉพาะโปรแกรมเมอร์ดังๆ ลองเล่มนี้ครับ Coders At Work เล่มนี้เพิ่งออกมาได้ไม่นาน :) และอีกเล่มนึงคือ Getting Real: The smarter, faster, easier way to build a successful web application เล่มนี้โดยทีมงาน 37 Signals ครับ

คำตอบของ “คนหัวรั้น”

วันจันทร์, มีนาคม 29, 2010 2 ของความคิดเห็น

เมื่อวานเปิดไปอ่านบล็อก “คนชายขอบ” Fringer.org ของคุณสฤณี อาชวานันทกุล หรือ “พี่ยุ้ย” ตอนการเดินทางของ “คนชายขอบ” & ไฟล์เสียงจาก “คนหัวรั้น” ท่านอื่น ซึ่งพูดถึงประสบการณ์ส่วนตัวในการทำงานก่อนที่จะมาเป็นนักเขียน นักแปล มีชื่ออย่างปัจจุบันนี้

ลำพังถ้าเป็นประสบการณ์ของคนทั่วๆ ไป ก็อาจจะเฉยๆ แต่เรื่องราวของผู้หญิงคนนี้มีแง่คิดที่น่าสนใจในเรื่องของ Passion และความมุ่งมั่นดีครับ

พี่ยุ้ยจบจากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงทั้งตรีที่ Harvard และโทที่ NYU ผ่านงานบริษัททั้งในและต่างประเทศ ทิ้งแพคเกจเงินเดือนซึ่งผมเชื่อว่า “มหาศาล” เพราะบริษัทที่พี่ยุ้ยเคยทำนั้นดังๆ ระดับโลกทั้งนั้น รวมทั้งเลิกการทำงานในระดับผู้บริหาร หันมาเป็นคนเขียนหนังสืออย่างเต็มตัว… พอผมอ่านจบ ฟังไฟล์เสียงแล้ว ก็มีคำถามผุดพรายขึ้นในใจ ผมเลยเขียนถามพี่ยุ้ยไปในบล็อก และพี่ยุ้ยก็ตอบมาในบล็อกเลย ทำให้ผมได้มุมมองอะไรใหม่ๆ เพิ่มด้วยอย่างคาดไม่ถึง เลยขออนุญาตพี่ยุ้ยเอามาแชร์ที่นี่ให้คุณผู้อ่านได้อ่านกันด้วยครับ ลองดูนะครับ ผมว่าคุ้มค่าจริงๆ (อ่านบล็อกและฟังไฟล์เสียงก่อนนะครับ)

ถ้าอ่านบล็อกของพี่ยุ้ยจบแล้วอ่านคำถามผมได้เลยครับ

Q: ขอบคุณสำหรับ Blog post นี้นะครับ ได้ฟังไฟล์เสียงบรรยายถึงประสบการณ์การทำงานของพี่ยุ้ยคราวนี้ ทำให้รู้จักตัวตนพี่ยุ้ยมากขึ้นครับ ชอบตรงที่พี่ยุ้ยพูดว่า “ตอนไปทำงานตอนเช้า ก็นึกแล้วว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี ก็รู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับบริษัทล่ะ รู้ว่าต้องลาออก”(ขอโทษทีนะครับในเครื่องหมาย “” อาจจะไม่ตรงที่พูด 100% แต่จำได้ว่าประมาณนี้) เพราะคนเราลงว่าถ้ามันมี passion กับอะไรสักอย่างจริงๆ passion นั้นมันจะฝังอยู่กับตัวเราจนเราร้อนรุ่มจนต้องทุ่มให้กับมันไม่วันใดก็คงวันหนึ่ง

มีคำถามครับ แล้วตอนที่พี่ยุ้ยคิดว่าจะลาออกมาเขียนหนังสืออย่างเดียวตอนนั้นลำบากใจไหม คือรู้ๆ กันอยู่ว่าการเป็นนักเขียนนักแปลในเมืองไทย รายได้ไม่ได้เยอะมาก พี่เคยทำงานรายได้มหาศาลมาก่อน (ดูจากรายชื่อบริษัทที่พี่เคยทำ ลองถามเพื่อนดูแล้วก็รู้เลยว่าเรตเงินเดือนมหาศาลมากๆ) หรือว่า…สำหรับพี่แล้วเงินเดือนที่เคยได้ไม่มีความหมายอะไรถ้าหากว่าเราไม่ ได้มีความสุขเท่ากับเวลาที่เราได้เขียนหนังสือ งานสอนและงานทำวิจัย คือชอบอะไรก็ทำอย่างนั้นเท่านั้น? แล้วชีวิตเรามันจะขาดหลักประกันอะไรไปเยอะไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นพวกประกันชีวิต พวกหลักประกันสังคม ฯลฯ

A: อืม คิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนที่กล้าเสี่ยงขนาดนั้นนะ ตอนที่ลาออกจากงานประจำที่สุดท้ายเมื่อปลายปี 2007 ก็ค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าจะมีรายได้ค่อนข้างมั่นคงจากการแปลหนังสือ เขียนหนังสือ สอนหนังสือ และทำวิจัย สี่อย่างนี้ทุกปี ถ้าพี่เขียนหนังสืออย่างเดียวคงลำบาก เพราะไม่มีอะไรแน่นอน (ตื่นมาอาจจะไม่มี “อารมณ์เขียน” ก็ได้) แต่อีกสามอย่างมันมีรายได้มั่นคง และเนื่องจากพี่ทำทั้งสี่อย่างนี้อย่างสม่ำเสมอ(มาก) รายได้ก็ไม่ได้น้อยกว่าสมัยทำไอบีขนาดนั้นแล้ว โดยเฉพาะในเมื่อตอนนี้เริ่มมี back catalog คือมีหนังสือมากพอที่ทุกปีน่าจะมีบางเล่มได้จะพิมพ์ใหม่อยู่เรื่อยๆ คือมันมีรายได้มากพอที่จะสร้าง “หลักประกัน” ของตัวเองน่ะ ไม่ว่าจะเป็นเงินเก็บ ประกัน ฯลฯ :)

แต่ทั้งนี้เรื่อง lifestyle ก็น่าจะมีส่วนมากเหมือนกัน ถ้าพี่ใช้ lifestyle แบบชาวไอบี เช่น ไปเที่ยวรีสอร์ตแพงๆ ทุกเดือน กินข้าวร้านหรูทุกสัปดาห์ เข้าบาร์กินเหล้าแพง ฯลฯ แบบนี้ก็คงตัดใจทิ้งเงินเดือนมหาศาลได้ยาก ;)

พี่ว่ารายได้เป็นเรื่องสำคัญไม่ว่าจะทำอะไร เพราะถ้ารายได้น้อยมากมันก็มีความสุขยาก แต่ถ้าเรารักสิ่งที่ทำและบริหารจัดการการเงินเป็น (คือพยายามทำในทางที่มีรายได้) เราก็จะทำสิ่งนั้นเยอะๆ โดยอัตโนมัติ และยิ่งเราทำเยอะ รายได้มันก็น่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เอง

- – - – -
สำหรับคุณผู้อ่านที่อ่านแล้วชอบ ผมแนะนำให้อ่านหนังสือ “พลังของคนหัวรั้น” (The Power of Unreasonable People) เล่มนี้ของพี่ยุ้ยเพิ่มเติมครับ เป็นหนังสือที่ทำให้เราเข้าใจคำว่า Social Entrepreneur ได้ดีขึ้น คนที่คิดจะทำธุรกิจของตัวเองน่าจะได้อ่านกันครับ

ความฝัน + Passion เพราะชีวิตคนเราสั้นเกินไปที่จะบอกว่าน่าเบื่อ

วันเสาร์, มีนาคม 20, 2010 10 ของความคิดเห็น

ภาพโดย Tricky

ผมเป็นพวกหนอนหนังสือครับ แต่ก็ต้องคอยระวังตัวเองอยู่บ่อยๆ เพราะถ้าเราเอาแต่อ่าน ไม่คิดตามและวิเคราะห์ปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเรา มันก็คงได้ประโยชน์น้อยกว่าที่ควรจะเป็น แต่ในโลกนี้ก็ยังมีหนังสืออีกหลายต่อหลายเล่มที่อ่านเพลิน อ่านแล้วได้แง่คิด อ่านแล้วเอาไปใช้ได้จริงก็มีอยู่เยอะ แน่นอนว่าบางเล่มอ่านแล้วได้แรงบันดาลใจ มีแรงใจไฟฝัน และกระตุ้นให้เราเกิด “Passion” ชนิดนอนไปหลับ อยากคิดต่อไปอีกสามวันสามคืนก็มี

Passion นี่สำคัญนักหนาครับ ชีวิตนี้ถ้าหากว่าเราไม่มี Passion กับอะไรสักอย่างมันคงดูจืดชืดพิลึก แต่ก่อนจะพากันไปลึกกว่านี้ ขอทำความเข้าใจกันก่อนว่า คำว่า Passion ซึ่งผมแปลเป็นการส่วนตัวว่า “ความทะยานอยาก” เพราะไม่อยากแปลกันตรงตัวตามพจนานุกรมว่า “ตัณหา ราคะ” ดูแล้วเรามันกามๆ ยังไงชอบกล -_-’

ความทะยานอยากนี่ผมว่ามันทำให้ชีวิตเรามีสีสันครับ คนเราลงว่าถ้ามีความฝัน และมีความทะยานอยาก มันก็เหมือนกับคุณรู้ว่าคุณกำลังจะบินไปอเมริกา ถ้าเราอยากบินไปเราจะต้องใช้เส้นทางไหน มันก็แล้วแต่ว่ามันเป็นฝั่งตะวันตกหรือฝั่งตะวันออก ถ้าตะวันตกก็ต้องบินจากกรุงเทพ ไปแวะเกาหลีที่สนามบินอินชอน แล้วต่อไปลงซานฟรานซิสโก หรือไป LA ถ้าไปฝั่งตะวันออกก็ต้องไปอีกแบบหนึ่ง แต่คุณก็จะรู้ว่าเป้าหมายมันอยู่ที่ไหน แล้วจะเดินทางไปอย่างไร ตรงนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตนี้มีอะไรน่าค้นหา และน่าสนุก

เมื่อประมาณ 9 ปีที่แล้ว สมัยที่ผมใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ มีสองสามีภรรยาไทยคู่นึง ชื่อคุณวรรณ กับคุณหมู ทั้งสองคนมีความฝันและ Passion อย่างแรงกล้าว่าอยากจะปั่นจักรยานรอบโลกให้สำเร็จ เมื่อตอนนั้นทั้งคู่ปั่นมาถึงเมืองที่ผมอยู่ด้วยอาการอ่อนล้า อิดโรยอย่างเห็นได้ชัด หลังจากปั่นจากกรุงเทพฯ – มาเลเซีย – อินโดนีเซีย มาแล้ว และยังเหลืออีกหมื่นไมล์ พันไมล์ที่จะวนกลับไปถึงกรุงเทพฯ อีกที

นักปั่นทั้ง 2 คนพักที่บ้านผมอยู่ 3 คืน และเป็นช่วงที่ผมต้องเดินทางกลับไทยด้วย แต่ก่อนแยกทางกัน พี่วรรณ พี่หมูยื่นหนังสือมาให้ผมเล่มนึง พร้อมกับบอกว่า “อย่าลืมความฝันนะ ค่อยๆ ค้นหามันไป พี่ว่าปองทำได้ มี Passion กับอะไรก็ทำสิ่งนั้น” หนังสือที่ผมได้มาเล่มนั้นก็คือหนังสือที่ชื่อว่า “ไต่ฟ้ากระชากฝัน (Into Thin Air)” ทั้งสองคนบอกว่าได้มาจากอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุลอีกที ตอนนี้อ่านจบแล้วอยากให้หนังสือเล่มนี้ให้ผมอ่านต่อ เอาไปฝัน เอาไปต่อแรงใจต่อไป

และท้ายที่สุดพี่ๆ เขาก็ทำได้ครับ ด้วยเวลา 5 ปี 11 เดือน ระหว่างทางนั้น ต้องเจอเรื่องดีเรื่องร้ายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการถูกปล้นจนหมดตัว เงินสปอนเซอร์ร่อยหรอ การสูญเสียคนที่รักในครอบครัว ล้วนแล้วแต่น่าท้อใจทั้งนั้น แต่ทั้งสองคนก็ไม่หวั่น เพราะทั้งสองคนรู้ว่าตัวเองมีความฝันอะไร Passion ของตัวเองคืออะไร …หนังสือมีหลายแบบ อ่านแล้วก็ได้กับตัวเอง อ่านเสร็จแล้วก็ส่งต่อให้คนอื่นด้วยก็ยิ่งดีครับ ใช้ชีวิตกันให้คุ้มแบบพี่ๆ ทั้งสองคนนี้ก็ดีครับ

เพราะชีวิตคนเราสั้นเกินไปที่จะบอกว่าน่าเบื่อ แล้วคุณล่ะ มีฝัน มี Passion อะไร ทำตามความตั้งใจนั้นได้หรือยัง?

ปล. มีบล็อกเกอร์เขียนถึงหนังสือเล่มนี้ด้วยนะครับ อ่านดูครับ

Categories: Books, I like it! ป้ายกำกับ:,

Amazon Kindle สำหรับ Mac ออกแล้ว

วันพฤหัส, มีนาคม 18, 2010 ใส่ความเห็น

โทษฐานที่เคยเขียน Review Amazon Kindle เอาไว้ พอมีข่าวคราวอะไรเกี่ยวกับเจ้า ebook reader ตัวนี้ก็เลยต้องอัพเดทกันหน่อย

สิ้นสุดการรอคอยเสียที สำหรับใครที่ใช้ Mac และเป็นเจ้าของ Amazon Kindle ซึ่งก่อนหน้านี้พออยากจะอ่านหนังสือใน Mac ของตัวเอง (ในกรณีที่อยากสลับมาอ่านบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ธรรมดาบ้าง) มันทำไม่ได้เพราะดันมีแต่ PC version ทาง Amazon ก็เปิดให้ดาวน์โหลดกันได้แล้วนะครับ

ทำไมต้องอ่าน Kindle book บน Mac?

* อ่านสลับไปมาระหว่างเครื่อง Amazon Kindle กับเครื่อง Mac ของเรา (หรือถ้าใช้ PC ก็โหลดเวอร์ชั่น PC ได้) ไม่ต้องมีเครื่อง Kindle ก็อ่านได้
* สมมุติว่าลืม Kindle ไว้ที่บ้านหรือที่ไหน เปิดอ่านในคอมฯ มันง่ายดีเนอะ
* Sync หน้าสุดท้ายที่เราอ่านให้โดยอัตโนมัติ ด้วยระบบ Whispersync
* พวกบุ๊คมาร์คที่เราคั่นหน้าเอาไว้ก็ใช้ใน Amazon Kindle for Mac ครับ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 6,392 other followers