Archive

Archive for the ‘Books’ Category

Amazon Kindle ดีอย่างไร? ทำไมไม่รอ Apple’s iPad?

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 16, 2010 89 ของความคิดเห็น

หลังจากที่เป็นลูกค้าผู้ภักดี ของ Amazon.com มานานร่วม 10 ปี วันนี้ผมก็กลายร่างมาเป็น “แฟน” ด้วยการซื้อ Amazon Kindle เครื่องอ่านอีบุ๊คส์ หรือ e-Reader มาครอบครอง ณ ตอนที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ ผมใช้งาน Amazon Kindle มาแล้ว 1 อาทิตย์ อาจจะดูน้อยไปหน่อยถ้าจะเขียน review การใช้งาน แต่เหตุผลที่ผมเขียนถึงมันในวันนี้ ก็เพราะต้องการที่จะบอกกับหลายๆ คนว่า Kindle น่าสนใจอย่างไร โดยเฉพาะคนที่กำลังลังเลอยู่ว่าจะซื้อ Kindle หรือ iPad ดี เพราะทั้งคู่ต่างก็มีระบบจำหน่าย ebook เหมือนกัน

ข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของ Amazon Kindle ตอนนี้มี 2 รุ่นล่าสุดที่น่าสนใจ คือ Amazon Kindle 2 (ตัวเล็กหน้าจอ 6 นิ้ว) และ Amazon Kindle DX (ไม่มีอะไรต่างนอกจากหน้าจอใหญ่ขึ้นเป็น 9.7 นิ้ว) ผมแปลสเป็กให้อ่านกันเล่นๆ นะครับ

ความหนา-บาง: หนาแค่ 1/ 3 นิ้ว บางกว่าแมกกาซีนว่างั้นเถอะ
น้ำหนัก:
10.2 ออนซ์ หรือประมาณ 289 กรัม สองขีดเอง

ผมสั่ง ซื้อปกหนังสีดำมาด้วย ถือไปไหนมาไหนสะดวกดี

ความเร็วในการดาวน์โหลดหนังสือ: สั่งซื้อหนังสือออนไลน์ไร้สายได้ภายใน 60 วินาที (แต่จากที่ผมใช้จะประมาณ 2-3 นาที เพราะบ้านเรายังเป็น Edge อยู่ 60 วิฯ น่าจะสำหรับประเทศที่ใช้ 3G) การดาวน์โหลดไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์มาต่อ ทำบน Kindle ได้ทุกอย่าง
3G Wireless: ไม่มีสัญญารายปี ไม่มีค่ารายเดือน และไม่ต้องคอยหา Wi-Fi hotspots ก็ซื้อ/โหลดหนังสือมาอ่านได้ทุกเวลา
แสดงผลเหมือนกระดาษ: Kindle ใช้เทคโนโลยีที่ชื่อว่า e Ink ที่ทำให้เราอ่านได้เหมือนกับกระดาษจริงๆ ไม่มีแสง backlight เหมือนพวก Smart Phone อ่านกลางแดดก็ได้ไม่มีปัญหา “ผีดูดเลือด”

เปิดมา เขาจะโชว์รูป แล้วรูปจะเปลี่ยนไปทุกครั้งที่เราเปิด-ปิดเครื่อง แสดงภาพชัดมาก 16 grey shade ครับ

  • แสดงผล ตัวอักษรชัดมาก เน้นเลยครับว่า “เหมือนกระดาษ” ไม่มีแสงแยงตาเลย

    เก็บหนังสือได้กี่เล่ม: ประมาณ 1,500 เล่ม ถ้าเป็นรุ่น DX จะเก็บได้มากกว่านี้อีกครับ
    Battery Life:
    จากประสบการณ์ผมคือ 4-7 วัน แล้วแต่ว่าใช้หนักแค่ไหน ในสเป็กเขาระบุว่า 7 วันค่อยชาร์จทีนึง แต่ถ้าเราอ่านเยอะต่อวันก็อาจเป็น 4 วัน
    Built-In PDF Reader:
    อ่าน PDF file ได้แน่นอน ถ้าคุณมีเอกสาร PDF ต้องอ่านมากก็ใช้ได้ แต่ผมแนะนำ Kindle DX ซึ่งมีขนาดหน้าจอใหญ่กว่า แสดงผลกราฟ รูปภาพ ได้ดีกว่า
    Read-to-Me:
    ใน Kindle จะมีเทคโนโลยี Text-to-Speech ที่จะอ่านหนังสือให้คุณฟังได้ ปรับเสียงผู้หญิงผู้ชายได้ตามใจชอบ
    Free Book Samples:
    ดาวน์โหลดบทแรกของหนังสือที่วางขายใน Kindle’s Store มาอ่านได้ฟรี


  • กดปุ่ม Menu เข้า Kindle Store และไปตามส่วนต่างๆ ของหนังสือ

    มีหนังสือให้เลือกเพียบ: มีหนังสือกว่า 420,000 เล่ม รวมทั้งหนังสือพิมพ์ในอเมริกาดังๆ อย่างพวก New York Times หนังสือดังๆ นิตยสาร และบล็อกที่น่าสนใจ แต่ราคาจะขึ้นอยู่กับประเทศ สำหรับเมืองไทย ตอนนี้ยังไม่มีหนังสือ นิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์เล่มไหนเข้าไปขายใน Kindle แต่ถ้าคุณอ่านหนังสือฝรั่งบ่อย แนะนำเลยครับ
    ราคาถูก: ราคาหนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ต่างๆ จะมีราคาถูกใน Kindle Store เพราะไม่ต้องตีพิมพ์ อย่างหนังสือที่เป็น New York Times Best Sellers ขายอยู่ที่ $9.99 (331 บาทโดยประมาณ – อังคารที่ 16 กพ. 2553)

    ประสบการณ์การใช้งานโดยรวม

    ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่แกะกล่องมา นี่คือสิ่งที่ผมคิดครับ
    - เวลากดปุ่ม Next Page, Previous Page เหมือนมันคิดช้าครับ มันจะใช้เวลาประมาณ 1.5 วินาที ไม่ใช่แค่ 0.00X วินาที อย่างเวลาเราบราวซ์เว็บต่างๆ กว่าจะไปทีนึง รอนานไป
    - แอบอิดออดบ้างเวลามันไม่ใช่ Touch screen แบบที่เราคุ้นเคยกับ iPhone แต่ก็ต้องบอกว่ามันเป็นอุปกรณ์คนละชนิดเลย ถ้าหากว่าเราต้องการเพียง “เครื่องอ่านอีบุ๊คส์” ที่อ่านได้ดีเหมือนกระดาษ ราคาถูกกว่าไปซื้อที่ร้าน ซื้อได้ไว Kindle เป็นทางเลือกที่ดีครับ
    - อย่างผมเองซื้อหนังสืออาทิตย์นี้ 4 เล่มเข้าไปแล้ว (ตัว Kindle จะผูกกับ Amazon account ของเรา บัตรเครดิตใบเดียวกัน ถ้าซื้อให้เป็นของขวัญต้องบอกทาง Amazon ด้วยนะครับ) ทั้งที่ปกติจะต้องรอไปซื้อตามร้าน หรือสั่งทางเว็บให้มาส่งที่บ้านก็รอกันครึ่งเดือน แต่ตอนนี้ไม่ต้องรอแล้ว เพราะมันทำให้ผมซื้อสะดวก อ่านสบาย ไปไหนก็อ่านได้
    - ชอบเวลาเราอ่านศัพท์ภาษาอังกฤษตัวไหนไม่ออก ก็มีพจนานุกรมแบบอังกฤษ – อังกฤษ คอยอธิบายความหมาย ทำให้อ่านสบายขึ้น
    - ฝึกการฟังด้วยการใช้ Text-to-Speech ของเขา ก็จะอ่านออกเสียงมาให้ นอนฟังก่อนนอน ไม่ต้องกวาดสายตาอ่านก็ได้ ถ้าเราฟังอังกฤษเก่ง
    - หนังสือราคาถูกกว่ากัน 50% ได้ อันนี้ทำให้ผมตัดสินใจซื้อหนังสือง่ายมาก อย่างสัปดาห์นี้ซื้อ Social Media 101: Tactics and Tips to develop your business online หนังสือเล่มล่าสุดของ Chris Brogan (นักเขียนคนโปรด) และ Socialnomics: How social media transforms the way we live and do business ซึ่งจริงๆ แล้วผมอ่านของเพื่อนผ่านๆ แล้วก็เฉยๆ แต่พอเห็นราคาถูกๆ เข้า ก็รู้สึกได้เลยว่าคุ้มค่า
    - Search หาคำหรือประโยคที่เราต้องการหาได้ทันที
    - ทำไฮไลท์ หรือบุ๊คมาร์คในหนังสือเมื่อไหร่ก็ได้ ตอนแรกผมนึกว่าจะไม่มี Feature นี้ แต่ดันมี
    - เล่นเกมพื้นฐานอย่างพวก Sudoku ได้ อารมณ์เหมือนอ่านหนังสือพิมพ์ แล้วเล่น Sudoku ยังไงยังงั้น ต่อไปคงมี Application อื่นๆ มาให้ได้เล่นกันอีก
    - ฟังเพลง MP3 ได้สบาย ผมใส่เพลงบรรเลงเข้าไปในเครื่องอ่านหนังสือไป ฟังเพลงเบาๆ ไป ชิลมากกกก

    สรุป

    Amazon Kindle คือเครื่องมือในการอ่านหนังสือที่ดีมาก ที่ดีที่สุดคืออ่านสบายตา ราคาหนังสือสบายกระเป๋า อ่านเว็บพอได้ แต่ถ้าต้องการอ่านเอกสาร PDF อ่านกราฟต่างๆ ต้องใช้รุ่น DX และที่สำคัญเปิดให้ใช้ในเมืองไทยได้แล้ว เห็นว่ามีคนพัฒนาให้อ่านภาษาไทยได้แล้วด้วย ไม่จำเป็นต้องใช้ iBook ใน iPad เลยครับ แต่ถ้าคุณต้องการใช้งาน iPod Touch ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเยอะ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมได้มันส์ขึ้นมาก แถมมี Touch screen ก็ซื้อ iPad ครับ แต่สำหรับผม ผมเป็นหนอนหนังสือ ต้องการอ่านหนังสือ และที่บ้านตอนนี้ไม่ค่อยมีที่เก็บหนังสือแล้ว Amazon Kindle จึงเหมาะกับความต้องการของผมแทบทุกอย่างครับ

    ดูรายละเอียดอื่นๆ ในวิดีโอได้เลยครับ

    ซื้อหนังสืออีกแล้ว…เสียตังค์อีกแล้ว…

    วันอาทิตย์, มกราคม 24, 2010 4 ของความคิดเห็น

    เดือนหนึ่งๆ เงินรายได้ที่มีเข้ามาผมมักจะละลายไปกับหนังสือในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก แต่ผมก็ไม่นึกเสียดายเงินจำนวนนี้เท่่าไหร่ อาจจะเพราะอาชีพเรามันต้องคอยอัพเดทตัวเองตลอดเวลา การจ่ายเงินซื้อหนังสือสำหรับผมเลยไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยอะไร และทุกครั้งที่อ่านเราก็ได้อะไรใหม่ๆ จากหนังสือเล่มนั้น บางทีไม่ได้ไอเดียตรงๆ แต่ได้แรงบันดาลใจ บางทีอ่านแล้วก็เพลินๆ เท่านั้น จะมีเสียดายบางทีก็แค่ว่า 1. หนังสือมันไม่ดีอย่างที่เราคิด  2. อ่านไปแล้วเราคิดต่อ เอาไปประยุกต์ใช้ไม่ได้

    เอาล่ะบ่นมานาน เขาเรื่องสักที สัญญากับพี่ๆ เพื่อนๆ ใน Twitter ไว้ว่าจะมาบอกว่าวันนี้ซื้ออะไรบ้างนะครับ แล้วสาเหตุที่ซื้อแต่ละเล่มคืออะไร แต่ละเล่มมีเนื้อหาประมาณไหน

    1. Baked In: Creating products and businesses that market themselves – โดย Alex Bogusky & John Winsor
    เล่มนี้คนเขียนไม่ดังเท่าไหร่ แต่เนื้อหาน่าสนใจตรงที่ผู้เขียนเสนอว่าการสร้างผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ มันจำเป็นที่จะต้องทำการตลาดด้วยตัวมันเองได้ หรือ “Product is the message” เน้นไปในเรื่อง Conversational marketing, Collaboration ระหว่างลูกค้ากับพ่อค้า/แม่ค้า คนเขียน คือ Alex กับ John นี่ทำบริษัทเอเจนซี่ด้วยกัน ก็คงประมาณเขียนสร้างพอร์ตัวเอง หาลูกค้าไปในตัวครับ จัดรูปเล่มน่ารักดี คนเขียนคำนิยมคือ Seth Godin (จริงๆ ถ้าจะครบสูตรต้องเอา Guy Kawasaki มาด้วยสิ!) ผมเสร็จเขาไป 39.59 SGD

    2. Sticks & Stones: How Digital Business Reputations Are Created Over Time and Lost in a Click - โดย Larry Webber (คนแต่ง Marketing to the Social Web)
    พอดีเคยอุดหนุนหนังสือของ Webber มาก่อน เล่มแรกผมเฉยๆ ไม่ค่อยปิ๊งมาก แต่เล่มนี้ Webber ไม่ได้มามุกเดิม เขาเล่นเรื่องการบริหารชื่อเสียงออนไลน์ หรือคอนเซ็ปต์ของ Online equity ตา Webber นี่โดยพื้นฐานแล้วเป็น PR เป็น Marketer แถมคนเขียนคำนิยมให้คือ นักวิชาการชื่อดัง Michael E. Porter คอนเซ็ปต์ก็น่าสนใจกว่าเล่มแรก เอาวะ ลองสักตั้ง โดนไป 43.82 SGD

    3. Implementing Word of Mouth Marketing: Online Strategies to Identify Influencers, Craft Stories, and Draw Customers – โดย Idil M. Cakim
    หนังสือส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับการตลาด Word of Mouth นี่น่าเบื่อพอๆ กับละครน้ำเน่าบ้านเรายังไงยังงั้น ผมเลิกซื้อมาพักใหญ่แล้วครับ แต่ที่ต้องซื้อเล่มนี้เพราะสนใจตรงที่หนังสือเล่มนี้มันเป็นหนังสือที่เน้นในเชิงปฎิบัติ ไม่ใช่ทฤษฎีจ๋า แต่มี Tools ให้เราคิดตามได้ง่าย และแต่ละบทจะสอดแทรกพวก Tip เล็กๆ น้อยๆ ในการสร้างกระแสบอกต่อไว้ด้วย ส่วนคนเขียนไม่ดังเท่าไหร่ แต่บังเอิ๊นคนเขียนคำนิยมคือ Emmanuel Rosen คนแต่ง The Anatomy of Buzz (ทั้งภาคหนึ่งและภาคสองที่ชื่อ Revisited) เลยดูน่าเชื่อถือ ซื้อความน่าเชื่อถือไป 70.57 SGD แพงหน่อย เพราะมาจากแคนาดา

    4. Content Nation: Surviving and thriving as Social Media Changes Our Work, Our Lives, and Our Future - โดย John Blossom
    เล่มนี้ดูทฤษฎีแล้วไม่เท่าไหร่ อาจจะดีบ้างตรงที่วิเคราะห์ถึงภาพรวมในมิติการเมือง สังคม วัฒนธรรมด้วย ไม่ใช่สักแต่การตลาดอย่างเดียว แต่ที่ต้องยอม คือผมไปแพ้พวก Case study ที่เขาใส่เอาไว้ให้อย่างจุใจ ชนิดว่าถ้าแอบลอกไปลงคอลัมน์คงดูแน่นพิลึกเลยล่ะครับ เสร็จไป 42.75

    5. Get Seen: Online Video Secrets to Building your Business – โดย Steve Garfield
    เล่มนี้ง่ายๆ ตรงๆ เข้าประเด็นครับ เขากำลังสอนเรื่องการใช้ Online video ทำการตลาด เล่มนี้คนเขียนไม่ต้องดัง เพราะเนื้อหาเป็นการบอกขั้นตอนการผลิต Online video สำหรับมือใหม่ อ่านเข้าใจท่าทางจะง่าย เอาไปใช้ได้เลย โต้งๆ ตรงประเด็น โดนไป 43.82 SGD

    6. Trust Agents: Using the Web to Build Influence, Improve reputation, and Earn Trust – โดย Chris Brogan & Julien Smith
    Blogger ชื่อดัง Chris Brogan เขียนหนังสือ และดีกรี New York Times Bestseller, พร้อมทั้งคำนิยมคู่ขวัญ Seth Godin & Guy Kawasaki รวมทั้งนักการตลาดอย่าง John Jantsch ที่เก่งเรื่องการตลาดสำหรับ Small Business มาแวะชมด้วย เลยเสร็จไปครับ 43.82 เล่มนี้น่าจะเป็นหนังสือเล่มเด่นประจำปี 2009 ในสาขานี้ด้วย เนื้อหาเท่าที่เปิดผ่านๆ ต้องยอมรับว่าตา Chris นี่หัวดีใช้ได้ครับ เขาแนะอะไรง่ายๆ ที่เรามองข้าม เช่น สอนวิธีในการที่เราจะเอาไปพูดในงานปาร์ตี้ของคนอินเทอร์เน็ต  (ที่เป็น Influencer) เพื่อสร้างกระแสของโปรดักต์

    7. นิตยสาร Technology Review (ตีพิมพ์โดย MIT ตั้งแต่ปี 1899)
    ฉบับนี้มีเรื่องอนาคตของสื่อ อ่านแล้วอึ้งไปเหมือนกัน สุดยอดจริงๆ มันเป็นวารสารวิชาการที่อ่านเข้าใจง่ายด้วยภาษาอังกฤษแบบเพลนๆ เขียนถึงกระแสในปัจจุบันได้ชัดเจน และสรุปอย่างแยบคาย ฉบับนี้น่าอ่านครับ เนื้อหาตอนที่ผมอ่านอันนี้ไม่มีให้อ่านออนไลน์ น่าเสียดาย เสร็จไป 11 SGD แต่คุ้มค่า

    วันนี้หมดไป 260 เหรียญสิงคโปร์ ประมาณ 6 พันกว่าบาท (เฮ้อ) เอาว่ะๆ คุ้มน่า

    Categories: Books

    เราคิดวิธีเตรียมตัวตายกันแล้วหรือยัง?

    วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 23, 2008 3 ของความคิดเห็น

    hm_collagecover1chat-with-death

    หนังสือ The Last Lecture + Chasing Daylight (ไล่ล่าแสงตะวัน) + นั่งคุยกับความตาย

    ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่งมีโอกาสอ่านหนังสือฝรั่งชื่อดังที่หลายๆ คนคงรู้จักกันดีอยู่แล้ว นั่นคือ The Last Lecture (แปลเป็นไทยโดยคุณหนูดี วนิษา เรซ) ซึ่งเป็นหนังสือที่มีที่มาจากการบรรยายครั้งสุดท้ายในชีวิตของศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์ แรนดี้ เพาซ์ ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยคาเนกีเมลลอน ผู้กำลังป่วยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนในระยะสุดท้าย ผมคิดว่ามีบล็อกเกอร์หลายคนเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ไปแล้วว่าดีอย่างไร ผมจะไม่เล่าอีก สนใจไปอ่านกันได้เลยครับ หรือถ้าอยากจะดูการบรรยายของเขาครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยคาเนกี เมลลอน และอีกครั้งที่รายการโอปรา วินฟรี (มีซับไทยให้อ่านด้วยนะครับ)

    ขณะเดียวกัน บังเอิญว่านึกถึงหนังสือเล่มนึงที่เคยอ่านได้ นั่นคือ Chasing Daylight หรือ ไล่ล่าแสงตะวัน (แปลเป็นไทย โดยคุณโตมร ศุขปรีชา บก. นิตยสาร GM) ซึ่งเป็นเรื่องอดีตผู้บริหารบริษัท KPMG ยูจีน โอเคลลี่ ผู้เขียนได้เขียนหนังสือเล่มนี้ก่อนตายด้วยโรคมะเร็งสมองขั้นสุดท้าย ซึ่งคุณ Gratunn บล็อกเกอร์คนนึงได้เคยเขียนไว้ อย่างละเอียดดีแล้ว ว่างๆ อยากให้ลองหาอ่านกันดูนะครับ

    ที่จริงเรื่องที่แรนดี้และยูจีนเขียนไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเมืองไทยก็มีหนังสือของคุณเชิด ทรงศรี คือ “นั่งคุยกับความตาย” เพียงแต่ผมยังไม่เคยอ่านหนังสือของคุณเชิด แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ นักเขียนแต่ละคนมีวิธีทำใจก่อนตายได้อย่างไร เพราะคนป่วยหนักระยะสุดท้ายถ้าไม่เศร้า ก็ไม่ยอมรับความจริง อ่านแล้วก็ฉุกคิดนะครับว่าเราควรจะเริ่มคิดกันได้หรือยังว่าถ้าเราจะต้องตาย ไปภายในระยะเวลาสั้นๆ นี้จะทำอย่างไร

    ผมว่านักเขียนทั้งสามคนนี้มีอะไรคล้ายๆ กันครับสองสามอย่าง 1. ผู้เขียนหนังสือทั้งสามคนเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายทุกคน และกำลังจะตายในเวลาไม่นาน 2. ผู้เขียนทั้งสามคนยังมีอะไรน่าสนใจในชีวิตอีกเยอะ มีอะไรต้องทำอีกมาก แรนดี้อาจจะสอนที่คาเนกีเมลลอนได้อีกยี่สิบปี ยูจีนอาจจะมาเปิดสาขาในเอเชีย คุณเชิดอาจจะทำหนังเรื่องใหม่อีก และ 3. ที่เหมือนกันผู้เขียนทั้งสามคนระบุไว้ว่าเราจะสามารถทำใจให้ยอมรับความตายได้อย่างไร และสามารถจัดการกับเวลาที่เหลืออยู่อย่างไรอย่างมีสติ

    ผมว่าจุดร่วมในข้อสามนี่เป็นหัวใจสำคัญที่เราน่าจะเอามาตั้งคำถามกับตัวเองกันให้มาก และผมเคยลองทำสำรวจอย่างไม่เป็นทางการมาแล้วใน Yahoo! รู้รอบ ลองอ่านคำถามของตูน บอดี้สแลม และคำถามของวงสล็อตแมชชีน แล้วพบว่าพวกเราส่วนใหญ่ยังไม่ได้เตรียมการอะไรสำหรับเรื่องนี้เลย เราคิดกันแค่ว่าถ้ามีเวลาน้อยนิดก็จะอยู่กับครอบครัวให้มากที่สุดและขอให้ตายอย่างสบาย

    แต่เรายังไม่ได้ตั้งคำถามกับตัวเองกันเท่าไหร่ว่า เราคิดวิธีเตรียมตัวตายกันแล้วหรือย้ง? ไม่ใช่แค่คิดว่าก่อนตายจะทำใจอย่างไรนะครับ แต่ต้องลงรายละเอียดเลยว่าจะจัดการเรื่องการเงินอย่างไร มีประกันชีวิตหรือยัง คุณจะจากไปแล้วคนข้างหลังคุณล่ะจะลำบากไหม ผมว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องอัปมงคลอะไร แต่คนเราเกิดมาไม่กี่สิบปีก็ตายแล้ว จะยึดติดในลาภยศสรรเสริฐกันไปทำไมมากมาย

    ก็ไม่เห็นหรือไงตอนนี้บ้านเมืองวุ่นวายกันใหญ่เพราะไม่ได้ตั้งคำถามว่าจะเตรียมตัวตายกันอย่างไร มัวแต่ตั้งคำถามว่าใครจะชนะใครจะแพ้ ถ้าคิดแบบนี้ก็เกมกันพอดี คนที่แพ้มีแต่ประเทศชาติ น่าเสียดายที่คนเหล่านี้มองไม่เห็นสิ่งสำคัญที่นักเขียนทั้งสามคนเขียนไว้ในหนังสือ นั่นก็คือ “การปล่อยวาง”

    ไม่งั้นอะไรๆ ก็คงไม่วุ่นซะขนาดนี้

    Categories: Best of, Books, I like it!
    Follow

    Get every new post delivered to your Inbox.

    Join 6,393 other followers