Archive

Archive for the ‘Websites’ Category

Jessica Jackley: ความยากจน เงินตรา และความรัก

วันพุธ, ธันวาคม 1, 2010 4 ของความคิดเห็น

วันแรกของเดือนสุดท้ายของปี หลายคนคงคิดถึงเรื่องการฉลองเทศกาลปีใหม่อย่างไรให้สนุก เริ่มวางแผนหยุดยาวอย่างไรให้คุ้ม บ้างก็รีบเคลียร์งานบอกลาเจ้านายเนิ่นๆ ไม่ก็เตรียมจับจ่ายซื้อของขวัญปีใหม่

ดูจะเป็นช่วงเวลาที่มีแต่ความสุขเนอะ แต่อย่างที่หลายคนคงรู้ดี โลกของเรามีคนนับล้านๆ คน บางคนมีความสุขสบาย บางคนมีความทุกข์ และบางประเทศที่มีปัญหาความยากจนก็ยังต้อง “ดิ้น” กันต่อไปเพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด แล้วในช่วงเทศกาลนี้ พวกเราได้ทำอะไรที่ช่วยให้โลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ดีขึ้นหรือเปล่า? ผมไม่ได้เจ้าปรัชญาอะไรครับ เพียงแต่มันเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่เราน่าจะแบ่งปันความสุขที่เรามีให้กับคนอื่นบ้าง

หวังว่าบทความใน Blog นี้จะเป็นส่วนช่วยจุดประกายความคิดความฝันเล็กๆ ในใจคุณช่วงปลายปีนะครับ

วันนึงผมเข้าไปในเว็บไซต์ TED.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์แหล่งรวมของคลิปวิดีโอที่เกี่ยวกับการให้แรงบันดาลใจกับคนทั่วโลก และจะมีคนหมุนเวียนกันเข้ามาพูดในฟอรั่มนี้ มีตอนหนึ่งที่ผมสะดุดใจกับมันมากๆ นั่นก็คือ “Jessica Jackley: Poverty, money — and love

Jessica เป็นหญิงสาวชาวอเมริกันผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Kiva.org เว็บไซต์ Online Micro-lending ที่เปิดให้คนจนทั่วโลกเข้ามากู้เงินจากเราได้แบบไม่มีดอกเบี้ย โดยมีจุดหมายว่าให้คนจนที่อยากจะสร้างกิจการหาเลี้ยงตัวเองนั้นเข้ามากู้เงินจากคนบนโลกอินเทอร์เน็ตได้ คือแทนที่เราจะให้เปล่าๆ แต่เราทำตัวเป็นแบบธนาคารกรามีนของ โมฮัมหมัด ยูนุส* ซะเลย นั่นคือปล่อยเงินกู้ที่ให้กับผู้ประกอบการที่ยากจนที่ปกติแล้วไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารใหญ่ๆ ได้ เพราะธนาคารทั่วไปไม่ปล่อยให้คนจนกู้อยู่แล้ว เธอบอกว่า “ฉันรู้สึกตื้นตันกับไอเดียนั้นมากๆ ฉันเลยลาออกจากงานของฉัน ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างและย้ายไปอาฟริกาตะวันออกเพื่อช่วยเหลือคน” ปลายปี 2005 เธอร่วมก่อตั้ง Kiva.org กับ แมทท์ แฟลนเนอรี่ (Matt Flannery)

Jessica เล่าในวิดีโอว่า เธอลาออกจากงานตำแหน่งใหญ่ที่อเมริกา และบินไปดินแดนที่ยากจนที่สุดในโลก นั่นคือทวีปอาฟริกา แม้ไม่ได้มีเงินมากมาย เพียงแต่รู้สึกว่า เธอ “ต้องทำ” สิ่งนี้ ถ้าไม่ได้ทำมันจะตาย ทั้งหมดนี่เพื่อไปทำงานกับอาสาสมัครที่อาฟริกา เสร็จแล้วสร้างทีมงานอาสาสมัครที่อาฟริกาเพื่อจัดการติดต่อกับชาวบ้านที่อาจเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ยาก เป็นตัวกลางคอยผสานระหว่างชาวบ้านในอาฟริกากับ “ผู้ให้กู้” ทั่วโลกผ่านทาง Kiva.org

Kiva ใช้โมเดลแบบ peer-to-peer ซึ่งรวบรวมรายชื่อคนจนที่ขอกู้ยืมเงินมาใส่ไว้ในเว็บ แล้วให้เราชาวอินเทอร์เน็ตเข้าไปปล่อยเงินกู้ ตัวอย่างเช่น ชาวนาในเขมร, เภสัชกรในซีเรีย, และร้านขายของชำในมองโกเลีย เงินให้กู้ขั้นต่ำคือ 25 เหรียญสหรัฐฯ โดยไม่มีดอกเบี้ย ที่น่าสนใจคืออัตราการคืนเงินสูงถึง 98% และเธอได้กล่าวต่อไปอีกว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งมา มีคนกว่า 700,000 คนทั่วโลกให้เงินกู้ผ่าน Kiva.org ถึง 128 ล้านเหรียญแก่คนยากจนถึง 325,000 คน โปรเจ็คต์ล่าสุดของเธอคือ ProFounder แพลตฟอร์มสำหรับการช่วยผู้ประกอบการ SME ในสหรัฐฯ สร้างเนื้อสร้างตัวผ่านทาง community ใน ProFounder

*โมฮัมหมัด ยูนุส นักเศรษฐศาสตร์ชาวบังคลาเทศ ผู้พัฒนาแนวคิด microcredit

ธารน้ำใจมันไหลจากคนที่แบ่งปันได้ไปสู่คนจนทั่วโลก สิ่งที่ Jessica ทำจึงเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ ที่เธอสร้างจากความตั้งใจดี แม้ว่าจะมีความยากลำบาก แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ และทำไมถึงประสบความสำเร็จน่ะเหรอ? ก็คงเป็นเพราะพอคิดได้เธอก็ไม่รอเลยที่จะ “ลงมือทำ” และสร้างความแตกต่างในโลกนี้ให้ได้นั่นเอง ว่าแล้วลองชมเองครับว่าเธอพูดอะไรยังไงบ้าง สุขสันต์เทศกาลแห่งความสุขนะครับ

Categories: Best of, I like it!, Personal opinion, Websites ป้ายกำกับ:

ทุ่นเวลาอ่านหนังสือด้วย GetAbstract.com

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 23, 2010 11 ของความคิดเห็น

ตีพิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม 2553 นิตยสาร Positioning

- – - – -

ปัญหาของนักการตลาดที่ชื่นชอบการอ่านหนังสือธุรกิจ เห็นจะไม่พ้นเรื่องเวลาที่มีจำกัด วันๆ ต้องวุ่นวายกับการทำงาน จะมีเวลาที่ไหนมาอ่านหนังสือหาความรู้ใหม่ๆ หรือถ้าหากว่าจัดเวลาได้จริงๆ กว่าจะอ่านจบสักเล่มหนึ่งก็ใช้เวลาเยอะ และที่สำคัญเราก็ไม่อาจรู้ได้ว่าหนังสือเล่มที่อ่านนั้นเหมาะกับเราไหม รีวิวหนังสือที่ไหนอาจจะว่าดี แต่อาจจะไม่ดี สำหรับเราก็ได้ ปัญหานั้นจะหมดไปหากคุณลองใช้บริการของเว็บไซต์ GetAbstract.com

GetAbstract.com ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะครับว่าเป็นเว็บที่มีไว้สำหรับการอ่าน Abstract หรือบทคัดย่อของหนังสือทางด้าน ธุรกิจ โดยทางเว็บไซต์ระบุไว้ว่ามีกองบรรณาธิการที่ทำงานอยู่ในบริษัทด้านมีเดียที่มีชื่อเสียง อย่าง The New York Times, Fortune, Financial Times, BusinessWeek และอื่นๆ เป็นผู้อ่านหนังสือธุรกิจให้กับเราแล้วเอามาย่อความเป็นบทสรุปสั้นๆ ให้เราอ่านกันรวมแล้วกว่า 5,000 เล่มในหลากหลายรูปแบบให้คุณเลือกอ่าน ในแบบ PDF, ไฟล์เสียง MP3, หรือแม้กระทั่ง Kindle

บทคัดย่อที่ว่านี่มันคืออะไร? มีลักษณะอย่างไร?
ลองนึกภาพว่ามีคนทำบทสรุปสั้นๆ 5 หน้าของหนังสือธุรกิจเล่มหนาๆ ให้คุณอ่าน นั่นล่ะครับ ใช่เลย ถ้าคล่องภาษาอังกฤษหน่อย อ่านแป๊บๆ 10-20 นาทีก็จบแล้ว เพราะเขาจะสรุปเอาแต่ใจความสำคัญมาให้เราอ่าน และเรียบเรียงมาได้เรียบร้อยน่าอ่านดีครับ ตอนนี้ทางทีมงานระบุว่ามีทั้งหมด 5,000 เล่ม และกำลังเพิ่มขึ้นทุกๆ ปีประมาณปีละ 50 เล่ม
หนังสือแนวไหนบ้าง?
GetAbstract.com จะรวบรวมแต่หนังสือด้านธุรกิจมาให้คุณ เรียกได้ว่าเหมาะกับนักการตลาดอย่างเราๆ ท่านๆ มากครับ ทางทีมงานจะตรวจสอบหนังสือกว่า 10,000 เล่มในแต่ละปี แล้วคัดเลือกหนังสือที่คัดกันแล้วว่าดี โดยมีหลักเกณฑ์ในการเลือกที่การปรับใช้ได้จริง มีนวัตกรรมและมีสไตล์

ดีจริงหรือ?
หนังสือที่ได้รับคัดเลือกจากทีมงาน ที่เป็นกองบรรณาธิการอยู่ในบริษัทมีเดียที่มีชื่อเสียงต่างๆ จะถูกนำมาคัดย่อ เสร็จแล้วกองบรรณาธิการภายในบริษัท GetAbstract จะนำบทคัดย่อมาเกลี่ยอีกประมาณ 4 รอบก่อนที่จะส่งให้ทาง เจ้าของหนังสือ (ในที่นี้อาจจะเป็นสำนักพิมพ์หรือผู้แต่งหนังสือเองก็ได้) เพื่อตรวจสอบว่าใจความไม่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ เรียกได้ว่าการันตีคุณภาพกันได้ในระดับหนึ่งทีเดียว นอกจากนี้หนังสือที่ทางทีมงานคัดมายังรวมไปถึงหนังสือในเครือ Harvard Business Press ด้วย ส่วนตัวผมเองลองใช้บริการแล้วก็พอใจครับ

ฟรีหรือเปล่า?
ของฟรีไม่มีในโลกครับ แต่สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจ ทีมงานเขามีตัวอย่างให้อ่านกันเรื่องสองเรื่องก็ลองเข้าไป ดาวน์โหลดอ่านกันได้ฟรี ถ้าหากว่าชอบก็สมัครสมาชิกบอกรับบทคัดย่อหนังสือธุรกิจได้เลย โดยคุณสามารถเลือก ได้ครับว่าจะเอาหนังสือประเภทอะไร มี 12 หมวดหลักให้เลือก Leadership & Management , Strategy, Sales & Marketing, Finance, Human Resources, IT, Production & Logistics , Career & Self-Development , Small business, Economics & Politics , Industries, Intercultural Management, Concepts & Trends และยังมีหมวดย่อยลงไปอีกเยอะทีเดียวครับ ลองดูภาพข้างล่างสิครับ

ประสบการณ์การใช้งาน
ก่อนที่จะเอามาเขียนลง Positioning ผมทดลองด้วยการสมัครเป็นสมาชิกด้วยตัวเองก่อนเลยครับ เขาจะมีแพคเกจให้เราเลือก 2 แบบ แบบแรกคือ Gold package ที่จะเปิดให้เราเข้าถึงคลังหนังสือเขาได้ไม่จำกัด แถมมีบทคัดย่อหนังสือที่คิดว่าเราน่า จะสนใจ (ทางทีมงานจะดูจากโปรไฟล์ของเราที่กรอกตอนสมัครสมาชิก ว่าชอบหนังสือแบบไหน) มาให้ทุกๆ อาทิตย์ สำหรับผมตังค์ไม่เยอะ ก็ขอแค่ Silver package ก่อน โดยผมจะมีสิทธิ์อ่านแค่ปีละ 30 เรื่องเท่านั้น และมีบทคัดย่อส่งมาให้สองอาทิตย์ครั้งนึง

ผมเองรู้ว่าหนังสือดังๆ อย่าง Freakonomics นั้นดีแน่ แต่ยังไม่แน่ใจอยากอ่านสรุปก่อน ก็เลยเลือกมาลองอ่านดู ดาวน์โหลดลงเครื่อง Amazon Kindle ก็อ่านสะดวกเลยครับไม่ต้องมานั่ง print กันออกมาอีกที เนื้อหาก็กระชับได้ใจความ ผมอ่านไปเรื่อยๆ แป๊บๆ ก็จบครับ นอกจากนี้เรายังดาวน์โหลดมาเป็น PDF แจกเพื่อนๆ ก็ได้นะครับ หรือถ้าหากว่าคุณเป็นผู้บริหาร คิดว่าเว็บไซต์นี้มีประโยชน์ ทาง GetAbstract.com เขามี Corporate solutions ให้ครับ ซึ่งจะมีอะไรมากกว่าแค่บทคัดย่อหนังสือธรรมดาๆ แต่จะเน้นไปในเรื่องเน้นให้พนักงานใน บริษัทคุณเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น และสั่งให้บริษัท GetAbstract คัดย่อเนื้อหาให้ก็ได้ และเขามีลูกค้าบริษัทใหญ่ๆ เยอะนะครับ อย่าง Boeing, Microsoft, UBS, Johnson & Johnson, Deutsche Post, Ernst & Young, Credit Suisse, Novartis, Roche, Dell และ SAP

ขอให้สนุกกับการอ่านหนังสือที่มากขึ้นในเวลาที่สั้นลงครับ

Upcoming ปฎิทินกิจกรรมอินเตอร์

วันศุกร์, เมษายน 2, 2010 ใส่ความเห็น

เวลาพูดถึงเว็บที่ Yahoo! เคยซื้อไปรวมกิจการ หลายๆ คนจะนึกถึงเว็บแชร์รูปภาพชื่อดังอย่าง Flickr และ Social bookmark อย่าง Del.icio.us ทั้งสองเว็บนี้ถูกซื้อในปี 2005 ช่วงที่กระแส Web 2.0 กำลังแรงๆ แต่ก็มีอีกเว็บนึงครับ ที่ Yahoo! ซื้อแล้วค่อนข้างเงียบในกระแสสื่อ แต่ว่ามีคนใช้เยอะอย่างต่อเนื่อง เว็บนั้นก็คือ บริการ Social Event ที่ชื่อว่า Upcoming.yahoo.com (เดิมชื่อว่า Upcoming.org) และผมมองว่ามีประโยชน์มาก โดยเฉพาะถ้าหากว่าคุณเป็นคนจัดอีเวนท์ระดับนานาชาติในเมืองไทย

รูปแบบการใช้งาน Upcoming ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ ถ้าคุณเป็นคนจัดงานอีเวนท์ ก็เพียงเข้าไปที่เว็บแล้วโฆษณาได้ เพียงแค่นี้อีเวนท์ที่คุณจัดก็ถูกค้นหาโดย Search engine ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ต งานศิลปะ สัมมนาธุรกิจ โดยคนที่เข้ามาดูก็จะระบุได้ด้วยว่างานนี้ตัวเองจะไปร่วมด้วยหรือเปล่า หรือว่าแค่สนใจ อาจจะไปนะ อะไรทำนองนี้ สำหรับเมืองไทยแล้ว ผมเจออีเวนท์ระดับนานาชาติที่เน้นกลุ่มชาวต่างชาติมาโฆษณากันค่อนข้างบ่อย ลองเปลี่ยนโลเคชั่นเป็น Bangkok, Phuket, Thailand ดูจะเห็นว่ามีมาเรื่อยๆ ครับ

ถ้าใครที่ลงโฆษณาก็จะมีปุ่มให้ผู้ใช้คลิก “ซื้อตั๋ว” ได้ด้วยนะครับ นอกจากนี้ยังสนับสนุน iCalendar, RSS และ GeoRSS พร้อมกับ API เอาไปแปะในเว็บของเราได้อีกด้วย (ตรงนี้แหละครับที่น่าสนใจ) และมีการพัฒนาอยู่เรื่อยๆ อย่างไรก็ตามเดี๋ยวนี้ Social Event กลายเป็นหนึ่งใน Feature ที่เว็บแนว Social Networking ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน อย่างใน Facebook ก็จะมีระบบ RSVP แต่เว็บอย่าง Upcoming.yahoo.com ก็จะช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มผู้ชมต่างชาติได้อีกระดับทีเดียวครับ

Categories: I like it!, Websites ป้ายกำกับ:, , ,

คำตอบของ “คนหัวรั้น”

วันจันทร์, มีนาคม 29, 2010 2 ของความคิดเห็น

เมื่อวานเปิดไปอ่านบล็อก “คนชายขอบ” Fringer.org ของคุณสฤณี อาชวานันทกุล หรือ “พี่ยุ้ย” ตอนการเดินทางของ “คนชายขอบ” & ไฟล์เสียงจาก “คนหัวรั้น” ท่านอื่น ซึ่งพูดถึงประสบการณ์ส่วนตัวในการทำงานก่อนที่จะมาเป็นนักเขียน นักแปล มีชื่ออย่างปัจจุบันนี้

ลำพังถ้าเป็นประสบการณ์ของคนทั่วๆ ไป ก็อาจจะเฉยๆ แต่เรื่องราวของผู้หญิงคนนี้มีแง่คิดที่น่าสนใจในเรื่องของ Passion และความมุ่งมั่นดีครับ

พี่ยุ้ยจบจากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงทั้งตรีที่ Harvard และโทที่ NYU ผ่านงานบริษัททั้งในและต่างประเทศ ทิ้งแพคเกจเงินเดือนซึ่งผมเชื่อว่า “มหาศาล” เพราะบริษัทที่พี่ยุ้ยเคยทำนั้นดังๆ ระดับโลกทั้งนั้น รวมทั้งเลิกการทำงานในระดับผู้บริหาร หันมาเป็นคนเขียนหนังสืออย่างเต็มตัว… พอผมอ่านจบ ฟังไฟล์เสียงแล้ว ก็มีคำถามผุดพรายขึ้นในใจ ผมเลยเขียนถามพี่ยุ้ยไปในบล็อก และพี่ยุ้ยก็ตอบมาในบล็อกเลย ทำให้ผมได้มุมมองอะไรใหม่ๆ เพิ่มด้วยอย่างคาดไม่ถึง เลยขออนุญาตพี่ยุ้ยเอามาแชร์ที่นี่ให้คุณผู้อ่านได้อ่านกันด้วยครับ ลองดูนะครับ ผมว่าคุ้มค่าจริงๆ (อ่านบล็อกและฟังไฟล์เสียงก่อนนะครับ)

ถ้าอ่านบล็อกของพี่ยุ้ยจบแล้วอ่านคำถามผมได้เลยครับ

Q: ขอบคุณสำหรับ Blog post นี้นะครับ ได้ฟังไฟล์เสียงบรรยายถึงประสบการณ์การทำงานของพี่ยุ้ยคราวนี้ ทำให้รู้จักตัวตนพี่ยุ้ยมากขึ้นครับ ชอบตรงที่พี่ยุ้ยพูดว่า “ตอนไปทำงานตอนเช้า ก็นึกแล้วว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี ก็รู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับบริษัทล่ะ รู้ว่าต้องลาออก”(ขอโทษทีนะครับในเครื่องหมาย “” อาจจะไม่ตรงที่พูด 100% แต่จำได้ว่าประมาณนี้) เพราะคนเราลงว่าถ้ามันมี passion กับอะไรสักอย่างจริงๆ passion นั้นมันจะฝังอยู่กับตัวเราจนเราร้อนรุ่มจนต้องทุ่มให้กับมันไม่วันใดก็คงวันหนึ่ง

มีคำถามครับ แล้วตอนที่พี่ยุ้ยคิดว่าจะลาออกมาเขียนหนังสืออย่างเดียวตอนนั้นลำบากใจไหม คือรู้ๆ กันอยู่ว่าการเป็นนักเขียนนักแปลในเมืองไทย รายได้ไม่ได้เยอะมาก พี่เคยทำงานรายได้มหาศาลมาก่อน (ดูจากรายชื่อบริษัทที่พี่เคยทำ ลองถามเพื่อนดูแล้วก็รู้เลยว่าเรตเงินเดือนมหาศาลมากๆ) หรือว่า…สำหรับพี่แล้วเงินเดือนที่เคยได้ไม่มีความหมายอะไรถ้าหากว่าเราไม่ ได้มีความสุขเท่ากับเวลาที่เราได้เขียนหนังสือ งานสอนและงานทำวิจัย คือชอบอะไรก็ทำอย่างนั้นเท่านั้น? แล้วชีวิตเรามันจะขาดหลักประกันอะไรไปเยอะไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นพวกประกันชีวิต พวกหลักประกันสังคม ฯลฯ

A: อืม คิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนที่กล้าเสี่ยงขนาดนั้นนะ ตอนที่ลาออกจากงานประจำที่สุดท้ายเมื่อปลายปี 2007 ก็ค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าจะมีรายได้ค่อนข้างมั่นคงจากการแปลหนังสือ เขียนหนังสือ สอนหนังสือ และทำวิจัย สี่อย่างนี้ทุกปี ถ้าพี่เขียนหนังสืออย่างเดียวคงลำบาก เพราะไม่มีอะไรแน่นอน (ตื่นมาอาจจะไม่มี “อารมณ์เขียน” ก็ได้) แต่อีกสามอย่างมันมีรายได้มั่นคง และเนื่องจากพี่ทำทั้งสี่อย่างนี้อย่างสม่ำเสมอ(มาก) รายได้ก็ไม่ได้น้อยกว่าสมัยทำไอบีขนาดนั้นแล้ว โดยเฉพาะในเมื่อตอนนี้เริ่มมี back catalog คือมีหนังสือมากพอที่ทุกปีน่าจะมีบางเล่มได้จะพิมพ์ใหม่อยู่เรื่อยๆ คือมันมีรายได้มากพอที่จะสร้าง “หลักประกัน” ของตัวเองน่ะ ไม่ว่าจะเป็นเงินเก็บ ประกัน ฯลฯ :)

แต่ทั้งนี้เรื่อง lifestyle ก็น่าจะมีส่วนมากเหมือนกัน ถ้าพี่ใช้ lifestyle แบบชาวไอบี เช่น ไปเที่ยวรีสอร์ตแพงๆ ทุกเดือน กินข้าวร้านหรูทุกสัปดาห์ เข้าบาร์กินเหล้าแพง ฯลฯ แบบนี้ก็คงตัดใจทิ้งเงินเดือนมหาศาลได้ยาก ;)

พี่ว่ารายได้เป็นเรื่องสำคัญไม่ว่าจะทำอะไร เพราะถ้ารายได้น้อยมากมันก็มีความสุขยาก แต่ถ้าเรารักสิ่งที่ทำและบริหารจัดการการเงินเป็น (คือพยายามทำในทางที่มีรายได้) เราก็จะทำสิ่งนั้นเยอะๆ โดยอัตโนมัติ และยิ่งเราทำเยอะ รายได้มันก็น่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เอง

- – - – -
สำหรับคุณผู้อ่านที่อ่านแล้วชอบ ผมแนะนำให้อ่านหนังสือ “พลังของคนหัวรั้น” (The Power of Unreasonable People) เล่มนี้ของพี่ยุ้ยเพิ่มเติมครับ เป็นหนังสือที่ทำให้เราเข้าใจคำว่า Social Entrepreneur ได้ดีขึ้น คนที่คิดจะทำธุรกิจของตัวเองน่าจะได้อ่านกันครับ

Scarygirl.com เกม Flash ขั้นเทพ

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 23, 2010 8 ของความคิดเห็น

เป็นแฟนนิตยสาร Practical Web Design มานาน เหตุผลที่ติดตามยอมจ่ายค่านิตยสารอยู่ก็เพราะมีคอลัมน์โปรดที่ชื่อว่า “How we build” ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่ทางกองบรรณาธิการจะไปสัมภาษณ์เจ้าของเว็บต่างๆ ถึงที่มาที่ไป แนวคิดในการสร้างเว็บนั้นๆ คอลัมน์นี้อ่านสนุกครับ อ่านกันออนไลน์ได้ฟรีทางนี้ครับ

Scarygirl Game Trailer from Touch My Pixel on Vimeo.

สำหรับเว็บ Scarygirl.com เป็นเว็บเกมที่ทำจาก Flash ล้วนๆ ครับ สำหรับเราๆ ท่านๆ ที่ใช้งาน Flash  กันมานาน คงทราบดีว่า Flash เป็นหนึ่งในรูปแบบการแสดงผลที่ยุ่งยากเหมือนกัน อีกทั้งยังโหลดช้าด้วย ยิ่งประเทศไหนเน็ตไม่แรงไม่เร็ว ยิ่งไม่ควรใช้มากนัก ถ้าใช้ก็ต้องปรับให้มีขนาดเบาที่สุดเท่าที่จะเบาได้ แต่สิ่งที่ทำให้ Scarygirl.com พิเศษขึ้นมาก็คือภาพ Animation ต่างๆ ฟีเจอร์ในเกมนั้นออกแบบมาได้อย่างลงตัว และทำให้นักเล่นเกมเล่นในบราวเซอร์ของเราเองได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องอาศัย Console อะไรแบบ Xbox, PS3 ให้วุ่นวาย

อยากให้คุณผู้อ่านลองไปเล่นกันดูนะครับ บอกได้เลยว่าเทพมาก เทพ Flash สุดยอดแล้ว ในนิตยสาร Practical Web Design ฉบับนี้ยังสัมภาษณ์ Tarwin Stroh-Spijer คนที่เป็นคนลงรายละเอียดด้านเทคนิคในเกม Scarygirl นี้มาด้วยว่าทำอย่างไรถึงทำให้ Flash เบาได้ขนาดนี้ เห็นว่าเป็นการใช้เทคนิคที่เล่นกับ Cache ครับ ลองอ่านได้จากเว็บของ Tarwin นะครับ ไม่ก็ดูในนิตยสารครับ

ดูภาพเคลื่อนไหวในเกมซะก่อน

Categories: I like it!, Websites ป้ายกำกับ:

WhiteLabelDating.com – สร้างเว็บจับคู่ด้วยตัวเอง (ฟรี!)

วันเสาร์, มกราคม 30, 2010 6 ของความคิดเห็น

เคยเขียนเรื่องวิธีการสร้างเว็บแนว Social Networking ด้วยตัวเอง โดยใช้บริการของเว็บแบบ White label เจ้าหนึ่งคือ Ning.com ไว้ปีที่แล้ว เขียนลงทั้งในนิตยสาร Positioning คอลัมน์ Digital marketing และในบล็อกนี้ มีคนอ่านเรื่อยๆ พอสมควร วันนี้เลยเอาเว็บแบบเดิมนี่ล่ะครับ มาเล่าใหม่ เพราะไปเจอเว็บนี้เข้า WhitelabelDating.com แค่ชื่อก็พะยี่ห้ออยู่แล้วว่าเป็นเว็บหาคู่ ให้คนนัดเดทกัน แต่มันแสบตรงที่ดันทำเป็นแบบ White label นี่แหละครับ แถมเขียนโฆษณาไว้หราเลยว่าลูกค้าหลายรายมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 50,000 ปอนด์ (ประมาณ 2.6 ล้านบาท)

WhiteLabelDating.com เป็นเว็บที่ให้บริการซอฟแวร์ด้าน dating, ระบบฐานข้อมูลสมาชิก, ระบบจ่ายเงิน, ระบบบริการลูกค้า, hosting infrastructure, ตลอดจนระบบภาษีอากร โดยทาง WhitelabelDating จะไม่มายุ่งกับคุณในเรื่องแบรนด์ คือเอาเว็บไปใส่แบรนด์ ใส่โลโก้ของคุณได้เองเลย จัดดีไซน์เอาเอง ทำการตลาดเอง แต่ไม่ต้องมานั่งห่วงเรื่องระบบหลังบ้าน เรื่องการเขียนโค้ด เหมาะสำหรับคนที่รู้ว่าจะทำเว็บอย่างไร ทำการตลาดอย่างไร แต่ว่าไม่ถนัดเรื่องเทคนิค จะไปจ้างก็แพง แถมยังไม่มีราคาเริ่มต้น เพราะเขาจะแบ่งรายได้กับเรากี่ % ก็ว่ากันไปครับ

ผมว่าเว็บนี้ไอเดียไม่เลวครับ ลูกค้าก็มีมาเยอะทีเดียว ผมแบบนี้มีรูปแบบธุรกิจแบบคิดค่าโฮสติ้ง และวางระบบให้ อาจจะคล้ายๆ กับเว็บให้บริการ e-commerce ในบ้านเราหลายๆ เจ้าที่ทำแนวนี้ เช่น TARAD.com, WeLoveShopping.com, ReadyPlanet.com แต่อันนี้เขาจับตลาดเฉพาะและเป็นตลาดที่ผมว่าน่าจะเวิร์คในเมืองไทยซะด้วยสิครับ ไม่แน่ใจบ้านเรามีทำกันบ้างหรือยัง

Categories: Websites ป้ายกำกับ:, , ,

Aussietip.com – 10 ปี

วันอาทิตย์, ธันวาคม 13, 2009 2 ของความคิดเห็น

เขียนในบล็อกบน Aussietip.com เพื่อเป็นการเตือนใจตัวเอง และขอบคุณสมาชิกคนไทยในออสเตรเลียที่ให้การสนับสนุนเว็บเล็กๆ เว็บหนึ่ง เอามาไว้ที่นี่อีกแห่งนึงครับ

- – - – -

สมัยผมเด็กๆ ผมก็ไม่ต่างไปจากเด็กคนอื่นๆ เติบโตมากับกระดาษวาดรูปพร้อมสีเทียน 12 สีไว้ระบาย วาดตัวตุ๊กตุ่นตุ๊กตาไปตามเรื่องตามราว มุมโค้งมุมป้านได้ส่วนบ้าง ไม่ได้ส่วนบ้าง ก็แล้วแต่จินตนาการจะพาไป แต่จากนั้นไม่นานผมก็ไม่ได้วาดอีกเลย เพราะบางทีนอกจากละเลงอยู่บนกระดาษวาดรูป ผมยังเลยไปวาดบนฝาบ้าน รวมแม้กระทั่งเสื้อผ้าของคุณยาย คุณแม่ คุณน้าๆ ในบ้าน

จากนั้นผมก็ไม่ได้รับอนุญาตให้จับสีเทียนอีกเลย

แต่ความพยายามในการจะสร้างสีสันในชีวิตของผมยังไม่หมดไป เมื่อเติบโตขึ้นมาผมก็ยังวาดรูปบ้าง แต่งแต้มเติมสีให้กับชีวิตบ้าง แม้มันจะไม่ได้อยู่บนกระดาษปอนด์สำหรับวาดรูปเหมือนสมัยเด็กๆ บางทีก็แสดงออกทางเว็บไซต์บ้าง อย่างวันนี้คุณคงเห็นว่าสีเว็บ Aussietip เปลี่ยนไปนิดหน่อย

เมื่อพฤศจิกายน ปี 2001 เว็บนี้เป็น Community คนไทยในออสเตรเลีย เน้นเว็บบอร์ดเป็นหลัก มีสีฟ้า ขาวสดใส สร้างด้วยโค้ด HTML ธรรมดาๆ จากนั้นก็ปรับ Positioning มาเป็น Social Network สีส้มดูร้อนแรงในช่วงปี 2007 และเมื่อปีที่แล้วก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวอมชมพู ล่าสุดพฤศจิกายนนี้ Aussietip มีอายุครบ 9 ปีเต็ม และก้าวเข้าปีที่ 10 พอดิบพอดี ผมเลยถือโอกาสนี้เปลี่ยนสีเป็นเขียวอ่อนๆ ให้กลืนกับความเป็นออสเตรเลีย แต่ยังคงโลโก้ของเราไว้เหมือนเดิม

Aussietip.com เป็นชุมชนคนไทยในออสเตรเลีย แม้คนส่วนใหญ่ในเว็บจะอยู่ในเมลเบิร์น สมาชิกในเมืองอื่นๆ เลยดูน้อย แต่ผมก็รู้สึกว่าผมยังไม่ค่อยอยากปรับให้เป็นเฉพาะเมลเบิร์นเท่าไหร่ ยอมรับว่าเคยแอบลังเลคุยกันกับคุณต๊อกว่าเปลี่ยนดีไหม แต่ท้ายสุดก็ไม่ได้เปลี่ยน เพราะยังรู้สึกว่ามันดูจะเป็นการไม่ยุติธรรมกับเมืองอื่นๆ บ้างเลย มีอีเมลทักท้วงมาว่าผมน่าจะปรับ Positioning ของเว็บให้กลายเป็นเมลเบิร์นไปเลย ไม่น่าเอาโอเปร่าเฮ้าส์มาทำโลโก้

แต่ผมก็ขอยืนยันว่า ถ้าคุณดูโลโก้ของออสซี่ทิปดีๆ คุณจะเห็นว่าด้านหน้าของมันมีบ้านทรงไทยเล็กๆ อยู่หลังนึง นั่นล่ะครับสีสันของความเป็นไทยเราแอบอยู่ตรงนั้น เราเป็นชุมชนคนไทยเล็กๆ ในออสเตรเลีย อยู่มาจนเข้าปีที่สิบแล้ว ก็ไม่ได้ไปไหน

ผมเห็นมาตลอดว่าห้องเล็กๆ ที่บริสเบน ที่ซิดนีย์ ที่เพิร์ธ อะดิเลด ดาร์วิน แคนเบอร์ร่า แทสมาเนีย รวมถึงกรุ๊ปที่มีอยู่ทั้งหมด แม้มันจะมีคนไม่เยอะมาก แต่การที่เรามีคนไม่เยอะมาก ไม่ได้หมายความว่าชุมชนนั้นไม่มีคุณภาพ ผมมองว่ามันเล็กๆ น่ารักอย่างนั้นดีแล้ว

สิบปีแล้วเร็วเนอะ เราทำอะไรกันดีในปีที่ 10 ของ Aussietip.com ดี? ผมอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมมากกว่านี้จริงๆ ขอบคุณสมาชิก, ทีมงาน, ผู้สนับสนุนทุกท่านที่ช่วยกันทำให้ Aussietip.com มีวันนี้ได้

ขอบคุณนะครับ ที่เป็น “สีสัน” ของเราคนไทยในออสเตรเลียทุกคน

Categories: Websites ป้ายกำกับ:, ,

DailyCandy.com Newsletter คู่ใจสาวขาช้อป

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 22, 2009 2 ของความคิดเห็น

ตีพิมพ์ครั้งแรกนิตยสาร Positioning ฉบับเดือนพฤศจิกายน

ฉบับนี้ขอเว้นเรื่องเครื่องมือทางการตลาดมาแนะนำเว็บไซต์เก๋ๆ สักเว็บนะครับ

DailyCandy.com เป็นเว็บไซต์ในเครือของบริษัทชื่อดังอย่าง Comcast Interactive Media ที่คอยแนะนำเรื่องช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์สำหรับสาวๆ ใน สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ไม่ว่าคุณคิดจะกิน จะช้อป ทำผม เสริมสวย ที่ไหน DailyCandy จะสรรหามาให้ และนำเสนอในแบบของ Newsletter สั้นๆ ที่มีความยาวไม่ เกิน 10-15 บรรทัด ด้วยเหตุผลที่ว่า ทีมงานเข้าใจ ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่ทำงานแต่ละวันก็ยุ่งพออยู่แล้ว คงไม่มีเวลาอ่านอะไร มากมาย แล้วก็มีคนเห็นด้วยกับทีมงานมากกว่า 3 ล้านคนซะด้วยสิ
รูปแบบการทำงานของ DailyCandy น่าสนใจอย่างไร?

ด้วยรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาที่เรียบง่ายแต่ไม่เหมือนใคร คือ DailyCandy จะมีกองบรรณาธิการเล็กๆ กระจายไปตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทั้งในสหรัฐฯ และในอังกฤษ เมืองละ 1-2 คน แล้วก็ส่งนักข่าว (ที่คัดสรรรสนิยมของทีมงาน กันมาแล้วอย่างดี) ออกไปสำรวจหาร้านอาหารทุกๆ แนว หาร้าน เสริมสวยดีๆ เดย์สปาน่าเข้า รวมถึงสินค้าแปลกใหม่ ที่น่าใช้น่าซื้อ เอามาเขียนเป็นรีวิว แบบสั้นๆ ด้วยภาษาที่เป็นกันเอง อ่านง่ายย่อยง่าย มีความยาวไม่เกิน 10-15 บรรทัด เอาขึ้นในเว็บไซต์ ใครถูกใจก็ สมัครรับอีเมลไป โดยทาง DailyCandy จะไม่กวนใจคุณมากมาย ส่งไปแค่วัน ละ 1 เรื่อง และถ้าเรื่องเดียว ไม่หนำใจในเว็บก็ยังมีรีวิวเรื่องอื่นๆ ให้อ่านอีกหลายเรื่องตามนี้เลยครับ

• แฟชั่น
• อาหารและเครื่องดื่ม
• ความสวยความงาม
• บ้านและสวน
• DEALS
• ท่องเที่ยว
• วัฒนธรรม

ดูเผินๆ อาจจะไม่เห็นว่าน่าสนใจตรงไหน เพราะนิตยสารผู้หญิงทั่วไปก็มีเรื่อง พวกนี้ให้อ่านกันถมไป แต่สิ่งที่ Daily Candy ยืนหยัดอยู่ในโลกออนไลน์มาได้ นานถึง 9 ปีแล้วก็คือ ทางกองบรรณาธิการได้สร้างความเชื่อมั่น กับผู้อ่านที่ มาสมัครรับอีเมลของทาง DailyCandy ว่าเนื้อหาที่ทางกองบรรณาธิการเขียน นำเสนอนั้นจะตรงไปตรงมา และไม่รับค่าโฆษณาเพื่อเอามาเขียนรีวิวเด็ดขาด ถ้าจะรับเงินบ้างก็เป็นส่วนพื้นที่โฆษณาที่ส่งเป็น Dedicated email ส่งหา สมาชิกเดือนละครั้ง เพื่อขอบคุณผู้สนับสนุน และที่สำคัญมันสั้นกระชับ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้อ่านด้วย

DailyCandy ให้บริการเนื้อหาทั้งหมดฟรีผ่านทางอีเมล วิดีโอ และทางเว็บไซต์ ปัจจุบันมีกลุ่มสาวๆ กำลังซื้อสูงบอกรับ Newsletter ของทาง DailyCandy อยู่ 3 ล้านราย กระจายไปทั่วสหรัฐฯ และอังกฤษ โดยทางทีมงานแบ่งออกเป็น 28 editions อัพเดทกันเป็นรายวัน ครอบคลุม New York, Los Angeles, Chicago, San Francisco, Boston, Dallas, London, Washington, D.C., Atlanta, Philadelphia, Miami, Seattle และฉบับทั่วประเทศที่รวบรวมเอาเนื้อหาเด่นๆ จากทั่วสหรัฐฯ มารวมกันในเว็บเดียว มีฉบับ DailyCandy Kids ของแต่ละเมืองทุกวันจันทร์ และฉบับ Daily Kids ทั่วประเทศในวันพฤหัสบดี มี DailyCandy Travel ทุกวันพุธ และ DailyCandy Deals ทุกวันอังคาร ที่จะคอยบอกสาวๆ ว่าที่ไหนมีของ ดีลดราคา (อย่างน้อยๆ 25% ขึ้นไป!) รวมไปถึงบางครั้งก็มี โปรโมชั่นพิเศษ สำหรับทางสมาชิก DailyCandy ด้วย

หรือชาวทวิตเตอร์คนไหนสนใจ จะลอง follow ดูเล่นๆ ก็ได้นะครับ http://twitter.com/dailycandy

สำหรับสาวไทย ตอนนี้ผมเจอเว็บนี้ก็ไม่เลวนะครับทำออกมาคล้ายๆ กับ DailyCandy http://www.chicministry.com/ ลองเข้าไปอ่านกันดูครับ

Categories: Online marketing, Websites ป้ายกำกับ:,
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 6,392 other followers