Archive

Archive for the ‘Online marketing’ Category

Social Network สร้างได้ (2)

วันอาทิตย์, มกราคม 16, 2011 1 comment

 

เมื่อปี 2552 ผมเคยเล่าเรื่องการสร้าง Social Network ด้วยตัวเอง บนเว็บไซต์ Ning.com ไป แล้วได้รับฟีดแบคจากคุณผู้อ่านค่อนข้างดี จากวันนั้นจนถึงตอนนี้เกือบ 2 ปี ทิศทางธุรกิจในอินเทอร์เน็ตก็เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก แน่นอนว่าทาง Ning ก็มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางธุรกิจเช่นกัน ถึงขั้นมีการเปลี่ยนตัว CEO เลยอดมาอัพเดทกับคุณผู้อ่านไม่ได้

สำหรับคุณผู้อ่านที่ไม่เคยอ่านบทความตอนแรก ก็ขอท้าวความเดิมสั้นๆ นะครับว่า Ning คือบริการ White Label Social Network ที่ให้บริการโฮสติ้งและแพลตฟอร์มที่พร้อมให้เราสร้าง Social Network ของเราได้เองแบบง่ายๆ แถมมาพร้อมกับลูกเล่นต่างๆ เพียบพร้อม ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้เราสามารถสร้าง Brand และ Visual Design ของเราได้เอง เพิ่ม Widget และสร้างลิงค์ต่างๆ ได้อย่างอิสระ แถมยังบูรณาการกับ Social Network ต่างๆ ได้ ทั้งหมดนี้คุณทำได้เองโดยไม่ต้องเสียเวลาลงทุนลงแรงอะไรมากมายนัก ด้วย Ning.com

มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง?
นับจากที่ Gina Bianchini CEO สาวคนเดิมจากไป ก็ได้ Jason Rosenthal ขึ้นมาบริหารแทน โดยเขาได้เปลี่ยนแปลงทิศทางของบริษัทจากเดิมที่เปิดให้สมาชิกสร้างเว็บไซต์ได้ทั้งแบบฟรี และแบบจ่ายค่าบริการ ก็ปรับมาเป็นบริการที่ทุกคนจะต้องจ่ายเงินให้กับ Ning และเสริมประสิทธิภาพของบริการให้ดียิ่งขึ้น ปรับลดจำนวนพนักงานให้เหลือเท่าที่จำเป็น แต่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดก็คือ Ning ปรับปรุงประสิทธิภาพของแพลตฟอร์ม และการให้บริการดียิ่งขึ้นมาอีก ผมเองสร้างเว็บไซต์บน Ning อยู่แม้จะต้องจ่ายเพิ่มอีกเป็นหลักหมื่นต่อเดือน แต่บอกได้เลยครับว่ามันคุ้มจริงๆ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้


1. Ning เพิ่มคุณค่าใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการมากขึ้น เช่น เปิดให้เรา Customize ระบบสมาชิกเองได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ Ning ID ทั้งยังเปิดให้เรามีช่องทางในการหารายได้หลากหลายมากขึ้น เช่นตัวเลือกว่าจะใช้บริการโฆษณาจาก Google AdSense ไว้หรือไม่ และบริการหน้าร้านออนไลน์ขายของที่ระลึกในเว็บของเราเองได้อย่างง่ายๆ ผลักดันผู้ประกอบการเต็มที่ ไม่เน้นกลุ่มลูกค้าที่ผ่านมาทำเว็บเล่นๆ
2. Ning “เปิด” มากขึ้น และยังคงลูกเล่นดีๆ ไว้เช่นเดิม แต่เพิ่มประสิทธิภาพภายในแนวคิดที่ว่า เน้นให้เจ้าของเว็บสามารถทำการตลาดแบบสร้าง Engagement กับลูกค้าได้ดียิ่งๆ ขึ้น ที่บอกว่า “เปิด” ให้สมาชิก Social Network เจ้าอื่นๆ เข้าถึง Ning ได้ง่าย เช่น เปิดให้คนที่มีแอคเคาท์ Facebook อยู่แล้วเข้าใช้งานแพลตฟอร์ม Ning ได้เลยทันที เพิ่มความสะดวกในการใช้งานมากยิ่งขึ้น
3. คุ้มค่ามากขึ้น ราคาขั้นต่ำสุดอยู่ที่เดือนละ 2.95 เหรียญ ถ้า Social Network ของคุณเป็นวงเล็กๆ ไม่เกิน 150 คน ก็เท่ากับคุณจ่ายถูกกว่า เพราะของเดิมที่เป็นแบบฟรีไม่ได้มีลูกเล่นมากเท่านี้ ในขณะที่แพลนที่สูงขึ้นไปก็มีลูกเล่นที่เหมาะสมกับราคา


จาก User Interface ด้านบนนี้จะเห็นได้ว่าลูกค้าจะมีอิสระในเรื่องการกำหนด Branding & Visual Design ปรับเปลี่ยนธีมเองได้ ทั้งแบบสำเร็จรูป และปรับ CSS ปรับเมนูต่างๆ เอง มีการกำหนดว่าจะให้ถามอะไรสมาชิกเมื่อแรกเข้า กำหนดระดับความเป็นส่วนตัว ระบบจัดการวิดีโอ รูปภาพ กลุ่ม แชต ปฎิทินที่ทำงานได้ดียิ่งกว่าเดิม ตลอดจนการปรับให้เช่ือมต่อกับ Social Network ภายนอกได้ลื่นยิ่งขึ้น ทั้งหมดมีเยอะมากจริงๆ ที่ผมอาจกล่าวได้ไม่หมด อยากให้คุณผู้อ่านลองศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเองนะครับ

ปล. ส่วนใครอยากลองดูเจ้าอื่นๆ เปรียบเทียบกัน ลองใช้ Kickapps.com SocialEngine.net

Categories: Online marketing

Kindle อ่านไทยไม่ได้ ลอง True Bookstore

วันอังคาร, ธันวาคม 28, 2010 3 ของความคิดเห็น

คำออกตัว: ปัจจุบันผู้เขียนทำงานให้ True Corporation แต่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ กับ True Bookstore

เชื่อว่าในนาทีนี้หลายคนคงได้ลองสัมผัส “Kindle” เครื่องอ่านอีบุ๊คส์จาก Amazon.com กันแล้วไม่ว่าจะเป็นใน Kindle เอง บน iPad บน iPhone, Android รุ่นต่างๆ ตลอดจน BlackBerry เรียกได้ว่าข้ามแพลตฟอร์มกันได้หมด จะอ่านหนังสือที่ไหนก็ได้สะดวกสบายไปเสียทุกอย่าง แต่คำถามที่ผู้บริโภคไทยถามก็คือ แล้วอ่านหนังสือไทยได้ไหม? คำตอบก็แน่นอนว่าไม่ได้ อาจจะมีบ้างคือดาวน์โหลดไฟล์ PDF มา แต่มันก็ยังอ่านไม่ลื่น

อย่างไรก็ตามคนไทยก็ยังมีตัวเลือกในการอ่านอีบุ๊คส์ภาษาไทย นั่นคือ True Bookstore ร้านหนังสือออนไลน์จาก True

True Bookstore คือร้านหนังสือออนไลน์ที่เปิดให้คุณซื้ออีุบุ๊คส์มาอ่านบนคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถืออื่นๆ ที่จะรองรับในอนาคต ที่ผ่านมาเมื่อห้าปีก่อน True ใช้วิธีการนำเข้าแพลตฟอร์ม Zinio แพลตฟอร์มอีบุ๊คส์ที่โด่งดังในอเมริกา แต่ก็ล้มเหลวไป เมื่อต้นปี 2553 ก็จัดจำหน่ายเครื่องอ่านอีบุ๊คส์แบบ E-Ink ของ BenQ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีก อย่างไรก็ตามหลังจากที่ล้มเหลวหลายครั้งหลายหน ทั้งการนำเข้าแพลตฟอร์มและการขายเครื่องอ่านอีบุ๊คส์แบบ Amazon ทาง True ก็นำเว็บไซต์นี้มาเป็นส่วนหนึ่งของ TrueLife.com และประชาสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งนำเสนอแพคเกจราคาที่ถูกกว่าหนังสือบนแผง ทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้น ดูราคาด้านล่างได้

ถึงแม้ว่าจะดูไม่ได้มีอะไรใหม่ ก็ต้องบอกว่า True ใจป้ำที่กล้าลองตลาดนี้ และยังนำเสนอสิ่งที่สำคัญที่สุดให้คนไทย นั่นก็คือเนื้อหาไทยๆ ที่คนติดตามอ่าน อย่าง นิตยสาร a day และในเครือเดย์โพเอตทั้งหมด นิตยสาร Marketeer รวมทั้งพ็อกเก็ตบุ๊คส์หลากหลายแบบ แว่วข่าวมาว่าเร็วๆ นี้จะมี iPad version ออกมาให้ลองกันด้วย

Categories: Online marketing

Digital Music Movement โดย @art3t

วันศุกร์, ธันวาคม 24, 2010 4 ของความคิดเห็น

เกี่ยวกับ Morning Green Tea: Morning Green Tea คือการเล่าเรื่องธุรกิจ การตลาด ที่เน้นไปทางด้านดิจิทัล ผ่านทาง Twitter โดยใช้แท็ก #MorningGreenTea กำกับ ความคิดนี้เริ่มมาจากวันหนึ่งนั่งดื่มชาเขียวร้อนที่ออฟฟิศตอนเช้า (เป็นคนชอบนั่งร้านกาแฟมากๆ แต่ไม่ชอบดื่มกาแฟ) พอมีโทรศัพท์มือถืออยู่ในมือ คิดเรื่องอะไรได้เรื่อยเปื่อยก็อยากจะเล่าให้คนอื่นฟัง (อ่าน) ด้วย จะเอามารวบรวมไว้ที่นี่นะครับ

วันจันทร์ที่ผ่านมาเราได้รับเกียรติจากคุณอาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล หรือที่หลายๆ คนในแวดวงอินเทอร์เน็ตรู้จักในชื่อ @art3t คุณซันปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Vice President Strategic Innovation Business ของ “RS” วันนี้ผมเชิญคุณซันมาแชร์เรื่องราวของธุรกิจดนตรีในยุคดิจิทัล มาดูมุมมองของคุณซันกันครับ

1.) สวัสดียามเช้า ชาว #MorningGreentea วันนี้ผมเป็นตัวแทน @jakrapong มาเล่าเรื่องธุรกิจสนุกๆเบาๆ เช้าวันนี้ (ยังกะพูดหน้าห้องเรียน)
2.) สำหรับวันนี้ จะมาเล่าเรื่องที่ผมถนัดหน่อย คือธุรกิจเพลง โดยเฉพาะธุรกิจเพลงยุค Digital ในโลกวันนี้ และกำลังจะเป็นยังไง #MorningGreentea
3.) ถ้าเราจะแบ่งยุคของ Digital Music ตามความคิดของผมก็คือ ยุค CD ราวปี82 ยุค iTunes Store ปี 03 และ ยุค Streaming ปี09 #MorningGreentea
4.) ยุค CD นั้นสำหรับผมมันใกล้จบ ทั่วโลกมันตกลงต่อเนื่องจนสัดส่วน Digital ใกล้แซง (60:40) คาดภายในปีหน้าคงแซง #MorningGreentea
5.) ร้านขาย CD ปิดตัวไปจากผลกระทบนี้ เช่น Tower Records ปีนี้เป็นข่าวดัง ปิด 83 สาขา รวมถึงที่ Shibuya ซึ่งถือเป็นร้านใหญ่มากลง #MorningGreentea
6.) หลายเจ้าที่ขาย CD ถ้ารีบปรับตัวเมื่อหลายปีก่อน ก็พอมีทางรอดบ้าง อย่าง HMV (ถึงอย่างนั้นก็ปิดตัวไปเยอะ) หรือ Walmart เอง #MorningGreentea
7.) ยุคที่ 2 ยุคที่เกิดท่ามกลางการละเมิดลิขสิทธิ์ของ Mp3 ผู้ที่ให้กำเนิดยุคนี้คือ Steve Jobs น้าจ๊อบ ศาสดาให้กำเนิด iTunes+iPod #MorningGreentea
8.) ท่ามกลางความไม่เชื่อ Digital Music ของค่ายเพลง, ศิลปิน น้าจ๊อบสามารถเกลี้ยกล่อมให้ค่าย Big ทั้ง 5 (ตอนนี้ยุบเหลือ 4) ลงมาเล่นด้วย #MorningGreentea
9.) ศิลปินวันนั้นไม่ยอมที่จะขายเพลงตัวเองแบบ Single ตูทำมา 10 เพลง จะมาแบ่งขายได้ไง? แต่น้าจ๊อบเกลี้ยกล่อมจนโมเดลนี้เป็นที่ยอมรับ #MorningGreentea
10.) วันนี้ iTunes Store ขายเพลงไปกว่าหมื่นล้านเพลง วางรากฐานการขาย Mp3 ให้กับโลกนี้ กินส่วนแบ่ง 66.2% ของตลาด Digital ใน US #MorningGreentea
11.) 16 พฤศจิกายน Beatles ขายบน iTunes เพียง 2 สัปดาห์ ขายไป 2 ล้านเพลง สิ่งสำคัญไม่ใช่ยอดขาย แต่คือเชิงสัญลักษณ์ยุค 100% digital music #MorningGreentea
12.) มาสู่ประเด็นที่น่าสนใจ ธุรกิจเพลงไม่หยุดอยู่แค่ Mp3 เมื่อเน็ตเร็วมาก, ไปได้ทุกที่, เทรนด์ของ Cloud Based มาถึง แม้แต่ในธุรกิจเพลง #MorningGreentea
13.) ลองจินตนาการดู วันนี้เราใช้มือถือพอๆ กับคอมพ์ ชีวิตเราออนไลน์ตลอด ถ้าวันนึงโลกนี้ทุกคนใช้ชีวิตแบบนี้ล่ะ? ธุรกิจเพลงจะไปทางไหน? #MorningGreentea
14.) วันนี้เรายังต้อง Sync เพลงจากคอมพ์ไปสู่มือถือ ถ้าความจุ 16GB มี App มีโน่นนี่เยอะๆ เราอาจจะมีเพลงในมือถือสักพันเพลง อาจเยอะอยู่ #MorningGreentea
15.) แต่ถ้าเราไม่ต้อง Sync เลยล่ะ? สร้าง Playlist ไว้บนคอม มันก็ไปโผล่ในมือถือ และเรามีเพลงเป็นล้านๆ โดยไม่ต้องโหลด? มันจะดีแค่ไหน? #MorningGreentea
16.) นั่นเป็นที่มาของยุค Streaming Music ยุคที่3ของ Digital Music ในมุมมองของผมนะ #MorningGreentea
17.) 1 กันยายนปีนี้ World Economic Forum ให้รางวัล Technology Pioneer 2011 กับ Spotify ผู้ให้บริการ Music Streaming ชื่อดังในยุโรป #MorningGreentea
18.) Spotify คือ 1 ในบริษัทดาวรุ่งที่ถูกจับตามากที่สุดในปีหน้า คู่กับ Groupon, Zynga และ Apple กีดกันทุกทางไม่ให้มาเปิดใน US #MorningGreentea
19.) แต่วันนี้ยาวมากแล้วครับ เอาไว้ต่อภาค 2 ถ้ามีโอกาส เรื่องของ Spotify สนุกมากจริงๆ ต้องขอบคุณ @jakrapong ที่ให้โอกาสมาเล่าครับ #MorningGreentea
20.) ขอบคุณทุกคนที่ทนฟังอย่างยาว รบกวน TL ใครก็ขออภัยครับ มีคำถาม ถามได้เลยครับ #MorningGreentea

คุณสามารถติดตามแนวคิดส่วนตัวของคุณอาทิตย์ได้ทาง http://www.twitter.com/art3t

Categories: Online marketing ป้ายกำกับ:

5 แนวโน้มการตลาดออนไลน์ปี 2011

วันพุธ, ธันวาคม 22, 2010 4 ของความคิดเห็น

เป็นธรรมเนียมว่าสิ้นปีก็จะต้องรวบรวมสรุปแนวคิดปลายปี และบอกถึงความเป็นไปได้ในปีหน้านะครับ สำหรับตรงส่วนการตลาดออนไลน์ ผมมองว่าปีนี้นักการตลาดไทยได้เรียนรู้ที่จะปรับใช้การตลาดออนไลน์มาเป็นส่วนผสมทางการตลาดมากยิ่งขึ้น รู้ว่าอะไรเวิร์ค และไม่เวิร์คสำหรับองค์กรตัวเอง ดังนั้นปี 2554 จะเป็นปีที่เราลงมือทำจริงๆ จัง โดยเฉพาะการนำ Social Technology มาใช้กับแคมเปญการตลาดในปีหน้า ในแบบ Conversational marketing ด้วยความจำเป็นด้าน Cost, การวัดผลได้ หรือแม้แต่การใช้มันเป็นสีสันทางการตลาดแบบทั่วๆ ไปที่มีทำกันมาหลายปีแล้ว

1. มองที่คุณค่าแท้จริงของอินเทอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น มากกว่าเป็นเพียงสีสันทางการตลาด
นักการตลาดจะมุ่งใช้อินเทอร์เน็ตในแคมเปญการตลาดมากขึ้น เพราะ “คุณค่าแท้จริง” ของอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ Conversation และ Interactivity ระหว่างผู้ใช้ด้วยกัน ที่มีคุณค่ากับผู้บริโภคมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการสร้าง Awareness แบบผิวๆ รวมไปถึงการวัดผลด้วย Engagement Rate จะสูงขึ้นมาก จากเมื่อก่อนอาจจะคิดกันว่ามีคนเข้าร่วมแคมเปญการตลาดเท่าไหร่ เพจวิวเท่าไหร่ CTR เท่าไหร่จบ
ทำไม? สาเหตุหลักจะมาจาก Facebook Ad ที่เข้ามาปรับกระบวนทัศน์ของนักการตลาดไทย
Next step? คุณควรทำความเข้าใจเรื่องการทำการตลาดออนไลน์แบบ Engagement รักษาฐานลูกค้าเดิม และดึงลูกค้าใหม่โดยการตอบคำถามที่ลูกค้าสนใจผ่านทุกๆ ช่องทางที่เข้าถึงได้
อ่านเพิ่มเติม http://theopenbrand.resource.com/framework.php และหนังสือ The Open Brand: When Push Comes to Pull in a Web-Made World โดย Kelly Mooney, Nita Rollins

2. อาชีพ Social Media Manager, Community Manager จะเป็นที่ต้องการขององค์กรในวงกว้างมากขึ้น
ทำไม? ทุกวันนี้องค์กรต่างๆ เริ่มจ้างคนๆ นึงมานั่ง Join conversation ตอบคำถามลูกค้าผ่าน Facebook, Twitter, Pantip โดยเฉพาะ คอย monitor ทุกๆ ความเคลื่อนไหว เพราะลูกค้าที่อยู่ใน Online community เหล่านี้มีเยอะมาก และเป็นเรื่องจำเป็น นอกจากนี้เราจำเป็นต้องมีคนที่เข้าใจเรื่อง Interactivity ของลูกค้ามากกว่าจะพึ่งพาคนภายนอกองค์กรแต่อย่างเดียว
Next step? จ้างมาเลยครับคนนึง ถ้า convince ผู้บริหารไม่ถูกอ่านนี่ http://jakrapong.com/2009/09/17/twitter-is-a-must/ เริ่มจ้างคนที่มี Service mind และเหมาะกับแบรนด์ของคุณนะครับ
อ่านเพิ่มเติม สำหรับใครที่ยังสงสัยบทบาทของอาชีพนี้ให้ลองอ่านที่นี่นะครับ http://www.web-strategist.com/blog/2006/11/16/what-a-community-manager-does/

3. แอบคิดดังๆ ว่า Online marketing budget สูงขึ้น 2% เป็น 4%
ทำไม? ปีนี้ Vendor ต่างๆ น่าจะจัด Online marketing budget มากยิ่งขึ้น เพราะว่ากันว่า Online budget เป็นแค่ 2% ของเงินที่ไหลเวียนในวงการโฆษณาไทย อย่างน้อยมันก็คงไม่น้อยลงแน่ๆ และผมก็ยังไม่เห็นประเด็นว่ามันจะลดลงไปได้
Next step? ถ้าคุณเป็น Vendor ก็ควรเพิ่ม Budget ครับ เพราะ ROI มันคุ้มเกินคุ้ม ถ้าคุณเป็น SMEs ไม่มีเงินถุงเงินถังก็ตั้ง Online marketing budget ไว้เท่าที่่ทำได้ เช่น Search Engine, Facebook 2 ตัวนี้ก่อน ส่วนเอเจนซี่คงไม่ต้องบอกอะไร งานคุณหนักขึ้นแน่ๆ :)

4. คนไทยจะเริ่มรู้จัก Social Collaboration มากขึ้น และมีนำมาใช้ในการตลาดมากขึ้น
ทำไม? เมื่อก่อนเราส่งเมลฟอร์เวิร์ดให้เพื่อนช่วยส่งต่อไปเรื่อยๆ หากเมลนั้นเป็นเรื่องการกุศล หรือทำให้สังคมดีขึ้น หรือ SMS บริจาคเงินช่วยน้ำท่วมแต่ Social Network เข้ามาทำให้คนไทยติดต่อสื่อสารและ “ร่วมกัน” ทำธุรกรรมที่ตัวเองต้องการในแบบ Social ได้มากขึ้น เช่นการ ใช้ Twitter ในการเรียกหาความร่วมมือช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ด้วย #ThaiFlood หรือ “ร่วมซื้อ” “ประมูล” ในเว็บ Social Commerce เจ้าต่างๆ ในไทย อย่าง Ensogo, 25 Satang ประสบการณ์การช้อปปิ้งจะเปลี่ยนไป ผู้ประกอบการต้องนำเอา Social Technology มาปรับใช้กับบริการของตัวเอง ตลอดจน ตั้งกระทู้เรียกร้องความเป็นธรรมเมื่อไม่ได้รับสินค้าหรือบริการที่ดีจาก บริษัทต่างๆ ใน Online community เช่น Pantip เอาพลังมวลชนมานกดดันให้คุณได้รับสิ่งที่ต้องการ
Next step? ถ้าคุณเป็น Vendor ลองนึกภาพว่าคุณจะทำการตลาดแบบไหนที่ “เปิด” ให้คนทั่วไปมาสนุกกับแคมเปญของคุณได้ยิ่งขึ้น โดยไม่รบกวนความเป็นส่วนตัวจนเกินไป และพร้อมที่จะรับทั้ง Positive, Negative feedback และรู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร หรือถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการคุณจะต้องเตรียมปรับปรุงบริการของคุณให้พร้อมรับ Social Collaboration มากขึ้น

5. โดเมนไทยอย่าง .in.th จะได้รัีบความนิยมมากขึ้น
ทำไม? ก่อนหน้านี้โดเมน .in.th ของ THNICs อาจจะขายยากสักนิด เพราะโดเมน .com .net ต่างๆ ก็ยังมีเยอะ แต่ตอนนี้ถ้าเราอยากได้ชื่อดีๆ .in.th เป็นทางเลือกที่ดี ช่วงนี้เวลาผมจะจดโดเมนใหม่ๆ .in.th ยังเหลืออยู่มาก และทำ Search engine optimization ได้ง่ายขึ้น ดังนั้นเราจะเห็นการจดโดเมน .in.th จะครอบคลุมมากกว่าแค่ในหมวด Entertainment เมื่อก่อนเราจะเห็นมากในอุตสาหกรรมเกม แต่ต่อไปมันจะสำคัญมากขึ้น จดโดเมนเหล่านี้เอาไว้จะช่วยได้มาก
Next step?จดโดเมนที่คุณชอบใน .in.th เอาไว้ไม่เสียหลาย

ถ้าหากว่าคุณผู้อ่านมีข้อแนะนำอะไร ทวีตมาบอกกันได้ที่ @jakrapong นะครับ สวัสดีปีใหม่ครับ

Categories: Online marketing

#MorningGreenTea Guideline

วันจันทร์, ธันวาคม 6, 2010 2 ของความคิดเห็น

เคยบอกกับเพื่อนๆ ใน Twitter มาหลายครั้งแล้วว่า จะเขียนถึงที่มาที่ไป และข้อเสนอแนะในการใช้งานของ #MorningGreenTea การเล่าเรื่องธุรกิจยามเช้าทาง Twitter จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้เขียนสักที วันนี้เลยขออัพเดทกันละเอียดๆ เลยนะครับ

สำหรับคนที่ผ่านมาที่บล็อกนี้แล้วไม่รู้จักว่า #MorningGreenTea คืออะไร — #MorningGreenTea คือการเล่าเรื่องธุรกิจ การตลาด ที่เน้นไปทางด้านดิจิทัล ผ่านทาง Twitter โดยใช้แท็ก #MorningGreenTea กำกับ ความคิดนี้เริ่มมาจากวันหนึ่งผมนั่งดื่มชาเขียวร้อนที่ออฟฟิศตอนเช้า (ผมเป็นคนชอบนั่งร้านกาแฟมากๆ แต่ไม่ชอบดื่มกาแฟ) พอมีโทรศัพท์มือถืออยู่ในมือ คิดเรื่องอะไรได้เรื่อยเปื่อยก็อยากจะเล่าให้คนอื่นฟัง (อ่าน) ด้วย Twitter ซึ่งเป็นรูปแบบที่คนเรียกกันว่า “Live” เหมือนกับที่ @Jimmy_Live ทำมาก่อน

รูปแบบการเล่าก็ไม่มีอะไรมากมาย คือมีอะไรอยู่ในหัวก็เล่าไปเรื่อยๆ เพียงแต่ตั้งหัวข้อไว้ในใจว่าจะพูดเรื่องอะไร เพื่ออะไร อันนี้ใช้หลัก “เริ่มต้นด้วยข้างขวา” ของ @malimli คือวาดภาพออกมาก่อน ฟุ้งๆ ไปนิดนึง แล้วเอาเรื่องที่ฟุ้งๆ นั้นมาปั้นๆ ผสมกับภาษาการเล่าเรื่องด้วยภาษาปาก พอเล่าไปเล่ามา ปรากฏว่ามีคนชอบอยู่บ้าง เพื่อนฝูงก็มาช่วยกันทวีต เลยกลายเป็นแท็กยอดนิยมของเมืองไทยไปซะงั้น คนที่มาอ่านก็ช่วยกันบอกต่อ และช่วยทวีตตอนแรกๆ ก็มี @yokekung @porpeangseller หรือบางคนโดนพาดพิงอย่างตอนที่เล่าเรื่องของ TARAD.com @pawoot ก็เข้ามาให้ข้อมูลที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

โตแล้วแตก แตกแล้วโต มาร่วมกันทวีตชาเขียวธุรกิจกัน
หลังๆ มานี้พอเล่าแล้วมีคนอ่าน ผมก็ชักสนุกกับการทวีต แรกๆ ฟิตจัดก็เลยทวีตมันอาทิตย์ละ 3 ครั้ง จันทร์ พุธ ศุกร์ พอบ่อยๆ เข้าก็ขักไม่ไหว เลยต้อง “Opensource” ให้คนรอบตัวไปทวีตกัน คือผมไม่ได้คิดว่าแท็กนี้จะเป็นสมบัติของผมคนเดียว ผมถือหลักใครใคร่ทวีต-ทวีต แต่ต้องไม่เยอะเกิน 20 ครั้ง ไม่งั้นมันจะท่วม Public Timeline ชาวบ้านเขา แล้วมันก็ดูไม่ดี ไม่ต้องปั่นให้มันดังอะไรมากมาย เอาแค่มีให้คนอ่านกัน 3 วันต่ออาทิตย์ก็พอแล้ว

หลังๆ นี้พอผมเล่าๆ ไปก็เริ่มมีเพื่อนๆ เริ่มเล่าด้วยแท็กใหม่ๆ คอนเซ็ปต์ที่โดนๆ สนุกกว่าผมซะอีก เช่น #molekbrunch #sexplus #sleeplate สนุกกันใหญ่เลย ^^

Categories: Online marketing, Personal opinion ป้ายกำกับ:

Social Commerce กระแสใหม่แห่งโลก eCommerce

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 21, 2010 1 comment

ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Positioning ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2553
- – - – -

ระยะนี้กระแสความเคลื่อนไหวของกลุ่ม eCommerce ใหม่ที่เรียกว่า ‘Social Commerce’ กำลังมาแรงในอเมริกา มีการจัดสัมมนาพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเป็นทางการหลายครั้ง ล่าสุดทางกลุ่ม Altimeter บริษัทวิจัยด้านการตลาดดิจิทัลชื่อดังก็ออกมาจัด event เป็นเวลา 2 วัน  พร้อมเชิญบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกให้ผู้ค้าอีคอมเมิร์ซสามารถใช้ Social Media ในการเพิ่มประสิทธิผลทางการค้า ตลอดจนนักวิชาการจากทุกสารทิศมาเข้าร่วม ในขณะที่แบรนด์ใหญ่อย่าง Best Buy, DELL, Delta  ก็เข้าร่วมเสวนาต่อยอดความรู้ด้วยเช่นกัน

ในงานนี้มีผลสรุปสถิติออกมาว่าในปี 2553 กว่า 20% ของกว่า 200 บริษัทชั้นนำในอเมริกามีกลยุทธ์ในการทำ Social commerce และในปี 2554  86% ของบริษัทเหล่านี้วางแผนที่จะเดินหน้าไปทางนี้อย่างแน่นอน และ 90% ของบริษัทเหล่านี้จะเพิ่มงบประมาณในการทำ Social commerce อีกประมาณ 8%  จึงเชื่อได้ว่าถ้าหากซิลิคอนวัลเล่ย์เริ่มปรับเปลี่ยน อีกไม่นานก็จะส่งผลให้ eCommerce ในทวีปอื่นๆ เปลี่ยนโฉมหน้า และส่งผลถึงตลาดอีคอมเมิร์ซในบ้านเราในที่สุด ผมติดตามผลงานของบริษัทนี้อยู่บ่อย วันนี้เลยไปรวบรวมเอาสาระสำคัญมาฝากคุณผู้อ่าน ผสมกับความเห็นของผมด้วยครับ

Social Commerce คืออะไร?

Social Commerce คือการใช้ Social technology ในการยกระดับ Shopping experience ให้ดีและสะดวกยิ่งขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือ  เรากำลังเข้ามาถึงยุคที่เราควรจะนึกต่อยอดได้แล้วว่าพวก Social technology ที่เราเห็นๆ กันอยู่ในทุกวันนี้มันสามารถเอามาทำอะไรให้กับผู้บริโภคได้บ้าง? เราจะติดต่อสื่อสารและทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้คนช้อปปิ้งกันให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร? เราจะ design ประสบการณ์ในการซื้อของผู้บริโภคใหม่ได้อย่างไร? และ เราจะสร้างความน่าติดตามของสินค้าและบริการ ด้วย Social Technology ได้อย่างไร? โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่านักการตลาดแต่ละท่านก็คงมีแนวทางในการใช้ Social Technology เพื่อสร้างประสบการณ์ในการซื้อให้ลูกค้าอยู่แล้ว ดังนั้นผมจะขอเอา case study สั้นๆ มารวมไว้ตรงนี้ เผื่อว่าจะนำไปประยุกต์ใช้กันได้นะครับ

Case ฝรั่ง
ร่วมกันช้อปปิ้งกับ Groupon.com, Kactoos.com – คน 100 คนอาจเข้าไปลงชื่อในเว็บไซต์ Groupon.com เพื่อซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งจากร้านค้าร้านหนึ่ง เมื่อครบ 100 คน และร้านค้าโอเค คนเหล่านั้นก็สามารถดาวน์โหลดคูปองเพื่อ “ร่วมกันซื้อ” สินค้าในราคาลดถึง 50%  หรือมีเว็บไซต์ที่คล้ายๆ กัน อย่างเว็บ Kactoos.com ที่เปิดให้บริการในบราซิล โคลัมเบีย และอีกหลายๆ ประเทศ

M Commerce - ผู้บริโภคในอเมริกามีแนวโน้มใช้มือถือในการช้อปปิ้งมากขึ้น (M Commerce) ซึ่งอาจดูไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่ตอนนี้ตัวอย่างที่เกิดขึ้นชัดๆ ก็ได้แก่การค้นหาข้อมูล เพื่อให้ตัดสินใจช้อปปิ้งได้ดีขึ้น เช่น ใช้ Mobile application ที่เป็นบาร์โค้ดสแกนเนอร์ “Red Laser” ในสมาร์ทโฟนส่องไปที่บาร์โค้ดบนสินค้า แล้วก็จะมีราคาของสินค้าตัวนั้นในหลายๆ ร้านขึ้นมาให้เปรียบเทียบกัน หรือการมี application “Food Scanner” สำหรับคนอยากซื้ออาหารลดน้ำหนัก ที่ให้คนสแกนบาร์โค้ด แล้ว application จะบอกเราได้เลยว่าอาหารชนิดนั้นๆ มีพลังงานกี่แคลอรี่

Yelp.com กับการกิน – นักดื่มนักชิมในเบย์แอเรียต่างใช้ Yelp.com ที่เป็น Social network ของคนรักการกินมาแชร์กันว่าร้านอาหารร้านไหนเจ๋ง เด็ดอย่างไร ด้วยประสบการณ์จริงของคนเหล่านั้น มากกว่าการดูและฟังโฆษณาจาก Traditional media เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันมีแนวโน้มจะเชื่อเพื่อนมากกว่าเชื่อแบรนด์ แต่อย่างไรก็ตามก็มีการพูดคุยกันเรื่องมีร้านบางร้านพยายามใช้วิชามารไปหลอกลวงผู้บริโภคให้สนใจในร้านของตัวเอง ปรากฏว่าพออาหารไม่อร่อยจริง กระแสข่าวเชิงลบก็จะออกไปรวดเร็ว และผู้ใช้ Yelp ก็จะไม่ให้ความเชื่อถือร้านอาหารร้านนั้นอีกเลย ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนักการตลาดร้านอาหารก็คือการรักษาความสัมพันธ์กับลูก้า แนะนำร้านอาหารของตัวเอง และบอกจุดเด่นของร้านตัวเอง และคอยแก้ไขปัญหาในกรณีที่ลูกค้าไปกินแล้วไม่พอใจบริการ หรืออาหารไม่ถูกปาก

Facebook Page – ผู้บริโภคจำนวนมากเลยทีเดียวที่ชอบเข้าไปใน Facebook Page ของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง เพราะอยากเข้าไปดูว่ามีอะไรใหม่ และอยากคุยกับฝ่าย Customer service เกี่ยวกับปัญหาการใช้งาน ดังนั้นตอนนี้ Facebook, Twitter จึงเป็นสิ่งจำเป็นของแบรนด์ในการ engage ลูกค้าไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้สิ่งที่จะต้องพูดคุยกันต่อไปก็คือวิธีการ engage ลูกค้าจะต้องทำอย่างไร ซึ่งผลสรุปออกมาง่ายกว่าที่คิด นั่นก็คือ พูดคุยอย่างธรรมชาติ ไม่ถึงกับต้องคอยสวัสดีตอนเช้า ตอนเที่ยงจะกินอะไรหรือยัง จะกลับบ้านแล้วขับรถดีๆ ไม่ต้องทำอย่างนั้น เพราะสิ่งที่ลูกค้าต้องการคือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการแบบสั้นๆ ไวๆ มากกว่า ลองดูตัวอย่าง http://www.facebook.com/xbox อย่างไรก็ตามสำหรับคนไทย อาจมีนิสัยในการใช้ Social network ในการหาเพื่อนมากกว่าหาข้อมูลแบบฝรั่ง การทักทายแบบกันเองๆ อาจจะยังจำเป็นอยู่ แต่เราก็ต้องดูด้วยนะครับว่า ภาษาที่ใช้พูดคุยนั้น เหมาะกับแบรนด์ของเราแค่ไหน อย่างเช่น ถ้าแบรนด์เราเป็นแบรนด์ที่ค่อนข้างหรู จะไปใช้ภาษา อิอิ อุอุ ฉึกๆ คงไม่ใช่แน่นอน

Community - คนรักหนังสือหันมาซื้อหนังสือตามคำแนะนำของชุมชนคนรักหนังสือในเว็บไซต์ Amazon.com และเมื่อซื้อมาแล้วยังได้ราคาดีกว่า เพราะในชุมชนยังมีการเปิดให้ผู้ที่ซื้อหนังสือไปแล้วเอาหนังสือมือสองมาขาย กันได้ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ลูกค้าจะไม่ไปเว็บไซต์อื่นง่ายๆ ถึงเว็บไซต์อื่นจะเสนอราคาถูกกว่า แต่ลูกค้าของ Amazon รู้สึกว่าใน Amazon มีทั้งชุมชนคนอ่านหนังสือที่มีคุณภาพ แนะนำหนังสือที่ดีได้ มีหนังสือมือสอง หรือแม้กระทั่ง eBook ที่ราคาถูกกว่าหนังสือจริงครึ่งๆ

Case ไทยๆ
คุณผู้อ่านอาจจะบอกว่า เฮ้ย ไม่จริงหรอก คนไทยไม่ได้ชอบอะไรแบบฝรั่งสักหน่อย อย่างน้อยคนไทยก็ไม่ใช้คูปองลดราคาเยอะเหมือนฝรั่งสักหน่อย ผมเห็นด้วยครับ เลยเอาตัวอย่างแบบไทยๆ มาให้อ่านกันด้วย ส่วนใหญ่คนไทยจะเน้นเรื่องการทำ CRM และการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าครับ แต่คงจะดีไม่น้อยถ้าหากว่าเราจะมีนวัตกรรมอะไรออกมาบ้าง

- ในเมืองไทยก็มีคนเข้าไปเทียบราคาสินค้าตัวหนึ่งจากเว็บไซต์หลายๆ แห่งที่ Yopi.co.th และ Priceza.com รวบรวมมาให้ หรือแอบเข้าไปสำรวจดูใน TARAD.com, WeLoveShopping.com ว่าตอนนี้ราคาตลาดเท่าไหร่ จะซื้อได้ในราคาที่เหมาะสมเท่าไหร่

- ภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น Fuji ชี้แจงเรื่องการขึ้นราคาอาหารผ่าน Twitter @Welovefuji โดยบอกกับลูกค้าคนที่ออกมาต่อว่าอย่างสุภาพและมีเหตุผล ทำให้ follower ของลูกค้าคนนั้นบอกต่อ จนส่งผลให้ลูกค้าหลายต่อหลายคนเข้าใจ Fuji ดียิ่งขึ้น และยังใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอเมนูเจในช่วงที่หลายคนกินเจได้ด้วย

- กลุ่มคนที่รักการกินการเที่ยวเข้าไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเที่ยวและการกินผ่านทาง where.in.th คนเข้าไปแนะนำร้านอาหารที่ตัวเองชอบ บางคนเข้ามาบอกว่าไม่ชอบ หรือไปเที่ยวภูเขาที่ไหนก็เอามาแชร์กัน ทำให้คนที่กำลังจะวางแผนไปเที่ยวภูเขาเดียวกันสามารถเลือกเส้นทาง และเตรียมตัวซื้อของสำหรับการปีนเขาได้ดียิ่งขึ้น (คำออกตัว: เว็บนี้ผมมีส่วนในการทำด้วย แต่คิดว่าเป็นตัวอย่างที่เหมาะสม)

หวังว่า Case study สั้นๆ เหล่านี้จะทำให้หลายๆ คนมองเห็นภาพมากขึ้นนะครับว่า Social Commerce นั้นทำงานอย่างไร และเรานักการตลาดควรจะปรับตัวอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์กับแนวทางในการทำงานของเรามากที่สุด

Categories: Online marketing

หรือว่านี่คือผลของการเจรจาของ Steve Jobs กับ Mark Zuckerberg? :)

วันอาทิตย์, ตุลาคม 31, 2010 ใส่ความเห็น

สั้นๆ ไม่มีอะไรมากครับ แต่มันก็อดคิดไม่ได้ว่า Apple กำลังพยายามทำให้ตัวเองมี Social element มากขึ้นไปหรือเปล่า อย่างการที่ซื้อ Lala.com มา ก็มาทำให้ iTunes เป็น Social มากขึ้นเช่นกัน

เราอาจจะเห็นความร่วมมือระหว่าง Apple กับ Facebook ที่มากกว่านี้ก็เป็นได้

Categories: Online marketing, Personal opinion ป้ายกำกับ:,

การรายงานข่าวด้วย Facebook

วันพุธ, ตุลาคม 27, 2010 1 comment

วันนี้ @chavarong ชวนไปพูดบรรยายเรื่อง “การรายงานข่าวด้วย Facebook” ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม เราเรียนกันเป็นคลาสเล็กๆ มีกันอยู่ 4 คน ผมก็รวบรวมเอาแนวความคิดและประสบการณ์บวกกับทำการบ้านไปแนะนำน้องๆ ที่นั่น ผมยกกรณีการแพร่ระบาดของคลิปคุณธัญญ่า และวิธีการใช้ Facebook ของ @noppatjak ในการคิดประเด็นข่าวด้วย Social Media จริงๆ แล้วถ้าเป็น Twitter คงมีอะไรพูดมากกว่านี้เยอะ แต่โจทย์วันนี้จะต้องเป็น Facebook ก็เลยออกมาเป็นสไลด์ข้างล่างนี้ อ่านแล้วคิดยังไงช่วยวิจารณ์และแนะนำมาในช่องคอมเมนต์ด้านล่างนี้ด้วยนะครับ :)

อันนี้เป็นสไลด์ที่ใช้ในการบรรยายวันนี้ บน Blog นี้อาจจะดูไม่ชัด แต่ถ้าดาวน์โหลดไปแล้วจะสามารถดูได้ชัดเจนครับ

ทำไมเราควรที่จะเขียน Blog และแชร์สิ่งที่ตัวเองรู้?

วันอังคาร, ตุลาคม 26, 2010 10 ของความคิดเห็น

ถ้าคุณกำลังอ่าน Blog post ตอนนี้อยู่ ผมเชื่อว่าคุณก็คือคนที่ คิด-เขียน-อ่าน-เสพ ข้อมูลข่าวสารจาก Blog ดีๆ ที่มีอยู่รอบตัวคุณมากมาย สำหรับผม ไม่ต้องมีทฤษฎีอะไรมากมายหรอกครับ แค่คิดเขียนอ่านเสพ Blog คุณก็คือ Blogger แล้ว แต่ Blogger ที่ดีก็ควรจะมีจิตสาธารณะและพร้อมจะแชร์มันอย่างถูกต้องบ้าง แต่ที่ผมจะเขียนวันนี้ก็แค่อยากแชร์มุมมองว่าทำไมเราทุกคนบนโลกอินเทอร์เน็ตจึงควรจะเขียน Blog และแชร์สิ่งที่ตัวเองรู้ให้มากกว่าที่เป็นอยู่

ตัวผมเองก็เป็น Blogger คนนึง ที่พร่ำเขียนถึงเรื่องที่ตัวเองสนใจ เขียนเรื่องธุรกิจบ้าง การตลาดบ้าง เพราะผมทำอาชีพนี้ บางทีก็สนุกกับมันสุุดชีวิต เห็นสินค้าและบริการของตัวเองเดินหน้าถล่มคู่แข่ง สร้างความแตกต่างในตลาด คนชื่นชอบสินค้าและบริการ มีลูกค้ามาแสดงความเห็นใน Blog และ Social Media ที่ผมเผยแพร่ Blog นี้ออกไป ยิ่งเขียนก็ยิ่งมีคนตอบรับกลับมา เราก็ยิ่งได้เรียนรู้ แถมได้ความรู้อะไรที่มากกว่าในตำราเสียอีก

แต่ผมก็ยอมรับนะครับว่าบางทีผมก็เบื่อๆ มันเหมือนกัน เพราะเป้าหมายของการตลาดนั้นมุ่งไปสู่ผลทางธุรกิจล้วนๆ โดยไม่ได้เกิดดอกผลอะไรในด้านจิตวิญญาณของคนเราขึ้นมาเท่าไหร่ (ถึงจะมี CSR ส่วนใหญ่เราก็ทำ CSR กันแบบป่วยๆ) การเขียน Blog ที่เกี่ยวกับเรื่องชีวิต เรื่องศิลปะ เรื่องภาพยนตร์จึงเป็นบางอย่างที่คล้ายน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจให้ชุ่มโชลมไปด้วยความรู้สึกยินดีในความสวยงามของมัน ชีวิตจะมีแต่ธุรกิจมันคงแห้งแล้งไป

แต่เราก็ต้องทำให้มันสมดุล ชีวิตก็ต้องเดินต่อไป จะฝันนานไปคงไม่ไหวเหมือนกัน

ธุรกิจเลยเป็นทั้งสิ่งที่น่ารักและน่าชังในเวลาเดียวกัน ดูน่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อนักการตลาดจัดทัพเดินขบวนพาเหรดการตลาดออกไปสู่สายตาผู้บริโภค และธุรกิจก็พร้อมจะเป็นปิศาจได้ง่ายๆ เหมือนกันถ้านักธุรกิจไม่สนใจอะไรในแง่มุมของผู้บริโภค เช่น สิ่งแวดล้อมบริเวณโรงงาน ผู้บริโภคที่ได้รับบริการหลังการขาย การเลือกรับฟังเสียงของผู้บริโภคแต่เฉพาะที่ดีๆ อันนี้ก็ไม่ไหว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันมี 2 ด้าน มีดีมีเลว และคนที่เป็น Blogger ก็ควรเขียนถึงมันอย่างสมดุลและเหมาะสม บางคนอาจจะถามว่าแล้วอะไรคือความเหมาะสม อันนี้ไม่มีใครตอบได้นอกจากตัวคุณเอง แต่สำหรับผม การเขียน Blog และแชร์สิ่งที่คุณรู้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของการสร้างโปรไฟล์ สร้างชื่อเสียงแต่ถ่ายเดียว หากแต่มันคือการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ให้คุณได้รู้จักว่าคนอื่นมองและคิดอย่างไรกับมุมมองของคุณ นั่นคือสิ่งสำคัญที่ควรตระหนัก

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ผมเขียน Blog หากคุณมีคำถามอื่นๆ ก็แลกเปลี่ยนกันได้ข้างล่างนี้นะครับ และผมขออนุญาตแนะนำให้ดาวน์โหลดมารยาทเน็ตไปอ่านก็แล้วกันครับ ถ้าคุณยังสงสัยที่ผมเขียนอยู่ คุณจะพบในเอกสารนี้ว่าจุดพอดีมันอยู่ที่ตรงไหน

Categories: Online marketing ป้ายกำกับ:,

เมื่อ Social Media ถูกบังคับให้ Hard Sell

วันเสาร์, ตุลาคม 23, 2010 ใส่ความเห็น

เขียนให้นิตยสาร Positioning ตุลาคม 2553

ผมเคยเถียงคอเป็นเอ็นกับเพื่อนร่วมงานเก่าคนหนึ่ง ขณะนั้นเรากำลังคิดหาเทคนิคในการดึงคนให้มาร่วมกับแคมเปญการตลาดออนไลน์ของเราให้ได้มากๆ เพื่อนร่วมงานผมคนนี้ก็เปรยขึ้นมาง่ายๆ ว่า “แจกของสิ ไม่ก็ลดราคา” ฟังดูง่ายและได้ผลเสมอ ผมบอกว่าผมไม่เห็นด้วย เพราะสไตล์ในการทำการตลาดออนไลน์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้ Social Media) ที่ดีนั้นไม่ใช่การทำการตลาดแบบลด-แลก-แจก-แถม แต่ต้องเป็นการสร้างเสริม ‘ความน่าติดตาม’ ให้กับแบรนด์ของเรา

แต่ท้ายสุดผมก็ต้องยอมเขา เพราะในช่วงเวลานั้นยอดขายแม้ว่าจะดี แต่มันยังไม่ถึงเป้าที่วางไว้ ถ้าสิ้นเดือนนั้นยอดขายไม่ถึงเป้าใครจะรับผิดชอบ? ตอนนั้นผมก็ยอมรับว่า Social Media เป็นเครื่องมือที่ดีเยี่ยมในการทำ CRM และสร้างความน่าติดตามในระยะยาว เป็นเรื่องของการรับฟังและทำความเข้าใจลูกค้า แต่มันไม่ตอบโจทย์เรื่องการขายในระยะสั้นโดยตรง จะวัดผลโดยการนับยอดจำนวนคน ‘Like’ หรือจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ก็ไม่ได้ เพราะเป้าหมายของแคมเปญคือ เราต้องการขายของให้ได้ในขณะที่ลูกค้าต้องพอใจที่สุดเท่าที่จะมากได้ด้วย

ท้ายที่สุดเราเลยมาตกลงกันตรงจุดที่พอดี คือทำทั้งส่วนที่ Hard-sell เน้นยอดขายโปรโมชั่นลด-แลก-แจก-แถม กับอีกส่วนคือสร้างแบรนด์และสื่อสารกับลูกค้า แก้ไขปัญหาให้ลูกค้า ทั้งที่ในใจผมตอนนั้นไม่อยากจะ Hard-sell เพราะถ้าขายของกันโต้งๆ ผู้บริโภคที่ติดตามเราอยู่จะรู้สึกว่าเรายัดเยียดสิ่งที่เขายังไม่ได้ต้องการก็เป็นได้

แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้มาอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อคุณได้พยายามสื่อสารกับว่าที่ลูกค้าของคุณอย่างตรงไปตรงมาแล้วว่า “จะขายของล่ะนะ” ว่าที่ลูกค้าของคุณเขาจะเข้าใจครับ แต่คุณจะต้องชัดเจน โปร่งใส แบไต๋กันเลยว่าขายของนะ ในกรณีนี้ถ้าสินค้าหรือบริการของคุณมาพร้อมกับโปรโมชั่นที่ดี มันก็จะขายได้ครับ ในขณะเดียวกันถ้าเรามัวตอดเล็กตอดน้อย แอบขายของเนียนๆ เชื่อผมเถอะครับ อย่างนี้อยู่ได้ไม่นาน เพราะผู้บริโภคเขาทันเกมกว่าที่เราคิดไว้เยอะ ดังนั้นแบรนด์ไหนที่ยังไม่เริ่ม engage ลูกค้าผ่าน Social Media ในแบบ Conversational marketing ทำได้แล้วนะครับ

ยกตัวอย่างง่ายๆ ตอนที่ผมทำงานให้กับ Samsung Mobile ขณะนั้นเรายังมีคนติดตามเราน้อย ผมเลยต้องใช้ Twitter account ส่วนตัวมาทำหน้าที่นี้แทน (จนตอนหลังเพื่อนๆ บอกว่าเวลาพูดถึง Samsung Mobile หน้าผมจะลอยอยู่ในหัวพวกเขาทันที – ทำบ่อยๆ ไม่ดีครับ) ในตอนนั้นจะเริ่มมีแฟนๆ มือถือ Samsung มาติดตามผมบ้างแล้ว ในขณะที่ผมก็สร้าง account ใหม่ที่ชื่อ @samsunglover ไปด้วย ผมก็คุยสนุกไป ขายของไป แก้ปัญหาให้ลูกค้าไป และพยายามแยก Personal brand ของผมออกจาก Samsung


ที่ยกตัวอย่างมาข้างบนนี้เป็นเพียง Twitter อย่างเดียว แต่ถ้าลองไล่นับดูส่วนผสมทางการตลาดออนไลน์ของเราตอนนั้นมีอะไรบ้าง ที่จะทำให้แคมเปญออนไลน์สำเร็จ และทำอย่างไร ในเมื่อตัววัดความสำเร็จของเราคือ “ยอดขาย”?



0. ขอผมเริ่มด้วยข้อ 0 ก่อนนะครับ ตรงนี้คือเราต้องกำหนดโปรโมชั่นก่อน อย่างมือถือ Samsung Wave เรามีโปรโมชั่นแจกระบบนำทางของ NAVTEQ ให้ลูกค้าฟรี และยังมี Bada application โดนๆ ให้โหลดกัน อย่างแอพพลิเคชั่นชื่อ Popcorn! ใช้เช็ครอบหนังทั่วไทยได้ ตรงนี้เป็นประโยชน์มากๆ ของลูกค้าก็จัดเตรียมข้อมูลไว้เลย ตรงนี้สำคัญที่สุด จากนั้นค่อยไล่เรื่องการสื่อสาร



1. Facebook, Twitter – สองอันนี้ต้องใช้คู่กัน เราใช้มันสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าได้ เราใช้มันบอกว่าของเราเป็นอย่างไร พร้อมกับประกาศโปรโมชั่นเสริมที่เหมาะสมให้ลูกค้าได้ เพราะลูกค้าที่ติดตาม Facebook, Twitter ของเรา เขาพร้อมที่จะรับสื่อจากเราอยู่บ้างแล้ว และมันจะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ได้ดีทีเดียว



2. เพิ่มเติมด้วยเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง – ขายมือถือ ผมก็แวะไป ‘คุย’ ไป ‘ฟัง’ ผู้บริโภคบ่อยมากที่ Pantip.com ห้องมาบุญครอง ห้องที่พูดคุยกันเรื่องมือถือ อ่านข่าวจาก Siamphone.com MxPhone.com ฯลฯ ตอนนั้นมีบล็อกเกอร์บางท่านที่ได้มือถือ Samsung Galaxy S ไปรีวิวมีปัญหาว่าฝาหลังบางไป แตกหักง่าย ผมก็รีบแก้ไข และแจ้งกลับทุกๆ ช่องทาง

3. โฆษณาใน Search Engine – ถ้าเราวางสื่อประเภท Traditional ด้วย ลูกค้าจะเสิร์ช Branded keyword มาก เช่น Samsung Wave, Samsung Galaxy S อันนี้ต้องอธิบายกับทีมงานดีๆ นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวเขาจะคิดว่า Search Engine Marketing ไม่เวิร์คเอาง่ายๆ ตอนนั้นที่ผมพยายามทำคือ bid keyword ที่เกี่ยวข้อง เช่น “สมาร์ทโฟน” “Android” “Bada” เพราะเรารู้ว่าในกลุ่มลูกค้าที่สนใจเทคโนโลยี เขาจะสนใจระบบปฎิบัติการมากขึ้นด้วย ในขณะที่เราต้องไม่ลืม keyword ทั่วไปที่เกี่ยวกับแฟชั่น การแต่งตัว เพราะมีกลุ่มที่ซื้อมือถือเป็น statement ด้วย



4. วาง Banner ในเว็บไซต์ที่กลุ่มเป้าหมายของเรานิยมใช้งาน – วางมีเดียในเว็บดังๆ ที่ตรงกลุ่มเป้าหมายของเราเข้าไป แล้วมันก็ไม่พ้นเว็บใหญ่ Sanook, Kapook, Mthai ถ้าเจาะกลุ่มไหนเป็นพิเศษก็ลง Pantip ถ้าลงกลุ่มน้องๆ หน่อยก็ไป Dek-D อันนี้ดูไม่ใหม่อะไร แต่เวิร์คดีครับ 



5. หน้าเว็บไซต์ของเราเอง หรือจะทำเป็น Micro-site ขึ้นมาเป็นพิเศษต่างหากก็แล้วแต่ อันนี้ก็อยู่ที่เราแล้วครับว่าดึงคนมาที่หน้าเว็บเราแล้วจะให้เขาทำอะไร ได้อะไร กำหนดเป้าหมายให้ชัด

ดูๆ ไปแล้วเหมือนไม่มีอะไรแตกต่างจากแคมเปญทั่วไปนะครับ เรานักการตลาดทุกคนรู้ว่าตอนนี้เรามีเครื่องมืออะไรบ้าง แต่สิ่งสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่เครื่องมืออย่างเดียว แต่อยู่ที่ ‘วิธีการ’ ที่จะทำให้ลูกค้าสนใจแคมเปญของเรา และที่สำคัญที่สุดก็คือ “การสร้างความเชื่อถือ” ชัดเจนกับทุกคนว่าคุณทำอะไรอยู่ ไม่มีอะไรแอบแฝง ขายของก็บอกว่าขายของ และดีอย่างไรก็บอกไป ถ้าเขาถามว่ามันไม่ดีตรงนั้นตรงนี้ใช่ไหม เราก็ต้องเตรียมคำตอบไว้ให้ดี หรือรีบแจ้งฝ่ายอื่นๆ ในบริษัทที่เกี่ยวข้อง

และที่กล่าวมานี้คือวิธีการที่ผมใช้ครับ มันเวิร์คสำหรับแคมเปญที่ผมทำ ณ ตอนนั้น ยอดดีขึ้นมามากในระดับหนึ่งทีเดียวครับ

Categories: Online marketing
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 6,392 other followers