Archive

Archive for the ‘Journalism’ Category

สัมภาษณ์ มาช่า วัฒนพานิช เมื่อสิบปีที่แล้ว

วันศุกร์, มิถุนายน 3, 2011 ใส่ความเห็น

*บทความนี้เป็นบทความเก่าที่ผมเคยสัมภาษณ์คุณมาช่าไว้จริงๆ เมื่อสัก 10 ปีที่แล้วได้ ในเว็บไซต์ aussietip.com ไปเจออยู่ในเว็บแฟนคลับของมาช่า เลยเอามาแปะไว้เตือนใจตัวเองอีกครั้งนึง อ่านแล้วก็ขำตัวเองว่าสมัยก่อนสัมภาษณ์ดาราแบบไม่เป็นมวยเอาเสียเลย คำถามที่ถามช่างไร้เดียงสาจริงๆ ให้ทำแบบนี้อีกครั้งคงทำไม่ได้แล้ว

บ่ายห้าโมงครึ่ง พระอาทิตย์ในเมืองเมลเบิร์นช่วงใกล้หน้าหนาว เริ่มคล้อยลงต่ำ ผมนั่งเตรียมการสัมภาษณ์ศิลปิน สาวชื่อดัง ‘มาช่า วัฒนพานิช’ กันอีกหน ถ้าหากว่าใครที่ตามอ่านออสซี่ทิป ตั้งแต่ฉบับแรก คงจะจำกันได้ดีว่า ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ออสซี่ทิปฉบับแรก ก็มีเธอคนนี้มาขึ้นปกเป็นคนแรก และในวันนี้ เราจะได้พูดคุยกับเธออีก วันนี้ผมว่า จะคุยกับเธอแบบสบายๆ โอ๊ะ! เธอมานั่นแล้ว

Read more…

Categories: Journalism ป้ายกำกับ:,

เกาหลีเหนือ-จีน-พม่า ครองแชมป์เซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลก

วันศุกร์, มกราคม 7, 2011 5 ของความคิดเห็น

อินเทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีที่ ‘เปิด’ ให้ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนได้รวดเร็วว่องไวทุกที่ทุกเวลา แต่ก็มีรัฐบาลของหลายประเทศทั่วโลกพยายามที่จะเซ็นเซอร์มัน 3 ประเทศหลักคือ เกาหลีเหนือ จีน และพม่า แม้ว่าโลกจะไปถึงไหนแล้ว แต่ 3 ประเทศนี้ก็ยังคงถือหลักการป้องกันประชาชน (ที่มากเกินไป) จากเนื้อหาที่รัฐบาลไม่ถึงประสงค์ แม้ว่าเนื้อหาเหล่านั้นจะมีอยู่ว่อนเน็ตก็ตาม มาดูรายละเอียดกัน

1. เกาหลีเหนือ

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตที่เร็วที่สุด และการใช้งานโทรศัพท์มือถือมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเกาหลีเหนืออยู่ในทางกลับกันทั้งหมด เพราะแค่ 4% ของประชากรทั้งหมดเท่านั้นที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ และแน่นอนว่า 4% นี้ คิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือต้องเซ็นเซอร์อย่างหนัก

ข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า ชาวเกาหลีเหนือจำนวนมากไม่ทราบว่าเคยมีมนุษย์เหยียบดวงจันทร์แล้ว และคิดว่าการมีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องของความหรูหรามากกว่า ความจำเป็น ดังนั้นไม่ต้องพูดถึง Facebook, Twitter และ YouTube และสำนักข่าวต่างชาติต่างถูกแบนในเกาหลีเหนือ แต่กระนั้นรัฐบาลเกาหลีเหนือก็ยังตั้งแอคเคาท์ Facebook และ Twitter แล้ว และข้อมูลที่ไหลเวียนในประเทศส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในลักษณะที่เป็นโฆษณาชวนเชื่อ รัฐบาล ในแบบ “เชื่อผู้นำ” อยู่นั่นเอง

เหตุผลเบื้องหลังในการเซ็นเซอร์นั้นชัดเจนว่า คิม จอง อิลมองว่าอินเทอร์เน็ตจะนำพาข้อมูลข่าวสารที่เป็นความคิดเห็นสาธารณะ แต่ขัดแย้งกับความคิดเห็นของรัฐบาล และแน่นอนว่าการเขียนบล็อกก็เป็นเรื่องต้องห้าม เนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตที่อยู่ในเกาหลีเหนือจะต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐบาล

นอกจากนี้ยังมีการระบุเพิ่มเติมอีกว่า แม้แต่นักท่องเที่ยวที่เดินทางในกรุงเปียงยางยังต้องยอมมอบกล้องวิดีโอ โทรศัพท์มือถือ และเครื่องมืออิเล็กทรอนิคส์อื่นๆ ที่อาจส่งข้อมูลต่างๆ ผ่านทางสัญญาณนั้นให้กับเจ้าหน้าที่ที่สนามบินอีกด้วย ส่วนประชาชนที่อยากจะใช้อินเทอร์เน็ต ก็มีอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ให้ใช้ในราคา 10 เหรียญสหรัฐ (ราว 300 บาทต่อชั่วโมง) – ข้อมูลจาก OpenNet Initiative.

2. จีน

เมืองจีนโด่งดังเรื่องกำแพงเมืองจีน (The Great Wall of China) แต่ในขณะเดียวก็ถูกชาวโลกแซวว่าเป็น “The Great Firewall of China” เพราะตั้งหน่วยกรองข้อมูลข่าวสารอย่างรุนแรง อาทิ บล็อกที่เขียนถึงองค์ดาไลลามะ เหตุการณ์ในจัตุรัสเทียนอันเหมิน ฟาหลุนกง และการประกาศอิสรภาพของไต้หวัน จะถูกทางการจีนเพ่งเล็งเป็นพิเศษจากเจ้าพนักงานที่ดูแลด้านการเซ็นเซอร์กว่า 30,000 คน

มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในจีนหลายๆ จังหวัดยืนยันว่าตัวเองไม่สามารถเข้าใช้ Facebook, Twitter, YouTube, Foursquare, Blogger, Flickr, Wikipedia, Google.com รวมถึง Google.com.hk และปีที่ผ่านมามีการบล็อคเว็บไซต์กว่า 350 ล้านแห่ง รวมทั้งปิดเว็บไซต์ภาพลามกอนาจารอีกกว่า 60,000 เว็บไซต์ และตอนนี้มีเว็บไซต์อีกกว่า 5,000 แห่งกำลังถูกสอบสวน

ผลที่ออกมาในที่สุดก็คือ เมื่อคนจีนค้นหาคำว่า “刘晓波” (Liu Xiaobo นักเรียกร้องสิทธิมนุษยชน กลุ่มปัญญาชนและนักโทษทางการเมืองของจีนที่สร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลจีน เป็นอย่างมาก ซึ่งล่าสุดได้รับรางวัลโนเบลไป – ผู้แปล) บน “ไป่ตู้” (Baidu) เสิร์ชเอ็นจิ้นยักษ์ใหญ่ของจีน ผลก็จะออกมาอวยทางรัฐบาลจีน ไม่ใช่ความจริงที่เกิดขึ้น
ทั้งหมดนี้ทำไปเพราะต้องการที่จะป้องกันเนื้อหาที่รัฐบาลไม่ต้องการโดยเฉพาะที่มาจากวัฒนธรรมตะวันตกที่อาจสั่นคลอนความมั่นคงของจีน

แต่ในทางกลับกันก็มีข่าวอีกกระแสออกมาบอกว่านี่คือการที่รัฐบาลช่วย ป้องกันไม่ให้บริษัทอินเทอร์เน็ตต่างชาติเติบโตในประเทศมากเกินไปกว่าบริษัท ท้องถิ่นภายในจีน

3. พม่า

รัฐบาลพม่าก็ทำเช่นเดียวกับเกาหลีเหนือ เมื่อรัฐบาลทหารจะมีปัญหากับประเด็นสิทธิมนุษยชน และอาจไม่สนใจอะไรกับการเติบโตของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในพม่าที่มีอยู่เพียง 108,000 ราย จากประชากร 50 ล้านคน (ข้อมูลปี 2008) ในพม่า จะมีหน่วยงานที่ชื่อ Myanmar Wide Web (MWW) ที่คอยกรองอีเมล และบล็อคการเข้าถึงเว็บไซต์แนวสิทธิมนุษยชนต่างๆ รวมถึงเว็บไซต์ที่วิพากษ์การทำงานของรัฐบาล รวมไปถึงการดักจับข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ด้วย

ที่มา: Yahoo! News

Categories: Journalism

การรายงานข่าวด้วย Facebook

วันพุธ, ตุลาคม 27, 2010 1 comment

วันนี้ @chavarong ชวนไปพูดบรรยายเรื่อง “การรายงานข่าวด้วย Facebook” ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม เราเรียนกันเป็นคลาสเล็กๆ มีกันอยู่ 4 คน ผมก็รวบรวมเอาแนวความคิดและประสบการณ์บวกกับทำการบ้านไปแนะนำน้องๆ ที่นั่น ผมยกกรณีการแพร่ระบาดของคลิปคุณธัญญ่า และวิธีการใช้ Facebook ของ @noppatjak ในการคิดประเด็นข่าวด้วย Social Media จริงๆ แล้วถ้าเป็น Twitter คงมีอะไรพูดมากกว่านี้เยอะ แต่โจทย์วันนี้จะต้องเป็น Facebook ก็เลยออกมาเป็นสไลด์ข้างล่างนี้ อ่านแล้วคิดยังไงช่วยวิจารณ์และแนะนำมาในช่องคอมเมนต์ด้านล่างนี้ด้วยนะครับ :)

อันนี้เป็นสไลด์ที่ใช้ในการบรรยายวันนี้ บน Blog นี้อาจจะดูไม่ชัด แต่ถ้าดาวน์โหลดไปแล้วจะสามารถดูได้ชัดเจนครับ

มาพัฒนา Social Media Skill Set กัน (ตอน 1 ว่าด้วยความสำคัญ)

วันพฤหัส, สิงหาคม 12, 2010 ใส่ความเห็น

ภาพจาก flickr โดย oversocialized

สมัยเด็กๆ ใครเคยฝันอยากเป็นดีเจบ้างครับ?

ผมเป็นคนนึงที่ฝันอย่างนั้น สาเหตุเพราะภาพลักษณ์ภายนอกที่สวยงาม ได้อยู่กับเสียงเพลง ฮัมเพลงไปเลือกแผ่นไป เปิดโฆษณาไป มันคงไม่ใช่เรื่องผิดหากเด็กคนนึงจะชอบอะไรแบบนี้ แล้วพยายามที่จะไขว่คว้าเพื่อจะเป็นแบบนั้นบ้าง อย่างผมนี่บ้าเข้าขั้น ถึงกับเดินไปบอกดีเจดังๆ อย่างวินิจ หัทยา ถึงสถานีว่าขอทำงานไม่เอาเงินเลย ขลุกอยู่กับสถานีวิทยุได้ตั้ง 6 ปี ทำอะไรสุดทิ่มลิ่มประตูมาก

วัยรุ่นเป็นวัยที่มันมีพลัง ยุคนั้นเลยไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเราจะเห็นเด็กมัธยมแห่ไปสมัครสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์กันเยอะแยะ (ช่วงประมาณปี 2530-2540) ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เรียนจบมาความรู้ความเข้าใจเรื่อง Media ของผมก็ยังเป็นแบบเดิม คือ สื่อมี 5 อย่าง โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และภาพยนตร์

วันนั้นจริงๆ อินเทอร์เน็ตก็เริ่มก่อร่างสร้างตัวแล้ว แต่มันยังไม่มีการเจริญเติบโตอย่างทุกวันนี้ คนที่ทำงานในสายอินเทอร์เน็ตยังมีไม่มาก แต่องค์กรต่างๆ ก็เริ่มให้ความสนใจ ให้ความสำคัญกับอินเทอร์เน็ต อย่างองค์กรสื่อใหญ่ๆ ก็สร้างเว็บไซต์สำหรับคอมพิวเตอร์ กระจายข่าวทาง SMS เพื่อเพิ่มรายได้ นั่นคือความเคลื่อนไหวเดิม

แล้วตอนนี้ล่ะ?

ตอนนี้สื่อเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจริงๆ น้องๆ รุ่นใหม่โชคดีมากครับที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่สามารถทำให้ตัวเองสามารถสร้างสื่อขึ้นมาได้ ไม่เหมือนรุ่นของผม หากผมฝันจะเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ คุณต้องมีเงินมหาศาล ต้องมีเส้นสายมากมาย

แต่สมัยนี้ไม่ต้องเลย เวทีการประกวดอะไรก็ไม่ต้อง ขอเพียงแต่คุณรู้ว่าคุณต้องการนำเสนออะไร นำเสนอเป็น เข้าใจเครื่องมือในการนำเสนอบ้าง คนก็จะหันมาติดตามคุณเอง ตัวอย่างเช่น คุณเป้ เป็น Blogger ที่เขียนถึงโทรศัพท์มือถือได้ดีมาก หรือมีเว็บไซต์ Community ของคนรักมือถือยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง มีคนติดตามอ่านเป็นเรือนหมื่น มี Follower บนทวิตเตอร์หลายพันคน เวลาพูดอะไรทีนึงมีคนอีกหลายร้อยคนพร้อมจะ Retweet สิ่งที่คุณพูดให้กระจายออกไปแพร่หลายมากกว่าเดิม เวลาไปตามงานเปิดตัวสินค้า ก็จะต้องไปลงชื่อในใบลงทะเบียนว่าเป็น “สื่อมวลชน” นะครับ

คนยุคนี้สามารถตั้งตัวเป็นสื่อมวลชนได้ด้วยเทคโนโลยีทางอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องมีทุนเยอะ อะไรๆ มันเลยง่ายกว่าสมัยก่อนมาก คนทุกคนมี Media เป็นของตัวเองได้ แต่ในเวลาเดียวกัน คนยุคนี้ก็จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะการนำเสนอในแบบมืออาชีพให้มากยิ่งขึ้น ไม่อย่างนั้นเราก็จะมีแต่ข้อความโฆษณาออนไลน์ว่อนทั่วเน็ต

ในตอนนี้ ผมเพียงแต่อยากจะบอกว่า การเป็นสื่อมวลชนยุคใหม่มันมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเปิดทางให้เราเป็นสื่อมวลชนแขนงใหม่ได้เร็วทันใจ แถมต้นทุนต่ำแบบนี้ มันทำให้เรามีโอกาสที่จะแจ้งเกิดได้ง่าย แต่ข้อเสียคือ คนทั่วไปไม่ได้ถูกฝึกหัดมาให้มีความรู้ความเข้าใจด้านสื่อแบบที่สื่อรุ่นเก่ามี (และนั่นคือข้อดีที่สื่อเดิมมักจะอ้างถึงว่าตัวเองดีกว่าสื่อใหม่อย่างไร) ทักษะการนำเสนอ ความประณีตในชิ้นงาน ความเข้าใจในการเผยแพร่ให้คนจำนวนมากสนใจ ที่ผมขอตั้งชื่อเล่นๆ ว่า Social Media Skill

ตอนหน้ามาว่ากันต่อด้วยวิธีการพัฒนาเจ้า Social Media Skill แบบลงรายละเอียดครับ (ตอนที่ 2 ผมจะเขียนลงนิตยสาร Positioning เดือนกันยายนนะครับ)

Twitter วันพิพากษา กับ Hashtag #judgementday

วันอาทิตย์, มีนาคม 7, 2010 5 ของความคิดเห็น

เห็นมีคนเขียนถึงผมใน Blognone เรื่องการใช้ Twitter เข้ามารายงานคดียึดทรัพย์ พต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านทาง Hashtag ที่ชื่อว่า #judgementday ผมเลยอยากจะเสริมอะไรสักหน่อย…

ในที่สุดหลังจากที่ศาลได้พิพากษาคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าคำพิพากษาจะถูกใจหรือไม่ถูกใจใครอย่างไรก็ตาม ตรงนี้ผมขอออกตัวก่อนว่าแนวคิดทางการเมืองของผมไม่ได้โอนเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง แต่การที่ผมมีส่วนในการรายงานความเป็นไปเกี่ยวกับคดียึดทรัพย์ของคุณทักษิณด้วยการใช้ Twitter เข้ามารายงานผ่านทาง Hastag ที่ชื่อว่า #judgementday นั้น เป็นเพียงความพยายามที่ต้องการจะอำนวยความสะดวกให้ผู้ที่ต้องการตามติดสถานการณ์ข่าวครั้งนี้ โดยนำ Social Media เข้ามารายงานความเคลื่อนไหว และความเป็นไปในวันนั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่นใด

ในวันที่ 26 นั้นสาเหตุที่เกิด #judgementday ขึ้นนั้นเป็นเพราะผมเป็นนักเรียนในคอร์ส Mojo ของคุณสุทธิชัย หยุ่น หรือ @suthichai ผมมีความสนใจที่จะนำเสนอข่าวคราวต่างๆ ด้วยวิธีการใหม่ๆ ผมเลยถามอาจารย์ว่า วันนี้เราลองมาใช้ Hashtag ตัวนี้ดีไหม เพราะมันทำให้คนอ่านตามความเคลื่อนไหวได้ง่ายแบบ Real time และปรึกษากับพี่ๆ นักข่าวสำนักอื่นแล้วด้วย คำตอบที่ผมได้สั้นๆ จากอาจารย์ก็คือ “เอาเลยครับ” ผมก็เลยตกลงใช้

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือนับตั้งแต่เช้ายันเย็นวันนั้น ผมแทบไม่ได้ทำงานอย่างอื่นกัน นอกจากติดตามข่าวคราวอย่างใกล้ชิด และพยายามที่จะบอกกับชุมชนคนไทยใน Twitter ว่า “กรุณาช่วยกันใช้ #judgementday ด้วยนะครับ” ในตอนนั้นมีชาว Twitter หลายท่านเริ่มใช้ Hashtag อื่นๆ บ้างแล้ว เช่น #76000 #thai1 ที่นำเสนอข่าวได้ดีอยู่แล้ว ผมเองก็ไม่ได้คิดว่าจะแข่งขันอะไร

ผมเพียงแต่คิดว่าการใช้ Hashtag ควรที่จะบ่งบอกถึงสถานการณ์ที่เราต้องการจะสื่อถึงคนจำนวนมากได้กระชับในคำๆ เดียว ซึ่งมันก็เหมือนกับคุณกำลังจะพาดหัวข่าวนั่นแหละครับ การตั้งชื่อ Hashtag จึงควรเป็น Hashtag ที่ “มีพลัง” มากพอตัว และวันนั้นผมได้นำเสนอ “การพาดหัวข่าว” แบบใหม่ขึ้นมา นั่นก็คือ #judgementday มันเป็นวันพิพากษา มันเป็นวันตัดสิน มันเป็นวันที่หลายคนกำลังจับตามองว่า มันจะเป็นวันที่เปลี่ยนประเทศไทยอีกครั้ง วันนั้นจึงมีความสำคัญ วันพิพากษาหรือ judgementday จึงเหมาะสมที่สุด และนี่คือ feedback ครับ

- @suthichai: ขอเชิญชวนชาวทวิตเตอร์ใช่ #judgementday ในทวิตทุกเรื่องเกี่ยวกับคดีวันนี้ตามข้อเสนอ @jakrapong ครับ
-
@AumSay: tag นี้คืออะไรคะ >> #judgementday // 26 กุมภาพันธ์ วันพิพากษา The judgement day
- @adisaklive: RT @chutin: ตาม tag #Judgementday tweet เฉลี่ย 1 วินาที ต่อ 1 ข้อความเลยทีเดียว #judgementday
- @adamy: RT @jakksky #judgementday กะลังฮอต
- @chalermnat: #judgementday เป็นแท็กประวัติศาสตร์ได้เลย
- @punpiti: อ่าน #judgementday ไม่ทันเลย เร็วจริงๆ
- @iWeennnn ทำไม #judgementday ยังไม่ติด Trending topics เนี่ย ?

หรือถ้าดูกราฟกันจะเห็นว่ามันสูงขึ้นเรื่อยๆ นับจากช่วงประมาณ 10 โมง ไปพีคที่ 2 ทุ่ม

ขอบคุณภาพของ ITCOOLGANG

แต่ทั้งหมดนี้ผมก็ต้องยกเครดิตให้กับทาง @suthichai (เนชั่น) และนักข่าวอาวุโสท่านอื่นอย่าง @mrnaling (มติชน) ที่เห็นด้วยกับการนำเสนอข่าวครั้งนี้บน Twitter ด้วยการ “พาดหัว” ว่า “Judgement Day” เพราะจะว่าไปแล้ว ถ้าหากว่านักข่าวอาวุโสหลายๆ ท่าน ไม่ริเริ่มชักชวนโน้มน้าวให้คนบน Twitter ร่วมกันใช้ มันก็อาจจะไม่มีคนสนใจมันเลยก็ได้ แต่ feedback ที่ได้รับกลับมาวันนั้นคือ มีคนบอกว่า #judgementday อ่านแล้วรู้สึกได้ว่ามันเป็นคำที่หนักแน่น และน่าติดตาม ฟังแล้วรู้สึกว่ามันเป็นคำที่โดนใจ

ดังนั้นจากเหตุการณ์วันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถ้าหากว่าในอนาคตจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอีก และเราทุกคนต้องการที่จะรายงานข่าวอีก ลองทำตาม Guideline คร่าวๆ นี้ดูนะครับ
1. คิด Hashtag ที่อ่านปราดเดียวแล้วเข้าใจได้เลยว่ามันคืออะไร ไม่ก็ต้องเร้าความรู้สึกให้คนค้นหาว่ามันคืออะไร (เสมือนการพาดหัวข่าว)
2. ถ้าต้องการที่จะนำเสนอข่าวนี้ให้ออกในวงกว้าง ให้ถึง Mainstream Media คุณควรนัดแนะกับ “คนข่าว” ให้หันมาใช้ Hashtag เดียวกันกับคุณ จะช่วยให้เร็วขึ้นมาก
3. ให้คุณติดตาม Hashtag ที่คุณสร้างอย่างใกล้ชิด แล้วคอยตอบคำถามว่า Hashtag ที่คุณใช้นั้นมีจุดประสงค์อะไร ทำไปเพื่ออะไร อย่างกรณีนี้ผมก็จะคอยตอบคำถามทุกๆ คนว่าเราใช้ #judgementday เพราะอยากให้คนติดตามเรื่องราวคดีประวัติศาสตร์ครั้งนี้ได้ง่าย เพราะไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจได้ทันทีว่าไอ้เจ้า Hashtag มันคืออะไร ตัวอย่างที่ดีมากๆ อันนึงก็คือ ครั้งหนึ่งที่ชาว Twitter ใช้ #thainosniff ในการต้านการติดตั้ง Sniffer สร้างเว็บขึ้นมาเลยก็ได้

หวังว่าคงทำให้ทุกท่านเห็นภาพมากขึ้นนะครับว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีคำแนะนำอะไร บอกได้เลยครับ

Categories: Journalism

สัมภาษณ์ปอนด์ ไฮดร้าทาง Twitter + ช่วยโปรโมทคอนเสิร์ตพี่ปอนด์ พี่ป้างกันหน่อย

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 14, 2010 6 ของความคิดเห็น

ใครที่เกิดทันวงดนตรี “ไฮดร้า” กรุณาอ่านครับ

เมื่อต้นปีผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์คุณธนา ลวสุต หรือคุณปอนด์ ไฮดร้า อดีตวงดนตรีพ็อพร็อกชื่อดัง ที่เป็นการรวมตัวกันของปอนด์ กับ “ป้าง” นครินทร์ กิ่งศักดิ์ อัลบั้ม “อัศเจรีย์” ของพวกเขาออกมาวาดลวดลายในวงการดนตรีได้ไม่นาน ปอนด์ก็ย้ายไปเป็นโปรดิวเซอร์ในค่ายแกรมมี่, อาร์เอส ส่วนป้างก็ไปเป็นศิลปินและผู้บริหารในค่ายโซนี่มิวสิค ประเทศไทย และเมื่อปีสองปีก่อนวงโคจรของทั้งสองคนก็วกกลับมาเจอกันที่แกรมมี่ ทำให้ทุกอย่างลงตัว และเมื่อทั้งสองคนมาเจอกัน คำถามที่แฟนๆ ถามคือ “คิดจะทำอัลบั้มใหม่หรือไม่ อย่างไร”

ผมเจอปอนด์แวะเวียนมาบน Twitter บ่อยครั้งเลยถามไปตรงๆ ว่า ขอสัมภาษณ์หน่อย พร้อมกับยิงคำถามยาว… เนื้อความทั้งหมดที่ผมลงตรงนี้ไม่ได้ตรงตามที่คุณปอนด์เขียนเป๊ะๆ ทีละ 140 คาแรกเตอร์ แต่ว่ากันตามใจความหลัก และเรียบเรียงเพื่อความสะดวกในการอ่าน

่@jakrapong: ผมเพิ่งซื้ออัลบั้มของ The Famous Five ที่เอาเพลงของพวกคุณมา Cover ใหม่ คุณรู้สึกอย่างไรบ้างที่มีคนเอางานเก่ามาทำใหม่
@poundhydra: อัลบั้มของ The Famous Five เป็นอัลบั้ม Tribute ที่ทางค่ายของคุณดัง (พันกร บุญยะจินดา) เขาติดต่อมาครับ ซึ่งทางเราก็ยินดี

@jakrapong: ผมเคยสัมภาษณ์คุณเมื่อหลายปีก่อนว่ามีสิทธิ์จะรวมตัวกันใหม่ไหม ตอนนั้นทั้งคุณและป้างต่างก็เงียบไปทั้งคู่ ไม่ได้ตอบอะไรกับสื่อ คุณคิดว่าคงจะทำอัลบั้มชุด 2 ของไฮดร้าแน่นอน?
@poundhydra: ผมกับป้างกำลังคิดกันอยู่ มีหลายเรื่องที่ต้องคิด

@jakrapong: เป็นเพราะซีดีขายไม่ได้แล้วด้วยหรือเปล่า
@poundhydra: ผมยอมรับว่ามันก็มีส่วน ยอดขายซีดีมันไม่ได้มากเหมือนเมื่อก่อน แต่การแสดงสดก็ยังคงไปได้

@jakrapong: แล้วล่าสุดที่คุณเล่นคอนเสิร์ตกัน รู้สึกไหมว่าควรจะทำอัลบั้มชุดสอง
@poundhydra: ตอนนี้ส่วนตัวผมเองไม่มีปัญหาอะไร รอพี่ป้างคิดเนื้อเพลงออกมาก่อน แล้วก็ต้องดูกระแสแฟนเพลงด้วยครับว่ายังให้การต้อนรับไฮดร้าเหมือนเดิมไหม

@jakrapong: แต่จากเพลงดังๆ ของคุณ ไม่ว่าจะเป็น “ไว้ใจ” “ดึกแล้ว” “ตัวปลอม” “ชุดแดง” และอีกหลายต่อหลายเพลง ก็ยังมีวิทยุเล่นจนถึงเดี๋ยวนี้ คงไม่ต้องรอกระแสแล้วมั้งครับ
@poundhydra: ก็อย่างที่บอก มันมีเรื่องต้องคิดเยอะจริงๆ ครับ ยอมรับว่าเคยคุยกับพี่ป้างเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้เรากำลังจะมีเซอร์ไพร์สแฟนเพลง

@jakrapong: อะไรเอ่ย
@poundhydra: แหม บอกไปก็ไม่เซอร์ไพร์สสิครับ แต่ว่าวันที่ 13 มีนา ผมฝากด้วยครับเราจะมีคอนเสิร์ต A Tribute to Hydra และแน่นอนว่าชุด 2 จะเกิดไม่เกิด แล้วแต่กระแสของแฟนเพลงใน Twitter ด้วย อยากให้แฟนๆ เรียกร้องเข้ามาเยอะๆ ถ้ามีมาเยอะ เราจะทำชุดใหม่ครับ

@jakrapong: คุณพูดแบบนี้เพื่อกดดันให้ค่ายเพลงทำหรือเปล่า แล้วคงจะเป็นแกรมมี่แน่นอน?
@poundhydra: เฮ้ย ไม่ใช่นะ ผมเพียงแต่บอกว่าโอเค เราคิดที่จะทำงานตรงนี้ แต่ส่วนผสมทั้งหมดต้องลงตัวก่อน ทั้งป้างกับผม แต่ถ้าเราทำ ก็ต้องเป็นแกรมมี่แน่นอน เพราะทั้งผมกับป้างอยู่แกรมมี่แล้วในตอนนี้

*ข้อมูลจากวิกิพีเดียไทย: สมาชิกวงไฮดราได้ประกาศรวมตัวอีกครั้งเพื่อขึ้นคอนเสิร์ต “The Famous Five A Tribute To Hydra” ในวันที่ 13 มีนาคมพ.ศ. 2553 ณ อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก โดยเป็นการแสดงสดของศิลปิน 5 วงที่นำเพลงของวงไฮดรามาขับร้องใหม่ ภายใต้การดูแลของ พันกร บุณยะจินดา และวงไฮดราในฐานะศิลปินต้นฉบับก็ได้ร่วมขึ้นเวทีในครั้งนี้ด้วย จองตั๋วกันเลย

ส่วนวันที่ 8 เมษายน ทางเบียร์สิงห์ ก็ช่วยจัดด้วยครับ ตอนนี้ทางไฮดร้ากำลังอยากออกทัวร์ มีอะไรติดต่อ –> ทัวร์คอนเสิร์ต สิงห์-ไฮดร้า มาแล้วๆๆ เริ่มอาละวาด กุมภานี้ ติดต่อจองคิวไฮดร้า ที่คุณดอน : 086-6995254 , 086-3093869 และ GMM หรือคุยกับคุณปอนด์ได้ที่ Facebook profile ของคุณปอนด์ได้เลย

ใครที่เป็นแฟนวงไฮดร้า ก็มาเชียร์กันมากๆ นะครับ เพราะมันมีส่วนที่ว่าพวกเขาจะทำชุด 2 ออกมาหรือไม่

Categories: Journalism, Music ป้ายกำกับ:,

มาทดลองสร้างเครือข่ายนักข่าวพลเมืองกันดีกว่า #thaireport

วันศุกร์, มกราคม 15, 2010 2 ของความคิดเห็น

วันนี้ผมนึกสนุกอยากลองสร้างเครือข่ายของนักข่าวพลเมือง คำอะไรกันเนี่ย? “นักข่าวพลเมือง”

เอาที่ผมเข้าใจ มันก็คือการแปลตรงตัวจาก Citizen Journalist นั่นแหละ สมัยนี้เรามีเทคโนโลยี เรามีอินเทอร์เน็ต ข้อมูลข่าวสารต่างๆ “โดยส่วนหนึ่ง” ไม่ได้อยู่ในกำมือของสื่อมวลชนแบบดั้งเดิม หรือที่เราเรียกกันทั่วๆ ไปว่า Mass Media เหมือนเมื่อก่อน เคยคุยกับเพื่อนๆ ในแวดวงโฆษณาและบรรดา Geek หลายๆ คนจะให้ความเห็นว่าผู้บริโภคไทยยังไม่ได้พัฒนาไปถึงขั้นเป็น “Prosumers” (ผู้บริโภคที่ทั้งผลิตสารและเป็นผู้รับสาร) กันหมด ไม่ได้เก่งฉกาจฉกรรจ์ขนาดเข้าใจเรื่อง Social Media กันไปหมด แต่สื่อดั้งเดิมโดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ที่จับกลุ่มคนชั้นกลางไปถึงชั้นบน ต่างก็ได้รับผลกระทบมากขึ้น เพราะข่าวออนไลน์ในเมืองไทยนั้นมีให้อ่านกันฟรี กระดาษขายได้น้อยลง บวกกับปีสองปีนี้เศรษฐกิจย่ำแย่ด้วย ใครก็คงไม่ทุ่มโฆษณา

เอาล่ะ ในเมื่อเนื้อหาต่างๆ มีให้อ่านกันฟรีๆ คนก็เลยคิดกันว่าอะไรที่มันออนไลน์ มันเป็นของฟรี แต่ความจริงก็รู้กันอยู่ว่าค่าจ้างนักข่าวเอย ค่ากล้องค่าอุปกรณ์ ค่ารถ เงินดาวน์เงินเดือน ภาษี การจัดซื้อจัดจ้างในองค์กรข่าวมันมีอยู่ และไม่ใช่ถูกๆ ส่วนไอ้ครั้นบริษัทข่าวจะไม่ทำอะไรออนไลน์เลย ทำแต่สื่อเดิมๆ นักลงทุนได้ด่าเปิง เพราะนักลงทุนเชื่อว่าอนาคตยังไงเสียโทรศัพท์มือถือ 3G อุปกรณ์ประเภท Tablet พวก eBook มันมาแน่ๆ แล้ว เทรนด์ในเมืองนอกแม้ยังไม่ชัดมาก แต่ก็ชัดพอที่จะทำให้บริษัทข่าวต่างๆ ในบ้านเรากระเทือนได้

ในเมื่อทุกอย่างมันฟรี รูปแบบของธุรกิจด้านข้อมูลข่าวสารแบบเดิมมันก็ยากที่จะทำเงิน ยากจริงๆ ครับ คิดกันหัวกบาลแทบแตกยังคิดยาก ผมเคยคุยกับพี่ๆ ในวงการข่าว วงการเพลง (คนโหลดบิตกันหมดแล้ว เลิกซื้อซีดี) วงการหนังสือ ตอนนี้หวังกันได้ไม่กี่แบบแล้ว

ข่าว - ค่ากระดาษ ค่าโสหุ้ยต่างๆ แพง คนมีทางเลือกอ่านข่าว รับข่าวที่ไหนก็ได้มากขึ้น หัวใจคือ Content แต่จะ delivery กันอย่างไรเท่านั้นเอง
เพลง - ซีดีขายไม่ออก หวังให้คนดาวน์โหลดกันทาง Mobile ไม่ก็ซื้อทาง Itunes รายได้หลักตอนนี้คือโฆษณา และคอนเสิร์ต
หนังสือ – เมื่อก่อนก็ไม่กระทบ ตอนนี้เร่ิมมี Kindle, Nooks โผล่มา เมื่อก่อนใช้ในเมืองไทยไม่ได้ ตอนนี้ใช้ในเมืองไทยได้แล้วนะครับ ร้านหนังสือเล่มๆ อาจได้รับผลกระทบบ้าง ไม่รุนแรง แต่ยังไงยอดพิมพ์อาจไม่เท่าเก่า คนดาวน์โหลดหนังสืออ่านกันได้ใน Device ตัวเดียมากขึ้น มองภาพง่ายๆ มันก็คล้ายกับการที่คนยอมรับ iPod, iPhone นั่นเอง การยอมรับพวก eBook reader คงไม่ใช่เรื่องยาก

บ่นมาซะยาว ผมเพียงแต่อยากจะบอกว่า โครงสร้างในธุรกิจสื่อ มีเดีย ข้อมูลข่าวสารแบบเดิมมันพังแล้วล่ะครับ การจะอยู่ต่อไปได้ ต้อง embrace เอา Social media เข้ามาเสริม เช่น มีข่าวก็ tweet ข่าวออกไปทาง Twitter, link กับ Facebook ปรับให้เนื้อหาอ่านบนมือถือ และ Device ใหม่ๆ ที่จะมีเข้ามาให้ได้

แล้วที่เล่ามาทั้งหมดนี้มันเกี่ยวกับนักข่าวพลเมืองยังไง? เกี่ยวครับ เกี่ยวตรงที่ว่าการที่มีอินเทอร์เน็ตเข้ามา ถ้ามองว่ามันเป็นอุปสรรคกับโครงสร้างธุรกิจเดิมๆ ก็ใช่ แต่คุณไปฝืนมันได้ไหม ก็ไม่ได้ ดังนั้นมุมมองที่เราน่าจะมองกันก็คือ เราจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างไรต่างหาก และสำหรับวงการข่าวสารข้อมูลแล้ว ถ้าเราจะรับมือกับมันให้เหมาะ เราก็ใช้อินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ในการเข้าถึงผู้รับสารให้มากขึ้น พร้อมกับสร้างแบรนด์สื่อในแบบใหม่ แบบที่คนติดตามได้ง่าย (Engaging brand) ไม่ใช่หนังสือพิมพ์แบบที่คนอ่านอย่างเดียว แต่ให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมกับคุณด้วย

อย่างเช่น การใช้อินเทอร์เน็ตให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในการ “สร้างข่าว” ด้วย ให้คนรู้สึกว่าน่าติดตาม น่าบอกต่อ ถ้าเป็น Tweeple ถ้าคุณจะทำข่าว คุณก็ควรจะมี Follower สักอย่างน้อย 300-400 คน (ที่สนใจสิ่งที่คุณพูดจริงๆ) มี Personal brand ที่น่าติดตาม

นอกจากนี้ตอนนี้ลองนึกภาพคุณสุทธิชัย หยุ่น @suthichai นั่งทวีตทุกวัน จนเอาความสัมพันธ์ที่ตัวเองมี ไปลงในสื่อของตัวเอง คิดว่าหลายคนคงคุ้นๆ ภาพข้างล่างนี้นะครับ ล่าสุดเนชั่น และคมชัดลึกวันก่อนที่เอารูปชาว Twitter เมืองไทยตอนเด็กๆ ขึ้นปกวันเด็ก เรียกเสียงฮือฮาบนโลกอินเทอร์เน็ตได้ไม่น้อยเลย

ขอบคุณภาพจาก http://www.oknation.net/blog/kittinunn

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือชาว Twitter เอาไปบอกต่อกันอย่างสนุกสนานว่าภาพของฉันขึ้นปกเนชั่น ปกคมชัดลึกด้วยนะ

แล้วสำหรับเครือข่ายนักข่าวพลเมืองที่ผมว่าล่ะ จะทำยังไง? ผมต้องการใช้อินเทอร์เน็ตในการทำให้ชาวบ้านทั่วๆ ไปอย่างเราๆ ท่านๆ สามารถรายงานข่าวจากที่เกิดเหตุได้ครับ วันนี้ผมทดสอบโดยการ Retweet คนที่อัพโหลดภาพวิดีโอไฟไหม้ที่บุคลโล แล้วส่งไปให้ @suthichai วันก่อน http://bit.ly/4oCGoC และภาพที่ @worawisut รายงานภาพอุบัติเหตุรถยนต์ http://tweetphoto.com/8762828

แล้วก็ใส่แท็กว่า #thaireport

ลองดูนะครับ ผมอยากรู้ว่าพวกเราสามารถใช้อินเทอร์เน็ตรายงานข่าวเพื่อสังคมได้มากน้อยแค่ไหน ที่ผมเห็นภาพ ณ ตอนนี้ก็คือ ข่าวจะมีมิติที่ลึกมากขึ้น คนที่อยู่ในพื้นที่จะรายงานข่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านักข่าวที่รับข่าวจากออฟฟิศ สิ่งที่ต้องคิดต่อไปคือ เมื่อเรามีกลุ่มคนที่นิยมการรายงานข่าวแล้ว เราจะตอบแทนเขาอย่างไร หรือเราไม่ต้องตอบแทนเป็นตัวเงิน? เพียงขอให้นักข่าวพลเมืองมีความแข็งแกร่งขึ้นมา มีอำนาจในการใช้ข่าวสารข้อมูลเท่าๆ กับสื่อใหญ่ มีความสามารถในการนำเสนอที่ดี

ลองมา “ทำกันดูเล่นๆ” นะครับ บางทีผลที่ตามมามันอาจจะ “ไม่ใช่เล่น” ก็ได้

P.s. การรับมือ Social Media อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผมแนะนำว่าอ่านหนังสือ Groundswell ของทาง Forrester ดูนะครับ เป็นหนังสือที่เหมาะกับบริษัทและองค์กรทั่วไปที่จะทำความเข้าใจภาพรวมของผลกระทบเชิงโครงสร้างที่เกิดจากอินเทอร์เน็ตในภาพใหญ่ๆ

Categories: Journalism ป้ายกำกับ:

เครื่องมือใหม่นักข่าวออนไลน์ Youtube Direct

วันศุกร์, พฤศจิกายน 27, 2009 1 comment

ตอนนี้มีเครื่องมือใหม่สำหรับบริษัทองค์กรข่าวโดยเฉพาะ นั่นคือบริการ YouTube Direct ที่เปิดให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์ข่าวต่างๆ สามารถอัพโหลดวิดีโอตรงจากโทรศัพท์มือถือตรงเข้าเว็บไซต์ของคุณเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะได้เลย โดยเจ้าของเว็บไซต์ที่เป็นองค์กรข่าวสามารถเลือกได้ว่าจะ approve หรือ reject วิดีโอที่ส่งเข้าไป

ฟีเจอร์ทั่วๆ ไปของ Youtube Direct ก็มีดังนี้ครับ

- YouTube API เปิดให้คุณเอาไปแปะใส่เว็บคุณได้ง่ายๆ
- ปรับเปลี่ยนหน้าตาได้ให้สวยเช้งแค่ไหนก็ได้
- สมาชิกในเว็บของคุณสามารถ upload วิดีโอได้โดยไม่ต้องออกจากเว็บของคุณไปก่อน
- Moderation panel สำหรับเว็บมาสเตอร์คอย approve วิดีโอ

ลองดูนะครับว่ามันทำงานอย่างไร

Categories: Journalism ป้ายกำกับ:,

Mojo นักข่าวพันธุ์ใหม่

วันพฤหัส, พฤศจิกายน 26, 2009 1 comment

คราวที่แล้วพอผมได้เกริ่นเรื่องที่ได้ไปเรียนการทำข่าวกับคุณสุทธิชัย หยุ่น จากนั้นก็เริ่มมีเพื่อนๆ ถามมาว่าการเรียนการสอนเป็นอย่างไร น่าสนใจแค่ไหนอย่างไร ก็บอกได้ว่าตอนนี้กำลังเข้มข้นเลยล่ะครับ แล้วคุณสุทธิชัยก็ลงมาดูด้วยตัวเองจริงๆ เรียนกันตัวต่อตัวออนไลน์ครับ

โครงการ Nation Media Academy มีจุดหมายในการปั้นนักข่าวรุ่นใหม่ที่เรียกกันว่า Mojo ที่มีความสามารถในการนำเสนอข่าวได้ในระดับมืออาชีพด้วยตัวเองเพียงคนเดียว โดยอุปกรณ์ก็ไม่ต้องเยอะ ทีมงานไม่ต้องมีมากมายเหมือนเมื่อก่อน เพียงแค่คุณตัวคนเดียวมีกล้องประเภทแฮนดิแคม ฟลิป โทรศัพท์มือถือขนาดเล็กๆ ก็นำเสนอข่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความเป็นมืออาชีพมากกว่านักข่าวพลเมืองทั่วไป

เราเรียนกันทั้งหมด 9 สัปดาห์ครับ ตอนนี้ผมเรียนอยู่สัปดาห์ที่ 5 แล้ว ข้างล่างนี้เป็นโครงสร้างหลักสูตรคร่าวๆ 9 สัปดาห์ แต่เอาเข้าจริงๆ คุณสิทธิชัยแกจะสอนนอกเหนือไปจากนี้อีกครับ เรียกว่าเรียนกันทีนึงคุ้มเลย ใครสนใจสมัครเรียนเข้าไปได้ที่นี่นะครับ

สัปดาห์ที่ 1 แนะนำหลักสูตร ชี้แจงวัตถุประสงค์ในการเรียน การสอน เรียนรู้ทำความเข้าใจหลักการเขียนข่าว
- คุณสมบัติของคนข่าวที่ดี
- รู้จักวิธีการรายงานความเห็นและวิเคราะห์ข่าว

สัปดาห์ที่ 2 ฝึกการหายใจเพื่อเป็น “คนข่าวพันธุ์ใหม่” ที่ดี, กลยุทธ์การเขียนสคริปท์
- รู้หรือไม่! การฝึกการหายใจสำคัญอย่างไร? หายใจอย่างไรให้ถูกวิธี
- เจาะลึกกลยุทธ์การเขียนสคริปท์

สัปดาห์ที่ 3 เทคนิคการใช้ภาษาข่าวที่มีคุณภาพ
- ใช้ภาษาข่าวอย่างมืออาชีพ เขียนข่าวอย่างไรให้สั้นกระชับ ชัดเจน ไม่เยิ่นเย้อ และตรงประเด็น

สัปดาห์ที่ 4 อ่านข่าวอย่างไรให้น่าสนใจ
- อ่านอย่างไรให้ได้ “อารมณ์” หรือ emotion ของข่าวนั้น
- รู้ลึกวิธีการรายงานข่าว ให้เหมือนการเล่าข่าวอย่างเป็นธรรมชาติ

สัปดาห์ที่ 5 พิธีกรแบบไหนดึงดูดใจผู้ชม
- พิธีกรแบบไหน ดึงดูดใจผู้ชม

สัปดาห์ที่ 6 เทคนิคการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ
-ตั้งคำถามอย่างไรให้ผู้ตอบ ตอบได้ตรงประเด็นและชัดเจน

สัปดาห์ที่ 7 หลักการเปิดหน้า (สัมภาษณ์ในสถานการณ์สด)
- กลเม็ดหลักการสัมภาษณ์ในสถานการ์สด (การเปิดหน้า)

สัปดาห์ที่ 8 เรียนรู้การใช้อุปกรณ์ดิจิตัลที่ใช้ในการพัฒนามัลติมีเดีย
- รู้จริงการใช้อุปกรณ์ดิจิตัล (กล้อง, มือถือ, Flip) ในการทำมัลติมีเดีย
การตัดต่อเสียงการบันทึกและตัดต่อภาพ ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานบนเว็บไซต์ได้จริง

สัปดาห์ที่ 9 แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณสุทธิชัย หยุ่น พร้อมรับประกาศนียบัตร

ผลงานบางส่วนจากนักเรียนในโครงการครับ

Categories: Journalism
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 6,392 other followers