Archive

Archive for the ‘Personal opinion’ Category

คำใช้แทนตัวเวลาเจอคนต่างชาติ

วันพฤหัส, เมษายน 1, 2010 5 ของความคิดเห็น

ภาพโดย jovike

วันก่อนเขียนเรื่องหางานทำต่างประเทศ อารมณ์เลยติดลมบนอยากเล่าเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องบ้าง

เคยไหมครับว่าแนะนำตัวเองและเพื่อนร่วมงานกับคนต่างชาติแล้วเจออะไรสนุกๆ เล่าให้ฟังกันชิลๆ นะครับ ถ้าคุณมีเรื่องอื่นมาแชร์ก็โพสต์คอมเมนต์ไว้ข้างล่างนี้ได้เลย

คนไทยเวลาแนะนำตัวให้คนต่างชาติรู้จัก เขาจะดูนามบัตรเราก่อนแล้วก็เรียกเราด้วยนามสกุลก่อน อย่างผมยื่นนามบัตร เขาก็จะพูดว่า “Nice to meet you Mr. Kongmalai” เดินเข้าไปเช็คอินในโรงแรมก็เหมือนกัน แต่อันนี้ไม่มีอะไรตายตัว เพราะถ้าหากว่าองค์กรเขากับองค์กรเรารู้จักมักคุ้นกัน จะเรียก First name ว่า Jakrapong กันก่อนก็ได้ไม่มีปัญหา แต่คนไทยเราเวลาไปไหนมาไหน เจอฝรั่งบางทีเราเผลอชอบแนะนำชื่อเล่น (อันนี้เจอมาจริงๆ) อย่างผมชื่อเล่นชื่อ “ปอง” ถ้าคนไทยแนะนำ บางทีเราก็ลืมไป ไปแนะนำว่า

“Hello, Mr. Williamson. This is Khun Pong…”

อันนี้ถ้าฝรั่งที่ไม่เคยดีลกับคนไทยจะงง เพราะนอกจากจะเจอชื่อเล่นเข้าไปแล้ว ยังเจอสรรพนาม “คุณ” เข้าไปด้วย อันนี้ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจด้วย เพราะฝรั่งจะไม่เข้าใจวัฒนธรรมการใช้ “ชื่อเล่น” ของคนไทยในภาษาธุรกิจเลย ถ้าไปถามฝรั่งว่าเขามี Nick name ไหม บางคนอาจจะบอกว่าไม่มี ถ้ามีก็ประหลาดๆ เช่น Foggy, Dazzling อะไรก็ว่ากันไป แล้วแต่จะบ้าตั้งกันขึ้นมา แต่ฝรั่งจะมีธรรมเนียมเรียกชื่อสั้นลงโดยอัตโนมัติ เช่น ชื่อ David ถ้าเราเรียก Dave ก็จะเข้าใจได้ทันที หรือชื่อ Michael เรียก Mike ก็โออยู่ อย่างผมไปเมืองนอกครั้งแรก ฝรั่งเห็น Jakrapong ดัดแปลงเรียก “Jack” เฉยเลย ไปๆ มาๆ ก็เลย เออ แจ๊คก็แจ๊ค

อธิบายต่อ… การที่คนไทยใช้คำว่า “คุณ” นี่ถึงมันอาจจะไม่กว้างขวางเหมือนกับ “ซัง” ในภาษาญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเขามีธรรมเนียมของเขาว่าถ้าเราแนะนำตัวด้วยชื่อเรา เขาก็จะตอบรับและเติมคำว่า “ซัง” ให้เราทันที เช่น “Hello, Mr.Yamada. This is Jakrapong” ทางคุณยามาดะก็จะตอบว่า “โอ้ Jakrapongซัง” ว่าแล้วก็ค้อมตัวลงเล็กน้อย ถ้าเราแนะนำตัวว่า “ปอง” เขาก็จะเรียกเราว่า “ปองซัง” ไปในทันที อันนี้เราจะทำบ้างก็ดีครับ ผมว่าให้ฝรั่งมันหัดเรียกเราว่า “คุณ” ซะบ้างก็ดี น่ารักดีออก

อีกอย่างหนึ่งที่เวลาเราติดต่อธุรกิจทางอีเมลแล้วคนไทยใช้กันประจำคือ “พี่” คนไทยเราเรียกกันพี่น้องไปหมด อันนี้เป็นธรรมดา และเวลาเขียนอีเมลเขียนคำว่า Pee มันก็ไม่ได้เพราะดูหยาบคายในภาษาอังกฤษ ก็เลยเปลี่ยนมาเป็น “P’Pong” อันนี้เพื่อนร่วมงานผมเมลมาถามเลยว่า เฮ้ยยูบอกไอซิว่าคนไทยเขาใช้ P’ N’ อะไรกันนี่มันเป็นตัวย่อทางศาสนาหรือว่าอะไร อันนี้เล่าสู่กันฟังนะครับ เจอมาจริงๆ

แต่ทั้งหมดนี้ ผมเพียงแต่จะบอกว่า มันเป็นเรื่ีองน่ารักดีครับ ที่เรามีวิถีทางในการแทนตัวตนของเราด้วยความเป็นกันเองแบบฉันท์พี่น้อง สะท้อนตัวตนสไตล์ไทยๆ ให้ฝรั่งได้รู้จัก แต่ก็ต้องอธิบายให้เขาฟังด้วยนะครับ

ตอบอีเมล: เทคนิคการหางานทำในต่างประเทศ หรือบริษัทต่างชาติ

วันอาทิตย์, มีนาคม 28, 2010 14 ของความคิดเห็น


ภาพโดย will hybrid

ผมทำงานที่ Yahoo! มา 3 ปีเต็มแล้วครับ อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นเหมือนกับ Regional hub ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องติดต่อกับคนเยอะ ส่วนใหญ่ก็ทางเมลล่ะครับ แต่เมลนอกเรื่องที่ผมได้มาบ่อยมากที่สุดอันนึงเลยก็คือ “พี่ครับ/พี่คะ จะหางานที่ต่างประเทศได้ไง” หรือไม่ก็ “ตอนนี้ผมเรียนอยู่ (อเมริกา, ออสเตรเลีย, อังกฤษ, จีน ฯลฯ) ครับ คิดว่าจบแล้วจะไปทำงานต่างประเทศ อยากทำแบบพี่บ้าง ทำยังไงครับ” ผมไม่ค่อยมีเวลาตอบอีเมลแนวนี้เท่าไหร่ แต่คิดว่าเขียนบล็อกให้อ่านกันไปเลยจะดีกว่า ถือว่าแชร์ๆ กันครับ

การทำงานต่างประเทศเป็นเหมือนกับความฝันของหลายๆ คน เพราะนอกจากจะได้ “โกอินเตอร์” สร้างพอร์ต เสริมประสบการณ์ต่างแดน มีเวทีในการสร้างผลงานแล้ว แน่นอนว่าบริษัทต่างชาติใหญ่ๆ Multi-National Company หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า MNC เขาก็จะเสนอเงินเดือน รายได้ ผลตอบแทนที่ดีให้ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหนที่บริษัทจะเสนอให้คุณ บ้าน รถ ค่าอาหาร Stock option สิทธิพิเศษ บัตรเครดิตของบริษัทให้ใช้จ่าย ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมันรถ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเอนเตอร์เทนเม้นท์ ค่ายิม ค่าตรวจสุขภาพ ค่าใช้จ่ายจิปาถะที่เขาจะเสนอมาให้ ก็แล้วแต่ว่าคุณมีความสามารถอย่างไร ค่าตัวแค่ไหน

ทีนี้ถ้าคุณอยู่เมืองไทย อยากจะทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะในสายไอที ในสาย Telco จริงๆ ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป เพียงแต่ควรจะทำจากจุดเล็กๆ ง่ายๆ ก่อน ผมไม่ใช่คนที่เชียวชาญอะไรในด้านนี้นะครับ แต่มีประสบการณ์มาแชร์เท่านั้น ถ้าหากว่ามันทำให้คุณได้งานในต่างประเทศ ก็ยินดีครับ ผมเขียนเป็นขั้นๆ ไปนะครับ

0. ภาษาอังกฤษต้องแม่นก่อน ผมขอเริ่มจากข้อ 0. ก่อนไปข้อ 1. เพราะภาษามันสำคัญแทบจะที่สุดครับ คนไทยส่วนใหญ่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เก่งๆ กันเยอะ แต่มาตายเรื่องภาษา ทำให้เป็นอุปสรรค ผมแนะนำเลยครับว่าติวด่วน แนะนำ British Council ครับ

1. รู้เขา รู้เรา - สำรวจตัวเองครับ รู้ก่อนว่าเราชอบทำอะไร career path ไปทางไหน จุดแข็งจุดอ่อนตัวเองอยู่ตรงไหน แล้วมัน match กับความต้องการของบริษัทนั้นๆ ไหม ถ้าเรารู้แล้ว เราก็จะรู้ว่ามีบริษัทไหนบ้างที่ต้องการคนที่มีทักษะแบบเรา การสมัครงานไม่ใช่ว่าสมัครไปทั่วนะครับ เราควรดูว่าเราเหมาะกับตำแหน่งนั้นไหม ผมเองยอมรับว่าสมัยจบมาใหม่ๆ ก็ร่อนใบสมัครไปทั่วเน็ตเหมือนกันครับ ด้วยความกลัวว่าจะไม่ได้งาน ตอนนั้นจบมาเศรษฐกิจช่วงปี 40 กำลังตกต่ำเสียด้วย แต่การทำอย่างนั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรครับ เสียเวลาเปล่าๆ แต่ถ้าคุณเพิ่งจบใหม่ ก็พยายามสมัครไปให้ตรงกับสายที่เรียนมา แต่ส่วนใหญ่จากประสบการณ์ผม บริษัท MNC ไม่ค่อยรับเด็กจบใหม่ครับ จะเอาผ่านงานมาแล้วเกือบทั้งนั้น เพราะไม่ต้องมานั่งปวดหัวแนะนำอะไรกันมาก

2. เริ่มจากประเทศที่เหมาะกับคุณ – ตรงนี้ต้องยอมรับว่าถ้าคุณจบต่างประเทศ คุณจะมีโอกาสในการทำงานต่างประเทศมากกว่าคนที่จบในเมืองไทย เอาอย่างง่ายๆ ถ้าจบอเมริกา คุณก็มีสิทธิ์ในการที่จะทำงานที่อเมริกาประมาณหนึ่งปี (ถ้าตอนนี้กฏเปลี่ยนแล้วช่วยบอกด้วยนะครับ) มันก็จะทำให้คุณมีโอกาสในการทำงานในประเทศนั้นๆ มากขึ้น เพราะคุณพำนักอยู่ในประเทศนั้นอยู่แล้ว ทางฝ่ายบุคคลของบริษัทนั้นๆ ก็ไม่ต้องเดินเรื่องเอาคุณเข้าประเทศ คอยบอกคุณเรื่องที่พัก ค่าครองชีพ จิปาถะอะไรทำนองนี้

แต่ถ้าบังเอิญไม่ได้จบนอก จะมีโอกาสไหม มีครับ ผมแนะนำว่า เบื้องต้นเอาง่ายๆ สมัครประเทศไหนก็ได้ที่เขาต้องการคนไทย ทักษะพื้นๆ ทั่วไปที่บริษัท MNC บางแห่งต้องการก็คือ ถ้าคุณมีความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง เขาก็จะจ้างคนด้านนั้นมาหลายๆ ภาษาครับ เช่น พนักงานลูกค้าสัมพันธ์ภาษาไทย ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ประจำประเทศไทย อย่างที่สิงคโปร์นี่ก็เป็นหนึ่งในประเทศใกล้ๆ ที่มาง่าย เพราะสิงคโปร์จะเป็นเหมือนกับ Regional hub ของประเทศในแถบบ้านเรา บริษัทต่างชาติเวลาเขาจะลงทุนตั้งบริษัทในแถบนี้ เขาก็มักจะมาที่นี่ครับ เพราะเสถียรภาพ ความมั่นคงทางการเมือง นโยบายการลงทุนกับต่างชาติ คุณภาพของบุคลากร ค่อนข้างเอื้อกับการทำงานของเขา

3. ใช้อินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ – การหางานในต่างประเทศ เริ่มง่ายๆ ก็ลองใช้เว็บหางานที่เป็นที่นิยมในแต่ละประเทศก่อนครับ อย่างสิงคโปร์นี่เว็บดังก็ต้อง Jobstreet.com.sg Monster.com.sg หรือเว็บอื่นๆ อีกหลายต่อหลายแห่ง เสร็จแล้วก็ใส่คีย์เวิร์ดว่า “Thai” เข้าไป แค่นี้คุณก็จะเจอตำแหน่งงานที่รับพวก Thai speaking หรือตำแหน่งที่รับคนที่มีทักษะเฉพาะที่คุณมี แต่คุณก็จะเสียเปรียบคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศนั้นๆ อยู่แล้ว รวมทั้งลองใช้บริษัทแนว Head Hunter ก็ได้นะครับ อันนี้ก็แล้วแต่ว่า Head Hunter จะมา “ล่า” คุณหรือเปล่า

จากประสบการณ์ผม คุณต้องทำงานมาระยะนึง มีพอร์ตพอสมควรแล้ว ถึงจะมีคนมาล่าครับ เมื่อเจองานที่คิดว่าใช่แล้วก็ส่ง CV ไปได้เลยครับ แต่วิธีการเขียน CV ก็ต้องเขียนให้มันโดน ให้เขามั่นใจได้ว่าคุณทำงานกับคนต่างประเทศได้นะ ภาษาอังกฤษแน่นพอตัว ก็จะทำให้ผ่านได้ฉลุย ยิ่งถ้าคุณหางานในบริษัทสมัยใหม่หน่อย อ่านบล็อกของบริษัทนั้นบ่อยๆ ครับ คุณจะรู้ว่าเขาเปิดรับเมื่อไหร่ รับบุคลากรด้านไหนบ้าง ก็จะทำให้มีโอกาสมากขึ้นไปอีก หรือว่างๆ ก็ไป join กลุ่มต่างๆ ในชุมชนคนทำงานอย่าง LinkedIn.com ที่ผมเคยแนะนำเอาไว้

4. บริษัท MNC ชอบรับคนจากบริษัท MNC ด้วยกัน – ผมเองมาจากบริษัทในประเทศไทย ไม่เคยผ่านงานบริษัทต่างชาติมาก่อนแต่ก็เข้าได้ เพราะเคยรับงานพาร์ทไทม์สมัยเรียนอยู่ต่างประเทศมาบ้าง ทำให้ฝ่าย HR ที่นี่เขามั่นใจมากขึ้น แต่ถ้าหากว่าคุณทำงานที่มีสาขาอยู่ต่างประเทศอยู่ด้วยแล้วก็ยิ่งดีใหญ่ครับ อันนี้จะทำให้เขามั่นใจได้ว่าคุณทำงานในระบบที่มีความเป็นสากลได้ง่ายขึ้น เพราะเหตุนี้เราจึงเห็นการย้ายงานระหว่างบริษัทต่างชาติกันเองบ่อย

หลักๆ ผมขอเขียนเท่านี้ก่อนละกันครับ นอกเหนือไปจากนี้ขออุบไว้ก่อน ;) เดี๋ยวโดนฝ่าย HR มาเล่นงานได้

ผมว่าลองศึกษาหาข้อมูลดู หรือ เผื่อว่าอยากจะอ่านหนังสือหาข้อมูลเพิ่มเติม ผมแนะนำหนังสือ คู่มือหางานอินเตอร์ ครับ เล่มนี้เคยเปิดๆ อ่านตามร้าน น่าจะเหมาะกับคนที่สนใจงานในต่างประเทศ หรืองานบริษัทต่างชาติ หรือถ้าหากคุณคิดว่าคุณมีข้อมูลดีๆ ที่ผมไม่รู้ ช่วยกันแชร์นะครับ น่าจะมีประโยชน์กับคนไทยด้วยกัน

ลิงก์แนะนำ จับประเด็นน่าสนใจจากงาน WebPresso (จิบกาแฟคนทำ เว็บ) หัวข้อ “เทคนิคหางานและหาคนทำงานในสาย IT”

Categories: Best of, Personal opinion ป้ายกำกับ:,

ผลสำรวจ “คุณชอบอ่านเรื่องแบบไหนมากที่สุด ใน Jakrapong.com”

วันอาทิตย์, มีนาคม 28, 2010 3 ของความคิดเห็น

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมทำโพลล์ถามคุณผู้อ่านว่า “คุณชอบอ่านเรื่องแบบไหนมากที่สุด ใน Jakrapong.com” เพื่อลองสำรวจคร่าวๆ ว่าที่ผมเขียนอยู่ทุกวันนี้ถูกใจหรือเปล่า แล้วมีอะไรน่าปรับปรุงบ้างหรือเปล่า ผ่านไป 7 วันมีคนเข้ามาโหวต 94 คน นี่คือผลครับ

การตลาดออนไลน์ที่ผม เขียนเอง 26% (24 votes)
เรื่องส่วนตัว มุมมองทั่วๆ ไปของผม 15% (14 votes)
แนะนำเว็บไซต์ 14% (13 votes)
แนะนำหนังสือ 14% (13 votes)

เรื่องแปลจากต่างประเทศ 10% (9 votes)
แนะนำภาพยนตร์ 7% (7 votes)
เรื่อง Gadget review มือถือ eReader etc. 6% (6 votes)
แนะนำอัลบั้มเพลงที่น่าสนใจ 5% (5 votes)
อื่นๆ ไม่ระบุ 3% (3 votes)

ผลออกมาเป็นไปตามคาด และมีข้อมูลบางอย่างที่ผมแปลกใจเล็กน้อย ที่บอกว่าเป็นไปตามคาดคือ คุณผู้อ่านที่ติดตามอ่านบล็อกผมจะสนใจเรื่องการตลาดออนไลน์ที่ผมเขียนเอง สังเกตได้เลยว่าเรื่องแปลจากต่างประเทศนี่มีคนโหวต 9 คนเท่านั้นในขณะที่เรื่องอะไรที่ผมเขียนเองจากมันสมองจะได้รับการโหวตสูงถึง 24 คน ส่วนที่ผมแปลกใจก็คือ คุณผู้อ่านอยากรู้เรื่องส่วนตัวผมมากขึ้น อยากรู้มุมมองที่เป็นของผมเองจริงๆ ถึง 14 คน แสดงว่าต่อไปนี้ผมมีอิสระในการเขียนเรื่องสบายๆ ส่วนตัวมากขึ้นด้วย :D

รองๆ ลงมาก็อยากให้ผมแนะนำหนังสือที่ผมอ่าน เว็บไซต์ที่ผมเข้า ส่วนอื่นๆ เช่น หนัง, เพลง, Gadget ต่างๆ กลับมีคนสนใจน้อยครับ ตรงนี้ก็น่าสนใจนะครับ เพราะคนส่วนใหญ่เวลาแวะเข้ามาที่บล็อกผม ถ้าเสิร์ชมาเจอ ส่วนใหญ่จะใช้คีย์เวิร์ดว่า “ซื่้อ iphone 3g” “3g ดีไหม” “Kindle ไทย” หรือแม้กระทั่ง “บร๊ะเจ้าโจ๊ก” แต่คนที่เข้ามาส่วนใหญ่พออ่านเรื่องเหล่านี้แล้วก็จะผ่านไปครับ ไม่ได้กลับมาที่นี่อีก พูดง่ายๆ ว่ากลุ่มผู้อ่านที่เข้ามาที่ Jakrapong.com เป็นคนที่สนใจมุมมองของผมจริงๆ

แล้วไงต่อไป?
ต่อไปผมก็จะปรับให้เข้ากับความต้องการของผู้อ่านมากขึ้นครับ เน้นเรื่องการตลาดออนไลน์ผสมมุมมองส่วนตัวเข้าไปให้เข้มข้นมากขึ้น สลับกับเรื่องมุมมองและทัศนคติของผม ส่วน เรื่องหนัง เรื่องเพลง รีวิวมือถือ Gadget ต่างๆ นี่สงสัยต้องย้ายไปบล็อกอื่น ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันแนะนำเข้ามานะครับ

Categories: Personal opinion ป้ายกำกับ:,

คุณอยากอ่านอะไรกันครับ?

วันอาทิตย์, มีนาคม 21, 2010 3 ของความคิดเห็น

สวัสดีครับทุกคน

ช่วงวีคเอนด์นี้ผมปรับปรุง Blog หลายจุดเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มหมวดหมู่ “Best of” รวบรวมบทความที่คิดว่าดีพอที่คุณจะชอบกัน แก้ไข Broken link ที่เกิดจากตอน migrate blog มาแพลตฟอร์มใหม่ และทำความสะอาดหลังบ้านด้วย ทีนี้ก็กลับมาที่การทำแบบสำรวจความเห็นของคุณผู้อ่านล่ะครับว่า คุณอยากอ่านอะไร คุณคาดหวังอะไรจาก Blog นี้ ผมจะพยายามทำความต้องการครับ ถึงมันจะเป็นเพียง Personal blog แต่ผมก็อยากรู้ครับว่าคุณคิดอะไรอยู่ และผมจะทำให้มันดีกว่านี้ได้อย่างไร รบกวนด้วยครับ

Categories: Personal opinion ป้ายกำกับ:,

Why do people gamble?

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 28, 2010 ใส่ความเห็น

Hi guys. This is my first English blog of 2010. I know from Xiao Dan and Eric (during our last FAT Wednesday night) that you guys really want to know what I usually blog about. In Jakrapong.com, I just blog about my interest and the thing I love to do – Internet marketing (more on product marketing rather than branded marketing), and I also do some music, books, movies, website review. I blog about other stuff sometimes like, the brand new Casino in town.

Well, I am not a gambler, but I always get emails, calls from my Thai friends and my relatives that they want to try. I can’t say no to them, so, I became a local casino guide eventually.

Yesterday night, I took my relatives to Resorts World Sentosa. We show our passport, walk through the gate for free. (Singaporean and PR must pay 100 SGD per entry.) Nothing much, my relatives (and I as a follower) went there and started betting on baccarat, roulette, blackjack, etc. 3 hours later, they won 700 Singapore dollars. They are lucky  that they didn’t lose today, but I do believe they will lose later anyway.

The Casino in RWS make me recall about casino in other country. There are so many social problems from casino. Something like the parents took family’s money to gamble instead of give it to their kids or at least spend time with family. They don’t spend time together, kids get the problem :( There are many social activists protest about this kind of things but I still hear that some casino still want to expand it’s capacity. I know it is a kind of entertainment, but it cause a lot of problems.

I have been working here for several years and I like Singapore. I hope there is no problem here. Good news is, it’s good to know that RWS had implemented the voluntary gaming limit system, where patrons were able to place a limit on how much money they were prepared to lose at the casino. I hope it works.

I found some interesting question on Yahoo! Answers  Why do people gamble? I like the Best Answer on this question.

Categories: Personal opinion ป้ายกำกับ:, ,

ผลิตภัณฑ์ออนไลน์ เริ่มจากก้าวเล็กๆ อย่างอดทน

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 19, 2010 3 ของความคิดเห็น

วันนี้ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมถามคนใน Twitter ว่า “เวลาคิดสร้างผลิตภัณฑ์ออนไลน์ใหม่จะคิดเรื่อง Business model ไว้ก็ได้ แต่อย่าเน้นมาก ไม่งั้นจะไม่ได้ทำอะไรใหม่สักอย่าง คุณคิดอย่างผมหรือเปล่า?”


คำตอบที่ผมได้รับมาน่าสนใจดีครับ มีคุณ @winelirious ถามต่อมาว่า ที่ว่า “อย่าเน้นมาก” นี่แค่ไหน ผมตอบกลับไปว่า “อย่าเน้นมาก” ที่ว่าก็คือ การที่เราเปิดช่องว่างของเวลาให้ผลิตภัณฑ์ได้ลองผิดลองถูก มีเวลาปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของผู้ใช้พอสมควร เพราะผลิตภัณฑ์ออนไลน์นั้นในช่วงแรก คุณต้องอาศัยระยะเวลาสร้างเนื้อสร้างตัวให้คนรู้จัก “ตัวตน” ของผลิตภัณฑ์ของเราก่อน เพราะผลิตภัณฑ์ของเราจะเป็นอะไร จะมีจุดยืนแบบไหน ไม่ใช่ว่าเรากำหนดมันได้ทั้งหมด แต่ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการสร้างผลิตภัณฑ์ออนไลน์ของเราด้วย

ยกตัวอย่าง สมัยก่อนนี้มีเว็บไซต์ฝรั่งตัวนึงชื่อ iVillage เว็บนี้ตอนแรกก็ทำเป็นเว็บแบบ Yahoo! Groups สร้างให้คนสร้างกลุ่มของตัวเองได้ แต่ไปๆ มาๆ ผ่านไปหนึ่งปี กลุ่มเป้าหมายก็เริ่มเปลี่ยนไป กลุ่มใหญ่ที่เข้ามาใช้งาน iVillage กลายเป็นกลุ่มคุณแม่ ทางเจ้าของเว็บเลยต้องปรับเปลี่ยนแบรนด์ ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทั้งหมด เพื่อให้เอื้อกับกลุ่มเป้าหมายที่พวกเขาเองก็คาดไม่ถึง นั่นก็คือกลุ่มผู้หญิง ถ้าเข้าไปในเว็บ เขาจะเขียนชัดเลยครับว่า “The daily destination for women, with an active women’s community, horoscopes, health and pregnancy information, message boards and blogs”

ดังนั้นผลิตภัณฑ์ออนไลน์ใดๆ ที่เรากำลังสร้างอยู่นั้น ถ้าเริ่มจาก 0 ก็ต้องเติบโตไปด้วยกัน โดยมีผู้ใช้เป็นผู้ทำให้มันเติบโต มีเราคอยดูแลทิศทางไปเรื่อยๆ จะว่าไปก็เหมือนเรามีลูกแหละครับ เด็กๆ เราก็เลี้ยงเขา คอยดูแลไปเรื่อยๆ พอโตขึ้น จะเป็นคนอย่างไร ทั้งตัวเขาเอง และสังคมจะเป็นคนกำหนด ไม่ใช่เราเป็นคนกำหนดทุกอย่าง

การสร้างผลิตภัณฑ์ออนไลน์ ถ้าเราจะคิดเรื่อง Business Model เผื่อไว้ก็ดีครับ แต่อย่าเอามาเป็นตัววัดผลหลักในเบื้องต้น เพราะนอกจากเราจะไม่สามารถกำหนด หรือไปกะเกณฑ์ได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่เราจะสร้างนั้นต้องทำเงินได้เท่าไหร่อย่างไร (เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไว) แทนที่คนทำงานจะเอากำลัง พลัง ความคิดสร้างสรรค์ลงไปทุ่มกับการสร้างประโยชน์ให้ผู้ใช้อย่างมีความหมาย แต่กลับต้องมากังวลเรื่องเงิน มันก็ทำให้การทำงานสะดุดหยุดลงได้

ผมเคยเป็นที่ปรึกษาให้เว็บท่าเว็บใหญ่เจ้าหนึ่งในเมืองไทย รวมทั้งเคยทำเว็บไซต์ของตัวเองมาหลายเว็บ ส่วนใหญ่จะเป็นเว็บแนว Content + Community ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาในการสร้างชื่อสร้างแบรนด์นานประมาณหนึ่ง ถ้าเว็บคุณ “ติดลมบน” หรือถึง Critical mass แล้ว จะทำอะไรต่อ จะหารายได้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากแน่นอน แต่ก็มีหลายครั้งที่ผมเจอว่าการทำ Online product นั้นเราเอาเกณฑ์ทางธุรกิจแบบดั้งเดิมมากีดขวางการทำงานไปเสียอย่างนั้น

ถ้าคุณคิดจะทำ Online consumer product ไม่ควรนำเรื่อง Business model มาตั้งเป็นธงไว้ตั้งแต่ต้น เพราะท้ายที่สุดคนที่จะบอกคุณว่าผลิตภัณฑ์ของคุณมันน่าใช้ไหม มีความหมายอะไรไหม มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จต่อไปหรือไม่ ไม่ใช่ความสำเร็จทางด้านรายได้ที่เข้ามาในช่วงแรก หากแต่คือคะแนนความนิยมจากผู้ใช้ที่จะบอกกันแบบปากต่อปากไปทั่วทั้งโลกว่า ผลิตภัณฑ์ของคุณมีประโยชน์อย่างไร น่าใช้อย่างไร และมีความหมายกับชีวิตของผู้ใช้อย่างไร เมื่อนั้นการหาเงินลงทุนเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบทุนท่ี่มาจาก Venture Capital หรือแบบไหนก็จะทำได้ง่ายขึ้น

ผลิตภัณฑ์ออนไลน์ ก้าวแรกทำๆ ไปก็มีปัญหาได้ ค่อยๆ ทำไป ตั้งระยะเวลาไว้สักประมาณ 6-12 เดือน แล้วเร่งสร้างให้ผลิตภัณฑ์ของเรามีประโยชน์การใช้สอยที่ชัดเจน คนใช้งานใช้ได้สะดวกสบายที่สุด จนคนบอกต่อได้ง่าย วางแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดี มองหาจุดแข็งของตัวผลิตภัณฑ์ให้เจอ คล้ายๆ กับ Flickr เว็บชุมชนแชร์รูปภาพชื่อดังนั่นล่ะครับ แรกเริ่มเดิมทีก็มาจากการเป็น Feature อัพโหลดรูปภาพในเกมออนไลน์เกมหนึ่ง แต่พอผู้ใช้พบว่าไอ้ตัว Feature อัพโหลดรูปภาพนี่มันเจ๋งมาก โดนมาก คนทำผลิตภัณฑ์ซึ่งก็คือ แคทเทอร์ริน่า เฟค หันมาทำ Flickr มาเป็นเว็บแชร์รูปภาพอย่างเดียว และจบด้วยดีลการเข้าซื้อกิจการด้วยเงินสดกว่า 35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ทั้งหมดต้องเริ่มจากก้าวเล็กๆ อย่างอดทน

Categories: Personal opinion

Amazon Kindle ดีอย่างไร? ทำไมไม่รอ Apple’s iPad?

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 16, 2010 89 ของความคิดเห็น

หลังจากที่เป็นลูกค้าผู้ภักดี ของ Amazon.com มานานร่วม 10 ปี วันนี้ผมก็กลายร่างมาเป็น “แฟน” ด้วยการซื้อ Amazon Kindle เครื่องอ่านอีบุ๊คส์ หรือ e-Reader มาครอบครอง ณ ตอนที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ ผมใช้งาน Amazon Kindle มาแล้ว 1 อาทิตย์ อาจจะดูน้อยไปหน่อยถ้าจะเขียน review การใช้งาน แต่เหตุผลที่ผมเขียนถึงมันในวันนี้ ก็เพราะต้องการที่จะบอกกับหลายๆ คนว่า Kindle น่าสนใจอย่างไร โดยเฉพาะคนที่กำลังลังเลอยู่ว่าจะซื้อ Kindle หรือ iPad ดี เพราะทั้งคู่ต่างก็มีระบบจำหน่าย ebook เหมือนกัน

ข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของ Amazon Kindle ตอนนี้มี 2 รุ่นล่าสุดที่น่าสนใจ คือ Amazon Kindle 2 (ตัวเล็กหน้าจอ 6 นิ้ว) และ Amazon Kindle DX (ไม่มีอะไรต่างนอกจากหน้าจอใหญ่ขึ้นเป็น 9.7 นิ้ว) ผมแปลสเป็กให้อ่านกันเล่นๆ นะครับ

ความหนา-บาง: หนาแค่ 1/ 3 นิ้ว บางกว่าแมกกาซีนว่างั้นเถอะ
น้ำหนัก:
10.2 ออนซ์ หรือประมาณ 289 กรัม สองขีดเอง

ผมสั่ง ซื้อปกหนังสีดำมาด้วย ถือไปไหนมาไหนสะดวกดี

ความเร็วในการดาวน์โหลดหนังสือ: สั่งซื้อหนังสือออนไลน์ไร้สายได้ภายใน 60 วินาที (แต่จากที่ผมใช้จะประมาณ 2-3 นาที เพราะบ้านเรายังเป็น Edge อยู่ 60 วิฯ น่าจะสำหรับประเทศที่ใช้ 3G) การดาวน์โหลดไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์มาต่อ ทำบน Kindle ได้ทุกอย่าง
3G Wireless: ไม่มีสัญญารายปี ไม่มีค่ารายเดือน และไม่ต้องคอยหา Wi-Fi hotspots ก็ซื้อ/โหลดหนังสือมาอ่านได้ทุกเวลา
แสดงผลเหมือนกระดาษ: Kindle ใช้เทคโนโลยีที่ชื่อว่า e Ink ที่ทำให้เราอ่านได้เหมือนกับกระดาษจริงๆ ไม่มีแสง backlight เหมือนพวก Smart Phone อ่านกลางแดดก็ได้ไม่มีปัญหา “ผีดูดเลือด”

เปิดมา เขาจะโชว์รูป แล้วรูปจะเปลี่ยนไปทุกครั้งที่เราเปิด-ปิดเครื่อง แสดงภาพชัดมาก 16 grey shade ครับ

  • แสดงผล ตัวอักษรชัดมาก เน้นเลยครับว่า “เหมือนกระดาษ” ไม่มีแสงแยงตาเลย

    เก็บหนังสือได้กี่เล่ม: ประมาณ 1,500 เล่ม ถ้าเป็นรุ่น DX จะเก็บได้มากกว่านี้อีกครับ
    Battery Life:
    จากประสบการณ์ผมคือ 4-7 วัน แล้วแต่ว่าใช้หนักแค่ไหน ในสเป็กเขาระบุว่า 7 วันค่อยชาร์จทีนึง แต่ถ้าเราอ่านเยอะต่อวันก็อาจเป็น 4 วัน
    Built-In PDF Reader:
    อ่าน PDF file ได้แน่นอน ถ้าคุณมีเอกสาร PDF ต้องอ่านมากก็ใช้ได้ แต่ผมแนะนำ Kindle DX ซึ่งมีขนาดหน้าจอใหญ่กว่า แสดงผลกราฟ รูปภาพ ได้ดีกว่า
    Read-to-Me:
    ใน Kindle จะมีเทคโนโลยี Text-to-Speech ที่จะอ่านหนังสือให้คุณฟังได้ ปรับเสียงผู้หญิงผู้ชายได้ตามใจชอบ
    Free Book Samples:
    ดาวน์โหลดบทแรกของหนังสือที่วางขายใน Kindle’s Store มาอ่านได้ฟรี


  • กดปุ่ม Menu เข้า Kindle Store และไปตามส่วนต่างๆ ของหนังสือ

    มีหนังสือให้เลือกเพียบ: มีหนังสือกว่า 420,000 เล่ม รวมทั้งหนังสือพิมพ์ในอเมริกาดังๆ อย่างพวก New York Times หนังสือดังๆ นิตยสาร และบล็อกที่น่าสนใจ แต่ราคาจะขึ้นอยู่กับประเทศ สำหรับเมืองไทย ตอนนี้ยังไม่มีหนังสือ นิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์เล่มไหนเข้าไปขายใน Kindle แต่ถ้าคุณอ่านหนังสือฝรั่งบ่อย แนะนำเลยครับ
    ราคาถูก: ราคาหนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ต่างๆ จะมีราคาถูกใน Kindle Store เพราะไม่ต้องตีพิมพ์ อย่างหนังสือที่เป็น New York Times Best Sellers ขายอยู่ที่ $9.99 (331 บาทโดยประมาณ – อังคารที่ 16 กพ. 2553)

    ประสบการณ์การใช้งานโดยรวม

    ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่แกะกล่องมา นี่คือสิ่งที่ผมคิดครับ
    - เวลากดปุ่ม Next Page, Previous Page เหมือนมันคิดช้าครับ มันจะใช้เวลาประมาณ 1.5 วินาที ไม่ใช่แค่ 0.00X วินาที อย่างเวลาเราบราวซ์เว็บต่างๆ กว่าจะไปทีนึง รอนานไป
    - แอบอิดออดบ้างเวลามันไม่ใช่ Touch screen แบบที่เราคุ้นเคยกับ iPhone แต่ก็ต้องบอกว่ามันเป็นอุปกรณ์คนละชนิดเลย ถ้าหากว่าเราต้องการเพียง “เครื่องอ่านอีบุ๊คส์” ที่อ่านได้ดีเหมือนกระดาษ ราคาถูกกว่าไปซื้อที่ร้าน ซื้อได้ไว Kindle เป็นทางเลือกที่ดีครับ
    - อย่างผมเองซื้อหนังสืออาทิตย์นี้ 4 เล่มเข้าไปแล้ว (ตัว Kindle จะผูกกับ Amazon account ของเรา บัตรเครดิตใบเดียวกัน ถ้าซื้อให้เป็นของขวัญต้องบอกทาง Amazon ด้วยนะครับ) ทั้งที่ปกติจะต้องรอไปซื้อตามร้าน หรือสั่งทางเว็บให้มาส่งที่บ้านก็รอกันครึ่งเดือน แต่ตอนนี้ไม่ต้องรอแล้ว เพราะมันทำให้ผมซื้อสะดวก อ่านสบาย ไปไหนก็อ่านได้
    - ชอบเวลาเราอ่านศัพท์ภาษาอังกฤษตัวไหนไม่ออก ก็มีพจนานุกรมแบบอังกฤษ – อังกฤษ คอยอธิบายความหมาย ทำให้อ่านสบายขึ้น
    - ฝึกการฟังด้วยการใช้ Text-to-Speech ของเขา ก็จะอ่านออกเสียงมาให้ นอนฟังก่อนนอน ไม่ต้องกวาดสายตาอ่านก็ได้ ถ้าเราฟังอังกฤษเก่ง
    - หนังสือราคาถูกกว่ากัน 50% ได้ อันนี้ทำให้ผมตัดสินใจซื้อหนังสือง่ายมาก อย่างสัปดาห์นี้ซื้อ Social Media 101: Tactics and Tips to develop your business online หนังสือเล่มล่าสุดของ Chris Brogan (นักเขียนคนโปรด) และ Socialnomics: How social media transforms the way we live and do business ซึ่งจริงๆ แล้วผมอ่านของเพื่อนผ่านๆ แล้วก็เฉยๆ แต่พอเห็นราคาถูกๆ เข้า ก็รู้สึกได้เลยว่าคุ้มค่า
    - Search หาคำหรือประโยคที่เราต้องการหาได้ทันที
    - ทำไฮไลท์ หรือบุ๊คมาร์คในหนังสือเมื่อไหร่ก็ได้ ตอนแรกผมนึกว่าจะไม่มี Feature นี้ แต่ดันมี
    - เล่นเกมพื้นฐานอย่างพวก Sudoku ได้ อารมณ์เหมือนอ่านหนังสือพิมพ์ แล้วเล่น Sudoku ยังไงยังงั้น ต่อไปคงมี Application อื่นๆ มาให้ได้เล่นกันอีก
    - ฟังเพลง MP3 ได้สบาย ผมใส่เพลงบรรเลงเข้าไปในเครื่องอ่านหนังสือไป ฟังเพลงเบาๆ ไป ชิลมากกกก

    สรุป

    Amazon Kindle คือเครื่องมือในการอ่านหนังสือที่ดีมาก ที่ดีที่สุดคืออ่านสบายตา ราคาหนังสือสบายกระเป๋า อ่านเว็บพอได้ แต่ถ้าต้องการอ่านเอกสาร PDF อ่านกราฟต่างๆ ต้องใช้รุ่น DX และที่สำคัญเปิดให้ใช้ในเมืองไทยได้แล้ว เห็นว่ามีคนพัฒนาให้อ่านภาษาไทยได้แล้วด้วย ไม่จำเป็นต้องใช้ iBook ใน iPad เลยครับ แต่ถ้าคุณต้องการใช้งาน iPod Touch ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเยอะ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมได้มันส์ขึ้นมาก แถมมี Touch screen ก็ซื้อ iPad ครับ แต่สำหรับผม ผมเป็นหนอนหนังสือ ต้องการอ่านหนังสือ และที่บ้านตอนนี้ไม่ค่อยมีที่เก็บหนังสือแล้ว Amazon Kindle จึงเหมาะกับความต้องการของผมแทบทุกอย่างครับ

    ดูรายละเอียดอื่นๆ ในวิดีโอได้เลยครับ

    14 กุมภาฯ

    วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 14, 2010 ใส่ความเห็น

    มาถึงวันแห่งความรักอีกรอบแล้วนะครับ ปีนี้คุณให้อะไรกับคนที่คุณรักหรือยังครับ ที่เขียนไม่ได้จะมาบอกว่าถึงวันแห่งความรักแล้ว ต้องทำอะไรสักอย่างพิเศษๆ หรอกครับ แค่อยากบอกว่ารักแล้วก็ต้องรักเลยนะ รักกันให้ตลอด และที่สำคัญ “เราจะรักษาความรัก และใช้วันนี้เตือนใจว่าไม่ลืมสิ่งดีๆ เล็กๆ น้อยๆ ที่เราเคยทำให้กันทุกวัน” วันนี้เอาเพลงมาให้ฟังกัน 2 เพลงครับ เพลงแรก “เล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่” ก่อนครับ

    แต่ถ้าเพลงเล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่ มันไม่ยิ่งใหญ่พอ เพลงด้านล่างนี้สำหรับ “เธอ” ;) เพลงนี้งานเก่าจาก วิฑูร ศิลาอ่อน “รักเธอผู้เดียว”

    Categories: Personal opinion ป้ายกำกับ:,
    Follow

    Get every new post delivered to your Inbox.

    Join 6,393 other followers