คนสามแบบ

พอทำงานมาเรื่อยๆ สิบกว่าปี ชักรู้สึกว่าเราจะเจอคนประมาณ 3 แบบ แบบแรกคือกระตือรือร้นและมาด้วย Can do attitude แบบที่ 2 คืออะไรๆ ก็ไม่ได้หรอก มันยากเกินไป หรือไม่ก็ช่างตั้งคำถามว่า “จะเวิร์คเหรอ?” “จะดีเหรอ” และแบบที่สามคือไม่พูดอะไรเลย เราบอกให้ทำก็ทำ เราบอกอย่าทำ เขาก็ไม่ทำ แต่คนแบบที่ 3 ก็ยังดีกว่าแบบที่ 2 ตรงที่เรายังคุยยังจีบให้มาก่อการณ์ร่วมกันได้ แล้วคุณล่ะคิดยังไงกับคนรอบตัว?

ผมรักคุณ

http://www.youtube.com/watch?v=-glgwUEX0So&w

วันนี้ผมเตรียมดอกไม้ให้คุณไม่ทัน วันนี้ผมไปรับคุณที่บ้านตอนเช้าไม่ได้เพราะที่ทำงานเราไกลกัน วันนี้ผมคงยุ่งทั้งวันงานมันเยอะ เว็บใหม่ก็ทำ งานประจำทำอีก ผมไม่มีข้อแก้ตัวอะไรทั้งนั้น ที่ผ่านมาเอาแต่ทำงานๆๆ แต่วันนี้เป็นวันพิเศษของคุณ ขอมอบเพลงนี้ให้คุณ ตอนเย็นไปกินข้าวกันนะ ร้านเดิมที่เราเคยเจอกันนั่นแหละ ขอใช้พื้นที่นี้ประกาศให้โลกรู้เลยก็แล้วกัน ตามที่พาดหัวไว้ด้านบนวิดีโอนั่นแหละ

วาบความคิดเบื้องหลัง thumbsup.in.th

ปีนี้เป็นปีที่ผมรู้สึกดีกับตัวเองมากๆ หลังจาก “ลงมือทำ” สิ่งที่คิดไว้มานานคือ เปิดตัวเว็บข่าว thumbsup ที่ทำกันกับพี่ๆ น้องๆ ออกไปเมื่อ 11, 1, 2011

ท่ามกลางเสียงตอบรับที่เกินความคาดหมายไปมาก (บอกตรงๆ ว่าตอนแรก ถ้ามีคนมาอ่านสัก 200-300 คนก็ดีใจแล้ว) คนเอ่ยถึงไอ้เจ้าเว็บนี้ค่อนข้างมากใน Social Network โดยเฉพาะแง่มุมของการเป็นทางเลือกในการเสพย์ข่าวในแวดวงไอทีไทย ที่เน้นไปทางธุรกิจดิจิตอล มีคนเขียนบล็อกถึงเรา มีเพื่อนๆ ในวงการช่วยโปรโมทออกนิตยสาร มีทีวีและหนังสือพิมพ์เล่นข่าวตามเรา ได้ออกสื่อกระแสหลักครบทุกช่องทางแล้ว จากนั้นก็มีพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ติดต่อมาขอร่วมงานกันหลังไมค์มากมาย ช่วงนี้ชีวิตผมก็เลยมีแต่เจ้าเว็บตัวนี้ล่ะครับ ประหนึ่งหน้าผากมียันต์ยี่ห้อ thumbsup แปะเด่นเป็นสง่าอยู่ ก็เลยต้องทำให้ดีที่สุด

แต่ thumbsup ก็ทำให้เวลาของผมเปลี่ยนแปลงไปมาก มันทำให้ผมมีเวลาส่วนตัวน้อยลงไปมาก ผมอยากจะบาลานซ์ชีวิตตัวเอง เลยต้องจัดเวลาใหม่ โดยเฉพาะเรื่องการเขียนบล็อกนี้ การพูดคุยกับคุณผ่านทาง Social Network

- สำหรับคุณที่ติดตามการเล่าเรื่องทาง Twitter ของผม ผมจะทวีตน้อยลง โดยเฉพาะในแท็ก #morninggreentea ผมขออภัยด้วยครับ ผมไม่สามารถจัดเวลาไปทำได้แล้ว ขอหยุดไปก่อนไม่มีกำหนดกลับนะครับ ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอดครับ

- สำหรับคุณที่ติดตามอ่านบทความของผมทางนิตยสาร Positioning ทุกๆ เดือน ผมจะยังเขียนต่อไปครับ แต่ฉบับเดือนกุมภาพันธ์จะไม่มีบทความของผม เริ่มอีกทีมีนาเลยครับ แต่แน่ใจได้เลยว่าเรื่องจะลึกมากขึ้น เพราะผมติดตามข่าวใกล้ชิดมากขึ้น จะมีรายละเอียดเล่าในบทความประจำเดือนมากขึ้น

- สำหรับคุณที่ติดตามอ่าน Blog Jakrapong.com ผมจะยังเขียนต่อไปครับ แต่มันจะกลายเป็นเรื่องส่วนตัวมากขึ้น เรื่องที่ผมสนุกกับมัน เช่น เรื่องหนัง เรื่องเพลง ชีวิต การเมือง ศิลปะ วัฒนธรรมอะไรของผมไปตามเรื่อง แต่เป็นเรื่องในแง่มุมอื่นที่ไม่ใช่ไอที ไม่ใช่ธุรกิจดิจิตอล ส่วนเรื่องความถี่ในการอัพเดตไม่กล้ายืนยันจริงๆ แต่อย่างน้อยที่สุดจะเขียนเดือนละ 1 ครั้งครับ ไม่หายไปแน่นอน

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่าน ผมดีใจทุกครั้งที่มีคนแวะเข้ามาอ่าน และมีคนเม้นต์ด้านล่างนี้ ถ้าหากว่าคุณมีอะไรจะคุยก็เขียนไว้ด้านล่างนี้นะครับ หรือจะเมลมาก็ได้ โทรมาก็ได้ครับ

Social Network สร้างได้ (2)

 

เมื่อปี 2552 ผมเคยเล่าเรื่องการสร้าง Social Network ด้วยตัวเอง บนเว็บไซต์ Ning.com ไป แล้วได้รับฟีดแบคจากคุณผู้อ่านค่อนข้างดี จากวันนั้นจนถึงตอนนี้เกือบ 2 ปี ทิศทางธุรกิจในอินเทอร์เน็ตก็เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก แน่นอนว่าทาง Ning ก็มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางธุรกิจเช่นกัน ถึงขั้นมีการเปลี่ยนตัว CEO เลยอดมาอัพเดทกับคุณผู้อ่านไม่ได้

สำหรับคุณผู้อ่านที่ไม่เคยอ่านบทความตอนแรก ก็ขอท้าวความเดิมสั้นๆ นะครับว่า Ning คือบริการ White Label Social Network ที่ให้บริการโฮสติ้งและแพลตฟอร์มที่พร้อมให้เราสร้าง Social Network ของเราได้เองแบบง่ายๆ แถมมาพร้อมกับลูกเล่นต่างๆ เพียบพร้อม ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้เราสามารถสร้าง Brand และ Visual Design ของเราได้เอง เพิ่ม Widget และสร้างลิงค์ต่างๆ ได้อย่างอิสระ แถมยังบูรณาการกับ Social Network ต่างๆ ได้ ทั้งหมดนี้คุณทำได้เองโดยไม่ต้องเสียเวลาลงทุนลงแรงอะไรมากมายนัก ด้วย Ning.com

มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง?
นับจากที่ Gina Bianchini CEO สาวคนเดิมจากไป ก็ได้ Jason Rosenthal ขึ้นมาบริหารแทน โดยเขาได้เปลี่ยนแปลงทิศทางของบริษัทจากเดิมที่เปิดให้สมาชิกสร้างเว็บไซต์ได้ทั้งแบบฟรี และแบบจ่ายค่าบริการ ก็ปรับมาเป็นบริการที่ทุกคนจะต้องจ่ายเงินให้กับ Ning และเสริมประสิทธิภาพของบริการให้ดียิ่งขึ้น ปรับลดจำนวนพนักงานให้เหลือเท่าที่จำเป็น แต่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดก็คือ Ning ปรับปรุงประสิทธิภาพของแพลตฟอร์ม และการให้บริการดียิ่งขึ้นมาอีก ผมเองสร้างเว็บไซต์บน Ning อยู่แม้จะต้องจ่ายเพิ่มอีกเป็นหลักหมื่นต่อเดือน แต่บอกได้เลยครับว่ามันคุ้มจริงๆ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้


1. Ning เพิ่มคุณค่าใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการมากขึ้น เช่น เปิดให้เรา Customize ระบบสมาชิกเองได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ Ning ID ทั้งยังเปิดให้เรามีช่องทางในการหารายได้หลากหลายมากขึ้น เช่นตัวเลือกว่าจะใช้บริการโฆษณาจาก Google AdSense ไว้หรือไม่ และบริการหน้าร้านออนไลน์ขายของที่ระลึกในเว็บของเราเองได้อย่างง่ายๆ ผลักดันผู้ประกอบการเต็มที่ ไม่เน้นกลุ่มลูกค้าที่ผ่านมาทำเว็บเล่นๆ
2. Ning “เปิด” มากขึ้น และยังคงลูกเล่นดีๆ ไว้เช่นเดิม แต่เพิ่มประสิทธิภาพภายในแนวคิดที่ว่า เน้นให้เจ้าของเว็บสามารถทำการตลาดแบบสร้าง Engagement กับลูกค้าได้ดียิ่งๆ ขึ้น ที่บอกว่า “เปิด” ให้สมาชิก Social Network เจ้าอื่นๆ เข้าถึง Ning ได้ง่าย เช่น เปิดให้คนที่มีแอคเคาท์ Facebook อยู่แล้วเข้าใช้งานแพลตฟอร์ม Ning ได้เลยทันที เพิ่มความสะดวกในการใช้งานมากยิ่งขึ้น
3. คุ้มค่ามากขึ้น ราคาขั้นต่ำสุดอยู่ที่เดือนละ 2.95 เหรียญ ถ้า Social Network ของคุณเป็นวงเล็กๆ ไม่เกิน 150 คน ก็เท่ากับคุณจ่ายถูกกว่า เพราะของเดิมที่เป็นแบบฟรีไม่ได้มีลูกเล่นมากเท่านี้ ในขณะที่แพลนที่สูงขึ้นไปก็มีลูกเล่นที่เหมาะสมกับราคา


จาก User Interface ด้านบนนี้จะเห็นได้ว่าลูกค้าจะมีอิสระในเรื่องการกำหนด Branding & Visual Design ปรับเปลี่ยนธีมเองได้ ทั้งแบบสำเร็จรูป และปรับ CSS ปรับเมนูต่างๆ เอง มีการกำหนดว่าจะให้ถามอะไรสมาชิกเมื่อแรกเข้า กำหนดระดับความเป็นส่วนตัว ระบบจัดการวิดีโอ รูปภาพ กลุ่ม แชต ปฎิทินที่ทำงานได้ดียิ่งกว่าเดิม ตลอดจนการปรับให้เช่ือมต่อกับ Social Network ภายนอกได้ลื่นยิ่งขึ้น ทั้งหมดมีเยอะมากจริงๆ ที่ผมอาจกล่าวได้ไม่หมด อยากให้คุณผู้อ่านลองศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเองนะครับ

ปล. ส่วนใครอยากลองดูเจ้าอื่นๆ เปรียบเทียบกัน ลองใช้ Kickapps.com SocialEngine.net

Jakrapong – 21 Years old




Jakrapong – 21 Years old

Originally uploaded by jakrapong

On the second Saturday of January, it’s Children’s Day in Thailand. It takes me back to the past when I were 21 and really try my best to be a model! :p

เกาหลีเหนือ-จีน-พม่า ครองแชมป์เซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลก

อินเทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีที่ ‘เปิด’ ให้ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนได้รวดเร็วว่องไวทุกที่ทุกเวลา แต่ก็มีรัฐบาลของหลายประเทศทั่วโลกพยายามที่จะเซ็นเซอร์มัน 3 ประเทศหลักคือ เกาหลีเหนือ จีน และพม่า แม้ว่าโลกจะไปถึงไหนแล้ว แต่ 3 ประเทศนี้ก็ยังคงถือหลักการป้องกันประชาชน (ที่มากเกินไป) จากเนื้อหาที่รัฐบาลไม่ถึงประสงค์ แม้ว่าเนื้อหาเหล่านั้นจะมีอยู่ว่อนเน็ตก็ตาม มาดูรายละเอียดกัน

1. เกาหลีเหนือ

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตที่เร็วที่สุด และการใช้งานโทรศัพท์มือถือมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเกาหลีเหนืออยู่ในทางกลับกันทั้งหมด เพราะแค่ 4% ของประชากรทั้งหมดเท่านั้นที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ และแน่นอนว่า 4% นี้ คิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือต้องเซ็นเซอร์อย่างหนัก

ข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า ชาวเกาหลีเหนือจำนวนมากไม่ทราบว่าเคยมีมนุษย์เหยียบดวงจันทร์แล้ว และคิดว่าการมีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องของความหรูหรามากกว่า ความจำเป็น ดังนั้นไม่ต้องพูดถึง Facebook, Twitter และ YouTube และสำนักข่าวต่างชาติต่างถูกแบนในเกาหลีเหนือ แต่กระนั้นรัฐบาลเกาหลีเหนือก็ยังตั้งแอคเคาท์ Facebook และ Twitter แล้ว และข้อมูลที่ไหลเวียนในประเทศส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในลักษณะที่เป็นโฆษณาชวนเชื่อ รัฐบาล ในแบบ “เชื่อผู้นำ” อยู่นั่นเอง

เหตุผลเบื้องหลังในการเซ็นเซอร์นั้นชัดเจนว่า คิม จอง อิลมองว่าอินเทอร์เน็ตจะนำพาข้อมูลข่าวสารที่เป็นความคิดเห็นสาธารณะ แต่ขัดแย้งกับความคิดเห็นของรัฐบาล และแน่นอนว่าการเขียนบล็อกก็เป็นเรื่องต้องห้าม เนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตที่อยู่ในเกาหลีเหนือจะต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐบาล

นอกจากนี้ยังมีการระบุเพิ่มเติมอีกว่า แม้แต่นักท่องเที่ยวที่เดินทางในกรุงเปียงยางยังต้องยอมมอบกล้องวิดีโอ โทรศัพท์มือถือ และเครื่องมืออิเล็กทรอนิคส์อื่นๆ ที่อาจส่งข้อมูลต่างๆ ผ่านทางสัญญาณนั้นให้กับเจ้าหน้าที่ที่สนามบินอีกด้วย ส่วนประชาชนที่อยากจะใช้อินเทอร์เน็ต ก็มีอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ให้ใช้ในราคา 10 เหรียญสหรัฐ (ราว 300 บาทต่อชั่วโมง) – ข้อมูลจาก OpenNet Initiative.

2. จีน

เมืองจีนโด่งดังเรื่องกำแพงเมืองจีน (The Great Wall of China) แต่ในขณะเดียวก็ถูกชาวโลกแซวว่าเป็น “The Great Firewall of China” เพราะตั้งหน่วยกรองข้อมูลข่าวสารอย่างรุนแรง อาทิ บล็อกที่เขียนถึงองค์ดาไลลามะ เหตุการณ์ในจัตุรัสเทียนอันเหมิน ฟาหลุนกง และการประกาศอิสรภาพของไต้หวัน จะถูกทางการจีนเพ่งเล็งเป็นพิเศษจากเจ้าพนักงานที่ดูแลด้านการเซ็นเซอร์กว่า 30,000 คน

มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในจีนหลายๆ จังหวัดยืนยันว่าตัวเองไม่สามารถเข้าใช้ Facebook, Twitter, YouTube, Foursquare, Blogger, Flickr, Wikipedia, Google.com รวมถึง Google.com.hk และปีที่ผ่านมามีการบล็อคเว็บไซต์กว่า 350 ล้านแห่ง รวมทั้งปิดเว็บไซต์ภาพลามกอนาจารอีกกว่า 60,000 เว็บไซต์ และตอนนี้มีเว็บไซต์อีกกว่า 5,000 แห่งกำลังถูกสอบสวน

ผลที่ออกมาในที่สุดก็คือ เมื่อคนจีนค้นหาคำว่า “刘晓波” (Liu Xiaobo นักเรียกร้องสิทธิมนุษยชน กลุ่มปัญญาชนและนักโทษทางการเมืองของจีนที่สร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลจีน เป็นอย่างมาก ซึ่งล่าสุดได้รับรางวัลโนเบลไป – ผู้แปล) บน “ไป่ตู้” (Baidu) เสิร์ชเอ็นจิ้นยักษ์ใหญ่ของจีน ผลก็จะออกมาอวยทางรัฐบาลจีน ไม่ใช่ความจริงที่เกิดขึ้น
ทั้งหมดนี้ทำไปเพราะต้องการที่จะป้องกันเนื้อหาที่รัฐบาลไม่ต้องการโดยเฉพาะที่มาจากวัฒนธรรมตะวันตกที่อาจสั่นคลอนความมั่นคงของจีน

แต่ในทางกลับกันก็มีข่าวอีกกระแสออกมาบอกว่านี่คือการที่รัฐบาลช่วย ป้องกันไม่ให้บริษัทอินเทอร์เน็ตต่างชาติเติบโตในประเทศมากเกินไปกว่าบริษัท ท้องถิ่นภายในจีน

3. พม่า

รัฐบาลพม่าก็ทำเช่นเดียวกับเกาหลีเหนือ เมื่อรัฐบาลทหารจะมีปัญหากับประเด็นสิทธิมนุษยชน และอาจไม่สนใจอะไรกับการเติบโตของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในพม่าที่มีอยู่เพียง 108,000 ราย จากประชากร 50 ล้านคน (ข้อมูลปี 2008) ในพม่า จะมีหน่วยงานที่ชื่อ Myanmar Wide Web (MWW) ที่คอยกรองอีเมล และบล็อคการเข้าถึงเว็บไซต์แนวสิทธิมนุษยชนต่างๆ รวมถึงเว็บไซต์ที่วิพากษ์การทำงานของรัฐบาล รวมไปถึงการดักจับข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ด้วย

ที่มา: Yahoo! News

ทำไมเราจึงต้องการ Search Engine ที่ดีกว่า Google

บทความ Why We Desperately Need a New (and Better) Google โดย Vivek Wadhwa แปลและเรียบเรียงโดย จักรพงษ์ คงมาลัย

บทความนี้น่าสนใจอย่างไร?: บทความนี้จะบอกถึงเบื้องลึกเบื้องหลังว่าผลการค้นหาใน Google แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ความพยายามของสแปมเมอร์มีส่วนที่เป็นธุรกิจการหลอกลวงผู้บริโภคด้วยเนื้อหาบนโลกอินเทอร์เน็ตอย่างไร แนะนำให้ดูวิดีโอนี้ก่อน แล้วค่อยอ่านต่อครับ

ในเทอมนี้ นักเรียนของผมที่ School of Information มหาวิทยาลัย UC-Berkeley ทำวิจัยระบบ VC จากมุมมองของผู้ก่อตั้งบริษัท เราตระเตรียมรายละเอียดการสำรวจ เลือกสุ่มกลุ่มตัวอย่างที่จะคุยด้วย 500 บริษัทจากฐานข้อมูลที่มีใน LinkedIn.com ผมอยากขอบคุณ Reid Hoffman (คนก่อตั้ง LinkedIn.com และ VC ชื่อดังในซิลิค่อนวัลเล่ย์ – ผู้แปล) ที่ให้เราได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลวงในของ LinkedIn ซึ่งช่วยเราได้มากจริงๆ แต่ผู้ก่อตั้งบางคนก็ไม่ได้ใช้ LinkedIn และบางคนก็ไม่ตอบเมล ดังนั้นผมเลยแนะนำนักเรียนไปเสิร์ชด้วย Google เพื่อทำวิจัยถึงประวัติการทำงานของผู้ก่อตั้งแต่ละคน โดยไล่ย้อนไปเป็นปีๆ

แต่สิ่งที่เจอก็คือ มันไม่ง่ายเลยที่จะหาอะไรใน Google Google กลายเป็นเหมือนกับป่า เป็นสวรรค์ของพวกสแปมเมอร์และนักการตลาดที่จะปั่นให้เว็บไซต์ของตัวเองติดอันดับสูงๆ บอกเลยว่าแทบจะทุกๆ ครั้งที่เสิร์ชไป เจอลิงก์ที่น่าสนใจแล้วก็คลิก แต่ก็ไปเจอพวกลิงก์โฆษณาหาเงิน หรือไม่ก็ไปที่เว็บไซต์จ่ายเงินให้ Google แทบจะไม่มีทางในการได้ผลการค้นหาที่มีความหมายกับเราเอาซะเลย

ในที่สุดพวกเราก็เลยมาจบตรงที่ใช้ Search Engine ชื่อBlekko ที่แม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็มีเทคโนโลยีใหม่ๆ และดูมีนวัตกรรมดี ที่สำคัญคือเติมเต็มความต้องการของเรา และสามารถแข่งกับ Google (และ Bing) ได้เลย

Blekko สร้างขึ้นมาในปี 2007 โดย Rich Skrenta, Tom Annau, Mike Markson, และอดีตทีมงานวิศกรจาก Google และ Yahoo! ก่อนหน้านี้ Skrenta เคยสร้าง Topix ซึ่งต่อมากลายเป็น Open Directory Project ของ Netscape ส่วนเจ้าตัว Blekko ทีมของเขาได้สร้างแพลตฟอร์มใหม่ในการ crawl (การที่ Search Bot จะไปบันทึกเก็บเว็บเพจต่างๆ มาไว้ในเซิร์ฟเวอร์ได้ จะต้อง “ไต่” หรือ “คลาน” ไปในโยงใย World Wide Web) ในเบื้องต้นพวกเขาได้เงินจากนักลงทุนชื่อดังอย่าง Ron Conway, Marc Andreessen, Jeff Clavier, และ Mike Maples ทั้งหมดรวมกัน 24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รวมถึงอีก 14 ล้านเหรียญจาก U.S. Venture Partners และ CMEA capital

เพื่อที่จะให้ผลการค้นหาแบบปกติออกมาได้เหมือน Google Blekko จะเปิดให้คุณเข้ามาจัดการ “slashtags” ที่มีไว้สำหรับกลั่นกรองข้อมูลตามรูปแบบที่คุณกำหนดด้วยตัวเอง เช่น เรากำลังอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับ “ไข้หวัดหมู” แต่ถ้าลำพังเสิร์ชแต่คำว่า “ไข้หวัดหมู” คำเดียวใน Google ก็คงมีผลการค้นหาขึ้นเยอะเกินไปจนหาอะไรลำบาก แต่ Blekko จะเปิดให้คุณกลั่นกรองข้อมูลได้ เพียงเราใส่คำว่า “ไข้หวัดหมู /สุขภาพ” (swine flu /health) Blekko จะแสดงผลการค้นหา 70 อันเป็นเนื้อหาที่พูดถึงไข้หวัดหมูในแง่ที่ว่ามันเกี่ยวกับสุขภาพของเรามากกว่าจะไปหาเว็บไซต์สแปมทั้งหลาย

Blekko จะเปิดให้ยูสเซอร์อย่างเราๆ สามารถเข้าไปแก้ไขผลการค้นหา และร่วมจัดลำดับด้วยว่าอันไหนควรจะอยู่ใน slashtag อันนี้ อันไหนไม่ควร ซึ่งก็คล้ายๆ กับที่ Wikipedia ทำ (Wikipedia เปิดให้เราแก้ไขข้อมูลต่างๆ ในสารานุกรมร่วมสร้างนี้ได้เอง) ในกรณีของผม ผู้ใช้ Blekko สามารถสร้าง slashtag สำหรับเว็บไซต์วิชาการ ที่เรากำลังต้องการข้อมูลถึง 2,100 แห่ง ดังนั้นใครก็สามารถที่จะเสิร์ชอะไรได้ตรงมากขึ้น เน้นเจาะไปในด้านชีววิทยาโมเลกุลก็ได้ ผลที่ออกมาก็มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยากหา เชื่อถือได้มากขึ้นอีกด้วย

ลูกเล่นที่น่าสนใจที่สุดใน Blekko ก็คือความสามารถในการเรียงผลการค้นหา ถ้าคุณต้องการจะเสิร์ชตาม “วันที่” อย่างที่นักเรียนผมอยากจะเสิร์ช ก็แค่เข้าไปที่ Blekko แล้วใส่ slashtag “/date” ที่ท้ายคำค้นหาก็จะเรียงผลออกมาได้เลยง่ายๆ ในขณะที่ Google สามารถทำได้เพียงให้เราค้นหาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (date range) ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับเรา Blekko จะจัดบันทึกเรียงสารบัญเว็บเพจต่างๆ ตามวันที่มีคนสร้างหน้าเว็บเพจนั้นขึ้นมา (จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ฝังมาใน HTML อยู่แล้ว) ดังน้น ถ้าเราต้องการที่จะเสิร์ชหาบทความที่พูดถึงตัวเราเอง ผมก็ใส่ชื่อเข้าไปปกติ แล้วจำกัดไว้แค่ว่าให้มันเสิร์ชเฉพาะในบล็อกด้านเทคโนโลยีเท่านั้น หรือจะเป็นบล็อกไหนโดยเฉพาะก็ได้ แต่ถ้าใช้ Google หรือ Bing ก็หาไม่เจอ

ปัญหาก็คือเนื้อหาบนโลกอินเทอร์เน็ตมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกวัน แต่เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาสแปมแย่ๆ ซึ่งเกิดจากพวกคนที่พยายามปั่นเว็บไซต์ของตัวเองให้ติดอันดับต้นๆ ใน ระบบ page-rank ของ Google อย่างเช่น คุณกำลังเสิร์ชหาอะไรสักอย่าง เจอเว็บๆ นึงที่คิดว่าใช่ คุณก็เลยคลิกไป ปรากฏว่ามันส่งคุณไปเว็บขายของ ซึ่งแน่ล่ะว่าสแปมเมอร์พวกนี้ได้เงินทุกคร้ังที่เราคลิก นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับบล็อกเกอร์ท่านหนึ่งชื่อ Paul Kedrosky ขณะที่ Paul กำลังพยายามจะเสิร์ชหาข้อมูลเพื่อซื้อเครื่องล้างจาน เขาก็เข้าไปใน Google แล้วเสิร์ชหาข้อมูล แต่ค้นแล้วค้นอีกสามสี่รอบก็หาข้อมูลที่ต้องการไม่ได้เลย (ผลการเสิร์ชครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3)Paul ก็เลยสรุปเอาว่า “ข้อมูลในเว็บรีวิวเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดมันเป็นสแปม”

ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ จริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่รีวิวเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเท่านั้น แต่คำค้นหาที่ดังๆ ทั้งหลายก็ถูกสแปมไปหมด

การสร้างเนื้อหาเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ และมีบริษัทเจ้าของแบรนด์ต่างๆ ลงมาเล่นด้วย เช่น Associated Content ที่จ้างคนมาเขียนบทความใหม่ๆ กว่า 10,000 บทความต่อเดือน ซึ่งต่อมาถูก Yahoo! ซื้อไป 100 ล้านเหรียญในปี 2010 ในขณะเดียวกัน บริษัทชื่อ Demand Media ก็มีนักเขียนในเครือถึง 8,000 คนที่เขียนบทความมากถึง 180,000 บทความต่อเดือน ทำรายได้สูงถึง 200 ล้านเหรียญในปี 2009 และยังวางแผนที่จะเข้าตลาดหุ้นด้วยมูลค่า 1.5 พันล้านเหรียญอีกต่างหาก ซึ่งเจ้าเนื้อหาที่ถูก “ผลิต” ออกมาป้อนการตลาดแบบนี้แหละที่จะพาเราไปสู่เว็บไซต์ขยะต่างๆ ทั่วโลกอินเทอร์เน็ต และพวกลิงก์เหล่านี้แหละที่จะเป็นผลการค้นหาของคุณอันดับต้นๆ ใน Google

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือเรากำลังจะสูญเสียข้อมูลดีๆ ในโลกอินเทอร์เน็ต และเราต้องการทางเลือกใหม่ในการค้นหาข้อมูลที่เราต้องการ ผมหวั้งว่า Blekko และ Search Engine ใหม่ๆ จะสร้างความแตกต่างนี้ขึ้นมาได้ ที่ผ่านมา Google ทำเพียงล้างสแปมออกไปเท่านั้นเอง

เกี่ยวกับผู้เขียน: Vivek Wadhwa เป็นผู้ประกอบการที่หันเข้าสู่ภาควิชาการ วิเวกเป็นอาจารย์รับเชิญที่ UC-Berkeley เป็นผู้ช่วยนักวิจัยอาวุโสที่ Harvard Law School และ Director of Research ที่ Center for Entrepreneurship และ Research Commercialization ที่มหาวิทยาลัย Duke คุณสามารถติดตามเขาได้ทาง Twitter ที่ @vwadhwa และอ่านงานวิจัยได้ที่ www.wadhwa.com

Hi Yahoos, Happy new year from Bangkok, January 2554

Hi Yahoos, Ex-yahoos – happy new year 2554

What’s that? Is this year 2554? Yes, it is Buddhist calendar and now I am blogging from Bangkok, Thailand. Usually, I blog in Thai, but I really want to communicate with you (yes, you who don’t read Thai and unfollow me on Twitter, block me on Facebook because I keep sending you the Thai script! :D ) It’s too bad, so sad to lost you. So, I hope we can still keep in touch with this blog update.

Last year, I worked for Yahoo! based in Singapore. It was a great time to work with all of you over 3 years. I will never ever forget it (Well, at least, I miss Twiki that Amos teach me how to use it!). By the way, show must go on. I relocated back to Bangkok, get a local jobs (Worked for Samsung mobile for a few months and move to a local leading TelCo named True Corp.) in order to spend time with the most important thing in my life called “Family”. I do belief you also value it.

You might already get a thousand of traditional e-cards and social blessing like twitter messages, facebook photo tags, Flickr’s photo of Happy New Year Cake and so on. Anyway, I still want to say “Happy new year” again. It is not because I want to say something for the sake of new year period, but I just want to take this opportunity to update what I am doing here in Bangkok. So, if you need any help or I can do anything for you just ping me anytime.

Thanks again especially those who base in Singapore, Vietnam, Philippines, Indonesia, Malaysia, States, London office and, Australia (both Sydney and Melbourne) and other country I might missed.

with love,
jak

พบ CEO Facebook ในกรุงเทพฯ

ข่าวจากเนชั่นและผู้จัดการออนไลน์รายงานว่าพบตัว “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Facebook ในซอยทองหล่อ กรุงเทพฯ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

พบตัวประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Facebook ในกรุงเทพฯ ที่ร้าน “Enchanted Bar” บริเวณ J Avenue โดยแหล่งข่าวของเนชั่นเผยว่าตอนแรกเห็นซัคเกอร์เบิร์กแต่จำไม่ได้ จนกระทั่งตรวจสอบด้วย Google จึงพบว่าคนๆ นี้คือเศรษฐีน้อยคนดังกล่าว

มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์กมากับเพื่อนๆ กลุ่มหนึ่งยืนรออยู่หน้าร้านเพื่อจะเข้าผับ เขาแต่งชุดสบายๆ สวมเสื้อยืดกางเกงสีดำเหมือนกับในภาพยนตร์ “The Social Network” พอดีมีคนจำได้ ด้วยความไม่แน่ใจจึงเดินเข้าไปถาม และถามตรงๆ ว่าใช่มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์กหรือไม่ ซัคเกอร์เบิร์กกล่าวว่า “ใช่ครับ ทำไมร้านเต็มจังเลย?” และเมื่อเข้าร้านไม่ได้จึงกลับออกไป กว่าจะรู้ว่าเป็นซีอีโอคนดังก็จากไปแล้ว

เนชั่นรายงานต่อไปว่าการมาของซัคเกอร์เบิร์กคราวนี้มาเพื่อร่วมงานแต่งงานของเพื่อนพนักงานใน Facebook ที่ชื่อ คริส ค็อกซ์ รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัท ค็อกซ์แต่งงานกับสาวชาวไทยซึ่งมีกำหนดจัดงานในร้านอาหารย่านสุขุมวิทในคืนที่ผ่านมา

ด้านผู้จัดการออนไลน์ระบุข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า สาวผู้จะเข้าพิธีสมรสกับมือขวาของซัคเกอร์เบิร์กมีนามว่า “เตื้อย” วิศรา วิจิตรวาทการ เป็นบุตรีของ วิวัฒน์วงศ์ วิจิตรวาทการ ผู้บริหารบริษัทในเครือล็อกซเลย์ โดยวิศรานั้นมีดีกรีเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องสุญญากาศ (In Space) ผลงานหลังจากการเบนเข็มมาศึกษาด้านภาพยนตร์ในมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University) จากเดิมที่วิศราศึกษาจบปริญญาตรีด้านชีววิทยามนุษย์จากมหาวิทยา ลัยสแตนฟอร์ด จนได้ไปฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์มากมาย

ล่าสุดมีคนไทยที่ทำงานที่ Apple ที่สหรัฐอเมริกาออกมายืนยันด้วยว่า “เตื้อย” มีตัวตนจริง ดูที่ทวีตนี้ หรือ ดูโปรไฟล์ของคริส ค็อกซ์ หรือเข้าไปดูชาวพันทิปคุยกันเรื่องนี้

ที่มา: Nation และผู้จัดการออนไลน์

Kindle อ่านไทยไม่ได้ ลอง True Bookstore

คำออกตัว: ปัจจุบันผู้เขียนทำงานให้ True Corporation แต่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ กับ True Bookstore

เชื่อว่าในนาทีนี้หลายคนคงได้ลองสัมผัส “Kindle” เครื่องอ่านอีบุ๊คส์จาก Amazon.com กันแล้วไม่ว่าจะเป็นใน Kindle เอง บน iPad บน iPhone, Android รุ่นต่างๆ ตลอดจน BlackBerry เรียกได้ว่าข้ามแพลตฟอร์มกันได้หมด จะอ่านหนังสือที่ไหนก็ได้สะดวกสบายไปเสียทุกอย่าง แต่คำถามที่ผู้บริโภคไทยถามก็คือ แล้วอ่านหนังสือไทยได้ไหม? คำตอบก็แน่นอนว่าไม่ได้ อาจจะมีบ้างคือดาวน์โหลดไฟล์ PDF มา แต่มันก็ยังอ่านไม่ลื่น

อย่างไรก็ตามคนไทยก็ยังมีตัวเลือกในการอ่านอีบุ๊คส์ภาษาไทย นั่นคือ True Bookstore ร้านหนังสือออนไลน์จาก True

True Bookstore คือร้านหนังสือออนไลน์ที่เปิดให้คุณซื้ออีุบุ๊คส์มาอ่านบนคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถืออื่นๆ ที่จะรองรับในอนาคต ที่ผ่านมาเมื่อห้าปีก่อน True ใช้วิธีการนำเข้าแพลตฟอร์ม Zinio แพลตฟอร์มอีบุ๊คส์ที่โด่งดังในอเมริกา แต่ก็ล้มเหลวไป เมื่อต้นปี 2553 ก็จัดจำหน่ายเครื่องอ่านอีบุ๊คส์แบบ E-Ink ของ BenQ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีก อย่างไรก็ตามหลังจากที่ล้มเหลวหลายครั้งหลายหน ทั้งการนำเข้าแพลตฟอร์มและการขายเครื่องอ่านอีบุ๊คส์แบบ Amazon ทาง True ก็นำเว็บไซต์นี้มาเป็นส่วนหนึ่งของ TrueLife.com และประชาสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งนำเสนอแพคเกจราคาที่ถูกกว่าหนังสือบนแผง ทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้น ดูราคาด้านล่างได้

ถึงแม้ว่าจะดูไม่ได้มีอะไรใหม่ ก็ต้องบอกว่า True ใจป้ำที่กล้าลองตลาดนี้ และยังนำเสนอสิ่งที่สำคัญที่สุดให้คนไทย นั่นก็คือเนื้อหาไทยๆ ที่คนติดตามอ่าน อย่าง นิตยสาร a day และในเครือเดย์โพเอตทั้งหมด นิตยสาร Marketeer รวมทั้งพ็อกเก็ตบุ๊คส์หลากหลายแบบ แว่วข่าวมาว่าเร็วๆ นี้จะมี iPad version ออกมาให้ลองกันด้วย

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 5,955 other followers