ทำไมเราจึงต้องการ Search Engine ที่ดีกว่า Google

มาตรฐาน

บทความ Why We Desperately Need a New (and Better) Google โดย Vivek Wadhwa แปลและเรียบเรียงโดย จักรพงษ์ คงมาลัย

บทความนี้น่าสนใจอย่างไร?: บทความนี้จะบอกถึงเบื้องลึกเบื้องหลังว่าผลการค้นหาใน Google แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ความพยายามของสแปมเมอร์มีส่วนที่เป็นธุรกิจการหลอกลวงผู้บริโภคด้วยเนื้อหาบนโลกอินเทอร์เน็ตอย่างไร แนะนำให้ดูวิดีโอนี้ก่อน แล้วค่อยอ่านต่อครับ

ในเทอมนี้ นักเรียนของผมที่ School of Information มหาวิทยาลัย UC-Berkeley ทำวิจัยระบบ VC จากมุมมองของผู้ก่อตั้งบริษัท เราตระเตรียมรายละเอียดการสำรวจ เลือกสุ่มกลุ่มตัวอย่างที่จะคุยด้วย 500 บริษัทจากฐานข้อมูลที่มีใน LinkedIn.com ผมอยากขอบคุณ Reid Hoffman (คนก่อตั้ง LinkedIn.com และ VC ชื่อดังในซิลิค่อนวัลเล่ย์ – ผู้แปล) ที่ให้เราได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลวงในของ LinkedIn ซึ่งช่วยเราได้มากจริงๆ แต่ผู้ก่อตั้งบางคนก็ไม่ได้ใช้ LinkedIn และบางคนก็ไม่ตอบเมล ดังนั้นผมเลยแนะนำนักเรียนไปเสิร์ชด้วย Google เพื่อทำวิจัยถึงประวัติการทำงานของผู้ก่อตั้งแต่ละคน โดยไล่ย้อนไปเป็นปีๆ

แต่สิ่งที่เจอก็คือ มันไม่ง่ายเลยที่จะหาอะไรใน Google Google กลายเป็นเหมือนกับป่า เป็นสวรรค์ของพวกสแปมเมอร์และนักการตลาดที่จะปั่นให้เว็บไซต์ของตัวเองติดอันดับสูงๆ บอกเลยว่าแทบจะทุกๆ ครั้งที่เสิร์ชไป เจอลิงก์ที่น่าสนใจแล้วก็คลิก แต่ก็ไปเจอพวกลิงก์โฆษณาหาเงิน หรือไม่ก็ไปที่เว็บไซต์จ่ายเงินให้ Google แทบจะไม่มีทางในการได้ผลการค้นหาที่มีความหมายกับเราเอาซะเลย

ในที่สุดพวกเราก็เลยมาจบตรงที่ใช้ Search Engine ชื่อBlekko ที่แม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็มีเทคโนโลยีใหม่ๆ และดูมีนวัตกรรมดี ที่สำคัญคือเติมเต็มความต้องการของเรา และสามารถแข่งกับ Google (และ Bing) ได้เลย

Blekko สร้างขึ้นมาในปี 2007 โดย Rich Skrenta, Tom Annau, Mike Markson, และอดีตทีมงานวิศกรจาก Google และ Yahoo! ก่อนหน้านี้ Skrenta เคยสร้าง Topix ซึ่งต่อมากลายเป็น Open Directory Project ของ Netscape ส่วนเจ้าตัว Blekko ทีมของเขาได้สร้างแพลตฟอร์มใหม่ในการ crawl (การที่ Search Bot จะไปบันทึกเก็บเว็บเพจต่างๆ มาไว้ในเซิร์ฟเวอร์ได้ จะต้อง “ไต่” หรือ “คลาน” ไปในโยงใย World Wide Web) ในเบื้องต้นพวกเขาได้เงินจากนักลงทุนชื่อดังอย่าง Ron Conway, Marc Andreessen, Jeff Clavier, และ Mike Maples ทั้งหมดรวมกัน 24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รวมถึงอีก 14 ล้านเหรียญจาก U.S. Venture Partners และ CMEA capital

เพื่อที่จะให้ผลการค้นหาแบบปกติออกมาได้เหมือน Google Blekko จะเปิดให้คุณเข้ามาจัดการ “slashtags” ที่มีไว้สำหรับกลั่นกรองข้อมูลตามรูปแบบที่คุณกำหนดด้วยตัวเอง เช่น เรากำลังอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับ “ไข้หวัดหมู” แต่ถ้าลำพังเสิร์ชแต่คำว่า “ไข้หวัดหมู” คำเดียวใน Google ก็คงมีผลการค้นหาขึ้นเยอะเกินไปจนหาอะไรลำบาก แต่ Blekko จะเปิดให้คุณกลั่นกรองข้อมูลได้ เพียงเราใส่คำว่า “ไข้หวัดหมู /สุขภาพ” (swine flu /health) Blekko จะแสดงผลการค้นหา 70 อันเป็นเนื้อหาที่พูดถึงไข้หวัดหมูในแง่ที่ว่ามันเกี่ยวกับสุขภาพของเรามากกว่าจะไปหาเว็บไซต์สแปมทั้งหลาย

Blekko จะเปิดให้ยูสเซอร์อย่างเราๆ สามารถเข้าไปแก้ไขผลการค้นหา และร่วมจัดลำดับด้วยว่าอันไหนควรจะอยู่ใน slashtag อันนี้ อันไหนไม่ควร ซึ่งก็คล้ายๆ กับที่ Wikipedia ทำ (Wikipedia เปิดให้เราแก้ไขข้อมูลต่างๆ ในสารานุกรมร่วมสร้างนี้ได้เอง) ในกรณีของผม ผู้ใช้ Blekko สามารถสร้าง slashtag สำหรับเว็บไซต์วิชาการ ที่เรากำลังต้องการข้อมูลถึง 2,100 แห่ง ดังนั้นใครก็สามารถที่จะเสิร์ชอะไรได้ตรงมากขึ้น เน้นเจาะไปในด้านชีววิทยาโมเลกุลก็ได้ ผลที่ออกมาก็มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยากหา เชื่อถือได้มากขึ้นอีกด้วย

ลูกเล่นที่น่าสนใจที่สุดใน Blekko ก็คือความสามารถในการเรียงผลการค้นหา ถ้าคุณต้องการจะเสิร์ชตาม “วันที่” อย่างที่นักเรียนผมอยากจะเสิร์ช ก็แค่เข้าไปที่ Blekko แล้วใส่ slashtag “/date” ที่ท้ายคำค้นหาก็จะเรียงผลออกมาได้เลยง่ายๆ ในขณะที่ Google สามารถทำได้เพียงให้เราค้นหาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (date range) ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับเรา Blekko จะจัดบันทึกเรียงสารบัญเว็บเพจต่างๆ ตามวันที่มีคนสร้างหน้าเว็บเพจนั้นขึ้นมา (จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ฝังมาใน HTML อยู่แล้ว) ดังน้น ถ้าเราต้องการที่จะเสิร์ชหาบทความที่พูดถึงตัวเราเอง ผมก็ใส่ชื่อเข้าไปปกติ แล้วจำกัดไว้แค่ว่าให้มันเสิร์ชเฉพาะในบล็อกด้านเทคโนโลยีเท่านั้น หรือจะเป็นบล็อกไหนโดยเฉพาะก็ได้ แต่ถ้าใช้ Google หรือ Bing ก็หาไม่เจอ

ปัญหาก็คือเนื้อหาบนโลกอินเทอร์เน็ตมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกวัน แต่เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาสแปมแย่ๆ ซึ่งเกิดจากพวกคนที่พยายามปั่นเว็บไซต์ของตัวเองให้ติดอันดับต้นๆ ใน ระบบ page-rank ของ Google อย่างเช่น คุณกำลังเสิร์ชหาอะไรสักอย่าง เจอเว็บๆ นึงที่คิดว่าใช่ คุณก็เลยคลิกไป ปรากฏว่ามันส่งคุณไปเว็บขายของ ซึ่งแน่ล่ะว่าสแปมเมอร์พวกนี้ได้เงินทุกคร้ังที่เราคลิก นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับบล็อกเกอร์ท่านหนึ่งชื่อ Paul Kedrosky ขณะที่ Paul กำลังพยายามจะเสิร์ชหาข้อมูลเพื่อซื้อเครื่องล้างจาน เขาก็เข้าไปใน Google แล้วเสิร์ชหาข้อมูล แต่ค้นแล้วค้นอีกสามสี่รอบก็หาข้อมูลที่ต้องการไม่ได้เลย (ผลการเสิร์ชครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3)Paul ก็เลยสรุปเอาว่า “ข้อมูลในเว็บรีวิวเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดมันเป็นสแปม”

ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ จริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่รีวิวเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเท่านั้น แต่คำค้นหาที่ดังๆ ทั้งหลายก็ถูกสแปมไปหมด

การสร้างเนื้อหาเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ และมีบริษัทเจ้าของแบรนด์ต่างๆ ลงมาเล่นด้วย เช่น Associated Content ที่จ้างคนมาเขียนบทความใหม่ๆ กว่า 10,000 บทความต่อเดือน ซึ่งต่อมาถูก Yahoo! ซื้อไป 100 ล้านเหรียญในปี 2010 ในขณะเดียวกัน บริษัทชื่อ Demand Media ก็มีนักเขียนในเครือถึง 8,000 คนที่เขียนบทความมากถึง 180,000 บทความต่อเดือน ทำรายได้สูงถึง 200 ล้านเหรียญในปี 2009 และยังวางแผนที่จะเข้าตลาดหุ้นด้วยมูลค่า 1.5 พันล้านเหรียญอีกต่างหาก ซึ่งเจ้าเนื้อหาที่ถูก “ผลิต” ออกมาป้อนการตลาดแบบนี้แหละที่จะพาเราไปสู่เว็บไซต์ขยะต่างๆ ทั่วโลกอินเทอร์เน็ต และพวกลิงก์เหล่านี้แหละที่จะเป็นผลการค้นหาของคุณอันดับต้นๆ ใน Google

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือเรากำลังจะสูญเสียข้อมูลดีๆ ในโลกอินเทอร์เน็ต และเราต้องการทางเลือกใหม่ในการค้นหาข้อมูลที่เราต้องการ ผมหวั้งว่า Blekko และ Search Engine ใหม่ๆ จะสร้างความแตกต่างนี้ขึ้นมาได้ ที่ผ่านมา Google ทำเพียงล้างสแปมออกไปเท่านั้นเอง

เกี่ยวกับผู้เขียน: Vivek Wadhwa เป็นผู้ประกอบการที่หันเข้าสู่ภาควิชาการ วิเวกเป็นอาจารย์รับเชิญที่ UC-Berkeley เป็นผู้ช่วยนักวิจัยอาวุโสที่ Harvard Law School และ Director of Research ที่ Center for Entrepreneurship และ Research Commercialization ที่มหาวิทยาลัย Duke คุณสามารถติดตามเขาได้ทาง Twitter ที่ @vwadhwa และอ่านงานวิจัยได้ที่ www.wadhwa.com

โฆษณาออนไลน์กับบล็อกเกอร์ไทย

มาตรฐาน

ทันทีที่ได้ข่าวว่า Google AdSense รองรับภาษาไทย สิ่งที่ผุดขึ้นมาในความคิดผมแรกๆ ก็คือ มันจะมีประโยชน์มากสำหรับ Blogger ไทยที่ส่วนใหญ่ก็จะนิยมอัพเดท Blog ด้วนยภาษาแม่ จากจำนวนคนใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ 13.4 ล้านคน น่าจะมี Blogger หลายคนที่จะหันมาใช้แพลตฟอร์มโฆษณาของ Google

ถ้าไม่นับคู่แข่งรายใหญ่อื่นๆ ที่ยังไม่ได้ Localize ลงมาในระดับท้องถิ่นอย่าง Yahoo! ในเมืองไทยเองแพลตฟอร์มโฆษณาที่น่าจะได้รับผลกระทบชัดๆ ก็คงมี Nipa, DekAds สำหรับ Nipa ที่เน้นการขายแบบ Pay Per Click อย่างเดียวอาจจะลำบากสักนิดนึง เพราะนอก “ชื่อไทยไม่มีดอท” แล้วผมก็ไม่เห็นผลิตภัณฑ์ตัวอื่นแล้ว แต่สำหรับ DekAds ซึ่งมีโฆษณาทั้งแบบ Display Ad, Video คล้ายๆ กับ Nuffnang AdBrite อาจจะยัง ok อยู่ แต่ก็ยังต้องอาศัยระยะเวลาอีกพักใหญ่ในการทำความรู้จักกับ Blogger ซึ่งปัจจัยของการก้าวต่อไปให้ชนะคู่แข่งได้ก็คือ มาตรฐานของแพลตฟอร์มและความเร็วในการเพิ่ม/รักษา ฐานลูกค้า, ระดับ commission ที่จะแบ่งให้กับ Blogger

งานนี้เอเย่นต์เจ้าต่างๆ คงมีลูกเล่นขายลูกค้าเพิ่มขึ้นครับ อ้อ! สำหรับเอเย่นต์ที่คุยๆ กับผมอยู่ ไม่แน่ใจเห็นข่าวนี้กันหรือยังนะครับทาง Yahoo! launch แพลตฟอร์มโฆษณาใหม่ออกมาแล้วครับ ชื่อ APT ว่างๆ ลองเข้าไปดูกันนะครับ

สำหรับบล็อกเกอร์ไทยคงชอบกันนะครับ ต่อไปเราๆ ท่านๆ คงมีโอกาสในการสร้างรายได้จากงานอดิเรกอย่างชัดเจนล่ะครับ