Jakrapong.com ขึ้นเว็บผู้จัดการออนไลน์

แอบแว่บไปเห็นเว็บบล็อกอื่น ๆ เขาโพสต์เอามาคุยกันใหญ่ว่าบล็อกของผมเป็นข่าวขึ้นหนังสือพิมพ์ด้วยนะ ไอ้ความที่ผมเคยเป็นนักข่าวเลยไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับมันเท่าไหร่ ใครจะเอาขึ้นก็ขึ้นไป คิดไปคิดมา เออเนอะ อยู่ ๆ Page Rank ผมมันก็ขึ้นมา 3 ทันที จากไม่เคยมีอะไรเลย เลยเอามาบอกเพื่อน ๆ ชาวบล็อกไว้ครับ (Page Rank ของผู้จัดการออนไลน์อยู่ที่ 7)

——————
ปฏิวัติไม่กระทบโลกออนไลน์ อีคอมเมิร์ชยังรุ่ง-กั้นเสรียาก

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 กันยายน 2549 17:29 น.

กลุ่มผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ไทยระบุการปฏิวัติไม่มีผลกระทบกับโลกออนไลน์ ธุรกิจอีคอมเมิร์ชจะยังคงเดินหน้าต่อไป การปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นทางอินเทอร์เน็ตทำได้ยาก แต่ยังคงต้องติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นจากการออกแถลงการณ์ให้กระทรวงไอซีทีเข้าดูแลการเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศคณะปฏิรูปฯอย่างใกล้ชิด

นายจักรพงษ์ คงมาลัย เว็บมาสเตอร์ jakrapong.com เชื่อว่าเหตุการณ์ปฏิวัติจะไม่ส่งผลกระทบต่อโลกออนไลน์ในแง่ของธุรกิจ เว้นเสียแต่คณะปฏิรูปฯจะเปลี่ยนแปลงกฏในการควบคุมดูแลเพิ่มเติมจากเดิม แต่ในแง่ของเสรีภาพเชื่อว่าจะกระทบกับอินเทอร์เน็ตตรงที่การปิดกั้นเสรีเท่านั้น

“การสั่งการให้กระทรวงไอซีทีควบคุมดูแลการเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศคือนโยบายเดียวที่ชัดเจนที่สุดในขณะนี้ ที่ผ่านมา อินเทอร์เน็ตนั้นให้ความอิสระเสรีเต็มที่ ทั้งในการรับและส่งข่าวสาร เชื่อว่ากระทบกับอินเทอร์เน็ตตรงที่การปิดกั้นเท่านั้น น่าจะไม่กระทบกับธุรกิจออนไลน์ อาจจะกระทบในแง่ดีด้วย กรณีเดียวกับที่ปัญหาน้ำมันแพงทำให้ธุรกิจออนไลน์รับผลดี”

นายจักรพงษ์แสดงให้เห็นถึงเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตที่ยังมีอยู่อย่างเหนียวแน่นแม้ในคืนที่มีแถลงการณ์ปฏิวัติ โดยยกตัวอย่างว่าชาวไทยที่ออนไลน์ในคืนประวัติศาสตร์ยังสามารถรับข่าวสารได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการยกเลิกการออกอากาศในฟรีทีวี

“เมื่อคืนสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีเต็มไปด้วยเพลงปลุกใจเพื่อให้ประชาชนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ประชาชนอยากดูข่าว มีเพียงอินเทอร์เน็ตเท่านั้นที่สามารถตอบความต้องการได้ อย่างเว็บไซต์ pawoot.com มีภาพถ่ายทหารและรถถังด้วยโทรศัพท์มือถือพร้อมรายงานสถานการณ์สด คืนเดียวคนเข้าเกือบหมื่นคน นี่แสดงให้เห็นว่าคนไม่ปิดกั้น ขอเพียงความจริง จะเป็นสื่อใดก็ได้ไม่ต้องเป็นทีวีหรือหนังสือพิมพ์อย่างเดียว การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทำได้เร็วมากบนโลกอินเทอร์เน็ต”

นายจักรพงษ์ตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการปิดกั้นการรับข่าวสารจริงหรือไม่ แต่ชัดเจนว่ามีการมอบหมายให้กระทรวงไอซีทีเป็นผู้ดูแล สิ่งที่ต้องทำคือต้องติดตามดูว่าการควบคุมดูแลจะถูกตีความอย่างไร และในอนาคตข้างหน้ายังต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สิ่งที่ควรจับตาอย่างใกล้ชิดคือการเปลี่ยนสาระสำคัญของเนื้อหากฏหมายสิทธิสื่อมวลชน

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาด ดอท คอม จำกัด ประธานสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ให้ความเห็นว่าหากมีการปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารของประชาชนจริงจะเกิดเป็นคลื่นใต้น้ำ สื่อหลักถูกปิดแต่อินเทอร์เน็ตจะยังคงอยู่ เชื่อว่าการปิดเว็บไซต์ถึงจะทำได้จริงแต่ก็เป็นไปได้ยาก หรืออาจจะปิดได้เพียงเว็บไซต์หลักๆเท่านั้น และเมื่อปิดเว็บไซต์ในประเทศก็ยังมีช่องทางต่างประเทศอยู่

“โดยภาพรวม ผลกระทบเกิดขึ้นแน่ในแง่ของการถูกริดรอนสิทธิ แต่ในอีกมุมก็เชื่อว่าปิดไม่อยู่ ยังต้องรอดูก่อนว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าทางสมาคมจะมีแถลงการณ์ใดออกมา สิ่งที่น่าห่วงตอนนี้ก็คือเมื่อคนรู้ว่าควรจะใช้สื่อไหน คนในรัฐก็จะรู้ว่าควรจะปิดกั้นสื่อนั้นเช่นกัน”

“ส่วนผลกระทบในธุรกิจอีคอมเมิร์ชนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการปิดกั้นข้อมูลทางการเมือง คนละเลเยอร์กัน ส่วนการเมืองจะไม่มีผลโดยตรงกับอีคอมเมิร์ช เพราะบางรายก็ไม่เปิดเผยว่าเป็นธุรกิจสัญชาติไทย”

นายพงษ์ระพี เตชพาหพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มายด์คอนเนคชันส์ จำกัด ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ thaigoogleearth.com มองว่าการปฏิวัติน่าจะเป็นผลดีต่อธุรกิจออนไลน์ เชื่อว่าไม่มีผลกระทบต่อการลงทุนของต่างชาติเพราะสถานการณ์การปฏิวัติของประเทศไทยต่างจากการปฏิวัติในประเทศอื่น ซึ่งขณะนี้วิถีชีวิตของชาวไทยโดยรวมเชื่อว่ายังอยู่ในสภาวะปกติ

“น่าจะดีถ้าเรื่องต่างๆจบลง เศรษฐกิจเดินหน้า แต่ต้องดูต่อไป โดยภาพรวมเชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ในเร็ววัน หลังเลือกตั้งจะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อ ไม่มีชุมนุมยืดเยื้อ”

“ในภูมิภาคนี้ อินโด มาเลย์ ฟิลิปปินส์ พม่า จีน ทุกประเทศมีปัญหา ถามว่าฝรั่งจะลงทุนไหม ส่วนใหญ่ถ้าลงทุนแบบระยะสั้นก็ผ่านตลาดหลักทรัพย์ พวกนี้มาเร็วไปเร็วอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา แค่ช้อนหล่น พวกนี้ก็ย้ายเงินไปประเทศอื่นทันที ถ้าลงทุนแบบระยะยาว หากพวกนี้ศึกษาประเทศไทยจริงๆ เขาก็รู้ว่า การปฏิวัติเราไม่เหมือนกันพม่า ไม่เหมือนจีน หรืออินโด หรือมาเลย์ สุดท้าย ภาคประชาชนเข้มแข็งกว่า”

“คนไทยไม่ต้องสต็อกซื้อของมาเก็บไว้ในห้องใต้ดิน เราไม่ใช่ปากีสถานนะ เราเดินชอปปิ้งกันปกติ ชีวิตเป็นปกติ แค่แชร์ข่าวสารร่วมกัน คุยกันสนั่นเมืองแค่นั้น” นายพงษ์ระพีทิ้งท้าย

สำหรับความเคลื่อนไหวโดยรวมในโลกออนไลน์ขณะนี้ การที่ประชาชนนั้นติดตามสถานการณ์ยึดอำนาจผ่านอินเทอร์เน็ตมากมายกลับทำให้หลายเว็บไซต์ไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้เกิดความสับสนว่าเว็บไซต์ใดถูกปิดหรือเว็บไซต์ใดเกิดความบกพร่องในการเข้าใช้งานเท่านั้น แต่สำหรับเว็บไซต์ pantip.com ได้ประกาศปิดห้องราชดำเนิน ห้ามตั้งกระทู้การเมืองใดๆแล้ว

เว็บไซต์ pantip.com เว็บท่าชุมชนออนไลน์ขนาดใหญ่ให้เหตุผลในการปิดใช้งานห้องราชดำเนินเป็นการชั่วคราวว่าไม่สามารถควบคุมดูแลการตั้งกระทู้ได้ และขอร้องสมาชิกไม่ให้ตั้งกระทู้เกี่ยวกับการเมืองที่ห้องอื่น ๆ ด้วย โดยมีการชี้แจงต่อสมาชิกว่าขอให้สมาชิกทุกคนงดเขียนกระทู้เกี่ยวกับการเมืองโดยเด็ดขาด เพราะขณะนี้ประเทศไทยอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่งแม้สามารถเขียนได้แต่ท้ายที่สุดเว็บก็จะถูกปิดการใช้งาน

ส่วนเว็บไซต์หลายแห่ง เช่น sanook.com, kapook.com ได้ปรับเปลี่ยนเนื้อหาในหน้าแรกให้เป็นการเกาะติดสถานการณ์ล่าสุดและสรุปแถลงการณ์ของคณะปฏิรูปฯ

Company Related Links :
jakrapong.com
pawoot.com
thaigoogleearth.com
sanook.com
kapook.com

10 questions about information architecture

10 คำถามยอดฮิตสำหรับอาชีพ Information architectects พอดีเห็นว่าน่าสนใจ (เก็บไว้อ่านเอง)เลยไปลอกมาเก็บไว้ก่อน ผมไม่แปลนะครับ ถ้าใครเห็นว่าน่าสนใจคลิกเข้าไปที่ลิงก์ในเว็บ builder.com ได้เลยครับ

10 questions about information architecture

September 29, 2003

By Shel Kimen

Information architecture. IA. Industry buzzwords? Fancy degrees? Web firms can’t hire information architects fast enough, but, while the field has been around and growing for years in software, engineering, and library science, very few people understand exactly what information architects do and why we need them in Web design. And we do need them.

With today’s complex, superfly, dynamically driven database Web sites and networks, information architects have become critical to–if not the cornerstone of–most large Web design projects. Blending the technical and the visual with a keen sense for organizational structures and usability, IA is a multidimensional field that puts place in space. Knowing the demand, CNET Builder.com answers your top 10 questions about IA and information architects: who they are, how they get there, what they do, and why in the Web world.

1. What is information architecture?
At its most basic, information architecture is the construction of a structure or the organization of information. In a library, for example, information architecture is a combination of the catalog system and the physical design of the building that holds the books. On the Web, information architecture is a combination of organizing a site’s content into categories and creating an interface to support those categories. It stems from traditional architecture, which is made up of architectural programming and architectural planning.

Traditional architectural programming
The traditional discipline of architecture, which is the design of buildings and physical space, involves problem-making and problem-solving. It requires a thoughtful analysis (programming) to manifest a thoughtful synthesis (design).

Architectural programming is an objective approach to understanding the nature of the task so that a specific problem can be identified as something for space planners and designers to solve. The programmer establishes goals, collects and analyzes facts, uncovers and tests concepts, determines needs, and states the problem. The programmer’s responsibilities include: client interviews, research and understanding of emerging technologies, reviews of case studies, budget planning, scheduling long-term deadlines, anticipating the future, and formulating functional requirements. The research results in a program document that specifically outlines the limits of the project and any unique problems.

Traditional architectural planning
Between the analysis and synthesis stages exists what William Pena, author of Problem Seeking: An Architectural Programming Primer, calls the synthesis gap. In large projects, a space planner manages this gap by taking the program document and defining the space to be designed, aligning the rooms, and assigning priorities to the interior structural elements. The space planner works with both the programmer and the designer to develop a structure that accommodates the function as well as the form. (Although sometimes, depending on the firm, the space planner is also the programmer or designer.)

In Web design, a person who helps develop programs and also plans is an information architect. The information architect maps the entire structure of the site and organizes the positioning of pages within sections, developing a functional and intuitive plan to get the user from point A to point B on the path of least resistance.

2. How do information architects fit into a Web team?
Some Web design firms have highly compartmentalized departments that separate problem finders from problem planners and problem synthesizers, but flexibility is the key to success. Information architects should meet with clients to help define a project’s scope, as well as plot the path to meet the objective and work with the designers and technologists to develop engaging and intuitive visual interfaces. It is important for them to be present during all three phases and to get a client’s objectives firsthand. Poor secondhand interpretations can be a project’s death. It isn’t that managers are inept at translating clients desires, but architects have special architectural questions that a business manager or producer might not be able to intuit.

It’s also important for information architects to work closely with visual designers, helping to maintain the balance between form and function. Design effects architecture as much as architecture effects design. Working in a vacuum of compartmentalized skills isn’t good for anyone, and it’s definitely not good for the end result. Information architects also bridge architecture with development and work with technologists, database engineers, and HTML coders.

Most of the larger Web firms, such as Organic, Razorfish, Studio Archetype, and Agency, have established IA departments operating under various names. Some firms base their definitions on software design, while others take a more traditional, physical structure architecture approach. It’s impossible to say what works best, because it’s relative to the overall environment and work process. In general, it’s good to take elements of software design, library science, traditional architecture, and industrial design and sift through for the elements that most apply to Web design and its nuances.

3. What do architects create for clients?
If there were a template or system for what information architects need to prepare, no one would need them. While there are certain key deliverables that most projects require, the work is most often determined on a case-by-case basis dependent on scope and function. Presentation is as much about showing information as it is about showing information in a way that is understandable to each client’s specific Web knowledge and thought process. Some people prefer paper, while others need to see things clicking and moving in order to make sense of it.

Some of the basic deliverables include:

Site Maps: Maps reflect navigation and main content buckets. They are usually constructed to look like flowcharts and show how users navigate from one section to another.

Content Maps: Detailed maps that show what exists on each page and how content on some pages interacts with content on other pages.

Page Schematics: Black and white line drawings or block diagrams to hand off to a visual designer. These may, or may not, reflect layout and are used mostly to inform the designer and the client exactly what information, links, content, promotional space, and navigation will be on every page of the site. Schematics also help illustrate priority.

Text-Based Outlines: Sometimes information architects want to show architecture as indented text outlines and lists.

Interactive, Semi-Functional Prototyping: In some cases, information architects are responsible for outlining or storyboarding functional prototypes, and in others they actually build prototypes with HTML, Flash, Director, or PowerPoint.

Anyone who has seen the effects of unplanned projects–Web or otherwise–knows why it is important to have a plan before starting to build. Some clients don’t understand the expense–and professional information architects are expensive. Also, due to the complex nature of information architects’ work–representing sites with thousands of pages on 11-by-17 pieces of paper and presentation boards, director prototypes, and HTML schematics, for example–clients are sometimes confused and unable to see the value. It’s important for any company that builds information architecture into its structure to support that structure by educating clients on its value. It’s the responsibility of everyone on the team to help the client understand why every member is there.

4. How do architects evaluate or design a site?
First, even before evaluating an existing site for architectural improvements, it’s extremely important to find out who’s using it, who’s building it, and what its goals are. Maybe the hardest part of information architecture is to help identify a focus–a necessary component of intuitive form and function. But after focusing, evaluation is all about anticipated user paths, logical process flows, and determining how to balance efficiency with ease of use. Good, consistent information architecture will help users build relationships and trust with the technology and product. So, a good place to start is to look for the ways sites are, and are not, consistent.

When designing a new site, it’s always best to start with all the pieces, though this is seldom the case. You’ll probably be hard-pressed to find a client who didn’t change their minds half a dozen times over three phases of project architecture. And architects can change their minds because it is often difficult to predict all the pieces beforehand. It is the responsibility of the design firm and architect to ask the right questions, and it’s client’s responsibility to understand what they are trying to build.

Architecture can and should be an extremely collaborative and iterative process, which evolves somewhat organically in as much structure that can be defined up-front as possible. Anything an IA can do to ask as many questions and get as many answers up-front will ultimately help the process. Architects also need to focus on who will be using the site, strategic and business goals, key usability principals, technical constraints, and future needs.

5. What kinds of IA problems are difficult to solve?
The latest Web site trends all point to scaleable, personalized, and customizable portals with dynamic content, which usually involves a mix of onsite content creation and third-party vendors. Integrating the complexity of these requirements into a single user-friendly interface is difficult at best.

Scaleable is a polite way to say no one knows exactly what content will be included, so the site needs to be flexible to expand to house unknown amounts and types of information.

Personalization requires an intelligent back-end to filter demographic information and track user preferences in order to provide content that is relevant to an individual user.

Customization, on the other hand, is what users do to set their own preferences for a site experience. Building interfaces that are modular enough for a user to customize is extremely difficult, and setting a structure so that a user can select what he or she wants is even more difficult.

Dynamic Content is another tricky one because it mandates that content will be produced on the fly, based on any number of parameters, including copy length. Since the proliferation of the portal, sites have begun to aggregate content (collect it from other sites), which presents further design and architecture issues: Whose server holds the content? Who is responsible for third-party design and interface? And how are the partner sites effected when third-party providers change their service offerings?

In addition to these difficulties, there are standard issues, such as understanding–and defining–the target audience, determining how much and what type of information should be on a page, knowing when it’s important to lean more toward visual cues (MSNBC) or more toward text (Yahoo), and choosing a content-based or contextual navigation system.

6. What software do architects use and need?
Unfortunately, the perfect tool hasn’t been invented yet. There seems to be an abundance of tools for software architecture that are suitable, but they aren’t necessarily great for presentation. And there are a few Web-specific tools that don’t come close to fully demonstrating the complexity of a dynamic, contextualized navigation system.

However, the word on the street is that Adobe has heard the information architects’ cries and is working fast and furious to produce a tool that gives them the best of precision layout and quick drag and drop objects. Until then, other options include Dreamweaver, Photoshop, and Visio, but ultimately it depends on what type of document you are trying to make. A versatile suite of tools is the best way to go for now.

7. Are there evolving standards for IA?
Like any discipline, industry standards set the pace, for good or bad, for most mainstream development. Some of the more common standards for information architecture revolve around navigation, transaction processes, and link use.

Structural Navigation
Most Web surfers have experienced what designers call the inverse L, which is essentially a navigation system that runs top-level categories–or buckets–horizontally across the top of the screen with secondary and tertiary links listed down the left side. Another standard is a horizontal tabbed metaphor, which has two–sometimes three–layers of links that are stacked. Clicking one of the horizontal links reveals a second row of horizontal links that relate to the clicked item. While it’s important to break from these standards, it’s also important to note that this is what people have gotten used to, and deviations are sometimes extremely confusing–even if they offer better solutions.

Financial Transactions
Transactions that involve the exchange or transference of funds tend to involve at least three steps: submit, verify, and confirmation of order received. The middle step, verify, is usually a page that shows the user what s/he has just submitted. It is a good idea to not allow users to make changes on the verify page but to send them to an edit screen instead. After the edit screen, they will see a new verify screen. Allowing users to make changes on a verify screen increases the margin for error. Removing or mistyping even a single number in a financial transaction is easy to do and potentially disastrous.

Redundant Links
It has been proven that people like to click, and when users are confused, they start scanning pages for whatever clickable links they can find. This is why sites such as Amazon.com have so much redundancy. In some cases, there are as many as three different links on one page to a single book or article somewhere else on the site. Some of these links are graphic, some are text, some are mixed into content areas, and others are highlighted on the side. No matter how perfect a site architecture may seem, because we all interpret information in different ways, it is important to be as inclusive as possible and provide as many points of entry into content that will fit on a screen without cluttering it.

8. How does usability relate to IA?
Usability testing ranges from observing how users react to color palettes to timing how long it takes someone to find a log out button. Sometimes testing is one-on-one, with a moderator asking an individual tester to go through the process of using a Web site–asking questions along the way about what they like and don’t like, what is easy and difficult, and how it could be improved. Other times it consists of 10 to 20 person focus groups that also work with a moderator to determine preferences of target audiences and look at big picture issues, such as color treatment and content needs.

Some firms employ entirely separate departments for usability, while others look to information architects for this skill. It’s a logical connection because IAs are responsible for making it easy it to find information and create most products with a focus on user-centered design (thinking of the user first). But even if they aren’t usability experts, IAs usually think about usability testing as they are planning the site structure. They keep notes about what might be confusing and design prototypes specifically for user testing in order to isolate issues in navigation, process, and understandability.

Basic Rules for Usability Test Scripts
While there are entire books on usability test script writing, the best rule is to keep it simple and straightforward. We try to keep questions as objective as possible. For example, instead of asking, “Was it easy to use this site?” we would ask, “How would you rate using this site?” with check boxes for Very Easy, Easy, Not Easy or Difficult, Difficult, and Very Difficult. Five is a good number for choices, leaving room for a neutral response. It’s good to ask questions with one word answers as well as request that testers write out some comments in their own words, as they often suggest ideas and feelings that site creators and project managers never imagined related to their product. A good book to help understand usability testing is Handbook of Usability Testing by Jeffrey Rubin, and some good web sites include:

IBM Ease of Use Web site–User Centered Design
An outstanding look at the process and concept of user-centered design. While it won’t go very deep, it will give a good overview of the process of design as it applies to human-web interaction.

Alert Box
Current Issues in Web Usability, a biweekly column by Dr. Jakob Nielsen, principal, Nielsen Norman Group, covers everything from bandwidth issues to micropayments.

9. How do I become an information architect?
The best way to find a job in information architecture is to look at the Web sites of companies that produce work you admire. If the company doesn’t have an IA department, it may be developing one, so you could get in early if you contact them.

If the company already knows that information architects are important to the design process, chances are they are probably on the hunt for qualified people because there are more positions available than people applying. Most large Web design and software design companies hire architects, as do consulting firms, banks, insurance companies, and public relation agencies. Basically, anyone who runs a large Web site, designs large Web sites, or hires people to design large Web sites has the need for an information architect.

The Skills You Need
Attention to detail and a strong sense of organization are the most obvious skill requirements for a position in IA. It isn’t so important how one organizes information so much as that the organization is consistent. Information architects require strong logic and analytic skills, as well as the ability to ask appropriate questions and communicate effectively to a broad range of people: designers, executives, artists, marketers, producers, and technical staff. Information architects also need to be able to conceptualize the abstract and manufacture the concrete to explain it.

The Schools
Carnegie Mellon University has some excellent programs: Communication Planning and Design (CPD) and Information Design (ID) offer master of design degrees, and there’s also a master of arts degree with emphasis on writing. Both programs lead to information architecture depending on the way a student structures coursework.

Similarly, Rennessler Polytechnic Institute offers a master in communications, a master in interactive arts, and a graduate certificate in human computer interaction with emphases in writing, design, or technology. New York University offers an Interactive Telecommunications Program and has sent dozens of people into information and interface design careers in the last few years. The program has traditional information technology offerings (Introduction to Computational Media and Elements of Visual Language) as well as flexible build-your-own theoretical studies (New Media and Interpersonal Behavior and Information Contours).

That said, any school that offers strong computer science, design, and writing programs will be able to build a liberal arts program in information architecture. The University of California at Berkeley, the Massachusetts Institute of Technology, University of Illinois, and Stanford University are all great places to start.

If you want to read more about information architecture, you can try these books:

Envisioning Information, Visual Display of Quantitative Information, and Visual Explanations by Edward R. Tufte
Information Graphics by Robert L. Harris
Information Architects by Richard Wurman
Handbook of Usability Testing by Jeffrey Rubin
The Art of Human-Computer Interface Design edited by Brenda Laurel
About Face by Alan Cooper

10. What is the future of IA in Web design?
In the immediate future, information architecture will have more room for creativity because more Web sites may stray from a standardized navigation system and a consistent toolbar on every page.

Looking further into the future and watching the portal trend, information architecture might not only be about architecting individual Web sites, it also will be about architecting massive networks, and even cities. In any case: think big. Information architecture is soon going to be about architecting customizable and personalized views of the entire Internet, along with entirely new business and social models to go with it.

The world will need a lot more information architects over the next few years.

Shel Kimen is an information designer for Razorfish, Inc., New York, a strategic digital communications company. She has been online for a very long time and holds a B.A. in human environment and design with emphasis on architectural theory and planning.

Click fraud: The Dark Side Of Online Advertising: A BusinessWeek Investigation

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมนั่งขลุกอยู่กับกองหนังสือเช่นเคย ผิดแต่คราวนี้อ่านแต่ BusinessWeek ฉบับล่าสุดอยู่เล่มเดียว แหม…ก็ Cover Story วางไม่ลงจริง ๆ ครับ คราวนี้นักข่าวที่ชื่อ Brian Grow กับ Ben Elgin เขาเขียนเรื่อง Click fraud: The Dark Side Of Online Advertising: A BusinessWeek Investigation (โกงคลิก: ด้านมืดของวงการโฆษณาออนไลน์ สืบสวนโดยนิตยสาร BusinessWeek)ความยาวประมาณ 11 หน้า ผมสรุปใจความทั้งหมดมาให้แล้วครับ

มาร์ติน ฟลิชมาน นักธุรกิจหนุ่มใหญ่วัย 40 ได้ทุ่มเงินไปกว่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไว้กับการโฆษณาออนไลน์โดยเฉพาะการโฆษณากับ Google และ Yahoo! มาร์ตินเชื่อว่าการโฆษณาออนไลน์แบบ Pay per click (advertiser จ่ายทุกครั้งที่ user คลิกโฆษณา)จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการลงทุน แน่นอนว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการบริษัทที่ปรึกษาด้านการเงินออนไลน์ของเขาที่ MostChoice.com ล้วนมาจาก Search Engine สองเจ้านี้ แต่มาร์ตินก็ต้องเจอฝันร้ายตอนกลางวันเมื่อเขาพบว่าจำนวนของ user ที่คลิกโฆษณาของเขาเริ่มมาจากประเทศที่เขาไม่ได้ทำธุรกิจด้วย เช่น บอสวาน่า มองโกลเลีย ซีเรีย

ด้วยความชาญฉลาดของมาร์ติน(ที่กลัวว่าจะถูกโกง) เขาได้ออกแบบซอฟต์แวร์ตัวหนึ่งที่คอยดักว่า user ของเขาจะคลิกโฆษณามาจากไหนบ้าง และแล้วเขาก็พบว่า user จำนวนหนึ่งคลิกมาจากเว็บไซต์ชื่อแปลก ๆ ว่า insurance1472.com และ insurance060.com และบัณฑิตหนุ่มจาก Yale พ่วงดีกรี MBA จาก Wharton ก็ได้กลิ่นทะแม่ง ๆ ว่า ถ้าหากมีการโกงเกิดขึ้น ตั้งแต่ปี 2003 ที่ผ่านมาเขาถูกโกงไปแล้วมากกว่า 100,000 เหรียญสหรัฐฯ

ในสกู๊ปนี้ได้อธิบายขั้นตอนต่าง ๆ ของการโกงคลิกอย่างละเอียด นับตั้งแต่การสืบสวนพยานปากเอกอย่างมาร์ติน รวมทั้งว่าที่จำเลยอย่าง Google, Yahoo! (แปลกจังไม่ยักกะสอบ msn) แต่สิ่งที่ได้รับคำตอบกลับมาก็คล้าย ๆ กันคือ “เราไม่มีความเห็นในเรื่องนี้” “เราคิดว่ามันเป็นเรื่องร้ายแรง แต่เราสามารถจัดการได้” “เรามีระบบป้องกันการโกงคลิก แต่เราให้ข้อมูลกับลูกค้าไม่ได้หรอก เพราะไม่อย่างนั้นคนที่ทำธุรกิจโกงคลิกอยู่จะได้ข้อมูลนี้ไปซ้ำเติมลูกค้าของเราอีก” ฯลฯ

BusinessWeek ได้ระบุไว้ว่าการโกงคลิก หรือ Click fraud หมายถึงการคลิกโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตที่สร้างรายได้จาก Search engine แบบผิดกฏหมาย โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่ได้เก็บเอาโฆษณาของ Google, Yahoo! ไปรวมเป็น link farm

นอกจากนี้ยังได้ระบุถึงความหมายของ Parked website (เว็บที่รวมแต่โฆษณา แต่แทบไม่มี content ที่ให้ประโยชน์อะไรกับ user เลย)ซึ่งทาง Search engine ถือว่าเป็นเว็บไซต์ที่เป็นแหล่งกำเนิดของการโกงคลิก เลยไปถึงเว็บไซต์ paid-to-read (PTR) แบบที่เรา ๆ ท่าน ๆ คงจะเคยได้อีเมล์ว่าทำธุรกิจนานาชาติที่บ้าน ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือเจ้าของเว็บประเภท PTR นี้จะแบ่งรายได้ส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้คนที่สมัครเป็นสมาชิกแล้วไปคอยคลิกโฆษณาของ advertiser อย่างผิดกฏหมาย แต่ที่แสบไปกว่านั้นก็คือการมี Clickbot คอยโกงคลิกและทำ IP ปลอมหลอกว่ามาจากประเทศไหนบ้างนี่สิที่ปั่นหัวนักการตลาดออนไลน์ได้ไม่มีที่สิ้นสุด

เพื่อไม่ให้เป็นการกล่าวหากันจนเกินไป BusinessWeek ได้ตามไปสัมภาษณ์อดีตนักโกงคลิกสองสามีภรรยา เดวิด และเรเน่ สตรัคต์ ที่ปัจจุบันกลับตัวกลับใจเลิกโกงคลิกแล้วมาเปิดเผยเบื้องหลังให้ฟังว่า “พวกเราทำไปเพราะตอนนั้นตกงานจริง ๆ แล้วมันทำรายได้ให้เรากว่า 5,000 เหรียญภายในเวลาสี่เดือน แต่ตอนท้ายพวกเราก็มานึกได้ว่าการได้เงินมาแบบนี้มันง่ายไป การโกง advertiser ไม่ใช่เรื่องดีนักหรอก พวกเราถึงหยุด และผมกับเรเน่บอกได้เลยว่า ที่ Google กับ Yahoo!อ้างว่าพวกเขาป้องกันแล้วเนี่ย มันทำอะไรไม่ได้มากนักหรอก”

The success of Google and Yahoo is based partly on the idea that clicks are reliable

BusinessWeek ไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้ แต่พวกเขายังขุดลึกไปสัมภาษณ์บรรดานักโกงคลิกทั้งเจ้าของเว็บประเภท Parked website เจ้าของซอฟต์แวร์ประเภท Clickbot บ้างก็บอกว่าไม่เห็นจะรู้สึกรู้สาอะไรเลยว่ามันผิดยังไง ก็แค่คลิก ๆ ก็ได้เงินแล้ว แต่สำหรับ advertiser แล้วนี่มันคือการปล้นกันชัด ๆ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่อเมริกา เพราะแม้แต่ Search Engine ชื่อดังของจีนอย่างไป่ตู้ Baidu.com ก็โดน advertiser บุกไปประท้วงถึงหน้าออฟฟิศมาแล้วหลายครั้งหลายครา

แต่ท้ายที่สุดแล้วเมื่อสรุปว่า การทำโฆษณาออนไลน์ผ่านทาง Search Engine มีการโกงคลิกได้ สื่ออื่นก็มีการโกงได้มาตลอด เช่น หนังสือพิมพ์และนิตยสาร ที่ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขายต่างก็รู้ว่ามียอดพิมพ์ที่เคลมเกินความเป็นจริง ถึงแม้ว่าจะมี Audit Bureau of Circulations แต่ก็ช่วยอะไรได้ไม่มากนัก ส่วนโทรทัศน์ก็ตั้งราคาตามช่วงเวลาและเรตติ้ง ซึ่ง advertiser มักจะบ่นกันว่ามันไม่แน่นอนวัดผลได้ยาก และท้ายสุดกับอินเทอร์เน็ตที่เคยเป็นที่ถกเถียงกันในกรณีการซื้อขายแบนเนอร์ที่อ้างอิง impression หรือจ่ายตามการปรากฏ ไม่ว่า user จะคลิกหรือไม่คลิกก็ตาม นั่นก็ ROI (Return on Investment)ต่ำเกินไป นับประสาอะไรกับ Pay per click เล่า

————-
พอผมอ่านจบแล้วก็เหนื่อยใจแทนบรรดา Search Engine ครับ แต่ผมคิดว่ารายได้ของ Search Engine ก็ไม่ได้มาจากโมเดลประเภท Pay per click อย่างเดียวเสียเมื่อไหร่ ไหนจะมี Pay per call (จ่ายตามจำนวนครั้งที่ user ใช้ VoIP โทรจาก PC-2-Phone ไปที่โทรศัพท์ของ Advertiser) รวมถึง Pay per Action ที่ Google ก็เคยออกมาให้ข่าวว่ากำลังพัฒนาโมเดลนี้อยู่

หรือบทความนี้จะบอกสัญญาณอะไรบางอย่างกับการมีอยู่ของโมเดล Pay per click?

อ่านและศึกษาเรื่องการโกงคลิกเพิ่มเติมได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Click_fraud

สร้างชุมชนออนไลน์สไตล์บอกอตัวอ้วน

เราคงไม่สามารถปฎิเสธได้ว่า หนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จในการก่อร่างสร้างธุรกิจออนไลน์ก็คือการสร้างชุมชนออนไลน์ของคุณให้เข้มแข็ง สมาชิกค่อนข้างสนิทแนบแน่น พร้อมกับมีจุดสนใจร่วมกัน มีเป้าหมายร่วมกันที่จะทำอะไรคล้าย ๆ กัน เช่น สนใจเรื่องท่องเที่ยว ก็มาคุยกันเรื่องประสบการณ์ในแต่ละทริป การเตรียมตัวเดินทาง เลยไปถึงการนัดแนะไปเที่ยวและสังสรรค์กันภายในชุมชนออนไลน์

ผมเองมีเว็บไซต์เล็ก ๆ อยู่เว็บหนึ่งชื่อ aussietip.com (ออสซี่ทิปดอทคอม)ครับ วันนี้จะเอามาเป็นกรณีศึกษาให้คุณ ๆ ลองอ่านกันดู เผื่อว่าจะนำไปต่อยอดอะไรได้บ้าง

aussietip.com เป็นเว็บไซต์ที่ผมสร้างขึ้นมาเองเมื่อ 5 ปีที่แล้วสมัยยังเรียนอยู่ที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ตอนนั้นผมเพิ่งลาออกจากการเป็นนักข่าวหน้าบันเทิงที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ พอไปถึงที่โน่นก็ยังอยากทำงานสื่ออยู่ อยากเขียนอะไรแล้วคนในวงกว้างสามารถอ่านได้ในวงกว้าง ผมเลยตัดสินใจสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา โดยตั้งเป้าหมายว่า aussietip.com จะเป็นเว็บไซต์สำหรับนักเรียนไทยในออสเตรเลีย และท้ายที่สุดผมก็ทำได้ครับ aussietip.com กลายเป็นเว็บไซต์ที่นักเรียนไทยทั้งที่อยู่เมืองไทยและที่ออสเตรเลีย เข้ามาพูดคุยกัน หาเพื่อน หางาน หาบ้าน คนไทยที่เป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารก็มาหาน้อง ๆ ในเว็บไปเป็นบริกรบ้าง บางคนก็มาโฆษณาหา sharemate หรือแม้กระทั่งแอบมานัดแนะไปเที่ยวไปเดทกันก็เคยเจอ

จนกระทั่งผ่านไปเกือบ 2 ปี ผมเรียนจบกลับเมืองไทย ทางสถานทูตออสเตรเลีย โดยทางหน่วยงาน Australian Education Centre (AEC)ก็เรียกผมเข้าไปแชร์ประสบการณ์กับน้อง ๆ นักเรียนไทยที่กำลังจะไปเรียน พร้อมออกจดหมายรับรองให้ผมฉบับหนึ่งว่า aussietip.com เป็นเว็บไซต์ที่ทางสถานทูตออสเตรเลีย highly recommended ให้นักเรียนไทยเข้าชม เพราะจะได้ประโยชน์หลาย ๆ อย่าง บวกกับพี่ ๆ สื่อมวลชน ต่างพากันทยอยลงข่าวเกี่ยวกับ aussietip.com ไม่ว่าจะเป็น ไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด มติชน ผู้จัดการ ไทยโพสต์ รายการโทรทัศน์ วิทยุ ฯลฯ ทำให้คนรู้จักเว็บไซต์มากขึ้น จนชุมชนเริ่มเติบโตขึ้น จากเคยคุยกันอยู่ 5-10 คน ตอนหลัง ๆ มีคนกลับเข้ามาไม่ต่ำกว่าวันละ 200 คน เพื่อมาคุยเรื่องเดียวกันนั่นก็คือ เรื่อง Lifestyle ทั่ว ๆ ไปของนักเรียนไทยในออสเตรเลียจึงทำให้เว็บอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้

ถ้าถามว่าหัวใจของความสำเร็จในการสร้างชุมชนออนไลน์คืออะไร ตอนแรกผมกะเขียนว่า “ก็รักคนในชุมชนออนไลน์ของคุณก่อน แล้วพวกเขาก็จะรักคุณเอง เพราะผมตั้งใจทำให้คนไทยรักกัน” แต่ผมว่าฟังดูมันเลี่ยน ๆ ชอบกล เอางี้ดีกว่าครับ เอาเป็นว่าการสร้างชุมชนออนไลน์ประกอบไปด้วยปัจจัย 3 ส่วน

1 Human Computer Interaction (HCI)
2 Moderator
3 e-local norms

มาดูกันก่อนว่าข้อ 1 คืออะไร เอาภาพกว้าง ๆ ก่อน …พื้นฐานของ HCI ก็คือการปรับปรุงให้ปฎิสัมพันธ์ (interaction)ระหว่างผู้ใช้งานเว็บไซต์กับคอมพิวเตอร์ราบรื่นขึ้น ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานกับมนุษย์ได้ง่ายขึ้น หรือที่เรา ๆ ท่าน ๆ เรียกกันว่า user-friendly นั่นล่ะครับ การที่จะจับคนมาเสวนาฮาเฮกัน ต้องทำให้เขาสะดวกด้วย ไม่งั้นก็พาลหนีไปเสียดื้อ ๆ ได้ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของการเลือกใช้สีด้วยนะครับ เช่น ถ้าผมทำเว็บบอร์ดเป็นสีโทนร้อน ทางจิตวิทยาจะบอกว่า เฮ้ย คนมีสิทธิ์ทะเลาะกันมากขึ้น ของ aussietip.com เองผมใช้มาแล้วสองสี คือสีเขียวเย็น ๆ และสีฟ้าอ่อน ๆ ทำให้คนในเว็บบอร์ดค่อนข้างรู้สึก soft

ข้อ 2 Moderator ก็คือผู้ควบคุมดูแลและเอื้อประสานประโยชน์ของคนในชุมชน อาจจะเป็นตัวเว็บมาสเตอร์เองก็ได้ หรือจะส่งไม้ต่อให้ user ในเว็บไซต์ก็จะเยี่ยมมาก เพราะยิ่งมีความหลากหลายมากเท่าไหร่ ชุมชนก็ยิ่งมีสีสัน และน่าสัมผัสมากยิ่งขึ้น

ข้อ 3 e-social norms นี่ผมประดิษฐ์ศัพท์ขึ้นมาเองล่ะครับ ฮ่าๆ e หมายถึง electronics ส่วน social แปลตรงตัวว่า สังคม ส่วน norms = บรรทัดฐาน แปลรวม ๆ ก็คือ บรรทัดฐานทางสังคมแบบอิเล็คทรอนิคส์ (ยิ่งแปลยิ่งงงไหมครับ)

แต่ท่ามกลางความงุนงงนี้ ผมมีเหตุผลว่าทำไมเราจำเป็นที่จะต้องกล่าวถึง บรรทัดฐานทางสังคมแบบอิเล็คทรอนิคส์นี้

บรรทัดฐานทางสังคมแบบอิเล็คทรอนิคส์ที่ผมกำลังพูดถึงนี้ก็คือการพยายามเข้าอกเข้าใจถึงบริบท (context) ในสังคมท้องถิ่นที่เรากำลังอยู่นั้น ๆ ว่าภาพรวม การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม นั้นเป็นอย่างไร ที่เราจำเป็นต้องเข้าใจถึงบริบทในแต่ละชุมชนนั้นเป็นเพราะแต่ละชุมชนและแต่ละสังคมต่างมีจุดมุ่งหมายต่างกัน อย่าง aussietip.com เอง เป็นเว็บที่เชื่อมประเทศไทยเข้ากับประเทศออสเตรเลีย แต่ว่าบริบททางสังคมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนไทยที่อยู่ฝั่งไทยก็ไม่รู้จักทางออสเตรเลีย ทางคนไทยที่ออสเตรเลียก็คิดถึงเมืองไทย การสร้างชุมชนออนไลน์ในแบบ aussietip.com เลยเป็นการสร้างชุมชนแบบที่ต้องอาศัยความเข้าใจในการใช้ชีวิตทั้งเมืองไทยและออสเตรเลีย ไม่งั้นก็คุยกันไม่รู้เรื่อง แล้วจะเป็นชุมชนได้ลำบาก

คุณ ๆ ที่ผ่านเข้ามาอ่าน อาจจะคิด เอ๊ ก็นั่นมัน aussietip.com นี่ ถ้าฉันทำชุมชนออนไลน์เกี่ยวกับคนรักหนังสือในเมืองไทย มันจำเป็นไหมที่จะต้องรู้ไอ้เจ้า e-social norms ของคุณ

คำตอบคือจำเป็นครับ

e-social norms ของคนที่จะทำชุมชนออนไลน์เกี่ยวกับคนรักหนังสือในเมืองไทย จำเป็นจะต้องมีความรู้และเข้าใจในแวดวงวรรณกรรมมากทีเดียวว่า วัฒนธรรมการอ่าน และรสนิยมของคนไทยชอบอ่านอะไร ไม่ชอบอะไร เพราะมันจำเป็นต่อการนำเสนอ และการแนะนำหนังสือ คุณจำเป็นที่จะต้องหยั่งลึกไปถึงกรอบทางความคิดของคนในชุมชนของคุณ ว่าคนในชุมชนของคุณจะเป็นคนแบบไหน เพื่อให้คุณ ๆ เห็นภาพชัดขึ้น ผมจะแบ่งตัวอย่างชัด ๆ ดังนี้ครับ

การเมือง – แนวคิดทางการเมืองของคนในชุมชนเหมือนกันไหม ผมยกตัวอย่างเช่น กลุ่มคนในเว็บบอร์ดพันทิป ห้องราชดำเนิน กับเว็บบอร์ดในเว็บหนังสือพิมพ์ผู้จัดการต่างกันไหมล่ะครับ ถ้าหากว่าคุณเข้าใจว่าคนในชุมชนของคุณเป็นคนแบบไหน คุณระบุได้ชัดว่าเขาต้องการอะไร สร้างชุมชนได้ง่ายขึ้นครับ คุณจะระบุได้ว่าเขาจะชอบหนังสือนิยายแบบโจนาทาน ลิฟวิงสตัน หรือจะอ่านโต๊ะโตะจังกันแน่

เศรษฐกิจ – ในช่วงนี้ข้าวยากหมากแพงถ้าคุณนำเสนอเรื่องที่ออกไฮโซ คุณก็ต้องแน่ใจว่ากลุ่มคนของคุณเป็นคนมีเงิน มีกำลังซื้อสูง แม้ในยามที่หลายคนประหยัดกัน แต่ถ้าคุณนำเสนอเรื่องหนังสือน่าอ่าน ถ้าคุณนำเสนอหนังสือดี ๆ ราคาไม่แพง หรือบอกได้ว่าแหล่งไหนกำลังลดราคา ก็จะ win-win ทั้ง user และ advertiser ครับ

สังคม – สังคมไทย โดยเฉพาะสังคมวรรณกรรมตอนนี้เปิดมากกว่าแต่ก่อน สมัยก่อนใครเขียนไม่เก่ง หรือไม่มีที่ทางแสดงออก ก็จะต้องไปเขียนหนังสือทำมือ ต่อมาพอมี Blog ก็กลายเป็นว่าใคร ๆ ก็สามารถเป็น publisher ให้กับตัวเองได้ และที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ นักเขียนบางคนเริ่มเห็นว่าการเจริญเติบโตทางปัญญาของไทยขึ้นอยู่กับหนังสือด้วย จนทำให้มีการรณรงค์ให้คนบริจาคหนังสือออกไปสู่ห้องสมุดในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ว่าแล้วก็โฆษณาให้คุณวินทร์ เลียววารินทร์หน่อย http://www.winbookclub.com/content.php

วัฒนธรรม – วัฒนธรรมไทย ๆ คนไทยค่อนข้างเป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ เป็นกันเอง ไม่ชอบอะไรที่เป็นทางการมากจนเกินไป ซึ่งผมขอนิยามว่าชุมชนออนไลน์ไทย เป็นชุมชนที่เรียกร้องความเป็นกันเองค่อนข้างสูง การเลือกใช้ภาษาจะเป็นทางการเกินไปก็ไม่ไหว ยกเว้นเสียแต่ว่าชุมชนคนรักหนังสือของคุณเน้นว่าต้องดูซีเรียส น่าเชื่อถือก็ว่าไปอย่าง

ทั้งนี้ทั้งนั้น แต่ละชุมชนมีมุมมองทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ที่แตกต่างกัน ลองมองเข้าไปให้ลึก ๆ นะครับจากนั้นเราค่อยสรุปรวบยอดออกมาในแบบที่สามารถวัดผลได้ด้วยตัวเลข เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ (ถ้าคุณไม่ทำธุรกิจก็แล้วไปครับ)

ในเชิงธุรกิจแล้วผมแนะนำว่าให้คุณทำแบบสำรวจขึ้นมาเลยครับว่า คนในชุมชนของคุณเป็นแบบไหน เอาแบบที่วัดเป็น % และสัดส่วนเป็นตัวเลขได้ด้วยยิ่งดีครับ เพราะนักลงทุนเขาจะเชื่อตัวเลข พวกเขาไม่มีเวลามาดูชุมชนของคุณเท่าไหร่อยู่แล้ว หรือถ้าคุณยังไม่พร้อมจะทำแบบสำรวจ ผมแนะนำว่าสำหรับเมืองไทยใช้ truehits เลยครับ ต่างประเทศอาจจะใช้ hitwise ในการเก็บสถิติว่ามีคนย้อนกลับมากี่ % ก็จะช่วยได้ครับ

เอาล่ะครับ วันนี้เท่านี้ก่อนดีกว่า อยากอ่านเรื่องประมาณไหน อยากคุยกันเรื่องไหนในการทำเว็บ เขียนมาคุยกันนะครับ

Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ระยะนี้ผมรู้สึกอารมณ์หม่นหมองชอบกล อาจจะเป็นเพราะแรงลมแรงฟ้าที่ส่งผลให้ภูมิอากาศทั่วประเทศมืดครึ้มและหม่นไปด้วยปรอยฝน (หรือบางแห่งก็ตกหนักเป็นห่าฝน) กระจายแผ่ไปทั่วฟ้าเทา ๆ จนใจเราก็พลอยอ่อนไหวตามสีของท้องฟ้าไปด้วย

บ่ายวันอาทิตย์ แทนที่จะนอนดูทีวี ดันขยั๊นขยัน test เจ้า WAP Version ของ YellowPages.co.th ขณะเดียวกันมือก็ซุกซนไปเปิด MobileLIFE.co.th และเข้าไปดูเรื่องย่อภาพยนตร์เรื่องใหม่ ๆ ที่เข้าฉายในช่วงนี้ ที่น่าดูที่สุดเห็นจะเป็นเรื่อง “Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย” ว่าแล้วก็แว่บไปคลายเครียดที่โรงหนังใกล้บ้าน…

เนื้อเรื่องย่อของ “Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย” เป็นเรื่องของ ‘ป้อม’ หนุ่มนักเรียนบดินฯ ที่หลงรัก ‘ดาว’ เพื่อนสาว(สวย)นักดนตรีโรงเรียนเดียวกัน วันหนึ่งที่ป้อมรู้ว่าดาวกำลังจะสอบเข้าคณะดุริยางคศิลป์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ป้อมก็วิ่งแจ้นไปสอบบ้าง เพราะอยากจะอยู่ข้าง ๆ ดาว โชคดีที่ป้อมเป็นคนตีกลองชุดเก่งชนิดหาตัวจับยากเลยสอบเข้าไปได้ จนได้เข้าไปเจอกับ ‘อ้อม’ เพื่อนสนิทอีกคนที่เข้ามาเป็นอีกฤดูหนึ่งในใจของป้อม


อ้อมแอบมองป้อมอย่างน้อยใจในเวลาที่ป้อมกำลังต้องตัดสินใจเลือกดาวหรืออ้อม

ชีวิตว่าที่นักดนตรีของป้อมดำเนินไปอย่างมีสีสันกับเพื่อน ๆ วงสตริง นาม Assholy ที่มุ่งหวังจะชนะการประกวด Hot Wave Music Awards และออกอัลบั้มกับสังกัดดัง ในขณะที่ป้อมดอดไปร่วมวงออเคสตร้า เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ ๆ กับดาว แต่สิ่งที่ป้อมจะได้เจอหลังจากการเข้าร่วมวงออเคสตร้ากลับเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น นั่นก็คือการตัดสินใจที่จะอยู่กับดาวต่อไป หรือจะเลือกอยู่ข้างอ้อม (คุ้น ๆ เหมือนไข่ย้อยต้องเลือกนุ้ยหรือดากานดาไหมครับ) ในขณะที่มีปมขัดแย้งเรื่องความคิดความฝันส่วนตัว กับปัญหาครอบครัวเข้ามาเกี่ยวเนื่องด้วย

หนังเรื่องนี้สนุกตรงที่ป้อมจะต้องเลือกนี่แหละ แต่เป็นยังไงคงบอกไม่ได้เดี๋ยวไม่สนุก


ดาวกำลังวิ่งเล่นกับเพื่อน สาวน้อยคนนี้แหละที่ป้อมแทบจะทุ่มเทชีวิตให้

อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมแล้ว Seasons Change เป็นหนังรักประเภท Romantic commedy ที่ดูแล้วโลกใบนี้ช่างสดใส ย้อมใจเป็นสีชมพูเสียเหลือเกิน มีสุข-เศร้า-เหงา-รัก ครบถ้วนกระบวนความ เหมาะสำหรับผมที่กำลัง ‘หม่น’ อยู่กับงานที่กองท่วมบ้านอยู่ ณ เวลานี้เป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็ทำให้ผมได้ ‘escape’ จากโลกความเป็นจริงไป 2 ชั่วโมงกับช่วงบ่ายวันสุดสัปดาห์สุดเซ็งของผม

ถึงแม้ว่าผมจะรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นหนังรักที่เดินตามสูตรสำเร็จที่ ‘แฟนฉัน’ และ ‘เพื่อนสนิท’ ได้กรุยทางตลาดวัยรุ่นมาแล้ว นั่นก็คือ การเชื่อมโยงเอาเรื่องรักแรกรุ่นผสมกับความคิดความฝันอันสดใสของวัยหนุ่มสาว จนหนังรักแบบนี้แทบจะกลายเป็นแนวทางในการสร้างหนังของ GTH ไปแล้ว เพราะผลลัพธ์ออกมาก็คือรายได้เกินกว่า 50 ล้านบาทไปเรียบร้อยแล้ว แต่ผมก็ยังอยากจะดูอะไรซ้ำ ๆ ทำนองนี้อยู่ดี เข้าทำนองว่ารู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอกนั่นแหละหนาท่านผู้ชม

อ้อ! หน้าโรงหนังจะมีหนังสือการ์ตูนเรื่อง Seasons Change ขายด้วยนะครับ ผมซื้อมาอ่านแล้วก็น่ารักดี ได้รายละเอียดบางอย่างที่แตกต่างไปจากหนังบ้างนิดหน่อย

มิวสิกวิดีโอพิเศษ: Seasons change – บอย โกสิยพงษ์ / นภ พรชำนิ

ปล. มีฉากฮา ๆ แบบพี่บอย โกสิยพงษ์ กับพี่ป้อม อัสนี โผล่มาด้วยครับ น่ารักดี
ปล. 2 ไม่น่าเปรี้ยวไปเดินห้างเลย เสียตังค์ซื้อหนังสือ designing with web standards (2nd edition) ของ Jeffrey Zeldman จนได้

Yellow Pages ใครว่าเป็นแค่หนังสือรองโต๊ะ?

คิดเอาไว้นานแล้วว่าถ้าหากมีเวลาเมื่อไหร่ จะมาเขียนถึงเรื่องของธุรกิจ Yellow Pages แชร์ให้ทุก ๆ คนอ่านกัน เพราะเวลาผมไปไหน เพื่อน ๆ ในแวดวงธุรกิจดอทคอมมักจะไถ่ถามทุกข์สุขตามเรื่องตามราวว่า เป็นไงบ้าง สบายดีไหม ทำอะไรอยู่ (แล้วทำอะไรด้วยกันได้ไหม?) พอผมบอกว่าทำ Yellow Pages เท่านั้นแหละ ทุกคนก็จะอึ้งกิมกี่ไปเลย คล้าย ๆ กับจะบอกว่า “เฮ้ย! ไปทำอะไรอยู่ที่นั่น ไอ้เจ้าสมุดเล่มหนา ๆ ที่เราเอาไปรองโต๊ะที่บ้านนั่นน่ะเหรอ ทำไมไม่ไปทำเว็บ หรือทำบริษัทที่มันเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ที่ทำมาสักหน่อยล่ะ”

ชีวิตผมมันประหลาด ๆ นะครับ ด้วยพื้นฐานและประสบการณ์ผมมาทางสายข่าว สายธุรกิจสื่อสารมวลชน พอมาทำธุรกิจด้านดอทคอม จะเขียนโค้ดอะไรก็ไม่ไว จะดีไซน์เว็บก็วาดลงกระดาษ (เดี๋ยวนี้พัฒนาเป็น Visio แล้วครับ หุหุ) หรือจะให้ไปวางแคมเปญการตลาด สร้าง Brand awareness อะไรนั่นก็ไปกันใหญ่เลย แต่ถ้าให้ผมดูเรื่อง Content ตั้งแต่การจัดการ และวางกลยุทธ์ Content การจัดผังรายการ เขียนหนังสือ หรือทำอะไรที่คนไอทีทั่ว ๆ ไปเขาไม่ทำกันแต่เอื้อประโยชน์กันได้ นั่นแหละผมชอบ แต่ไอ้ความไม่เหมือนใครนี่แหละที่ทำให้ลำบาก เพราะเราต้องคอยอธิบายทุกครั้งไป …เฮ้อ กลับมาที่เรื่อง Yellow Pages ดีกว่าครับ

ธุรกิจ Yellow Pages เป็นธุรกิจที่ดูเหมือนจะ Mass แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นธุรกิจเฉพาะทางด้วย ที่ว่ามัน Mass มัน Mass ตรงที่มันขายได้ตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ (มีแต่ผู้ค้าเรือนะครับ ไม่มีเรือรบ อิอิ) โรงโม่ โรงกลึง เครื่องอัดลม อะไหล่รถแทรคเตอร์ โรงเรียนสอนขี่ม้า กางเกงในสปา ฯลฯ ส่วนที่ว่ามันเฉพาะทางก็คือ บ้านเราจะมีใครสักกี่คนที่มาทำธุรกิจประเภทนี้ จะมีคู่แข่งบ้างก็เป็นรายเล็ก ๆ ที่แชร์ตลาดไปไม่กี่ส่วน พวกองค์ความรู้ต่าง ๆ ในการทำธุรกิจด้านนี้เลยกระจุกตัวอยู่กับคนทำสมุดหน้าเหลือง

ผมเข้ามาทำงานที่บริษัทนี้ได้สองปี ผมว่าผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ทุกวัน เรามีเพื่อนพ้อง Yellow Pages ทั่วโลก ที่เวลาผมติดอะไร เราออนไลน์คุยกันก็ได้ แล้วเราประชุมกันแบบนี้ทุกปีเลยนะครับ เรารวมตัวกันเป็นพลพรรคหน้าเหลืองจริง ๆ

หลายคนอาจจะหาว่าผมโม้หรือพูดจาโอเวอร์ ถ้าพูดกันถึงรายได้ ใครจะไปคิดว่าเมื่อปี 1995 สมุดหน้าเหลือง ไทยแลนด์ เยลโล่เพจเจส จะสร้างรายได้จากยอดขายทั้งหมด 1,500 ล้านบาท เจ้ายอดรายได้ระดับพันล้าน รวมสะสมที่ทำมา 20 กว่าปีก็เป็นหลักหมื่นล้าน แม้ปัจจุบันนี้บรรดาคนในแวดวงโฆษณาจะมองว่าเชย ไม่เก๋ไม่เท่เหมือนนิตยสาร แต่รายได้แต่ละปีก็เหยียบเกือบพันล้านอยู่ดี

ทั้งนี้ทั้งนั้นมันเกิดจากพื้นฐานของธุรกิจ Yellow Pages นั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานการคืนกำไรให้ลูกค้า เจ้า ROI (Return on Investment) ของ Yellow Pages เพราะลูกค้าของ Yellow Pages จ่ายเพียงครั้งเดียวต่อปี แต่เขาได้มี Show room ของบริษัทตัวเองอยู่ในบ้านของประชาชนทั่วไปทั้งปี แถมโทรมาที่ Call center เบอร์ 1188 ได้ 24 ชั่วโมง และเข้าไปหาที่ www.YellowPages.co.th ได้ตลอดเวลา

คนในแวดวงธุรกิจ ถ้าจะมองว่า Yellow Pages มันเป็นสมุดหน้าเหลืองหนัก ๆ อย่างเดียว ผมว่าลืมไปได้เลยนะครับ เดี๋ยวนี้ Yellow Pages จุดขายมันอยู่ที่การมี Database และองค์ความรู้ในการจัดการ Database ครับ

ความเคลื่อนไหวในต่างแดน
ในต่างประเทศ ความเคลื่อนไหวของ Yellow Pages กำลังถูกจับตามอง โดยเฉพาะการ merge เข้ากับแวดวงธุรกิจไอที และดอทคอม ที่นำเสนอสื่อในรูปแบบมัลติมีเดีย และการก้าวเข้าไปสู่ธุรกิจออนไลน์ ยกตัวอย่างของอเมริกาละกันนะครับ ดูที่อเมริกาครับ Yellow Pages ประกาศเข้าซื้อกิจการ Search Marketing Firm เรียบร้อย

RH Donnelley Buys Search Firm LocalLaunch › › › ClickZ News

By Kate Kaye September 8, 2006

In an effort to build out its search capabilities, yellow pages publisher RH Donnelley Corporation has grabbed local search marketing consulting firm LocalLaunch. The buy, announced yesterday, augments RH Donnelley’s search marketing staff with an added 40 SEM and SEO marketers from privately-held LocalLaunch. Terms of the deal were not disclosed.

ใน Yahoo! ก็มี http://yp.yahoo.com/
ใน Google ก็มี http://local.google.com/
ใน MSN ก็มี http://cityguides.msn.com/
ใน A9.com ก็มี http://www.a9.com

สำหรับน้อง ๆ มหาวิทยาลัยคริสเตียนครับ

คลาสวันเสาร์ที่ผ่านมาว่าด้วยเรื่องเทคโนโลยีสื่อสารมวลชนกับอุตสาหกรรมโฆษณานะครับ พี่เอาไฟล์ที่สอนในห้องมาให้พวกเราอ่านกัน ดาวน์โหลดได้เลยครับ http://www.geocities.com/plaingthai/AdTech.pdf

โชคดีกับการสอบนะครับ
พี่ปอง

Web content and the Career Paths/ คนทำ Content ประกอบอาชีพอะไรได้บ้างนะ?

เมื่อวานนี้ตอนกำลังนั่งทำงานอยู่ จู่ ๆ ก็มีคนโทรเข้ามาถามว่าคุณคือคนที่ลงโฆษณาไว้ในเว็บ Rookienet.com ตรงส่วน Web editor ใช่ไหมคะ ผมตอบว่าใช่ เธอถามกลับมาทันทีว่า

คุณทำ Flash animation เป็นไหม ใช้งาน Dreamweaver ได้หรือเปล่า?

ผมเข้าใจว่าเธอคงเข้าใจความหมายของงานตรงส่วน Web editor คลาดเคลื่อน เลยเล่าให้เธอฟังว่า งานตรงส่วน Web editor มันเป็นเรื่องของ Content ที่กว้างมาก แต่ในความหมายที่เข้าใจโดยทั่ว ๆ ไปหน้าที่ของ Web editor มักจะหนีไม่พ้นงานที่สร้างและอัพเดท Content ที่มีความหมายเฉพาะเจาะจงลงไปที่เป็นเรื่อง Words เรื่องของภาษา

ที่เล่าเรื่องนี้ขึ้นมาก่อนผมเพียงแต่อยากจะคุยกับคุณในเรื่อง Career Paths ของ Web editor และคนทำ Content เท่านั้นเองครับ เพราะต่างคนต่างก็คิดกันไปคนละแบบ คิดต่างกันอย่างไร มาดูกันเลย…

ผมคิดว่าในเว็บไซต์ Rookienet.com ตรงส่วน Freelance center เขาแบ่งเอาไว้ถูกต้องแล้วนะครับ คือ แบ่งคนทำเว็บทั่ว ๆ ไปออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. Designer 2. Programmer 3. Editor (จริง ๆ น่าจะมี Web Marketer อีกประเภทหนึ่งจะได้กว้างมากขึ้น – สนใจ Web Marketer ลองไปที่ www.Pawoot.com นะครับ)

เปิดอ่านว่ามีใครมาโฆษณาไว้ใน Designer คนที่มาลงโฆษณาก็จะบอกว่า ผม/ดิฉัน ใช้โปรแกรมเหล่านี้เป็น
-Adobe Photoshop CS
-Adobe ImageReady CS
-Adobe Illustrator €S
-Adobe Premiere 6.5
-Macromedia Flash 8
-Macromedia Dreamweaver 8
-Macromedia Firework 8
-Swift 3D

เปิดอ่านว่ามีใครมาโฆษณาไว้ใน Programmer ก็บอกว่าตัวเองเขียนภาษาอะไรได้บ้าง
HTML, Javascript, ASP, VBscript, SQL, PHP, MySQL, Access ,SQL Server

แล้วก็เปิดอ่าน ในส่วน Editor ปรากฏว่า เอ่อ…
Dreamweaver, Flash, Firework, Photoshop, Image ready, Frontpage, Illustrator, etc…Photo shooting. Web content writing. and so on.

จะเห็นได้ว่างานในส่วน Editor ในเว็บ Rookienet.com เป็นเพียงแค่พื้นที่สำหรับ Designer และ Programmer บางคนมาโพสต์โฆษณาว่าตัวเองสามารถทำงานด้าน Content ได้เท่านั้นเอง ซึ่งมันก็ไม่ผิดหรอกครับที่คนทั่วไปเขาจะเข้าใจแบบนั้น เพราะ Editorial skill นั้นใครก็มีได้ ฝึกฝนกันได้ แต่…มันคงไม่ใช่เพียงแค่ “อ๋อ Web editor น่ะเหรอ ก็ Up content เข้าไปสิ” “อย่าคิดมากน่า ก็เขียนอะไรก็ได้เข้าไปในเว็บ” “ลูกค้าก็มี Content เองอยู่แล้วไง เราจะไปเขียนแทนลูกค้าได้ยังไง”

แต่สำหรับผม คนที่ทำงานด้าน Content เป็นนักข่าวมาหลายปี ทำงานการตลาดมาพักใหญ่ ๆ และเป็น Web editor มาตลอด งานตรงส่วนนี้มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสามารถที่เป็นประเภท “ของแถม” หรือเป็น option เพิ่มเติมความสามารถให้กับ Designer และ Programmer เท่านั้น แต่มันเป็นทักษะเฉพาะตัวที่ควรจะเข้าใจกันให้ถูกต้อง

คำแนะนำด้านอาชีพ
คนที่มีสายงานทางด้านการเป็นนักเขียน บรรณาธิการ มักจะมีทักษะด้านการเขียนที่ดีอยู่แล้ว รวมถึงเข้าใจการจัดสร้างเรียบเรียงโครงสร้างของข้อมูลให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและง่ายต่อการเข้าใจของ User ในแบบ user เป็นศูนย์กลางที่จริงหาไม่ยากนัก แต่สำหรับบ้านเราคนที่รับงานด้านนี้ส่วนใหญ่เป็นคนที่จบมาทางสายสื่อสารมวลชน นิเทศศาสตร์ ไม่ก็เป็นคนทำงานในแวดวง Media, Advetising, เลยไปถึงคนทำงานเอเจนซี่ ที่มีความเข้าใจเรื่องอินเทอร์เน็ต

แล้วอาชีพนี้จะสร้างรายได้ได้อย่างไร?
Business model สำหรับ Web editor ยังมีอยู่อีกมากมาย เอาอย่างง่าย ๆ ที่คุณเริ่มต้นทำได้ด้วยตัวคุณเองได้เลยทันทีก็คือ
– รับจ้างเขียนบทความลงเว็บไซต์, ซีดีรอม, หนังสือรุ่น และ media อื่น ๆ ให้ลูกค้า
– รับจ้างจัดทำเว็บไซต์ในส่วนของการเป็นบรรณาธิการกับบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ซึ่งมักจะมีเว็บไซต์ประเภท Brochure อยู่ คุณก็เข้าไปปรับให้เว็บไซต์ของเขาน่าอ่านมากขึ้น user-centric มากขึ้น
– รับจ้างอัพเดทเว็บไซต์ให้สดใหม่ น่าสนใจเสมอ จากการสำรวจของผมคร่าว ๆ จะพบว่าบริษัทมักจะไม่ค่อยสนใจเว็บไซต์ประเภท Brochure เท่าไหร่ จะด้วยเหตุผลทางเวลา หรืออะไรก็ตาม มันเป็นเว็บไซต์ที่สร้างความประทับใจครั้งแรกในการเข้าชม และมีผลต่อแบรนด์ของลูกค้า

ของแถม

ผมหยิบเอา Career Paths หรือสายงานอาชีพบางส่วนของคนที่ทำงานในด้าน Editor จาก Poewar.com เว็บที่เป็นศูนย์รวมของ Web editor ในสหรัฐฯ มาให้ดูกันนะครับ http://www.poewar.com/archives/2005/03/04/glossary-of-writing-careers/

สำหรับท่านผู้ใช้เว็บ Rookienet.com โดยเฉพาะตรงส่วน Freelance ลองดูที่เว็บไซต์นี้นะครับ ผมว่า Web editor ของเราน่าจะมีลักษณะแบบนี้ http://www.freelancewriting.com/

ผมคิดแบบนี้ แล้วคุณคิดว่าไงบ้าง?

illness…

Have you ever feel like …you don’t want to do anything except sleep and take a rest after the exhausted weekday at your office?

Sorry for late content update, I just don’t have any inspiration to do anything that much about the Internet business. Perhaps, it might be time for me to consider to do something for myself some, not company.

…….. This is a lyrics of a song named “illness” from a local artist “Kidnappers”… It describes my feeling…..May be I just want to take a long break.

I am ill I’m taking a pill tonight But it doesn’t make my feeling tight Cause in the state of mind I feel sick and tired I just don’t care I’m going nowhere alright?

But it doesn’t make my feeling tight The places that are gone I never realize Cause I’m so sick and tired I’ll be running thru’ space and time On the edge of this ugly world

Well, I have a hole in my dream Under the blue sky… Help me if you can I just can’t understand my own illness.. Won’t you let me out Cause I can’t figure it out ’bout my illness…