E-Commerce เท้าถีบ

วันนี้อัพ Blog สองรอบครับ ดูเหมือนขยันนะ อิอิ ไม่ใช่หรอกครับ พอดีผมนึกขึ้นได้ว่าผมชอบบทความของวริษฐ์ ลิ้มทองกุล จากเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์อยู่บทความหนึ่งที่ชื่อว่า E-Commerce เท้าถีบ

“ออฟ” หรือวริษฐ์เป็นเพื่อนนักข่าวรุ่นไล่ ๆ กับผม ส่วนใหญ่เขาจะเขียนถึงการเมือง โดยเฉพาะการเมืองจีนที่มีผลกระทบกับไทย แต่เมื่อนานมาแล้ววันที่ 18 เมษายน 2547 16:40 น. เขาเกิดนึกสนุกเขียนเกี่ยวกับ E-Commerce ขึ้นมาแล้วเป็นตอนที่ผมชอบเอามาก ๆ เสียด้วย อยากให้เพื่อน ๆ ทุกคนที่แวะเวียนมาอ่านที่ jakrapong.com ได้อ่านกัน เลยขอยกบทความทั้งหมดมาไว้ที่นี่เลยนะครับ
– – – – – – – – – – – – – – –

ตัวเลขเมื่อสิ้นปี พ.ศ.2546 ประชากรชาวเน็ตในประเทศจีน ถูกบันทึกไว้ที่ 80 ล้านคน คิดเป็นอัตราส่วนประมาณร้อยละ 6 ของประชากรทั้งประเทศ ปีที่ผ่านมาและปีนี้เป็นที่คาดหมายกันว่า ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า ควานไต้ (宽带) จะยิ่งแพร่หลายตามหัวเมืองใหญ่
ทั้งนี้เมื่อปลายปี 2546 จีนมีจำนวนผู้ใช้บรอดแบนด์อยู่ที่ราว 10 ล้านคน หรือคิดเป็น หนึ่งในแปดของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด ตัวเลขข้างต้นบ่งชี้ให้เห็นชัดว่า อุตสาหกรรมการโทรคมนาคมในประเทศจีนนั้นเติบใหญ่เพียงใด

ผมขอให้ข้อมูลเป็นพื้นฐานสักหน่อยว่า อุตสาหกรรมโทรคมนาคม หรือ Telecom ในประเทศจีนนั้นถูกผูกขาดด้วยบริษัท 3 บริษัทคือ China Telecom, China Mobile และ China Unicom แต่ก็ยังมีบริษัทเทเลคอมขนาดกลางและเล็ก กระจายไปตามเมืองและมณฑลต่างๆ อีกหลายสิบบริษัท

China Telecom เป็นบริษัทโทรศัพท์พื้นฐาน (Fixed-line Telephone) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนคือ มีรายรับในปี 2546 มากถึง 118,500 ล้านหยวน ส่วนสองบริษัทหลังคือ สองบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดย China Mobile เป็นผู้นำตลาด ตามมาด้วย China Unicom (จำนวนโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศจีนนั้นแซงจำนวนโทรศัพท์พื้นฐานไปแล้ว) แต่เมื่อมองลึกลงไปพิจารณาถึงพัฒนาการการเติบโตของ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) อันเป็นส่วนประกอบหนึ่งของนิวอีโคโนมี ที่น่าจะพัฒนาควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ก็จะพบว่า จีน ก็มีปัญหา การลงทุนในธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบสูญเปล่าอย่างมหาศาล

ประการแรก เนื่องจากปัญหา การโฆษณาทางอินเทอร์เน็ต นั้นไม่ได้รับการยอมรับจาก อุตสาหกรรมการโฆษณามากเท่ากับ สื่ออื่นๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หรือสิ่งพิมพ์ เว็บไซต์พอร์ทัลใหญ่ๆ ของจีนอย่างเช่น Netease, Sohu หรือ Sina ต่างก็เคยประสบปัญหาดังกล่าวมาแล้วระลอกหนึ่ง โดยเฉพาะหลังจากที่กระแสด็อทคอม ในสหรัฐฯ ซบเซาลงไป จนทำให้เว็บไซต์พอร์ทัลเหล่านี้ต้องปรับตัว ด้วยการพึ่งพารายได้จากโฆษณาให้น้อยลง และไปอาศัยน้ำเลี้ยงจากบริการของโทรศัพท์เคลื่อนที่แทน คือ บริการ SMS, MMS ดาวน์โลด เสียงเรียกเข้า รูปภาพ รายงานข่าว ที่สามารถเก็บเงินได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า นอกจากอาศัยรายได้โทรศัพท์เคลื่อนที่แล้วเว็บไซต์หลายแห่งก็ก้าวไป เปิดบริการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ผ่านอินเทอร์เน็ต เปิดการประมูลผ่านออนไลน์ และเกมออนไลน์

ประการที่สอง การพัฒนาของตลาดการเงินของจีนยังล้าหลังกว่าตลาดโลกอยู่มาก ธนาคารในพื้นที่และมณฑลต่างๆ ของจีนมีระบบการเปิดทำการไม่เป็นมาตรฐานอย่างเช่น ในปักกิ่งธนาคารเปิดเช้าปิดเย็นขณะที่ในเซี่ยงไฮ้ธนาคารบางแห่งเปิด 24 ชั่วโมง ยังมิต้องกล่าวถึงบัตรเครดิตที่ชาวจีนเพิ่งรู้จักและเริ่มแพร่หลายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้เอง ทั้งนี้บัตรเครดิตนี่เองที่เป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ตที่สำคัญมากสำหรับประชากรในสหรัฐฯ ต้นแบบของธุรกิจ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

แล้ว พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จีนเติบโตได้อย่างไร

ในเมื่อเดินต้องการจะเติบโตในเส้นทางนี้ ในเมื่อไม่สามารถใช้ช่องทางการจ่ายเงินผ่านระบบเครดิตได้ ผู้ประกอบการ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในจีนก็มีวิธีแก้ไขให้เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม คือ หนึ่ง ระบบธนาณัติ สอง การโอนเงินผ่านธนาคาร ซึ่งค่อนข้างจะล่าช้าทั้งคู่ และวิธีที่สาม ก็คือ จ่ายเงินเมื่อได้รับของ (Cash-on-delivery:COD) เหมือนกับการสั่งโทรพิซซ่า

ความพิเศษของ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แบบจีนก็คือ ระบบการส่งของในเมืองใหญ่ของจีนนั้นดำเนินไปได้ด้วย “จักรยาน” เป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อทำให้การส่งครอบคลุมอย่างทั่วถึง บริษัทที่ประกอบธุรกิจ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในจีนจึงต้องมีการสร้าง “เครือข่ายจักรยาน” เว็บไซต์ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อย่าง www.dangdang.com/ ซึ่งก่อตั้งโดยนักเรียนเก่า MBA จากสหรัฐฯ และได้รับแนวคิด-อิทธิพลมาจาก เว็บไซต์ตำนานอย่าง อะเมซอน (Amazon) โดยสินค้าที่ dangdang.com ขายนั้นก็เป็นสินค้ารูปแบบเดียวกับที่ อะเมซอน ทำก็คือ หนังสือ ซีดี ดีวีดี ซอฟท์แวร์ เกม นอกจากนี้ก็มีสินค้าย่อยอื่นๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสำอาง บ้างแต่เป็นส่วนน้อย

ระบบการส่งสินค้านั้น dangdang.com ใช้ระบบการจ้างอีกต่อ โดยใช้บริการจากบริษัทขนส่งหลายๆ แห่ง ทั้งนี้โดยปกติเฉลี่ยแล้วจะคิดค่าขนส่งราวร้อยละ 5 ของสินค้า ขณะที่เพื่อรับประกันการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าบริษัทต่างๆ จะต้องจ่ายเงินจ่ายเงินประกันสินค้าเป็นเวลา 3 วันของรายรับจากค่าขนส่ง ซึ่งก็ตกอยู่ที่ราว 50,000-100,000 หยวน (ราว 250,000-500,000 บาท)

ในระบบดังกล่าว บริษัทขนส่งก็จะต้องไปจัดการกับ บรรดา “นักถีบ” ส่งสินค้าเอาเองในประเด็นการป้องกันการสูญหาย ความปลอดภัยของสินค้า รวมถึงเวลาจัดส่ง ทั้งนี้ส่วนใหญ่แล้วบรรดาเด็กจักรยานเหล่านี้จะเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาหางานทำงานเมือง จากแต่เดิมในช่วงที่กระแส พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในเมืองจีนบูมขึ้นไปตามสหรัฐฯ เมื่อช่วง 4-5 ปีก่อน ร้านขายหนังสือที่ได้รับต้นแบบมาจากอะเมซอนนั้นมีถึง 300 กว่าแห่ง แต่ถึงปัจจุบัน ธุรกิจ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ของจีนที่รอดตัวมาจากการล่มสลายของกระแสด็อทคอมต่างก็ใช้บริการ “เด็กจักรยาน” ทั้งสิ้น

จะเรียกได้ว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หนึ่งในธุรกิจที่ได้แบบแผนเศรษฐกิจแบบนิวอีโคโนมีของจีน ในปัจจุบันจำนวนไม่น้อยต่างต้องพึ่งพาอาศัย เทคโนโลยีโบราณ พาหนะเท้าถีบอย่างจักรยาน เพื่อให้รอดตัวอยู่ได้ก็คงไม่ผิดนัก

สำหรับแนวโน้มในอนาคต แม้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินจะยังไม่พัฒนามากนัก แต่ขาใหญ่ในเรื่อง พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐอเมริกา อย่างเช่น Ebay หรือ Yahoo ต่างขยับตัวเข้ามาลงทุนในจีนล่วงหน้ากันแล้ว โดย Ebay เว็บไซต์ตัวกลางการประมูลออนไลน์อันดับหนึ่ง เมื่อเดือนมิถุนายน 2546 ลงทุนซื้อบริษัท EachNet ของจีนไปด้วยราคา 180 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เนื่องจาก Ebay คาดหมายว่า ภาคพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของจีนน่าจะขยายตัวได้อีก 4 เท่าภายในปี พ.ศ.2550 (ค.ศ.2007) และภายในอีกหนึ่งทศวรรษถึงหนึ่งทศวรรษครึ่งข้างหน้า “อีคอมเมิร์ซเท้าถีบ” ของจีนในปัจจุบันจะกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ Ebay

สำหรับคนที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้มีของแถมครับ พอดีผมไปหา PowerPoint ที่ใช้ Present Dangdang.com เจอ เอาไปเลย!

กรณีศึกษา E-Commerce – DELL.com


วันอาทิตย์ที่แล้วไปประชุมเกี่ยวกับโครงการ Inet Young Webmaster Camp 4 ที่ True Cafe’ Siam Paragon มา ไปเลทเกือบชั่วโมงขอโทษขอโพยกันแทบไม่ทัน เจอพี่หมวย ป้อม Thaisec ป้อม Siam2You กร Storythai ป๋ากอล์ฟ เจส ทุกคนมองมาเป็นทำนองว่า “ฉันกำลังรอแกอยู่ ทำไมช้านักนะ” หุหุ ไม่มีคำแก้ตัวใด ๆ ครับ ว่าแล้ว ป้อม Siam2You ก็หยิบโน้ตบุ๊คตัวใหม่ยี่ห้อ DELL ขึ้นมา present ว่าโครงการ Inet Young Webmaster Camp หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า “Young Camp” จะจัดอย่างไรใช้เวลาช่วงไหนเท่าไหร่

ที่จริงสาระวันนี้ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่เห็นนายป้อม Siam2You เปลี่ยนโน้ตบุ๊คใหม่ จากโตชิบ้าเป็น Dell ผมก็เลยไปขุดเรื่องของ Michael Dell ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของ Dell.com มาเล่าถึงที่มาที่ไปของบริษัทนี้ เผื่อจะเอาไปใช้ได้บ้างในอนาคตนะครับ ใครรู้แล้วก็อ่านกันขำ ๆ รำลึกความจำละกันครับ ตอนท้ายผมวิเคราะห์เพิ่มไปหน่อยนึง

Dell ก่อตั้งขึ้นในปี 1985 โดยนาย Michael Dell ในชื่อของ Dell Computer Corporation (ที่รู้จักกันตอนนี้ในชื่อของ DELL) แรกเริ่มเดิมทีเป็นบริษัทที่เสนอขาย PC ผ่านทาง mail order โดย Micael เขาออกแบบระบบ PC ของเขาเองที่มีชิป Intel 8088 processor run อยู่ที่ 8MHz) และ Michael ก็ให้ลูกค้าสามารถ customized ระบบที่ตัวเองต้องการได้ (customized ก็คือการปรับได้ตามใจลูกค้า เช่น ผมซึ่งเป็นลูกค้าต้องการซื้อคอมพิวเตอร์แบบ CPU ความเร็วเท่านี้ การ์ดจอเอาอันนี้ ไม่เอาอันนั้น Monitor ต้องเป็น Flat screen ไม่งั้นไม่เอา เป็นต้น) ด้วยรูปแบบธุรกิจนี้ทำให้ Dell เติบโตขึ้นมาได้ แต่ Michael ก็พบกว่าการส่ง direct mail และการรับ order ทาง fax ทำให้เขาเสียค่าใช้จ่ายเยอะถึง 100 ล้านดอลล่าร์ในปี 1994 จนภาวะทางการเงินของบริษัทไม่สู้ดีนัก

Michael เห็นว่ากระแสอินเทอร์เน็ตกำลังมา เขาจึงค่อย ๆ ปรับรูปแบบการให้บริการมาใช้ Website เป็นสื่อกลางระหว่างบริษัทกับลูกค้า เพราะธรรมชาติของ Website คือสื่อที่ Interactive และเข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้บริโภค กับ Dell.com และเปิดตัวในปี 1993 ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก (แน่นอนว่าเขาต้องได้เงินจากตลาดหุ้นมาเยอะแน่ ๆ) ในจังหวะนั้นเองเขาก็เร่งขยายฐานการผลิตออกไปที่ยุโรปและเอเชีย ต่อสู้สงครามราคา กับ Compaq ซึ่งตอนนั้นยังไม่ถูก HP ซื้อกิจการ แบบชนิดบ้าเลือดจนในที่สุดปี 2000 Dell ก็กลายเป็นผู้จัดส่ง PC ระดับ Worldwide เบอร์หนึ่งของโลก (ย้ำนะครับว่าเป็น Number 1ในด้าน shipment นะครับ ไม่ใช่ Number 1 ในทุก ๆ อย่าง) ด้วยยอดรายได้ทั้งหมด 18,000 ล้านดอลล่าร์ในปีนั้น และทุกวันนี้อัพเดทล่าสุด Dell.com ทำยอดขายได้ 50,000 ล้านดอลล่าร์ต่อปี

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นกรณีศึกษาของ E-Commerce ในยุคแรก ๆ ของบ้านเรา แต่เท่าที่ผมเห็นก็คือเราพยายามบอกกันว่าความสำเร็จของ Dell คือการใช้อินเทอร์เน็ต อันนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเราพลาดกันไป หลายคนคิดว่าอินเทอร์เน็ตเป็นทุกสิ่งทุกอย่างและเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจของ Dell สามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีผลกำไรงามเป็นค่าตอบแทนในการลงทุนไปในธุรกิจอินเทอร์เน็ต

แต่แท้จริงแล้วในขณะที่อินเทอร์เน็ตกำลังเติบโต Michael Dell ทำอะไร…จากกรณีศึกษานี้เราได้เรียนรู้อะไรในมุมมองของคนไทย?

– เร่งขยายฐานการผลิตไปหลาย ๆ ทวีป เพื่อลดต้นทุนในการจัดส่ง และต้นทุนในการผลิตด้วยการจัดตั้งโรงงานในประเทศโลกที่สาม
– ขยายธุรกิจไปในช่องว่างที่ไม่มีใครจับ เช่น เปิดเว็บไซตื Dellauction.com เปิดประมูลเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ Dell เอามาซ่อมแล้วใช้ได้ดี ในราคาพิเศษ
– วิ่งเข้าหาลูกค้ากลุ่มองค์กรมากขึ้น เช่น British Airways ที่เปิดให้ Dell เป็น Strategic supplier
– พัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้าง e-procurement ให้กับลูกค้าองค์กร (ในบ้านเราผมเห็นทำกันแล้วนะครับ เช่นพันธวนิช, ออฟฟิศเมท)
– อาศัยช่วงขาขึ้นของอินเทอร์เน็ตประชาสัมพันธ์ตัวเองจนยอดขายพุ่งฉิว
– ในอเมริกามีความพร้อมด้าน shipment สูง ในตอนนั้น Dell ใช้ UPS, FedEx เป็นหลัก ในขณะนั้นบ้านเราก็มี Logistic แต่อาจจะเข้าใจเรื่องธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตในบางส่วนเท่านั้น
– พัฒนาประสิทธิภาพระบบ supply chain จากโรงงานสู่มือลูกค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
– Dell ให้ความสำคัญกับการวิจัย โดยร่วมมือกับ University of Texas ใน Austin
– ทำการกุศลให้คอมพิวเตอร์กับผู้พิการ เปิดสอนให้เด็กระดับมัธยมใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็น ซึ่งเป็นการลด Digital divided และเพิ่มการเข้าถึงถึงอินเทอร์เน็ตไปในตัว

สรุป
จากการรับ order ทาง fax, mail order ขยับขยายไปสู่ออนไลน์ ทำให้ลูกค้าสามารถติดต่อกับ Dell ได้ว่าตอนนี้ของส่งไปถึงไหนแล้ว ทำให้รู้สึกว่า Dell ไม่ได้ทอดทิ้งลูกค้า ในขณะเดียวกันเขาเสริมสร้างความสามารถในการผลิตแบบ build-to-order ในสเกลที่ใหญ่มาก (Mass customization) และเมื่อ move มาสู่ออนไลน์แล้วต้นทุนหลายส่วนก็ลดลงไป เพิ่มกระแสเงินสดหรือ cash flows ให้กับ Dell เป็นจำนวนมาก เขาได้นำเงินในส่วนนี้ไปเสริมสร้าง E-Commerce, E-Procurement ของเขาเต็มที่ เพราะเขาคือธุรกิจแบบ Brick & Mortar ที่มีความสัมพันธ์กับพันธมิตรทางธุรกิจ และมีความรู้ความเข้าใจธุรกิจนี้เป็นอย่างดี พร้อมกับ infrastructure ของอเมริกาพร้อมที่จะให้บริการ E-Commerce แล้วอย่างแท้จริง

แต่ในกรณีของเมืองไทย เราคงต้องกลับมาดูว่าเรามีอะไรที่แตกต่างจากเขา และจะ localized ให้เข้ากับความเป็นไทยได้อย่างไร

Reference: Electronic Commerce: A Managerial Perspective 2006 – Efraim Turban et al; Pearson Education

Online news – Portal site กับความขัดแย้งในเชิงธุรกิจ

ก่อนที่จะคุยถึงเรื่องความขัดแย้งในเชิงธุรกิจ ผมอยากให้ลองอ่านข่าวนี้กันก่อนครับ –> เว็บพอร์ทอลยันโพสข่าวไม่กระทบสำนักข่าว
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 มิถุนายน 2549 21:11 น.

“ผู้บริหารเว็บพอร์ทอลอย่างยาฮูและกูเกิลยืนยันว่า การดึงข่าวไปโพสบนเว็บพอร์ทอลข่าวหรือเว็บท่าซึ่งรวบรวมเนื้อหาข่าวสารหลากประเภทหลายแหล่งที่มาเข้าไว้ด้วยกันนั้น ไม่มีผลกระทบด้านลบใดๆกับสำนักข่าว แถมยังมีส่วนช่วยให้เกิดผลดีด้วยซ้ำ เนื่องจากเว็บท่าเหล่านี้หนุนให้นักท่องเน็ตอ่านข่าวอื่นๆจากเว็บไซต์นานาสำนักพิมพ์มากขึ้น ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพีโต้ว่า การจ่ายค่าข่าวจะเป็นหนทางยืดชีวิตให้กับสำนักข่าวได้ในอนาคต”

ประเด็นข่าวที่ผมลิงก์ไปให้อ่านก็คือบรรดาสำนักข่าว แสดงความคิดเห็นขัดแย้งกันกับเว็บพอทัล (Portal) อย่าง Yahoo! และ Search Engine ยักษ์ใหญ่ อย่าง Google ดันทะลึ่งไปเอาข่าวที่อยู่ในเว็บไซต์ต่าง ๆ ลิงก์มาที่เว็บไซต์ตัวเองโดยไม่ได้รับอนุญาติ แน่นอนว่าตัวแทนแต่ละด้านก็ต้องออกมาปกป้ององค์กรตัวเอง เช่นทาง Yahoo! กับ Google ก็ต้องบอกว่า การเอาข่าวของสำนักข่าวไปไว้ในเว็บของตนเป็นการเอื้อประโยชน์ในแง่การเพิ่ม traffic หรือจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ให้แก่สำนักข่าว ในขณะที่สำนักข่าวก็บอกว่าเว็บไซต์เหล่านี้ควรจะต้องจ่ายค่า loyalty ให้ฉันบ้างสิ ไม่ใช่ว่าดึงกันไปใช้ดื้อ ๆ แบบนี้

จะว่าไปก็ถูกของเขานะครับ เอาของเขามาใช้มันก็ต้องจ่าย It’s price you gotta pay! ในข่าวยังระบุอีกว่า Google เองเลิกส่งลิงก์ไปยัง AFP แล้วเพราะปัญหาเยอะเหลือเกิน แต่ AFP ก็ยังไม่กระดิกเดือดร้อน เพราะตัวเองก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Google สักหน่อย แต่ก็ออกมายอมรับว่ารายได้ในปัจจุบันนี้มาจากเว็บไซต์ถึง 10%

บรรดาเว็บไซต์ในบ้านเราล่ะเป็นไงบ้าง?

เท่าที่ผมดูส่วนใหญ่ก็ยังเป็นแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยอยู่ (เหมือนเอาเพลงจากค่ายเพลงไปเปิดในวิทยุ แล้วคนได้ฟังก็หันไปซื้อซีดี และอยากไปดูคอนเสิร์ต) กล่าวคือเว็บไหนจะเอาข่าวไปแปะในเว็บตัวเองก็ refer หรือทำ Link กลับมาสักนิดนึง ไม่ใช่เอาไปสรุปประเด็นข่าวกันเอง หาภาพมาประกอบใหม่ แค่นี้ก็กลายเป็นข่าวใหม่แล้ว แต่ก็ด้วยวัฒนธรรมแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยนี่แหละที่เว็บไซต์บางแห่งก็เล่นลูกใต้ดิน บอกว่าคนที่มาโพสต์ไม่ใช่ทีมงานคนทำเว็บแต่ เป็น user ในเว็บแล้วทีมงานไปควบคุมอะไรเขาไม่ได้ อันนี้ผมว่าหน้ามึนครับ ก๊อบข่าวเขามาชัด ๆ ได้ traffic เอาไปเคลมโฆษณาแล้วยังทำเป็นไม่รู้เรื่อง

สิ่งที่ผมต้องการจะบอกในวันนี้ก็คือ อีกไม่นานข่าวออนไลน์ ก็จะเหมือนเพลงออนไลน์ คือทางเว็บไซต์ข่าวจะเริ่มไม่ยอมให้บรรดาเว็บไซต์เอาข่าวไปแปะในเว็บไซต์ฟรี ๆ แล้ว สังเกตได้ว่าจะอนุญาตแค่เพียงว่าให้เอาไปในรูปแบบ RSS ก็พอแล้ว เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าแล้ว ยังเป็นการลดช่องทางในการหารายได้จาก content ที่ตัวเองสร้างขึ้นมาตลอด

วงการอินเทอร์เน็ตไทยควรจะทำข้อตกลงกับเจ้าของสำนักข่าวอย่างเป็นเรื่องเป็นราวไหม เป็นเรื่องที่น่าติดตามครับ

"Search Engine for Everyday Life" Seminar

เมื่อประมาณช่วงต้นปีผมมีโอกาสได้ไปแชร์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ Search Engine สำหรับพนักงานภายในกลุ่ม Shin เนื่องทางกลุ่มฯ มีนโยบายที่จะให้พนักงานในแต่ละ BU (Business unit) มา Demonstrate เรื่องอะไรก็ได้ที่ตัวเองถนัด ในโครงการที่ชื่อ “I Demo” ผมเองทำแผนกอินเทอร์เน็ตที่ไทยแลนด์ เยลโล่เพจเจส ก็เลยคิดว่า เอ๊ เราพอพูดเรื่อง Search Engine ได้นะ เราหา Content จาก Search Engine ก็บ่อย แต่มันมีประเด็นว่าจะใช้ Search Engine ในที่ทำงานอย่างไรให้เวิร์ค พี่ ๆ ที่กลุ่มชินฯ เขาก็สนใจครับ เพราะมันเน้นไปในเรื่องการ Search สำหรับการทำงาน

งานนี้เราก็เลยจัดเป็นสัมมนาขึ้นมาเล็ก ๆ ชื่อว่า “I Search” ผมเองก็เกร็ง ๆ ครับ ไม่เคยต้องพูดต่อหน้าคนเยอะ ๆ เหมือนกัน แถมพี่ ๆ HR ที่บริษัทก็บอกว่าเฮ้ย ไม่เยอะหรอก 20-30 คนเอง แต่หลังจากโปรโมทออกไป ปรากฏว่าคนสมัครมาตั้ง 80 คน เล่นเอาห้องที่เลือกไว้ตอนแรกต้องเปลี่ยนไปเป็นห้องที่ใหญ่ขึ้น (อิอิ ภูมิใจ) เอาเข้าจริง ๆ มาประมาณ 70 คน พี่ ๆ HR จากทั้งที่กลุ่มฯ และที่บริษัทมาช่วยกันแจก Handouts แต่เช้า

งานนี้เริ่มตั้งแต่ 9 โมงเช้า ไปเสร็จเอาเกือบ ๆ เที่ยง สไลด์ที่เตรียมมาได้ใช้หมดจนครบ ผมอยากเล่าบรรยากาศให้ฟัง (อ่าน) เหมือนกันครับ แต่ไม่ได้ถ่ายภาพเก็บไว้ เป็นอันว่าผมเอา ไฟล์ Presentation มาให้ดาวน์โหลดอ่านกันนะครับ ผมทำมาเป็น PDF ครับเหมาะสำหรับการพิมพ์ดีครับ ถ้าเอาไปใช้ที่ไหนช่วย refer มาด้วยนะครับ

Yellowikis.org – สมุดหน้าเหลืองการกุศลบน MediaWiki

วันนี้ผมเปิดไปเจอเว็บไซต์ชื่อ www.Yellowikis.org ซึ่งเป็นสมุดหน้าเหลืองออนไลน์ที่เปิดให้คนทั่วโลก ทุกชาติทุกภาษา มาร่วมกันใส่รายชื่อธุรกิจได้ฟรี ตามประสาคนทำสมุดหน้าเหลืองตัวจริงก็เข้าไปอ่านดูสักหน่อย ก็ปรากฏว่า เจ้าเว็บ YellowWiki เขาก็ออกตัวเลยว่าเขาอยากเป็นอย่าง YellowPages , D&B และ Hoovers รวมกัน – แต่เปิดกว้างสำหรับทั้งบริษัทและผู้ใช้, ครอบคลุมทั่วโลก, มีหลายภาษา, และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือ ฟรีครับ เจ้าเว็บไซต์นี้เปิดบริการมาได้เราได้เมื่อเดือน มกราคม 2005 ตอนนี้รายชื่อบริษัทยังค่อนข้างน้อย แต่ก็เริ่มมีรายชื่อภาษาไทยแล้ว อย่างเช่น การบินไทย

ไอ้ประเด็นที่ว่าทำสมุดหน้าเหลืองออนไลน์แข่งกับ YellowPages ผมว่าเฉย ๆ นะครับ ในยุคเสรีโทรคมนาคมใคร ๆ ก็แข่งได้ แต่ที่สำคัญคือเจ้า YelloWikis มันเกิดมาได้จากฟรีซอฟท์แวร์ที่เปิดให้ใช้กันได้ทั่วไปคือ MediaWiki ซึ่งเป็นทีมงานเดียวกันกับ Wikipedia ที่หลาย ๆ คนรู้จักนั่นเอง ดังนั้นมันจึงมาในรูปแบบของ Open Source และการกุศล พูดง่าย ๆ ว่าถึงมันจะยังไม่ได้เติบโตอะไรนักหนา แต่ถ้าหากบริษัททางด้านฐานข้อมูลใด ๆ ก็ตามชะล่าใจ ไม่ให้ความสำคัญกับมัน ผมว่าก็เกินไปนะ

ท้ายสุดวันนี้มีคำคมฝรั่งมาฝากครับ จำไม่ได้แล้วเหมือนกันว่าของใคร แต่ฟังแล้วอืมมม น่าคิด “เรากำลังประเมินอินเทอร์เน็ตสูงเกินไป และในขณะเดียวกันเราก็กำลังมองค่ามันต่ำเกินไปเช่นกัน” จากวันนี้ อินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้แม้แต่พริบตาเดียวสำหรับธุรกิจออนไลน์ครับ

หนังสือน่าอ่านของ Paul Arden

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมติดหนังสืออยู่ 2 เล่มครับ ทั้งคู่เป็นหนังสือของ Paul Arden อดีต creative ชั้นครูแห่งเอเย่นต์โฆษณา Saatchi & Saatchi เล่มแรกชื่อว่า “It’s not how good you are, It’s how good you want to be” และเล่มถัดมาคือ Whatever You Think, Think the Opposite สาเหตุที่ติดก็เพราะว่าเนื้อหาที่ยียวนกวนประสาทของ Paul ล่อลวงให้เราเข้าไปสัมผัสแนวคิดแบบ Individualism แบบสุดโต่งของเขาได้โดยที่ผมไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจเลย

แต่จะว่าโดยเนื้อแท้แล้วมันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า อ่านแล้วมัน self-motivate ดี อ่านแล้วให้กำลังใจตัวเองได้ กำลัง down-down อยู่ ถ้าอ่านแล้วก็น่าจะดีขึ้นครับ ว่าแล้วขอลอกมาบทนึงให้อ่านกันนะครับ

Nearly all rich and powerful people are not notably talented, educated, charming or good-looking.
แทบจะทุกคนที่รวยและมีอำนาจไม่ได้มีพรสวรรค์ มีการศึกษาดี มีเสน่ห์ หรือดูดีหรอก
They become rich and powerful by wanting to be rich and powerful.
พวกเขารวยและมีอำนาจได้เพราะพวกเขา”อยาก”ที่จะรวยและมีอำนาจ
Your vision of where or who you want to be is the greatest asset you have.
วิสัยทัศน์ของคุณที่บอกว่าคุณอยากจะไปถึงจุดไหน และเป็น somebody ต่างหากที่เป็นสินทรัพย์ที่เยี่ยมยอดที่สุดที่คุณจะพึงมี
Without having a goal it’s difficult to score
ไม่มีประตูจะยิงประตูทำแต้มได้ไง คุณต้องมีเป้าหมาย

เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาต่อนะครับ

Bill Gates กับอีกก้าวสำคัญของ Microsoft

วันนี้ผมยังไม่ได้อัพเดทอะไรครับ แต่เปิดอีเมล์อ่านก็เจอบทความน่าสนใจจาก SEO Agency ‘Globlet’ เขาส่งข่าวที่แปลมาจากต่างประเทศแล้วน่าสนใจดีครับ ลองอ่านกันดูครับ

Bill Gates กับอีกก้าวสำคัญของ Microsoft

Google ในโลกของการแข่งขันของการโฆษณาออนไลน์ที่ ทางบริษัท Microsoft ได้จัดการประชุมหารือกับผู้สนับสนุนและลงโฆษณารายใหญ่กับ Microsoft ในการประชุมที่มีชื่อว่า MSN Strategic Account Summit โดยจุดสำคัญของการประชุมอยู่ที่แถลงการณ์อยู่ก้าวใหม่ครั้งสำคัญของทาง Microsoft ในการก้าวเข้ามาในโลกธุรกิจโฆษณาออนไลน์อย่างเต็มตัว

โดยนายบิล เกตส์ ประธานบริหารของบริษัท Microsoft กล่าวในที่ประชุมว่า “ความก้าวหน้าในธุรกิจออนไลน์ของ Google แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่มีแข็งแกร่งในการที่เป็นเว็บฐานข้อมูลในการค้นหา แต่ในส่วนของการโฆษณาออนไลน์นั้น ทาง Google อาจคิดว่าตัวเองทำได้ดีและอยู่เหนือคู่แข่งรายอื่นๆ ในส่วนนี้ทาง Microsoft คิดว่าเราถูกประเมินค่าต่ำเกินไป”

ขณะเดียวกันทาง Microsoft ได้เปิดให้บริการออนไลน์รูปแบบใหม่ต่างๆ มากขึ้น ในปี 2006 ซึ่งบริการเหล่านี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้ลงโฆษณาประเภทต่างๆ ได้เลือกลงโฆษณาในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตนเอง ยกตัวอย่างเช่น Windows Live Mail Desktop โปรแกรมที่สามารถใช้งานได้จากฮาร์ดดิสเครื่องคอมพิวเตอร์โดยมีพื้นที่ให้ลงโฆษณา โดยทาง Microsoft แสดงความมุ่งมั่นเพื่อก้าวเป็นผู้นำในด้านธุรกิจโฆษณาออนไลน์ ด้วยบริการต่างๆ เช่น Windows Live Spaces, Windows Live Safety Center, Windows Live for Mobile, Office Live and Office Online และ Xbox.com

Web Content คืออะไร?

มาคุยกันต่อถึงเรื่อง Web Content ในเชิงกึ่ง ๆ วิชาการสักนิดนะครับ

สำหรับมุมมองของวิชา Web Content ใน Young Webmaster Camp นี้ ครั้งนี้ผมจะบอกกับทุกคนที่อยู่ใน Class ว่าเราจะมองภาพร่วมกันว่า Content คือภาพ, ภาพเคลื่อนไหว, เสียง, ตัวอักษร, บทความ, hyperlink ที่รวมกันจนเป็น ‘สาระสำคัญ’ ที่เว็บไซต์จำเป็นจะต้องมี (เฉพาะเว็บนะครับ ไม่รวมโทรศัพท์มือถือ แบบ Smart Phone และ PDA อย่าง Palm, Pocket PC) และจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องสร้างให้ดีมากเพียงพอที่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์จะเข้ามาแล้วรู้สึกโดนใจใช่เลย หรือไม่ก็นึกในใจว่า “นี่แหละ! หามานานแล้ว”

Web Content ที่ดีในแนวคิดของสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยจึงไม่จำเป็นจะต้องเป็น Content ที่มีวรรณศิลป์สูงส่ง มีสำนวนเยี่ยมยอด หรือถูกต้องตรงตามหลักไวยากรณ์ภาษาอย่างใดอย่างหนึ่ง หากแต่เป็น Content ที่…
– มุ่งตอบสนองความต้องการของผู้เยี่ยมชมที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์นั้น ๆ
– เป็นการสื่อสารแบบสองทางที่สามารถโต้ตอบกันได้ระหว่างเว็บไซต์กับผู้เยี่ยมชมได้รวดเร็วฉับไวตามสไตล์ของสื่ออินเทอร์เน็ต
– สามารถค้นหาและนำมาใช้ได้ง่าย
– อ่านง่าย เข้าใจง่าย

คนอ่าน Web Content เขาอ่านกันยังไง?
เว็บไซต์เป็นสื่อที่ค่อนข้างตามใจคนอ่าน คนเข้ามาอ่านเว็บไซต์มักจะไม่อ่านแบบตั้งใจอ่านมาก ๆ เหมือนอ่านหนังสือ แต่มักจะ ‘สแกน’ อ่านแบบผ่าน ๆ เพื่อจับใจความสำคัญ และค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่อย่าเพิ่งคิดว่าคนที่เข้าเว็บไซต์มาไม่คิดที่จะอ่าน Content อย่างจริงจังนะครับ เพราะแต่ละคนเข้ามาด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน เช่น บางคนเข้ามาทำวิจัย ต้องทำความเข้าใจเพื่อเอาไปถ่ายทอดต่อ เขาก็ต้องอ่านแบบละเอียดถี่ถ้วนแต่เราบอกได้ว่าส่วนใหญ่มักจะเข้ามา ‘สแกน’เท่านั้นเอง
เมื่อเรารู้แล้วว่าคนอ่านของเราชอบอ่านผ่าน ๆ แล้วมองหาหัวข้อที่ตัวเองสนใจที่สุด มากกว่าที่จะอ่านจริง ๆ ก็มาดูกันว่าเขาสแกนกันแบบไหน…

อ่านต่อคราวหน้านะครับ

ฝากถึงน้อง ๆ Young Webmaster Camp

ผมเป็นกรรมการสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย (Thai Webmaster Association) มาได้เกือบสามปีแล้วครับ ที่สมาคมฯ เรามีโครงการอยู่โครงการหนึ่งชื่อ Young Webmaster Camp ที่พวกเราชาวเว็บมาสเตอร์วันนึงก็เกิดอยากจะถ่ายทอดวิชา(มาร) ของพวกเราไปสู่น้อง ๆ นักศึกษา ที่ผ่านมามี Inet เป็นสปอนเซอร์หลัก และเคยมี One-2-Call! สปอนเซอร์พวกเราครั้งแรกที่พวกเราบ้าคิดจะทำโครงการนี้ขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ปัจจุบันนี้เรากำลังจะทำโครงการนี้เป็นครั้งที่ 4 แล้วล่ะครับ

Young Webmaster Camp เราจะออกต่างจังหวัดไปทำ Workshop กันโดยแบ่งน้อง ๆ ออกเป็น 4 กลุ่ม คือ Web Design, Web Programming, Web Marketing และ Web Content …ผมในฐานะประชาสัมพันธ์ของสมาคมฯ เวลามีเรื่องอะไรขีด ๆ เขียน ๆ เขาก็ชอบโยนกันมาให้ผม(อย่างที่ผมยินดีรับนะ)ทำ โดยเฉพาะเรื่องการเปิด Class สอนน้อง ๆ เกี่ยวกับ Web Content

เมื่อพูดถึง Web Content มีหลายคนมากระซิบใน Young Webmaster Camp รุ่นเก่า ๆ ให้ผมฟังว่า Web Content น่ะเหรอก็แค่เขียนบทความต่าง ๆ ขึ้นเว็บไซต์ไม่เห็นจะยากเย็นอะไร ขอแค่รู้ว่าจะเขียนอะไรแค่นั้นก็พอ ไม่จำเป็นจะต้องมีองค์ความรู้อะไรมากำกับก็ได้ ไม่เหมือนกับ เรื่อง Web Design, Web Programming และ Web Marketing ที่เพื่อน ๆ ในกลุ่มอื่นเรียนกัน น่าเรียนกว่า Web Content เป็นไหน ๆ

ผมตอบไปว่า ไอ้ครั้นจะบอกอย่างนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียว ไว้ถ้าผมมีโอกาสอธิบายจะเล่าให้ฟัง จนแล้วจนเล่าหาโอกาสไม่ได้เลยต้องมาเขียนเป็นบทความที่คุณกำลังอ่านอยู่

ผมเชื่อนะครับว่า คนที่อ่านบทความนี้อยู่ อย่างน้อยก็ต้องมียีนส์ หรือมี DNA อะไรบางอย่างของคนที่ชอบ Content อย่างน้อยที่สุดก็จะมีความเชื่อเล็ก ๆ แล้วว่า Web Content เป็นบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษและแตกต่างไปจากองค์ความรู้อื่น ๆ ว่าแต่แตกต่างอย่างไรล่ะ?

ถ้าเราศึกษาพฤติกรรมการใช้เว็บไซต์ของคนทั่วไป หรือแม้กระทั่งสำรวจจากมุมมองของตัวเราเองก็ตาม เราจะเห็นว่าผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ไม่ได้เข้าไปเพียงเพื่อดูว่าเว็บไซต์นั้นสีสันสวยสดถูกใจ มีลูกเล่นสคริปต์เจ๋ง ๆ หรือมีกลยุทธ์การตลาดน่าตื่นตาตื่นใจเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หากแต่เราเข้าไปเสพ ‘สาระสำคัญ’ ที่เป็นภาพรวมอันประกอบไปด้วย Design, Programming Marketing และแน่นอน… Content

จะขาดอะไรไปสักอย่างไม่ได้หรอกครับ จะว่าไปก็เหมือนคนหนึ่งคนนั่นล่ะ จะเป็นคนขึ้นมาได้ก็ต้องประกอบด้วย ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ สี่ธาตุใช่ไหม
น่าน ว่าเข้าไปนั่น เดี๋ยวคราวหน้าเรากลับมาเข้าหลักวิชาการกันสักหน่อยดีกว่า

เมื่อต้นไม้ชื่อ Microsoft ใกล้ผลัดใบ?


หายไปเกือบอาทิตย์เช่นเคย สัปดาห์นี้เลยรีบกลับมาอัพเดทเรื่องที่ค้างกันเอาไว้ตั้งแต่คราวที่แล้ว นั่นก็คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายใน Microsoft แต่บอกกับคุณ ๆ ไว้ก่อนนะครับว่าที่ผมเอามาอัพเดทกันนี่เป็นเรื่องที่ผมอ่านจากนิตยสาร Fortune มาล้วน ๆ ไม่ได้ไปศึกษาเพิ่มเติมในแหล่งข่าววงในวงลึกของหลาน ๆ Uncle Bill มาเลย

พูดง่าย ๆ ก็คือมันเป็นสิ่งที่ Microsoft เขาอยากโปรโมทนั่นล่ะครับ ใครรู้แล้วก็ดี แต่ถ้าใครยังไม่รู้ Content Machine มีรายงาน…

จากบทความเรื่อง Inside Microsoft’s New brain: The man who would be Bill ในนิตยสารเขาเขียนถึงผู้ชายที่ชื่อว่า Ray Ozzie CTO คนใหม่ของ Microsoft ที่มีหน้าที่เข้ามา ‘webify’ Microsoft โดยเนื้อความโดยรวมแล้วก็มีบทสัมภาษณ์สั้น ๆ และ quote ของ Bill Gates, Steve Ballmer มาชื่นชมว่า CTO คนนี้เจ๋งยังไง ทั้งเป็นคนที่สร้าง Lotus Notes ทั้งเป็นคนที่ Microsoft อยากชวนมาร่วมงานด้วยนานแล้วแต่ไม่ได้จังหวะซักที

สิ่งที่สำคัญในบทความนี้ก็คือ บทบาทของ Bill Gates ที่เปลี่ยนไปใน Microsoft โดยสังเกตได้จากการที่ Bill Gates เริ่มกระอักกระอ่วนในการที่จะตอบผู้สื่อข่าวในประเด็นที่ว่า Microsoft ไม่มี CTO มาตั้งนานแล้ว จู่ ๆ มี Ray Ozzie เข้ามา บทบาทของ Bill จะตกลงไปบ้างไหม คำถามนี้ Bill Gates ไม่ได้ตอบอะไรมากมาย ได้แต่เงียบ ๆ ไป

บทความนี้อ่านแล้วก็น่าสนใจดีนะครับ ในแง่ที่ว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงภายใน โดยเฉพาะการแข่งขันกับคู่แข่งอันดับ 1 อย่าง Google Inc. ที่ประกาศความร่วมมือกับ Sun ในแง่การสร้าง Open Office ซึ่งแน่นอนว่ามันจะต้องกระทบกับโครงสร้างธุรกิจของ Microsoft ที่เก็บค่า License ของ Windows มานานหลายปี ในบทความนี้เขาเลยรายงานว่า Ray ได้รับมอบหมายจาก Bill และ Steve ให้ ‘Webify’ ทุกสิ่งทุกอย่าง สินค้าทุกไลน์ใน Microsoft ทั้งซอฟต์แวร์สำหรับผู้บริโภคทั่วไป ซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจ เลยไปถึง XBox โดยเดิมพันกันที่อินเทอร์เน็ต

Microsoft กำลังเดิมพันกับอินเทอร์เน็ตครั้งใหญ่ โดยจะเห็นได้ว่า Steve Ballmer เมื่อไม่ได้เดินทางไปโปรโมท Windows ตัวใหม่ “Vista” และ Microsoft Office ตัวใหม่ เขากลับทำหน้าที่เป็น “ad-salesman-in-chief” คือเดินสายขายของไปทั่วในแง่ของการโฆษณา อย่างเช่นการเดินสายใน L.A. เพื่อที่จะนัดพบกับบรรดานักการตลาดจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง เนสเล่ โตโยต้า โดยเน้นไปในเรื่อง Online advertising และในรายงานยังได้ระบุอีกว่า “Microsoft is becoming a media company.”

Quote อีกตัวนึงที่น่าสนใจในบทความนี้ที่ยืนยันสิ่งที่ผมแปลมาฝากวันนี้ก็มีดังนี้ครับ
“Everything we do should have a presence on the Web,” Ray Ozzie

งานนี้น่าติดตามดีครับ