สอนหนังสือมหาวิทยาลัย

ระยะหลังเริ่มมีพี่ ๆ เพื่อน ๆ ชวนไปสอนหนังสือตามมหาวิทยาลัยบ่อยขึ้น ด้วยค่าที่ว่าเราสามารถแชร์ประสบการณ์ทั้งในเชิงวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และเชิงสารสนเทศ ประกอบกับเรื่องธุรกิจที่เราทำอยู่ได้ เทอมนี้สอนไปหลายแห่งแล้ว ทั้ง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยบูรพา และล่าสุดมหาวิทยาลัยคริสเตียน ที่นครปฐม

คราวนี้ไปสอนเรื่องที่ไม่เคยสอนมาก่อนคือต้องไปว่าด้วยหลักทฤษฎีว่าคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมีวิวัฒนาการมาอย่างไร เพราะปกติจะสอนในเชิงปฎิบัติเลย คิด ๆ ไปก็ท้าทายดีครับ

บอกกับน้อง ๆ ที่มหาวิทยาลัยคริสเตียนว่ามาดาวน์โหลดเอกสารประกอบการสอนได้ที่นี่ ก็มาแล้วนะครับตามสัญญา เชิญดาวน์โหลดได้เลยครับ

Future of Thailand

ขอโทษทีนะครับ ผมหายไปเกือบ ๆ สองสัปดาห์เลย ที่จริงเขียนและแปลบทความเอาไว้หลายเรื่อง แต่ยังไม่ค่อยพอใจเลยไม่ได้อัพโหลดขึ้นให้อ่านกัน วันนี้เลยขอหยิบเอาบทความของคนอื่นที่คิดว่าดี มาฝากกันครับ นั่นก็คือเรื่องอนาคตของประเทศไทยเราในมุมมองของอัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ เจ้าของทฤษฎีคลื่นลูกที่สาม ที่นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ มักจะใช้อ้างอิงบ่อย ๆ

อัลวินบอกว่า เขาคิดว่าสำหรับประเทศไทยกว่าจะเข้าถึงยุคสารสนเทศอย่างแท้จริงก็อีกสัก 20-30 ปี จะเท็จจริงแค่ไหน คงไม่มีใครพิสูจน์ได้ นอกจากให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ที่ทำได้แน่ ๆ คือ wait & see ลองอ่านดูก่อน แล้วคิดตาม และเลือกที่จะเชื่อ หรือไม่เชื่อ หรือปรับปรุงองค์ความรู้นี้ให้เข้ากับสไตล์ไทย ๆ ของเราครับ
– – – – – –

อนาคตประเทศไทย ในมุมมอง “อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์” เจ้าพ่อ “คลื่นลูกที่สาม”
รายงาน มติชนรายวันวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ปีที่ ๒๗ ฉบับที่ ๙๕๘๐ หน้า ๒
หมายเหตุ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการสัมมนาวิสัยทัศน์ประเทศไทย “The Future of Thailand หรืออนาคตประเทศไทย” ของบริษัท สื่อดี จำกัด โดยนายอัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ เจ้าของผลงานเขียน เช่น คลื่นลูกที่สาม(The Third Wave) อำนาจใหม่(Power Shift) และเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า Globalization ได้บรรยายสดผ่านดาวเทียมให้ชม …อนึ่ง การสัมมนาดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน จากเดิมที่เชิญนายปีเตอร์ เอฟ ดรักเกอร์ “กูรู” ด้านการบริหารจัดการ มาเป็นผู้บรรยาย แต่นายดรักเกอร์เกิดล้มป่วยกะทันหัน

หัวข้อที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อธุรกิจ วิถีชีวิต และสังคมของเรา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะในปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสร้างความซับซ้อนสับสน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของเราเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยแท้ นับตั้งแต่เริ่มมีการปฏิวัติเทคโนโลยีข้อมูลและสารสนเทศ ซึ่งผมเรียกว่าเป็นคลื่นลูกที่ ๓ นั้น จะเห็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มาก แม้จะเริ่มต้นเมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีมาแล้ว แต่ผลกระทบยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

สิ่งที่เราควรตระหนักก็คือ ความเร็วที่เพิ่มขึ้นและรูปแบบก็มีพลวัต มันมิใช่ภาพในแนวราบที่จะพยากรณ์อนาคตได้ง่ายๆ อีกทั้งความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความผกผันอยู่ตลอดเวลา นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ว่า ทำไมเราจึงต้องเตรียมรับมือกับมันอย่างท้าทาย

การพัฒนาด้านเทคโนโลยีทำให้หลายประเทศเกิดจลาจล ทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา โรคติดต่อ สิ่งสำคัญที่เราต้องยอมรับคือ การกระจายตัวของเทคโนโลยีไปในประเทศโลกที่สามและเอเชีย เกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษา ไม่ว่าในจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ไทย และมาเลเซีย ควรเตรียมตัวรับมือ แต่ก็พบว่าองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นยังไม่ทันการพัฒนาของเทคโนโลยี จนถึงปัจจุบัน การศึกษาก็ยังเป็นธุรกิจที่ต้องปรับตัวมากจากการพัฒนาของเทคโนโลยี
ในด้านธุรกิจ เทคโนโลยีใหม่ๆ ก่อให้เกิดการพัฒนาระบบการผลิตใหม่ ทำให้รูปแบบวิถีชีวิตของคนในสังคมสับสนยุ่งเหยิงยิ่งขึ้น ผู้บริหารองค์กรต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเช่นกัน ต้องสร้าง “เครือข่าย” เพื่อช่วยให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างคล่องตัว และตัดสินใจได้รวดเร็วเท่าทันการเปลี่ยนแปลง

Resyncronization อาจเป็นเรื่องยากต่อการทำความเข้าใจ เพื่อให้เกิดการผสมระหว่างหน่วยงานเล็กๆ แต่ละหน่วย ผสานตลาดเล็กๆ แต่ละตลาดเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม การผสานความร่วมมือดังกล่าว ยังคงเป็นรูปแบบที่ต้องศึกษากันต่อไป

รูปแบบการผลิตในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเป็นคลื่นลูกที่ ๒ นั้น ก่อให้เกิดการพลิกกลับของกระบวนการผลิตที่เรียกว่า Massification หรือการผลิตสินค้าจำนวนมาก เพื่อประหยัดต้นทุน แต่ปัจจุบันต้องเปลี่ยนมาเป็น Demassification หรือการผลิตสินค้าตอบสนองความต้องการของตลาดเฉพาะกลุ่มเล็กๆ เช่น การผลิตรถยนต์ฟอร์ดในยุคก่อน ถือเป็นระบบ Mass ที่ผลิตรถสีเดียวแบบเดียวจำนวนมากๆ แต่ปัจจุบันความต้องการหลากหลายขึ้น Demass ในอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ทำให้เกิดรถในแบบและสีสันต่างๆ ตอบสนองตลาดที่แยกย่อยเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย

ในอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชน อเมริกายุคเก่ามีสถานีโทรทัศน์ให้เลือกชมเพียง ๓ สถานีใหญ่ แต่ปัจจุบันมีกว่า ๑๐๐ ช่อง เพื่อเป็นทางเลือกมากขึ้น ธุรกิจอื่นๆ ก็ต้องหันมาทำความเข้าใจวิธีการผลิตสินค้าและบริการเพื่อตลาดเฉพาะกลุ่มเล็ก ซึ่งหากธุรกิจสามารถครองตลาดกลุ่มเล็กๆ ได้หลายกลุ่ม ก็เท่ากับได้ครองตลาดเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

ในสังคมอเมริกัน เราพอมองเห็นผลกระทบที่เกิดจากการปรับเปลี่ยนจากยุคคลื่นลูกที่ ๑ สังคมส่วนใหญ่เป็นสังคมชนบท ครอบครัวใหญ่ อาศัยรวมกัน เพื่อช่วยกันทำการเกษตร เมื่อมาสู่คลื่นลูกที่ ๒ ระบบอุตสาหกรรมทำให้ขนาดครอบครัวเล็กลง แต่ละคนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ การแข่งขันทางธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น และเมื่อเข้าสู่คลื่นลูกที่ ๓ ซึ่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก หน่วยย่อยทางธุรกิจหรือสังคมก็จะมีบทบาทชัดเจนมากขึ้นด้วย
เช่นเดียวกับการแบ่งงานกันทำในหน่วยงานของภาครัฐ กระทรวง ทบวง กรม ที่ต่างมีหน้าที่รับผิดชอบของตนเอง แต่โยงใยกันเป็นเครือข่าย การปรับโครงสร้างธุรกิจในอนาคต ก็จะออกมาในรูปของเครือข่าย(network) มากขึ้นเช่นกัน

การมองภาพความเปลี่ยนแปลง อย่าไปมองที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องดูภาพรวมทั้งการเงิน เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม อาจรวมถึงศาสตร์และวิถีชีวิตด้วย เพราะการตัดสินใจของผู้บริหารต้องอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่รอบด้าน เพราะทุกอย่างเชื่อมต่อกันหมด ประเทศหนึ่งเกิดโรคติดต่อร้ายแรง ประเทศใกล้เคียงก็พลอยได้รับผลกระทบตามไปด้วย

แม้การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นรวดเร็ว และการปรับตัวก็ต้องเร็วตาม แต่ก็ต้องปรับอย่างมีกลยุทธ์ ต้องรู้ว่าปรับเปลี่ยนเพื่อใคร เป้าหมายใด เหมือนการขึ้นเครื่องบินที่คุณต้องรู้จักเลือกสายการบิน และรู้ที่หมายที่จะไป

เทคโนโลยีนั้นพัฒนาไปบนฐานความรู้เป็นสำคัญ ประเทศไทยเองก็ต้องตอบรับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเท่าทันด้วย ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝน เรียนรู้ เพราะมิฉะนั้นก็จะไม่สามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้

ในภูมิภาคเอเชียมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน บางครั้งอาจเกิดการปะทะกันระหว่างวัฒนธรรม เช่น คริสต์กับอิสลาม แต่ในความหมายของผม มิได้ชี้ไปที่ศาสนา หากแต่เป็นรูปแบบวิถีชีวิตมากกว่า การปะทะกันเหล่านี้เกิดจากการเปลี่ยนวิถีชีวิตที่มีเทคโนโลยีเป็นพื้นฐาน

สำหรับประเทศไทยกล่าวได้ว่า เป็นประเทศที่ผสมผสานระหว่างคลื่นลูกที่ ๑ คลื่นลูกที่ ๒ และคลื่นลูกที่ ๓ ไปพร้อมๆ กัน เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชากรส่วนใหญ่ยังทำการเกษตร มีสภาพชีวิตเป็นครอบครัวใหญ่ รายได้ไม่มาก และทำงานตามฤดูกาล ในขณะเดียวกัน ไทยก็มีอุตสาหกรรมที่กำลังพัฒนาด้วยเทคโนโลยี เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ การผลิตรถยนต์ และอื่นๆ ส่วนการพัฒนาซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี ก็มีการศึกษาในส่วนนี้ด้วยเช่นกัน

ประเทศในโลกตะวันตกแตกต่างจากโลกตะวันออก เพราะมีช่องว่างทางด้านเทคโนโลยี แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คลื่นลูกที่ ๓ กำลังเกี่ยวข้องกับเราทุกคน
มีคนโต้แย้งว่า ความคิดใหม่และเทคโนโลยีใหม่ไม่ได้ช่วยขจัดปัญหาความยากจน ซึ่งผมไม่เห็นด้วย เทคโนโลยีอาจไม่ได้ช่วยให้คนจนเข้าถึงได้ เพราะเหมาะกับคนบางกลุ่ม แต่ก็เป็นเครื่องมือช่วยคลี่คลายปัญหาความยากจนได้ เช่น การนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในการพัฒนาเกษตรกรรมในโลกตะวันตก ก็สามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นเกษตรอุตสาหกรรม สามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น เกิดจากแปรรูปสินค้าเกษตร มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต สุดท้ายก็ส่งผลให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ปัญหาความยากจนก็บรรเทาลง แม้ว่าจะไม่หมดไปก็ตาม

คุณจะพบว่า ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ชิปผลิตออกมาจำนวนหลายแสนล้านชิ้นทุกวันบนโลก และเพิ่มมากขึ้น เร็วขึ้นทุกปี จากชิปธรรมดา พัฒนามาเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ก้าวมาอีกขั้นเป็นดิจิตอล ใช้งานง่ายด้วยสวิตช์ปุ่มเปิดปิด ในประเทศไทย การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมีประมาณ ๔.๘ ล้านคน อาจไม่มากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร แต่ถือเป็นอัตราสูงเมื่อเทียบกับการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของประเทศเพื่อนบ้าน และไทยยังมีศักยภาพในการพัฒนาเพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากยิ่งขึ้น
ประเด็นสำคัญคือ คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตไม่มีทางหายไป นับวันแต่จะเพิ่มขึ้น และทำให้เกิดการวิวัฒนาการที่ยิ่งใหญ่
ในคืนที่ยานอวกาศร่อนลงเหนือดาวอังคาร มันทำให้เรารู้สึกได้ว่าเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุดนิ่ง และทำให้เราค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยารักษาโรค วัคซีนตัวใหม่ เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ และนาโนเทคโนโลยี เครื่องมือแพทย์ที่มีขนาดเล็กลงเพื่อสามารถช่วยชีวิตมนุษย์ และรักษาโรคบางอย่างที่เดิมไม่สามารถรักษาได้

แล้วเราก็จะพบว่า Demassification ก็ไม่ได้หายไปไหน เรายังคงพัฒนาเทคโนโลยีต่อไป เพื่อตอบสนองความต้องที่ละเอียดอ่อนมากยิ่งขึ้น
นี่คือจุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของเรา เราต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีนั้นไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกระดับชั้น แต่ผลของมันต่างหากที่เข้าถึงคนทุกระดับชั้นได้ ตัวอย่าง ในช่วงแรกของการปฏิวัติอุตสาหกรรม นักเศรษฐศาสตร์บอกว่า เครื่องจักรไอน้ำไม่สามารถเป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจได้ และถัดมาไม่นานมีการพยากรณ์ว่าจะเกิดการขาดแคลนอาหารในอินเดีย เพราะไม่สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ แต่ความจริงอินเดียสามารถผลิตผลผลิตได้มากถึง ๓ เท่าจากเดิม จนส่งออกได้ นี่คือผลจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่ช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้

ในขณะนี้ไทยอยู่ในช่วงการเปลี่ยนที่ผสมผสานของคลื่นทั้ง ๓ ลูก และกำลังรอเวลาเข้าสู่คลื่นลูกที่สามอย่างเต็มตัว ประเทศโลกที่สามเตรียมจะเข้าสู่คลื่นลูกที่สามประมาณปี ๒๐๓๐-๒๐๕๐ ไทยยังพึ่งพาจีนในบางส่วน แต่ในอีก ๔๐ ปีข้างหน้าไทยอาจเปลี่ยนแปลงตัวเองเข้าสู่รูปแบบของคลื่นลูกที่สาม

อินเดียคล้ายคลึงกับไทย เพราะมีการพัฒนาที่ผสมผสานกันของคลื่นทั้ง ๓ ลูก โดยเฉพาะการพัฒนาด้านซอฟต์แวร์ที่มีมากจนส่งออกได้ เพราะต่างประเทศเข้ามาลงทุน และถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้อินเดียกลายเป็นตลาดที่น่าสนใจ อีกทั้งอินเดียก็มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งสามารถพัฒนาไปอย่างรวดเร็วด้วย
แม้แต่จีนเองก็มีท่าทีสนใจต่ออุตสาหกรรมในคลื่นลูกที่สามมากพอสมควร หนังสือที่ผมเขียนหลายเล่มขายดีในจีน แม้แต่ เติ้ง เสี่ยว ผิง ก็ใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม จีนกำลังมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพมากขึ้น จีนถือเป็นตลาดใหญ่ เมื่อเทียบกับไทยแล้วอาจพัฒนาได้ช้ากว่า ไทยจึงได้เปรียบในเรื่องขนาดตลาด และการพัฒนาความรู้เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี และน่าจะถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเข้าไปเป็นผู้ผลิตเพื่อป้อนตลาดจีนด้วย

ในภาคเกษตรกรรมเองก็แบ่งออกเป็นคลื่นลูกที่หนึ่งและสองเช่นเดียวกัน และสามารถพัฒนาต่อยอดออกไปเป็นเกษตรกรรมในคลื่นลูกที่สาม ซึ่งน่าจะเป็นอนาคตสำหรับประเทศไทย โดยยังต้องศึกษาต่อไปว่าจะพัฒนาออกมาเป็นรูปแบบใด เช่น แม้แต่เทคโนโลยีดาวเทียมก็สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร โดยใช้บอกพิกัดลักษณะทางภูมิศาสตร์ และช่วยพัฒนาระบบการเกษตรยุคใหม่ที่ได้ผล

ประเทศไทยจึงมีโอกาสเป็นผู้นำในการพัฒนาการเกษตรเข้าสู่คลื่นลูกที่สาม เพราะในเอเชียยังไม่มีประเทศใดที่เน้นและให้ความสำคัญในเรื่องนี้เหมือนไทย
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนอุตสาหกรรมการเกษตรจากคลื่นลูกที่หนึ่ง มาเป็นลูกที่สอง และคลื่นลูกที่สาม แม้จะมีปัจจัยที่ทำให้การพัฒนาชะงักงัน เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ แต่เปลี่ยนแปลงก็ยังดำเนินต่อไป คนรุ่นใหม่จะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรม และอนาคตสังคมเศรษฐกิจในคลื่นลูกที่สามต่อไป
เราต้องเตรียมตัวรับความท้าทายจากความเปลี่ยนแปลง ที่เกิดจากการพัฒนาและเติบโตของเทคโนโลยี สิ่งที่เราต้องเผชิญ มิใช่เพียงโฟกัสอยู่ที่เพียงธุรกิจของเรา แต่หมายรวมถึงการติดต่อสัมพันธ์กับองค์กรทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งรัฐบาล องค์กรธุรกิจ และสถาบันการศึกษา กำลังเผชิญกับความท้าทาย และเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วอย่างรวดเร็วในยุคของการพัฒนาคลื่นลูกที่สาม

10 อุตสาหกรรมที่เกลียดและกลัว Google

เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ผมเปิดอ่านนิตยสารเล่มโปรด Wired Magazine พาดหัวบนหน้าปกว่า “ใครบ้างที่เกรงกลัว Google? ทุกคนนั่นแหละ” (Who’s Afraid of Google? Everyone) บทความนี้เขียนโดย Kevin Kelleher ผมเห็นว่าน่าสนใจดี ว่าจะเอามาแปลให้อ่านกัน ก็ยังไม่มีเวลาสักที วันนี้สบโอกาส อิอิ

ช่วงท้ายผมจะใส่วิเคราะห์เพิ่มเติมลงไป ใครคิดเห็นอะไรอย่างไร แชร์กันได้นะครับ

ดูเหมือนตอนนี้จะไม่มีใครปลอดภัยเลยสักคน..Google กำลังทำธุรกิจ Wi-Fi …Google กำลังเปิดบริการค้นหาข้อมูลในหนังสือ… Google มีแผน E-Commerce ฯลฯ

แน่ล่ะ Google คิดอยู่เสมอว่าตัวเองจะเป็นได้มากกว่า Search Engine แม้แต่ในวันแรก ๆ ที่ Google เปิดตัวก็มี Mission Statement ที่ดูยิ่งใหญ่อลังการมากนั่นก็คือ “ภารกิจของ Google คือจัดเรียงโครงสร้างสารสนเทศ และทำให้มันมีประโยชน์และเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง”
(“Google’s mission is to organize the world’s information and make it universally useful and accessible.”) ซึ่งการแผ่ขยายทางธุรกิจของ Google ย่อมกระทบกระเทือนกับธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในโลกนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ในเบื้องต้นบริษัทที่น่าจะกระทบก่อนก็คือ ยักษ์ใหญ่ในโลก E-Commerce Amazon.com, เจ้าแห่ง Telecom Business อย่าง Comcast, เจ้าพ่อประมูลอย่าง eBay, เว็บพอทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก Yahoo!, และแม้กระทั่งเจ้าแห่ง Software… Microsoft

อย่างที่เราทราบกันดีแล้วว่า แม้ยังไม่ทันถึง 10 ปีดีนัก Google ก็ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในวงการธุรกิจดอทคอม ในทางหนึ่งก็ดูเป็นยักษ์ใหญ่ใจดีนะครับ แต่ในทางกลับกันก็เริ่มมีคนรู้สึกว่า Google กำลังมีอำนาจมากเกินไปแล้ว จนฝ่ายพีอาร์ของ Google ต้องเปิดแคมเปญในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของ Google ด้วยการเปิด Google.org ด้วยจำนวนเงินสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะลดความน่ากลัวของ Google ลงได้ และ Google เองก็รู้ตรงจุดนั้นดี (แต่อย่างว่าครับ ธุรกิจก็คือธุรกิจ การ dominate ตลาดมันเป็นเรื่องที่ใครก็อยากทำ)

เอาล่ะมาดูกันเลยว่า 10 อุตสาหกรรมที่ว่านั้น มีอะไรบ้าง ที่ทั้งเกลียดและกลัว Google

1. VIDEO
Google มีบริการ Google Video มีตั้งแต่ลิงแสดงท่าเล่นคาราเต้ และหุ่นยนหมาปะทะอีกัวน่า ใครจะไปรู้ว่าต่อไปมันจะเป็นไงบ้าง
ใครที่รู้สึกถูกคุกคาม: Comcast และผู้ให้บริการเคเบิลทีวีรายอื่น ๆ ยาฮู! เครือข่ายโทรทัศน์อื่น ๆ แน่ล่ะ Comcast อยากจะเป็น Google ของวงการโทรทัศน์อยู่แล้วจู่ ๆ Google โดดมาทำเองก็เลยต้องรู้สึกบ้างล่ะ ยาฮู! เองก็ติดตาม Google Video ทุกฝีก้าวเพราะตัวเองก็มี Yahoo! Video ส่วนบรรดาเครือข่ายโทรทัศน์ก็คงต้องงงที่เห็นรายการของตัวเองไปปรากฏอยู่ใน Google Video
เช็คความเป็นจริง: การที่ Google เปิดบริการ search Video คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ Google มี Content มากน้อยแค่ไหนที่จะดึงคนให้อยู่กับ Google และจ่ายให้กับ Google เพื่อ Google จะได้มี database ที่สมบูรณ์ ต้องจับตาดูกันต่อไป ว่าแต่คู่แข่ง อย่าง TiVo จะเคลื่อนไหวอย่างไร (หรือแม้กระทั่ง YouTube)

2. คลาสสิฟายด์: ชนกันดังเปรี้ยงเมื่อ Google เปิดตัว “Google Base” บริการที่เปิดให้ user สามารถ add ฐานข้อมูลของตัวเองเข้าไปในฐานของ Google ได้ โดย Google จะนำไปทำเป็นโฆษณาคลาสสิฟายด์ต่อไป ซึ่งจากการทดสอบบริการแล้วพบว่า มันสามารถค้นหาโฆษราอย่าง รถมือสอง และโฆษณาที่ user คนนั้น ๆ จะชอบได้ด้วย และเป็นไปได้สูงที่จะถูกจับมาเชื่อมโยงกับบริการ Google Local (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Google Map) และอาจจะเชื่อมกับ Orkut เว็บไซต์ Social Network (คล้าย ๆ Hi5, MySpace)
ใครที่รู้สึกถูกคุกคาม: craigslist, eBay, Monster, Tribe.net
สัญญาณแห่งความตื่นกลัว: ทันทีที่ Google Base เปิดบริการ มูลค่าทางการตลาดของ eBay ตกลงไปเกือบ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และแม้กระทั่งก่อนหน้านั้นเว็บไซต์คลาสสิฟายด์ต่าง ๆ ก็ตื่นตระหนกกับข่าวนี้ CareerBuilder เว็บหางานชื่อดังและเว็บอื่น ๆ ต่างรู้สึกระแวดระวังที่จะต้องเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับ Google
เช็คความเป็นจริง: นี่อาจจะเป็นภาคต่อกันมาของ Froogle มากกว่าจะเป็น stand-alone product และมันยังสามารถขยายไปสู่ทุก ๆ บริการนับตั้งแต่ การท่องเที่ยวยันไปถึงค้าขายแบบ eBay-

3. ธุรกิจโทรคมนาคม
การที่ Google เปิดให้บริการ Wi-Fi ฟรีในซานฟรานซิสโก instant-messaging software อย่าง Google Talk เปิดทางสู่ธุรกิจ VoIP ทำให้บรรดา user หน้าชื่นตาบานในขณะที่คู่แข่งนั่งกุมขมับว่าจะทำอย่างไร
ใครที่รู้สึกถูกคุมคาม: Comcast, SBC, Verizon, Vonage, และแน่นอนที่สุด AOL

วันนี้แค่นี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวค่อยมาต่อกันสำหรับที่เหลือ

My Favourite Sites/ Books

Sorry for English krub. I grasp these text from my personal email which I sent to my business partner who ask me “I’d like to learn more about online marketing ka please kindly to recommend the best website for it to me na ka.”. I think it would be good to share with you guys here in www.Jakrapong.com . Please share your favourite site/book here!



User experience
http://www.useit.com/ – Jakob Nielsen’s website. The guru of Web usability
http://www.louisrosenfeld.com/ – The User Experience guru and the author of the book named “Information Architechture” – no more compliment. I love it!
http://www.findability.org/ – Co-author of “Information architecture” – Peter Morville

Internet Marketing
http://www.webmasterworld.com/ – The discussion forums of everything about Dot-com, e-business
http://www.clickz.com/ – You knew it
http://www.thinkandclick.com/ – Local website which always aggregate Thai Internet industry within this site.
http://www.gerrymcgovern.com/ – I am a Content Nut! Gerry McGovern written a book named “Content Critical”. It’s a classic one for me
http://www.thaiecommerce.org/ – You knew it
http://www.pawoot.com/ – You knew it
http://www.internetworldstat.com/ – Interesting web stat around the world
http://www.searchenginewatch.com/ – Everything about SEM
http://www.iab.net/ – It’s about the web development standard, but it might be useful for your idea, because marketing is the thing about practical idea, isn’t it?
http://www.webmaster.or.th/ – Thai webmaster Association – You knew it
http://www.wired.com/ – Wired Magazine. My favourite magazine
www.MarketingVox.com – One of the best Online Marketing site.

Business Strategy
Blue Ocean Strategy: How to Create Uncontested Market Space and Make Competition Irrelevant –> It’s already translate into Thai by Nation Publishing

Other source
– Blog of Tim Berners-Lee (WWW Creator), Jimmy Wales (Wikipedia creator)
– Tons of text books.
– Time magazine, Economists, Fast Company Magazine, Business 2.0 etc.

น้อง ๆ ที่มหาวิทยาลัยบูรพาดาวน์โหลดไฟล์ได้ที่นี่ครับ

เมื่อวานนี้ตื่นแต่เช้านัดกับเพื่อนรุ่นพี่ไว้จะไปบางแสนแต่เช้า ผมไม่ได้ไปเที่ยวหรอกครับ ผมไปสอนหนังสือเรื่อง Online Journalism ที่มหาวิทยาลัยบูรพา ที่บางแสนมา พอมาสำรวจตัวเองว่าไม่ได้สอนหนังสือเสียนาน พอเจอนักเรียนทีนึงเล่นเอาเราสอนไม่เป็นไปเหมือนกัน อากาศร้อนนิด ๆ แต่บรรยากาศโอเคนะครับ สอนตั้งแต่เช้ายันเย็น สนุกดีเหมือนกัน (แต่ก็เพิ่งรู้นี่แหละว่าสอนทั้งวันนี่มันเหนื่อยเหมือนกันนะ บรรดาอาจารย์ของเรานี่ท่านอึดจริง ๆ ครับ) เตรียมสไลด์ไป 50-60 หน้า น้อง ๆ คงจดกันไม่ทัน ยังไงดาวน์โหลดได้ที่นี่นะครับ มีคำถามอะไรอีเมล์มาได้ครับ

ปล. ใครดาวน์โหลดไฟล์เรื่อง Search Engine in Everyday life ไปแล้วไม่ต้องดาวน์โหลดนะครับ ผมปรับเปลี่ยนแค่ประมาณ 10 หน้าเพิ่มเติมเรื่องหนังสือพิมพ์ออนไลน์ และ web content เพิ่มมาหน่อยเดียวเองครับ

E-Commerce เท้าถีบ

วันนี้อัพ Blog สองรอบครับ ดูเหมือนขยันนะ อิอิ ไม่ใช่หรอกครับ พอดีผมนึกขึ้นได้ว่าผมชอบบทความของวริษฐ์ ลิ้มทองกุล จากเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์อยู่บทความหนึ่งที่ชื่อว่า E-Commerce เท้าถีบ

“ออฟ” หรือวริษฐ์เป็นเพื่อนนักข่าวรุ่นไล่ ๆ กับผม ส่วนใหญ่เขาจะเขียนถึงการเมือง โดยเฉพาะการเมืองจีนที่มีผลกระทบกับไทย แต่เมื่อนานมาแล้ววันที่ 18 เมษายน 2547 16:40 น. เขาเกิดนึกสนุกเขียนเกี่ยวกับ E-Commerce ขึ้นมาแล้วเป็นตอนที่ผมชอบเอามาก ๆ เสียด้วย อยากให้เพื่อน ๆ ทุกคนที่แวะเวียนมาอ่านที่ jakrapong.com ได้อ่านกัน เลยขอยกบทความทั้งหมดมาไว้ที่นี่เลยนะครับ
– – – – – – – – – – – – – – –

ตัวเลขเมื่อสิ้นปี พ.ศ.2546 ประชากรชาวเน็ตในประเทศจีน ถูกบันทึกไว้ที่ 80 ล้านคน คิดเป็นอัตราส่วนประมาณร้อยละ 6 ของประชากรทั้งประเทศ ปีที่ผ่านมาและปีนี้เป็นที่คาดหมายกันว่า ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า ควานไต้ (宽带) จะยิ่งแพร่หลายตามหัวเมืองใหญ่
ทั้งนี้เมื่อปลายปี 2546 จีนมีจำนวนผู้ใช้บรอดแบนด์อยู่ที่ราว 10 ล้านคน หรือคิดเป็น หนึ่งในแปดของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด ตัวเลขข้างต้นบ่งชี้ให้เห็นชัดว่า อุตสาหกรรมการโทรคมนาคมในประเทศจีนนั้นเติบใหญ่เพียงใด

ผมขอให้ข้อมูลเป็นพื้นฐานสักหน่อยว่า อุตสาหกรรมโทรคมนาคม หรือ Telecom ในประเทศจีนนั้นถูกผูกขาดด้วยบริษัท 3 บริษัทคือ China Telecom, China Mobile และ China Unicom แต่ก็ยังมีบริษัทเทเลคอมขนาดกลางและเล็ก กระจายไปตามเมืองและมณฑลต่างๆ อีกหลายสิบบริษัท

China Telecom เป็นบริษัทโทรศัพท์พื้นฐาน (Fixed-line Telephone) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนคือ มีรายรับในปี 2546 มากถึง 118,500 ล้านหยวน ส่วนสองบริษัทหลังคือ สองบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดย China Mobile เป็นผู้นำตลาด ตามมาด้วย China Unicom (จำนวนโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศจีนนั้นแซงจำนวนโทรศัพท์พื้นฐานไปแล้ว) แต่เมื่อมองลึกลงไปพิจารณาถึงพัฒนาการการเติบโตของ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) อันเป็นส่วนประกอบหนึ่งของนิวอีโคโนมี ที่น่าจะพัฒนาควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ก็จะพบว่า จีน ก็มีปัญหา การลงทุนในธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบสูญเปล่าอย่างมหาศาล

ประการแรก เนื่องจากปัญหา การโฆษณาทางอินเทอร์เน็ต นั้นไม่ได้รับการยอมรับจาก อุตสาหกรรมการโฆษณามากเท่ากับ สื่ออื่นๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หรือสิ่งพิมพ์ เว็บไซต์พอร์ทัลใหญ่ๆ ของจีนอย่างเช่น Netease, Sohu หรือ Sina ต่างก็เคยประสบปัญหาดังกล่าวมาแล้วระลอกหนึ่ง โดยเฉพาะหลังจากที่กระแสด็อทคอม ในสหรัฐฯ ซบเซาลงไป จนทำให้เว็บไซต์พอร์ทัลเหล่านี้ต้องปรับตัว ด้วยการพึ่งพารายได้จากโฆษณาให้น้อยลง และไปอาศัยน้ำเลี้ยงจากบริการของโทรศัพท์เคลื่อนที่แทน คือ บริการ SMS, MMS ดาวน์โลด เสียงเรียกเข้า รูปภาพ รายงานข่าว ที่สามารถเก็บเงินได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า นอกจากอาศัยรายได้โทรศัพท์เคลื่อนที่แล้วเว็บไซต์หลายแห่งก็ก้าวไป เปิดบริการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ผ่านอินเทอร์เน็ต เปิดการประมูลผ่านออนไลน์ และเกมออนไลน์

ประการที่สอง การพัฒนาของตลาดการเงินของจีนยังล้าหลังกว่าตลาดโลกอยู่มาก ธนาคารในพื้นที่และมณฑลต่างๆ ของจีนมีระบบการเปิดทำการไม่เป็นมาตรฐานอย่างเช่น ในปักกิ่งธนาคารเปิดเช้าปิดเย็นขณะที่ในเซี่ยงไฮ้ธนาคารบางแห่งเปิด 24 ชั่วโมง ยังมิต้องกล่าวถึงบัตรเครดิตที่ชาวจีนเพิ่งรู้จักและเริ่มแพร่หลายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้เอง ทั้งนี้บัตรเครดิตนี่เองที่เป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ตที่สำคัญมากสำหรับประชากรในสหรัฐฯ ต้นแบบของธุรกิจ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

แล้ว พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จีนเติบโตได้อย่างไร

ในเมื่อเดินต้องการจะเติบโตในเส้นทางนี้ ในเมื่อไม่สามารถใช้ช่องทางการจ่ายเงินผ่านระบบเครดิตได้ ผู้ประกอบการ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในจีนก็มีวิธีแก้ไขให้เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม คือ หนึ่ง ระบบธนาณัติ สอง การโอนเงินผ่านธนาคาร ซึ่งค่อนข้างจะล่าช้าทั้งคู่ และวิธีที่สาม ก็คือ จ่ายเงินเมื่อได้รับของ (Cash-on-delivery:COD) เหมือนกับการสั่งโทรพิซซ่า

ความพิเศษของ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แบบจีนก็คือ ระบบการส่งของในเมืองใหญ่ของจีนนั้นดำเนินไปได้ด้วย “จักรยาน” เป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อทำให้การส่งครอบคลุมอย่างทั่วถึง บริษัทที่ประกอบธุรกิจ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในจีนจึงต้องมีการสร้าง “เครือข่ายจักรยาน” เว็บไซต์ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อย่าง www.dangdang.com/ ซึ่งก่อตั้งโดยนักเรียนเก่า MBA จากสหรัฐฯ และได้รับแนวคิด-อิทธิพลมาจาก เว็บไซต์ตำนานอย่าง อะเมซอน (Amazon) โดยสินค้าที่ dangdang.com ขายนั้นก็เป็นสินค้ารูปแบบเดียวกับที่ อะเมซอน ทำก็คือ หนังสือ ซีดี ดีวีดี ซอฟท์แวร์ เกม นอกจากนี้ก็มีสินค้าย่อยอื่นๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสำอาง บ้างแต่เป็นส่วนน้อย

ระบบการส่งสินค้านั้น dangdang.com ใช้ระบบการจ้างอีกต่อ โดยใช้บริการจากบริษัทขนส่งหลายๆ แห่ง ทั้งนี้โดยปกติเฉลี่ยแล้วจะคิดค่าขนส่งราวร้อยละ 5 ของสินค้า ขณะที่เพื่อรับประกันการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าบริษัทต่างๆ จะต้องจ่ายเงินจ่ายเงินประกันสินค้าเป็นเวลา 3 วันของรายรับจากค่าขนส่ง ซึ่งก็ตกอยู่ที่ราว 50,000-100,000 หยวน (ราว 250,000-500,000 บาท)

ในระบบดังกล่าว บริษัทขนส่งก็จะต้องไปจัดการกับ บรรดา “นักถีบ” ส่งสินค้าเอาเองในประเด็นการป้องกันการสูญหาย ความปลอดภัยของสินค้า รวมถึงเวลาจัดส่ง ทั้งนี้ส่วนใหญ่แล้วบรรดาเด็กจักรยานเหล่านี้จะเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาหางานทำงานเมือง จากแต่เดิมในช่วงที่กระแส พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในเมืองจีนบูมขึ้นไปตามสหรัฐฯ เมื่อช่วง 4-5 ปีก่อน ร้านขายหนังสือที่ได้รับต้นแบบมาจากอะเมซอนนั้นมีถึง 300 กว่าแห่ง แต่ถึงปัจจุบัน ธุรกิจ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ของจีนที่รอดตัวมาจากการล่มสลายของกระแสด็อทคอมต่างก็ใช้บริการ “เด็กจักรยาน” ทั้งสิ้น

จะเรียกได้ว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หนึ่งในธุรกิจที่ได้แบบแผนเศรษฐกิจแบบนิวอีโคโนมีของจีน ในปัจจุบันจำนวนไม่น้อยต่างต้องพึ่งพาอาศัย เทคโนโลยีโบราณ พาหนะเท้าถีบอย่างจักรยาน เพื่อให้รอดตัวอยู่ได้ก็คงไม่ผิดนัก

สำหรับแนวโน้มในอนาคต แม้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินจะยังไม่พัฒนามากนัก แต่ขาใหญ่ในเรื่อง พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐอเมริกา อย่างเช่น Ebay หรือ Yahoo ต่างขยับตัวเข้ามาลงทุนในจีนล่วงหน้ากันแล้ว โดย Ebay เว็บไซต์ตัวกลางการประมูลออนไลน์อันดับหนึ่ง เมื่อเดือนมิถุนายน 2546 ลงทุนซื้อบริษัท EachNet ของจีนไปด้วยราคา 180 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เนื่องจาก Ebay คาดหมายว่า ภาคพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของจีนน่าจะขยายตัวได้อีก 4 เท่าภายในปี พ.ศ.2550 (ค.ศ.2007) และภายในอีกหนึ่งทศวรรษถึงหนึ่งทศวรรษครึ่งข้างหน้า “อีคอมเมิร์ซเท้าถีบ” ของจีนในปัจจุบันจะกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ Ebay

สำหรับคนที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้มีของแถมครับ พอดีผมไปหา PowerPoint ที่ใช้ Present Dangdang.com เจอ เอาไปเลย!

กรณีศึกษา E-Commerce – DELL.com


วันอาทิตย์ที่แล้วไปประชุมเกี่ยวกับโครงการ Inet Young Webmaster Camp 4 ที่ True Cafe’ Siam Paragon มา ไปเลทเกือบชั่วโมงขอโทษขอโพยกันแทบไม่ทัน เจอพี่หมวย ป้อม Thaisec ป้อม Siam2You กร Storythai ป๋ากอล์ฟ เจส ทุกคนมองมาเป็นทำนองว่า “ฉันกำลังรอแกอยู่ ทำไมช้านักนะ” หุหุ ไม่มีคำแก้ตัวใด ๆ ครับ ว่าแล้ว ป้อม Siam2You ก็หยิบโน้ตบุ๊คตัวใหม่ยี่ห้อ DELL ขึ้นมา present ว่าโครงการ Inet Young Webmaster Camp หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า “Young Camp” จะจัดอย่างไรใช้เวลาช่วงไหนเท่าไหร่

ที่จริงสาระวันนี้ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่เห็นนายป้อม Siam2You เปลี่ยนโน้ตบุ๊คใหม่ จากโตชิบ้าเป็น Dell ผมก็เลยไปขุดเรื่องของ Michael Dell ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของ Dell.com มาเล่าถึงที่มาที่ไปของบริษัทนี้ เผื่อจะเอาไปใช้ได้บ้างในอนาคตนะครับ ใครรู้แล้วก็อ่านกันขำ ๆ รำลึกความจำละกันครับ ตอนท้ายผมวิเคราะห์เพิ่มไปหน่อยนึง

Dell ก่อตั้งขึ้นในปี 1985 โดยนาย Michael Dell ในชื่อของ Dell Computer Corporation (ที่รู้จักกันตอนนี้ในชื่อของ DELL) แรกเริ่มเดิมทีเป็นบริษัทที่เสนอขาย PC ผ่านทาง mail order โดย Micael เขาออกแบบระบบ PC ของเขาเองที่มีชิป Intel 8088 processor run อยู่ที่ 8MHz) และ Michael ก็ให้ลูกค้าสามารถ customized ระบบที่ตัวเองต้องการได้ (customized ก็คือการปรับได้ตามใจลูกค้า เช่น ผมซึ่งเป็นลูกค้าต้องการซื้อคอมพิวเตอร์แบบ CPU ความเร็วเท่านี้ การ์ดจอเอาอันนี้ ไม่เอาอันนั้น Monitor ต้องเป็น Flat screen ไม่งั้นไม่เอา เป็นต้น) ด้วยรูปแบบธุรกิจนี้ทำให้ Dell เติบโตขึ้นมาได้ แต่ Michael ก็พบกว่าการส่ง direct mail และการรับ order ทาง fax ทำให้เขาเสียค่าใช้จ่ายเยอะถึง 100 ล้านดอลล่าร์ในปี 1994 จนภาวะทางการเงินของบริษัทไม่สู้ดีนัก

Michael เห็นว่ากระแสอินเทอร์เน็ตกำลังมา เขาจึงค่อย ๆ ปรับรูปแบบการให้บริการมาใช้ Website เป็นสื่อกลางระหว่างบริษัทกับลูกค้า เพราะธรรมชาติของ Website คือสื่อที่ Interactive และเข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้บริโภค กับ Dell.com และเปิดตัวในปี 1993 ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก (แน่นอนว่าเขาต้องได้เงินจากตลาดหุ้นมาเยอะแน่ ๆ) ในจังหวะนั้นเองเขาก็เร่งขยายฐานการผลิตออกไปที่ยุโรปและเอเชีย ต่อสู้สงครามราคา กับ Compaq ซึ่งตอนนั้นยังไม่ถูก HP ซื้อกิจการ แบบชนิดบ้าเลือดจนในที่สุดปี 2000 Dell ก็กลายเป็นผู้จัดส่ง PC ระดับ Worldwide เบอร์หนึ่งของโลก (ย้ำนะครับว่าเป็น Number 1ในด้าน shipment นะครับ ไม่ใช่ Number 1 ในทุก ๆ อย่าง) ด้วยยอดรายได้ทั้งหมด 18,000 ล้านดอลล่าร์ในปีนั้น และทุกวันนี้อัพเดทล่าสุด Dell.com ทำยอดขายได้ 50,000 ล้านดอลล่าร์ต่อปี

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นกรณีศึกษาของ E-Commerce ในยุคแรก ๆ ของบ้านเรา แต่เท่าที่ผมเห็นก็คือเราพยายามบอกกันว่าความสำเร็จของ Dell คือการใช้อินเทอร์เน็ต อันนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเราพลาดกันไป หลายคนคิดว่าอินเทอร์เน็ตเป็นทุกสิ่งทุกอย่างและเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจของ Dell สามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีผลกำไรงามเป็นค่าตอบแทนในการลงทุนไปในธุรกิจอินเทอร์เน็ต

แต่แท้จริงแล้วในขณะที่อินเทอร์เน็ตกำลังเติบโต Michael Dell ทำอะไร…จากกรณีศึกษานี้เราได้เรียนรู้อะไรในมุมมองของคนไทย?

– เร่งขยายฐานการผลิตไปหลาย ๆ ทวีป เพื่อลดต้นทุนในการจัดส่ง และต้นทุนในการผลิตด้วยการจัดตั้งโรงงานในประเทศโลกที่สาม
– ขยายธุรกิจไปในช่องว่างที่ไม่มีใครจับ เช่น เปิดเว็บไซตื Dellauction.com เปิดประมูลเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ Dell เอามาซ่อมแล้วใช้ได้ดี ในราคาพิเศษ
– วิ่งเข้าหาลูกค้ากลุ่มองค์กรมากขึ้น เช่น British Airways ที่เปิดให้ Dell เป็น Strategic supplier
– พัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้าง e-procurement ให้กับลูกค้าองค์กร (ในบ้านเราผมเห็นทำกันแล้วนะครับ เช่นพันธวนิช, ออฟฟิศเมท)
– อาศัยช่วงขาขึ้นของอินเทอร์เน็ตประชาสัมพันธ์ตัวเองจนยอดขายพุ่งฉิว
– ในอเมริกามีความพร้อมด้าน shipment สูง ในตอนนั้น Dell ใช้ UPS, FedEx เป็นหลัก ในขณะนั้นบ้านเราก็มี Logistic แต่อาจจะเข้าใจเรื่องธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตในบางส่วนเท่านั้น
– พัฒนาประสิทธิภาพระบบ supply chain จากโรงงานสู่มือลูกค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
– Dell ให้ความสำคัญกับการวิจัย โดยร่วมมือกับ University of Texas ใน Austin
– ทำการกุศลให้คอมพิวเตอร์กับผู้พิการ เปิดสอนให้เด็กระดับมัธยมใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็น ซึ่งเป็นการลด Digital divided และเพิ่มการเข้าถึงถึงอินเทอร์เน็ตไปในตัว

สรุป
จากการรับ order ทาง fax, mail order ขยับขยายไปสู่ออนไลน์ ทำให้ลูกค้าสามารถติดต่อกับ Dell ได้ว่าตอนนี้ของส่งไปถึงไหนแล้ว ทำให้รู้สึกว่า Dell ไม่ได้ทอดทิ้งลูกค้า ในขณะเดียวกันเขาเสริมสร้างความสามารถในการผลิตแบบ build-to-order ในสเกลที่ใหญ่มาก (Mass customization) และเมื่อ move มาสู่ออนไลน์แล้วต้นทุนหลายส่วนก็ลดลงไป เพิ่มกระแสเงินสดหรือ cash flows ให้กับ Dell เป็นจำนวนมาก เขาได้นำเงินในส่วนนี้ไปเสริมสร้าง E-Commerce, E-Procurement ของเขาเต็มที่ เพราะเขาคือธุรกิจแบบ Brick & Mortar ที่มีความสัมพันธ์กับพันธมิตรทางธุรกิจ และมีความรู้ความเข้าใจธุรกิจนี้เป็นอย่างดี พร้อมกับ infrastructure ของอเมริกาพร้อมที่จะให้บริการ E-Commerce แล้วอย่างแท้จริง

แต่ในกรณีของเมืองไทย เราคงต้องกลับมาดูว่าเรามีอะไรที่แตกต่างจากเขา และจะ localized ให้เข้ากับความเป็นไทยได้อย่างไร

Reference: Electronic Commerce: A Managerial Perspective 2006 – Efraim Turban et al; Pearson Education

Online news – Portal site กับความขัดแย้งในเชิงธุรกิจ

ก่อนที่จะคุยถึงเรื่องความขัดแย้งในเชิงธุรกิจ ผมอยากให้ลองอ่านข่าวนี้กันก่อนครับ –> เว็บพอร์ทอลยันโพสข่าวไม่กระทบสำนักข่าว
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 มิถุนายน 2549 21:11 น.

“ผู้บริหารเว็บพอร์ทอลอย่างยาฮูและกูเกิลยืนยันว่า การดึงข่าวไปโพสบนเว็บพอร์ทอลข่าวหรือเว็บท่าซึ่งรวบรวมเนื้อหาข่าวสารหลากประเภทหลายแหล่งที่มาเข้าไว้ด้วยกันนั้น ไม่มีผลกระทบด้านลบใดๆกับสำนักข่าว แถมยังมีส่วนช่วยให้เกิดผลดีด้วยซ้ำ เนื่องจากเว็บท่าเหล่านี้หนุนให้นักท่องเน็ตอ่านข่าวอื่นๆจากเว็บไซต์นานาสำนักพิมพ์มากขึ้น ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพีโต้ว่า การจ่ายค่าข่าวจะเป็นหนทางยืดชีวิตให้กับสำนักข่าวได้ในอนาคต”

ประเด็นข่าวที่ผมลิงก์ไปให้อ่านก็คือบรรดาสำนักข่าว แสดงความคิดเห็นขัดแย้งกันกับเว็บพอทัล (Portal) อย่าง Yahoo! และ Search Engine ยักษ์ใหญ่ อย่าง Google ดันทะลึ่งไปเอาข่าวที่อยู่ในเว็บไซต์ต่าง ๆ ลิงก์มาที่เว็บไซต์ตัวเองโดยไม่ได้รับอนุญาติ แน่นอนว่าตัวแทนแต่ละด้านก็ต้องออกมาปกป้ององค์กรตัวเอง เช่นทาง Yahoo! กับ Google ก็ต้องบอกว่า การเอาข่าวของสำนักข่าวไปไว้ในเว็บของตนเป็นการเอื้อประโยชน์ในแง่การเพิ่ม traffic หรือจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ให้แก่สำนักข่าว ในขณะที่สำนักข่าวก็บอกว่าเว็บไซต์เหล่านี้ควรจะต้องจ่ายค่า loyalty ให้ฉันบ้างสิ ไม่ใช่ว่าดึงกันไปใช้ดื้อ ๆ แบบนี้

จะว่าไปก็ถูกของเขานะครับ เอาของเขามาใช้มันก็ต้องจ่าย It’s price you gotta pay! ในข่าวยังระบุอีกว่า Google เองเลิกส่งลิงก์ไปยัง AFP แล้วเพราะปัญหาเยอะเหลือเกิน แต่ AFP ก็ยังไม่กระดิกเดือดร้อน เพราะตัวเองก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Google สักหน่อย แต่ก็ออกมายอมรับว่ารายได้ในปัจจุบันนี้มาจากเว็บไซต์ถึง 10%

บรรดาเว็บไซต์ในบ้านเราล่ะเป็นไงบ้าง?

เท่าที่ผมดูส่วนใหญ่ก็ยังเป็นแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยอยู่ (เหมือนเอาเพลงจากค่ายเพลงไปเปิดในวิทยุ แล้วคนได้ฟังก็หันไปซื้อซีดี และอยากไปดูคอนเสิร์ต) กล่าวคือเว็บไหนจะเอาข่าวไปแปะในเว็บตัวเองก็ refer หรือทำ Link กลับมาสักนิดนึง ไม่ใช่เอาไปสรุปประเด็นข่าวกันเอง หาภาพมาประกอบใหม่ แค่นี้ก็กลายเป็นข่าวใหม่แล้ว แต่ก็ด้วยวัฒนธรรมแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยนี่แหละที่เว็บไซต์บางแห่งก็เล่นลูกใต้ดิน บอกว่าคนที่มาโพสต์ไม่ใช่ทีมงานคนทำเว็บแต่ เป็น user ในเว็บแล้วทีมงานไปควบคุมอะไรเขาไม่ได้ อันนี้ผมว่าหน้ามึนครับ ก๊อบข่าวเขามาชัด ๆ ได้ traffic เอาไปเคลมโฆษณาแล้วยังทำเป็นไม่รู้เรื่อง

สิ่งที่ผมต้องการจะบอกในวันนี้ก็คือ อีกไม่นานข่าวออนไลน์ ก็จะเหมือนเพลงออนไลน์ คือทางเว็บไซต์ข่าวจะเริ่มไม่ยอมให้บรรดาเว็บไซต์เอาข่าวไปแปะในเว็บไซต์ฟรี ๆ แล้ว สังเกตได้ว่าจะอนุญาตแค่เพียงว่าให้เอาไปในรูปแบบ RSS ก็พอแล้ว เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าแล้ว ยังเป็นการลดช่องทางในการหารายได้จาก content ที่ตัวเองสร้างขึ้นมาตลอด

วงการอินเทอร์เน็ตไทยควรจะทำข้อตกลงกับเจ้าของสำนักข่าวอย่างเป็นเรื่องเป็นราวไหม เป็นเรื่องที่น่าติดตามครับ

"Search Engine for Everyday Life" Seminar

เมื่อประมาณช่วงต้นปีผมมีโอกาสได้ไปแชร์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ Search Engine สำหรับพนักงานภายในกลุ่ม Shin เนื่องทางกลุ่มฯ มีนโยบายที่จะให้พนักงานในแต่ละ BU (Business unit) มา Demonstrate เรื่องอะไรก็ได้ที่ตัวเองถนัด ในโครงการที่ชื่อ “I Demo” ผมเองทำแผนกอินเทอร์เน็ตที่ไทยแลนด์ เยลโล่เพจเจส ก็เลยคิดว่า เอ๊ เราพอพูดเรื่อง Search Engine ได้นะ เราหา Content จาก Search Engine ก็บ่อย แต่มันมีประเด็นว่าจะใช้ Search Engine ในที่ทำงานอย่างไรให้เวิร์ค พี่ ๆ ที่กลุ่มชินฯ เขาก็สนใจครับ เพราะมันเน้นไปในเรื่องการ Search สำหรับการทำงาน

งานนี้เราก็เลยจัดเป็นสัมมนาขึ้นมาเล็ก ๆ ชื่อว่า “I Search” ผมเองก็เกร็ง ๆ ครับ ไม่เคยต้องพูดต่อหน้าคนเยอะ ๆ เหมือนกัน แถมพี่ ๆ HR ที่บริษัทก็บอกว่าเฮ้ย ไม่เยอะหรอก 20-30 คนเอง แต่หลังจากโปรโมทออกไป ปรากฏว่าคนสมัครมาตั้ง 80 คน เล่นเอาห้องที่เลือกไว้ตอนแรกต้องเปลี่ยนไปเป็นห้องที่ใหญ่ขึ้น (อิอิ ภูมิใจ) เอาเข้าจริง ๆ มาประมาณ 70 คน พี่ ๆ HR จากทั้งที่กลุ่มฯ และที่บริษัทมาช่วยกันแจก Handouts แต่เช้า

งานนี้เริ่มตั้งแต่ 9 โมงเช้า ไปเสร็จเอาเกือบ ๆ เที่ยง สไลด์ที่เตรียมมาได้ใช้หมดจนครบ ผมอยากเล่าบรรยากาศให้ฟัง (อ่าน) เหมือนกันครับ แต่ไม่ได้ถ่ายภาพเก็บไว้ เป็นอันว่าผมเอา ไฟล์ Presentation มาให้ดาวน์โหลดอ่านกันนะครับ ผมทำมาเป็น PDF ครับเหมาะสำหรับการพิมพ์ดีครับ ถ้าเอาไปใช้ที่ไหนช่วย refer มาด้วยนะครับ

Yellowikis.org – สมุดหน้าเหลืองการกุศลบน MediaWiki

วันนี้ผมเปิดไปเจอเว็บไซต์ชื่อ www.Yellowikis.org ซึ่งเป็นสมุดหน้าเหลืองออนไลน์ที่เปิดให้คนทั่วโลก ทุกชาติทุกภาษา มาร่วมกันใส่รายชื่อธุรกิจได้ฟรี ตามประสาคนทำสมุดหน้าเหลืองตัวจริงก็เข้าไปอ่านดูสักหน่อย ก็ปรากฏว่า เจ้าเว็บ YellowWiki เขาก็ออกตัวเลยว่าเขาอยากเป็นอย่าง YellowPages , D&B และ Hoovers รวมกัน – แต่เปิดกว้างสำหรับทั้งบริษัทและผู้ใช้, ครอบคลุมทั่วโลก, มีหลายภาษา, และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือ ฟรีครับ เจ้าเว็บไซต์นี้เปิดบริการมาได้เราได้เมื่อเดือน มกราคม 2005 ตอนนี้รายชื่อบริษัทยังค่อนข้างน้อย แต่ก็เริ่มมีรายชื่อภาษาไทยแล้ว อย่างเช่น การบินไทย

ไอ้ประเด็นที่ว่าทำสมุดหน้าเหลืองออนไลน์แข่งกับ YellowPages ผมว่าเฉย ๆ นะครับ ในยุคเสรีโทรคมนาคมใคร ๆ ก็แข่งได้ แต่ที่สำคัญคือเจ้า YelloWikis มันเกิดมาได้จากฟรีซอฟท์แวร์ที่เปิดให้ใช้กันได้ทั่วไปคือ MediaWiki ซึ่งเป็นทีมงานเดียวกันกับ Wikipedia ที่หลาย ๆ คนรู้จักนั่นเอง ดังนั้นมันจึงมาในรูปแบบของ Open Source และการกุศล พูดง่าย ๆ ว่าถึงมันจะยังไม่ได้เติบโตอะไรนักหนา แต่ถ้าหากบริษัททางด้านฐานข้อมูลใด ๆ ก็ตามชะล่าใจ ไม่ให้ความสำคัญกับมัน ผมว่าก็เกินไปนะ

ท้ายสุดวันนี้มีคำคมฝรั่งมาฝากครับ จำไม่ได้แล้วเหมือนกันว่าของใคร แต่ฟังแล้วอืมมม น่าคิด “เรากำลังประเมินอินเทอร์เน็ตสูงเกินไป และในขณะเดียวกันเราก็กำลังมองค่ามันต่ำเกินไปเช่นกัน” จากวันนี้ อินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้แม้แต่พริบตาเดียวสำหรับธุรกิจออนไลน์ครับ