การตลาดออนไลน์สไตล์ Amazon.com (ฉบับย่อ)

First publish on www.manager.co.th 22 February 2005
Revise on 5 May 2006

Hello, Jakrapong. We have recommendations for you. (If you’re not Jakrapong, click here.)

ใครที่ชอบแวะไปซื้อข้าวซื้อของในเว็บไซต์ Amazon.com คงจะคุ้นเคยกับประโยคทักทายผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ข้างบนดีนะครับ เมื่อหลายตอนที่ผ่านมาผมเคยเขียนถึงเจฟฟ์ เบโซส์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Amazon.com ไปแล้วหนหนึ่ง เกี่ยวกับประสบการณ์และความสำเร็จที่เกิดมาจากบุคลิกภาพเชิงบวกของเขา

วันนี้เรามาติดตามกันต่อว่า จากวันนั้นถึงวันนี้เขาเดินหน้าไปถึงไหนแล้วเมื่อเจฟฟ์เปิดตัวเว็บไซต์ Amazon.com เมื่อสิบปีที่แล้ว Amazon.com ซึ่งเป็น Virtual Bookstore สามารถเสนอขายหนังสือในเว็บไซต์ได้มากมายมหาศาล ซึ่งมากเกินกว่าที่ร้านหนังสือจริงจะทำได้ ในช่วงนั้นชื่อเสียงและราคาหุ้นของ Amazon.com จึงพุ่งแรงอย่างฉุดไม่อยู่ แต่แล้วเมื่อธุรกิจดอทคอมพังพาบลงอย่างสิ้นท่า สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ เขาในฐานะหัวเรือใหญ่ของธุรกิจดอทคอมจะต้องดำเนินธุรกิจต่อไปให้อยู่รอดให้ได้

วันเวลาผ่านไป… ธุรกิจของเขาสามารถขายสินค้าไม้จิ้มฟันยันเรือรบได้มากกว่า 20 ล้านรายการ และทำรายได้มากถึง 6 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ แม้จะยังไม่มีรายงานมาว่าเขาได้กำไรหรือยัง แต่คำพูดของเบโซส์ยังคงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอยู่เสมอ

ผมสรุปจากบทสัมภาษณ์ของเขาจากสื่อหลาย ๆ แห่ง และบวกเข้าไปกับแนวทางการซื้อขายออนไลน์มาเป็นข้อ ๆ เผื่อว่าจะมีประโยชน์กับคุณผู้อ่านนะครับ

1. เรารู้ว่าอะไรที่อินเทอร์เน็ตทำได้ อะไรที่คู่แข่งทำไม่ได้

Amazon.com ยังคงใช้ความได้เปรียบในธรรมชาติของสื่อออนไลน์ในการเสนอขายสินค้าจำนวนมหาศาล (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือ) และหาทางสร้างโอกาสในการแข่งขันกับร้านหนังสือทั่วไป ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ใช้ feature “Search Inside” เหมือนกับการพลิกดูหนังสือได้ในร้านจริง (ซึ่งเจฟฟ์อ้างว่าทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 9 เปอร์เซ็นต์ของหนังสือทั้งหมด)

ทั้งยังพยายามดึงระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) มาใช้ โดยให้ระบบจดจำลูกค้าเป็นรายบุคคล ว่าลูกค้ามีพฤติกรรมเลือกซื้อหนังสือแบบไหน แล้วจ้างทีมงานจัดทำบทแนะนำหนังสือขึ้นมา พร้อมกับเสนอหนังสือราคาพิเศษในหมวดเดียวกันเข้าไปเจฟฟ์เผยว่าเขาพยายามกระตุ้นเร้าความต้องการส่วนลึกของลูกค้า

เช่น เขาทำวิจัยพบว่าลูกค้าที่ค้นหาหนังสือเกี่ยวกับลัทธิเซ็น จะเป็นกลุ่มที่ชอบความเรียบง่าย และชอบที่จะจัดระเบียบชีวิต และคนกลุ่มนี้จึงต้องการที่จะรู้ว่าทำอย่างไรให้การใช้ชีวิตในที่ทำงานเป็นสิ่งเรียบง่าย ซึ่งไปตรงกับหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับการจัดโต๊ะที่ทำงานให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เจฟฟ์ได้หยอดเอาคำว่า “จัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย” เข้าไปในคำค้นหาหนังสือ ปรากฏว่ามีลูกค้าคลิกเข้าไปอ่านและตัดสินใจซื้อจำนวนมาก

นอกจากนี้เขายังให้เหตุผลทางการตลาดเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ในโลกออฟไลน์เราจะต้องเสียค่าทำการตลาดมหาศาลสำหรับสินค้าที่ “เชื่อว่าจะขายได้” และ “คุ้มที่จะขาย” เราคงไม่ทุ่มงบการตลาดลงไปกับสินค้าที่ทำออกมาแล้วมีคนซื้อกลุ่มเล็ก ๆ หรือสินค้าที่มีตลาดเฉพาะ เพราะอาจเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า แต่ใน Amazon.com เจฟฟ์เผยว่า เขาสามารถขายสินค้าเหล่านี้ได้

1. หนังสือหายาก
2. หนังสือที่ไม่มีชื่อเสียงมากนัก
3. หนังสือที่ไม่ได้เป็นหนังสือติดอันดับขายดี
4. หนังสือที่มีชื่อเสียงในกลุ่มเฉพาะ

การขายหนังสือเหล่านี้ด้วยต้นทุนทางการตลาดที่ต่ำ ทั้งยังเป็นสิ่งที่บรรณาธิการหนังสือ และเจ้าของร้านหนังสือทั่วไปไม่สามารถทำได้ดี (เว้นเสียแต่จะอ่านหนังสือของตัวเองอย่างละเอียดทุกเล่ม) แต่อินเทอร์เน็ตสามารถทำได้ และที่แน่ ๆ มันเวิร์ค ซึ่งจะว่าไปแล้ว ลองยกตัวอย่างเล่น ๆ ว่าถ้าหากค่ายเพลงในบ้านเราอย่างแกรมมี่ อาร์เอสจะลองทำเว็บไซต์ขายสินค้าแบบ Back Catalog ดูบ้าง เพราะตัวเองก็มีสินค้าเก่าหายากอยู่มากมาย ก็ไม่น่าจะยากจนเกินไป

2. พลังของ Community ยังคงสำคัญ และต้องทำต่อไป

เจฟฟ์เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาให้ความสำคัญกับพลังชุมชนของลูกค้า โดยการเปิดเวทีให้ลูกค้าได้แสดงความคิดเห็นในตัวสินค้ามาโดยตลอด อย่างที่เคยทำกับฟีเจอร์ “List Mania” ที่จะมีลูกค้าซึ่งระบุว่าตัวเองมีทักษะพิเศษในด้านนั้น ๆ มาวิพากษ์วิจารณ์ว่าหนังสือเล่มนี้ดี และไม่ดีอย่างไร ทำไมถึงชอบ ทั้งยังเปิดให้ลูกค้าโหวตด้วยว่าความคิดเห็นของคนที่มาวิพากษ์วิจารณ์สินค้านั้นเป็นการเชียร์สินค้าออกอาการ “โอเวอร์” เกินไปหรือเปล่า

ทั้งยังจับกลุ่มผู้นิยมสินค้ามือสอง ในลักษณะ C2C อันเป็นลักษณะพิเศษของสินค้าออนไลน์ และตอกย้ำความสำเร็จของ feature ดั้งเดิมอย่าง “Wish List” ที่ทำหน้าที่เป็นตัวคอยเตือนให้ลูกค้าจำได้ว่าเคยอยากได้หนังสือเล่มนี้ โดยเพิ่มคุณลักษณะของ Wish List เพิ่มไปอีกว่าจะแชร์ให้คนอื่นที่เป็นเพื่อน หรือญาติพี่น้องของคุณทราบหรือไม่ว่าคุณมี Wish List แบบนี้ แน่นอนว่าบรรดาญาติ ๆ คุณคงไม่ใจจืดใจดำลืมไปว่าคุณอยากได้อะไรในช่วงเทศกาล

นี่แหละเป็นวิธีเพิ่มยอดขายในแต่ละช่วงเทศกาลได้เป็นอย่างดี

จะว่าไปแล้วเจฟฟ์ไม่ได้ทำเพียงสร้าง Community ขึ้นมา แต่เจฟฟ์กำลังเล่นอยู่กับพลังของเครือญาติ อันเป็น Community ที่เป็นสถาบันของสังคม และยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทในการสร้างเสริมความสัมพันธ์ของสถาบันครอบครัวอีกด้วย

3. คนมักจะสับสนและลังเลว่าสินค้าที่ไม่ดังจะมีคุณภาพต่ำ

เจฟฟ์ให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร WIRED ฉบับเดือนมกราคม ปี 2548 ว่า “People confuse obscurity with bad service” ซึ่งจับใจความในประโยคทั้งหมดได้ว่า คนทั่วไปมักจะสับสนและลังเลว่าสินค้าที่ไม่ดังจะมีคุณภาพต่ำ และอาจกระทบการตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งตรงนี้ยังรวมไปถึงสินค้าที่ obscure หรือดูคลุมเครือ

เช่น ตั้งชื่อหนังสือไม่ชัดเจน ก็จะทำให้หนังสือดูมีมูลค่าลดลงไป ในโลกอินเทอร์เน็ต เจฟฟ์เผยว่าเขามี feature อยู่หลายตัวที่ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในตัวสินค้ามากยิ่งขึ้น คล้ายกับที่หลายคนเคยใช้บริการในเว็บไซต์วิพากษ์วิจารณ์สินค้าอย่าง Epinions.com อาจจะดูเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่สินค้าที่ไม่ดัง และดูจะมีความคลุมเครือ หรือไม่แน่ใจว่าจะใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่าหรือเปล่า ที่ผู้ซื้อจะไม่แน่ใจ จะต้องมีการอธิบายคุณประโยชน์ของสินค้า หรือเลยไปถึงการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งตรงจุดนี้เราจะเห็นได้ว่าการขายสินค้าใด ๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง ปัจจัยสำคัญอันหนึ่งอยู่ที่พนักงานขาย แต่ในโลกออนไลน์ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ Content ที่จะมาสร้างความชัดเจน

4. ทำให้ลูกค้าเชื่อให้ได้ว่าในโลกนี้มีสินค้าที่ “ดีและถูก”

ในโลกอินเทอร์เน็ตถ้าใครที่ติดตามการดำเนินงานของ Amazon.com มาตลอดจะรู้ว่า เจฟฟ์ทุ่มงบโฆษณามหาศาลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เขาเคยจ่ายไปกับแคมเปญโฆษณายาว 15 เดือนติดกัน ในหลาย ๆ รัฐ แต่จู่ ๆ เขาก็เลิกให้ความสำคัญกับสื่อโทรทัศน์ โดยให้เหตุผลว่า

ที่จริงแล้วการโฆษณาทางสื่อที่ mass หรือเข้าถึงมวลชนได้มากนั้นคุ้มค่า แต่สำหรับเขามันยังคุ้มไม่พอที่เขาจะต้องจ่ายมากขนาดนั้น แทนที่จะต้องจ่ายกับการโฆษณา เขาคิดว่าเอาเงินเหล่านั้นมาคืนกำไรลูกค้าด้วยการเอาเงินไปทุ่มกับการลดราคาสินค้าลง และเสนอการขนส่งฟรีให้กับลูกค้าเพื่อเพิ่มยอดขายจะดีกว่า ซึ่งเจฟฟ์อ้างว่าเพิ่มยอดขายได้อย่างน่าพอใจและตรงนี้เองที่เจฟฟ์เชื่อว่ามันจะกลายเป็นกระแสที่ผู้ประกอบการดอทคอมจะหันมาใช้กัน เนื่องจากการบริหาร Customer experience เป็นเรื่องสำคัญ

เหมือนกับที่นักวิชาการทางการตลาดหลายคนพยายามกล่าวอ้างทฤษฎี CEM หรือ Customer Experience Management มากขึ้นทุกวัน ต่อไปนี้การกล่าวอ้างสรรพคุณว่าบริการของตนดีแค่ไหน จะลดน้อยลง แต่สิ่งที่จะได้ผลกลับเป็นวิธีง่าย ๆ นั่นก็คือกลยุทธ์ ปากต่อปาก หรือ Word of Mouth marketing นั่นเอง“ไม่จำเป็นต้องบอกใครว่าคุณดี แต่ดีให้เขาเห็น” น่าจะเป็นคำพูดที่จริง ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์

– – – – – – –

อย่างไรก็ตาม เจฟฟ์ก็ออกตัวว่าถึงการตลาดแบบปากต่อปากจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้น แต่การโฆษณาก็ไม่ได้หายไปเสียเมื่อไหร่ หากแต่มันจะเกิดความสมดุลกันระหว่างการโฆษณาประชาสัมพันธ์และคุณภาพที่แท้จริงของสินค้าและบริการ ซึ่งส่วนตัวแล้วเขาคิดว่าถ้าหากสูตรสำเร็จในการทำการตลาดวันนี้อยู่ที่การโฆษณาประชาสัมพันธ์ว่าบริการคุณดีแค่ไหน 70 เปอร์เซ็นต์ และอีก 30 เปอร์เซ็นต์อยู่ที่การทำให้สินค้าและบริการมีคุณภาพมากขึ้น อีก 20 ปีข้างหน้า สูตรสำเร็จดังกล่าวจะต้องกลับกันอย่างแน่นอน

จากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เสาหลักของวงการดอทคอมก็ยอมรับว่าสิ่งหนึ่งที่อินเทอร์เน็ตยังทำได้ไม่สมบูรณ์ก็คือการพบปะลูกค้าแบบ Face-to-face เพราะคนเป็นสัตว์สังคม เรายังต้องการที่จะมีปฎิสัมพันธ์ พูดจาประสาเพื่อนกันกับคนอื่น ๆ แต่อินเทอร์เน็ตก็ยังเป็นสื่อที่ทรงพลังในการขาย และเชื่อได้เป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ของโลกยุคสารสนเทศ จะเห็นได้ว่าเจฟฟ์พยายามสร้างเครื่องมือทางการตลาดของเขาออกมาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็น Search Engine A9.com ของเขาที่เพิ่งจะจับมือกับเจ้าของธุรกิจฐานข้อมูลขนาดใหญ่อย่าง สมุดหน้าเหลือง หรือ YellowPages ไปหมาด ๆ

สำหรับประเทศไทย หากเรานำความคิดของเจฟฟ์มาปรับใช้ทั้งหมดอาจจะเป็นไปได้ยาก เพราะธรรมชาติของคนใช้อินเทอร์เน็ตไทยเป็นคนที่เรียกร้องความเป็นกันเองสูง ปัจจัยนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญตัวหนึ่งที่ทำให้คนไทยยังชอบที่จะซื้อของแบบธรรมดาอยู่ เพราะได้เจอะเจอกับพนักงานขาย มีการต่อรองราคาแบบหั่นแหลก และลูกล่อลูกชนอีกสารพัด บวกกับกระแสการเก็บเงินผ่านทางโทรศัพท์มือถือ (M-Payment) ยังไม่ง่ายต่อการใช้งาน และเป็นธรรมชาติมากเพียงพอ คนก็ยังอยากจะซื้อของแบบเดิมอยู่ ไม่เหมือนกับคนบางประเทศ อย่างประเทศสวีเดนที่มีภูมิประเทศที่ทำให้คนเดินทางลำบาก จนคนหันมาใช้อีคอมเมิร์ซกันในระดับที่น่าพอใจ

หนังสือและบทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม

พ็อกเก็ตบุ๊คส์
1. Amazon Hacks 100 Industrial-Strength Tips & Tools โดย Paul Bausch สำนักพิมพ์ O’Reilly
2. Content Critical โดย Gerry Mcgovern และ Rob Norton สำนักพิมพ์ FT Prentice Hall

นิตยสาร
1. เรื่องจากปก นิตยสาร PC World ปีที่ 2 ฉบับที่ 18 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2548 หน้า 782
2. คอลัมน์ Is it IT? โดย ดร.มะนาว นิตยสาร a day weekly ปีที่ 1 ฉบับที่ 39 11-17 กุมภาพันธ์ 2548 หน้า 95

YellowPages on Mobile

ใครที่ผ่านมาที่ Blog นี้ บางทีก็มาคุย MSN กับผม ถามว่าทำงานที่ไหน ตอบได้อย่างภาคภูมิใจครับว่า ตอนนี้ผมทำสมุดหน้าเหลือง ไทยแลนด์ เยลโล่เพจเจส ครับ อย่าเพิ่งทำหน้างงนะครับว่าผมเขียน Blog เกี่ยวกับธุรกิจอินเทอร์เน็ตแล้วมันมาเกี่ยวอะไรกับสมุดหน้าเหลืองเล่มหนา ๆ ที่กองอยู่ที่บ้าน เพราะบรรดาเพื่อน ๆ ผมก็งงเหมือนกันว่าทำไมผมเลือกทำงานที่นี่ www.yellowpages.co.th

อันที่จริงจะบอกว่าที่ Thailand YellowPages เป็นที่ที่เปิดโอกาสให้ผมได้ “เล่น” กับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดของไทยที่นึงเลย หมายเลขโทรศัพท์กว่า 6 ล้านเลขหมาย พร้อมที่อยู่ มี Call Center 1188 ที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ตามสโลแกน พลิก-โทร-คลิก (พลิกสมุดหน้าเหลือง-โทร 1188-คลิก YellowPages.co.th)

แต่ตอนนี้ไม่ได้มีแค่ สมุดหน้าเหลือง call center แล้วก็เว็บไซต์เท่านั้นนะครับ ล่าสุดผมพัฒนา WAP Version ซึ่งเราเรียกมันว่า YellowPages on mobile ใครสนใจอยากรู้ว่ามันทำงานอย่างไร ใช้ค้นใช้ Search ได้เหมือนสมุดหน้าเหลืองไหม ลองเข้าไปดูนะครับที่ WAP.yellowpages.co.th หรือใครที่อยากเข้าสะดวกหน่อย ลองเข้าผ่านทาง Barcode access สิครับ

เอ๊ Barcode Access มันคืออะไร ลองเข้าไปอ่านก่อน แล้ว enjoy YellowPages on Mobile ได้ที่นี่เลยครับ

Web 2.0 กับ Business Model ที่ยังเคลือบแคลง

ผมเชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจอินเทอร์เน็ต ไม่มีใครไม่รู้จัก หรืออย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินคนเปรย ๆ ขึ้นมาว่า “Web 2.0” คืออะไร มันเป็น concept ของเว็บไซต์รุ่นใหม่ใช่ไหม มันมีความแตกต่างกับเว็บรุ่นเก่ารุ่น 1.0 อย่างไร ดีกว่า มีศักยภาพมากกว่าอย่างไร และที่สำคัญ…สร้างรายได้อย่างไร วันนี้ผมจะพยายามรวบรวมใจความสำคัญที่เกี่ยวกับ Business model ที่หลายคนสงสัยสำหรับ Web 2.0 มาไว้ที่นี่ หวังว่าเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ

ก่อนอื่นก็ต้องดูกันว่า Web 2.0 คืออะไร สำหรับรายละเอียดเข้าไปดูที่เว็บไซต์ของเจ้าของไอเดียเขาเลยดีกว่าครับ นั่นก็คือ Tim Oreilly ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์หนังสือไอทีชื่อดัง “Oreilly” แต่ผมสรุปรวมสั้น ๆ ตามความเข้าใจของผมได้ว่า Web 2.0 เป็น Concept ของเว็บไซต์รุ่นใหม่ที่เน้นในการให้บริการด้วย Web service และให้อำนาจกับ User ในการโต้ตอบกับ webmaster มากขึ้นและรวมไปถึงการเปลี่ยนสถานะจาก ผู้รับสารเป็นผู้ส่งสารเสียเอง

ยกตัวอย่างเช่น
1. สมัยก่อนถ้าเราต้องการจะอ่านบทความดี ๆ สักบทความหนึ่ง เราจะต้องรอให้ webmaster ไป aggregate content หรือดึงเอาบทความจากที่อื่น หรือแม้กระทั่งเขียนด้วยกองบรรณาธิการของตัวเอง ซึ่งต้องใช้คนไม่ต่ำกว่า 20-30 คน สำหรับเว็บประเภท Portal แต่สมัยนี้เว็บไซต์ต่าง ๆ ก็เปิดให้บริการ RSS (Really Simple Syndicate) หรือเข้าใจง่าย ๆ ว่ามันก็คือ News feed ในรูปแบบ XML ที่ป้อน Content ไปให้คนที่สมัครสมาชิก RSS ได้อ่านทันทีที่มีการ Update นั่นหมายความว่า User มีทางเลือกว่าจะเข้าเว็บไซต์ไหนเมื่อไหร่ก็ได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับที่ใดที่หนึ่ง

2. User มีทางเลือกในการเสพย์ Content มากมายไม่ว่าจะเป็น Blog, Online Diary, เว็บไซต์เฉพาะทาง, หรือแม้กระทั่งอีเมล์ที่ Forward เรื่องราวแปลก ๆ ใหม่ ๆ มาถึง inbox ของคุณ แถมยังเปิดโอกาสให้ User แสดงความคิดเห็นกับสิ่งที่เขาคิดมากยิ่งขึ้น User มีสิทธิ์ที่จะเป็น Publisher ด้วยตัวของเขาหรือเธอเอง ไม่จำเป็นต้องรอเสพย์ Content จาก Web Portal ที่ใดที่หนึ่ง

อย่างไรก็ตามคำถามที่ผู้ประกอบการธุรกิจอินเทอร์เน็ตถามกันก็คือ แล้วไอ้เจ้า Web 2.0 นี้มันหาเงินได้ยังไง?
คำตอบเรื่องนี้ยังคงไม่ชัดเจน แต่ผมสรุปมาคร่าว ๆ ดังนี้ครับ
– ตอนนี้ Business Model ที่ประสบความสำเร็จที่สุดก็คือ Google Adsense เพราะ webmaster เจ้าไหนก็สามารถหาเงินจากการสร้าง Content ที่ตัวเองรักและชอบ และได้ Google มาเป็นตัวแทนในการขายโฆษณาให้ เหมือนเมื่อครั้งหนึ่งเว็บไซต์ DoubleClick.com เป็นตัวแทนโฆษณาออนไลน์ให้กับ webmaster และเว็บใหญ่ ๆ หลายแห่ง

– Content Management เปลี่ยนเป็น Wiki จากสมัยก่อนที่การจะ publish content อะไรออกไป จะต้องอาศัยกระบวนการสร้าง Content คือ Plan –> Action (write, take a photo, scan, record etc.) –> edit –> Publish ก็เปลี่ยนเป็นการดึงเอา User มาเป็น Publisher เสียเองอย่าง www.Wikipedia.org ที่เปิดให้ใครเข้ามา edit สารานุกรมเสรีที่เขาก่อตั้งขึ้นมาก็ได้ โดยที่ตัวเขาเอง ก็มี www.Wikicities.com (Wikia.com)เป็นเว็บไซต์ที่ใช้สร้างรายได้ส่วนตัวเพียงเว็บไซต์เดียว แต่ก็นะ…ส่วนหนึ่ง Jimmy Walse ผู้ก่อตั้ง wikipedia ก็หาเงินจาก Adsense อยู่ดีครับ

ท้ายที่สุด Concept ก็คือ Concept มันอยู่ที่ว่าเราจะสามารถนำเอา Concept ที่เขาคิดขึ้นมานี้มาปรับใช้ได้อย่างไร เหมือนกับครั้งหนึ่งที่ Tim Berners-Lee ผู้ประดิษฐ์ WWW คิดขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ในการสื่อสาร แต่ก็มีคนอย่าง เจฟ เบโซส์ (Amazon.com) ไมเคิล เดลล์ (Dell.com) David Filo, Jerry Yang (Yahoo!) ปรเมศวร์ มินศิริ (ผู้ก่อตั้ง Sanook.com และผู้บริหาร Kapook.com) มาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ Tim คิดค้นขึ้นฯลฯ

ปล. ใครมีแรงบินไปอเมริกา น่าไป Join event นี้นะครับ –> http://www.web2con.com/ แล้วเอามาแชร์กันบ้าง

Yahoo! จับมือ MSN, Havard เปิด OCA สู้ Google


เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2005 สำหรับองค์กรไม่แสวงผลกำไรทางด้าน Content ภายใต้ชื่อ The Open Content Alliance (OCA) หนึ่งในความพยายามขององค์กรทางด้านอินเทอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกาที่พยายามจับไม้จับมือกันเพื่อที่จะรวม Digital content ให้อยู่ในฐานเดียวกัน ซึ่งรวมไปถึง Multimedia content ที่นำมาจากห้องสมุด ผู้จัดพิมพ์หนังสือจากหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี และแน่นอนว่าเป็นการรวมหรือ consolidate เอาไว้ในฐานข้อมูลเดียว

“การรวมตัวกันเพื่อสร้าง digital content ครั้งใหญ่ในชื่อ The Open Content Alliance (OCA) นี้มี Yahoo! คอยให้การสนับสนุนอยู่ ร่วมกับทางมูลนิธิ Internet Archive ห้องสมุดต่าง ๆ ผู้จัดพิมพ์รายใหญ่ สถาบันการศึกษา และผู้ให้บริการ Content รายใหญ่อีกหลายเจ้า ซึ่งทั้งหมดนี้อาจถึงขั้นเป็นศัตรูกับบริการ Google Print ของ Google ได้ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการเข้ามาของ OCA หมายถึง concept ของการเป็น ‘Total digital archiving’ ซึ่งจะมีคนคอยหนุนอยู่ข้างหลังอีกเพียบ” บาร์บาร่า ควินท์ บรรณาธิการนิตยสาร Searcher ออกความเห็น

ขณะนี้สิ่งที่น่าจับตามองก็คือใครบ้างที่จะมาเข้าร่วมโครงการนี้ ที่ผมอ่านดูแล้วน่าสนใจก็มี
– Yahoo!
– MSN
– O’Rielly Media
– Havard University
ดูทั้งหมดอีกเพียบ

ว่าแล้วลองเข้าไปดูกันได้เลยนะครับ เดือนตุลาคมปี 2006 นี้ทางพันธมิตร OCA จะเปิด Public event เพื่อเริ่มดำเนินการแล้ว เห็นว่าทาง OCA เปิดกว้างสำหรับผู้ให้บริการ Content ทุกคนที่จะเข้ามาร่วมกัน โดยทาง OCA จะถือว่าลิขสิทธิ์ของเจ้าของ Content เป็นสิ่งสำคัญที่สุด และเพื่อให้ Content ที่จะมาจากหลากหลายแหล่ง ทาง OCA โดย Internet Archive กำลังจัดเตรียมพนักงานและองค์กร โดย Yahoo! เองก็หมายมั่นปั้นมือที่จะเป็นผู้เผยแพร่ Content เหล่านี้ผ่านทาง Index ของตัวเองด้วย

http://www.opencontentalliance.org/index.html

Thai Internet – Past & Present

I remember the first time I surf the Net is around 1996 (Gosh, 10 years already!). I were a university student at Assumption University in Bangkok. In that time, my online activities are nothing more than Hotmail and “nTalk” (classic Chat application). By the way, Internet convince me to stick with the computer which became ‘something’ to me. It’s more than a big electronic machine, more than a green screen, but people all around the world is here! They were connected to each other. Yes, it’s one world. Globalised world.

10 years later, I am working for the Internet & E-Commerce section of a private company. It is good to work for something I love. However, I think I found something about the Internet and the dream of globalised world.

– Sanook.com, Hunsa.com, Sabuy.com, Simplemag.com, Yumyai.com etc. sold to the VC and they return visitors and some revenue to the investors.
– 2001 Dot-com bubble was burst, we overestimate dot-com business
– The dream to push our site to NASDAQ = 0%
– 2004 Everything seems better, some entrepreneur come back to the new challenge.
– 2006 the notion about ‘Web 2.0’ come back with the Internet capability
– Next? What do you think?

เจฟฟ์ เบโซส์ กับบุคลิกภาพเชิงบวก

First publish on www.manager.co.th by Jakrapong Kongmalai (29 July 2004)
Revise by Jakrapong Kongmalai (30 April 2006)

ถ้าพูดถึงคนดังในแวดวงอีคอมเมิร์ซ เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก เจฟฟ์ เบโซส์ CEO และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซชื่อดัง Amazon.com เป็นแน่แท้… วันนี้ผมมีทั้งเรื่องใหม่อัพเดทล่าสุดเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในกิจการของเขา และเรื่องเก่าแบบมองต่างมุมของเขามาเล่าครับเริ่มจากเรื่องเก่าก่อนก็แล้วกันนะครับ เดี๋ยวค่อยอัพเดทเรื่องใหม่กัน

สืบจากคนรอบตัวในแวดวงดอทคอมเมืองไทย เจฟฟ์ เบโซส์ ในสายตาของหลาย ๆ คน ก็คือนักธุรกิจคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จจากการนำ Amazon.com เข้าตลาดหุ้นได้ในปลายทศวรรษที่ 90 ได้อย่างมีจังหวะจะโคนในช่วงที่เขากำลังประสบความสำเร็จ ตลาดกำลังฟูฟ่องไปด้วยฟองสบู่ดอทคอม หนังสือที่ออกมาขายในบ้านเราส่วนใหญ่ก็บรรยายแต่ความสำเร็จของเจฟฟ์ถึงความเป็น icon ของอินเทอร์เน็ตทั้งนั้น ไม่ค่อยเล่าถึงความลำบากลำบนของเขาก่อนที่จะร่ำรวย (จากหุ้น) เสียเท่าไหร่ จนกระทั่งฟองสบู่ดอทคอมแตกไปหลายปีแล้วก็ไม่ยักมีหนังสือประวัติการทำงาน (ที่อัพเดทหลังฟองสบู่แตก) ของเขาออกมา

แต่สิ่งหนึ่งที่จำได้ชัดเลยไม่ว่าดอทคอมจะ boom หรือ burst ก็คือเรื่องการ present ตัวที่แปลกแหวกแนวของเจฟฟ์ และรอยยิ้มที่เห็นบ่อยจนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวไปแล้วจากการรวบรวมประวัติของเขาจากหนังสือภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และเว็บไซต์ที่กล่าวถึงเส้นทางชีวิตของเขา เชื่อว่าเจฟฟ์เป็นคนที่มีบุคลิกภาพเชิงบวก เขาวางแผนการตลาดเว็บไซต์ผสมกับบุคลิกของเขาได้อย่างแยบยลเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพยายามเริ่มสร้างกิจการแบบ low profile จากโรงรถทั้งที่มีเงินจะไปทำงานในออฟฟิศก็ได้ เพื่อวันหนึ่งจะได้นำมาพูดกับสื่อมวลชนได้ว่ากิจการของเขาเริ่มต้นง่ายๆ มาจากโรงรถเล็กๆ แห่งหนึ่ง หรือแม้กระทั่งที่ประชุมของเขาก็คือร้านสตาร์บักสาขาที่ใกล้สำนักงานของเขาหรือแม้กระทั่งการเผยกับสื่อว่าเขาเขียนแผนงานลงในเครื่องคอมพิวเตอร์แลปท็อปเล็กๆ ตัวหนึ่งขณะนั่งรถไปกับภรรยาในรถเก่า ๆ ที่ได้มาจากที่บ้าน และการที่บอกกับคนอื่นว่าเขาไม่มีความทะเยอทะยานอะไรมากมายนัก ในตอนเริ่มก่อตั้งบริษัท เขาหวังเพียงว่าร้านหนังสือออนไลน์จะสามารถเจาะตลาดเล็ก ๆ ได้

ดูเหมือนมันจะติดดินดีนะครับ

ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วกว่าจะก่อกำเนิดกิจการ Amazon.com มาได้เขามีประวัติการกู้เงินจำนวนมหาศาลนับล้านดอลล่าร์ทั้งจากญาติโกโหติกา จากธนาคาร จากการจำนองสินทรัพย์ จ้างทีมงานระดับเกรดเอแพงๆ และทุ่มเวลามากมายในการพัฒนาเว็บไซต์ ทดสอบการใช้งาน และต่อสู้กับคู่แข่งใหญ่ๆ อย่างบาร์นแอนด์โนเบิล ( bn.com ) ด้วยความแข็งแกร่ง แต่เขากลับแสดงมันออกมาให้ดูเหมือนว่า Amazon.com เป็นเรื่องง่ายๆ เป็นความฝันของคนหนุ่มคนใดก็ตามที่กล้าจะฉีกกฎเกณฑ์เก่า ๆ เข้าสู่ธุรกิจในโลกไซเบอร์

แต่เมื่อมองย้อนเข้าไปในประวัติของเจฟฟ์ ผมว่าเราก็สามารถทำความเข้าใจเขาได้มากยิ่งขึ้นเจฟฟ์จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยระดับ Ivy League ของอเมริกาอยู่ เขาจบมาด้วยผลคะแนนอันยอดเยี่ยม เขาร่วมงานกิจกรรมกับมหาวิทยาลัยอย่างสม่ำเสมอ เขาผ่านงานด้านการเงินการลงทุน และด้านไอทีมาอย่างโชกโชน ล้มและลุกกับสิ่งที่เขาทำมานับไม่ถ้วน เป็นไปได้อย่างไรว่าคนที่มีความกระตือรือร้นในชีวิต มีทักษะในการวิเคราะห์การเงินการลงทุน และเชี่ยวชาญด้านไอทีจะมองตลาดง่าย ๆ หวังเพียงตลาดเล็ก ๆ อย่างที่พูด

ผมเลยมองว่าสิ่งที่เจฟฟ์พยายามบอกและถ่ายทอดง่าย ๆ เหล่านี้ค่อนข้างจะเป็นถ้อยคำทางการตลาดที่ส่งผลดีต่อตัวเขาและธุรกิจ มันแฝงไปด้วยความฉลาดแบบแปลก ๆ แต่ได้ผล เพราะจะว่าไปมันก็ส่งผลดีในการ “จุดประกาย” ให้กับคนหนุ่มสาวที่มองว่าธุรกิจดอทคอมสามารถเริ่มต้นได้ไม่ยาก และดูเป็นเรื่องของคนร่วมสมัยที่ดูสดใสร่าเริงแบบเจฟฟ์นี่ยังไม่รวมถึงวิธีการ present ตัวเองของเจฟฟ์กับพนักงานในบริษัทมักจะเล่าผ่านสื่อต่างๆ ว่ามันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยหากคุณต้องการจะจับมหาเศรษฐี CEO ธุรกิจพันล้านคนนี้มาเต้นแร้งเต้นกาอะไรสักอย่าง เพราะว่าเจฟฟ์ทำได้หมดจริง ๆ นับตั้งแต่จับเอาเขามาแต่งตัวเป็นกุ๊กในโรงแรมสี่ดาว เพื่อที่จะเอามาโปรโมทร้านเครื่องครัวของ Amazon.com

ไม่ใช่เรื่องยากหากคุณจะเห็นเจฟฟ์กระโดดขึ้นไปยืนแบบสุนัขบนโต๊ะประชุมเพื่อเรียกร้องความสนใจในการทำ business presentation หรือจับเอาเขามากระโดดตีลังกาถ่ายรูปขึ้นนิตยสารธุรกิจดัง ๆ รวมถึงการออกอาการหัวเราะร่วนแบบดังลั่น “กร๊ากกกก” ที่เขามักจะหัวเราะเสมอไม่ว่าบริษัทกำลังอยู่ในสภาพดีหรือร้ายแต่ก็ด้วยเสียงหัวเราะและความฉลาดเฉลียวแบบบุคลิกภาพเชิงบวกนี้ล่ะครับที่เป็นส่วนเล็กๆ ที่ส่งผลให้ Amazon.com อยู่มาได้ถึงทุกวันนี้

อย่างน้อยก็เป็นเครื่องมือสร้างรอยยิ้มให้กับพนักงานในบริษัท อารมณ์ขันเป็นยาวิเศษของชีวิตจริง ๆ ครับ … พูดถึงบริษัทแล้วก็อัพเดทสถานภาพทางการเงินของ Amazon.com กันสักนิดนะครับล่าสุดเมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม 2004 ที่ผ่านมา ทาง Amazon.com ก็ออกมาประกาศว่ายอดขายของพวกเขาเพิ่มมากขึ้นถึง 26% แม้จะยังไม่ถึงเป้าที่คาดไว้โดยทีมงานได้กล่าวว่าพวกเขาคาดว่าจะขึ้นไปถึง 6.625 พันล้านดอลล่าร์ และ 6.925 พันล้านดอลล่าร์ อย่างไรก็ตามผู้อำนวยการฝ่ายการเงินของบริษัทก็ออกมาเผยว่าทางบริษัทยังหวังที่จะทำกำไรสุทธิจริงในปีนี้จากการเปิดให้ผู้ค้าหนังสือบนอินเทอร์เน็ตรายย่อยขายหนังสือผ่านทางระบบของ Amazon.com และยอดขายในต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นถึง 50% แม้ว่าจะติดปัญหาเรื่องค่าขนส่งและอัตราแลกเปลี่ยนอยู่บ้าง

แต่สาเหตุหลักที่ยังไม่มีกำไรเห็น ๆ สักทีเห็นจะเป็นสาเหตุมาจากบริษัทต้องแบกรับภาระค่าสาธารณูการด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ เมื่อมีผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนี้ว่าเมื่อไหร่ทางบริษัทจะชะลอการจ่ายเงินในส่วนนี้เพื่อเพิ่มส่วนต่างกำไรให้มากขึ้น เจฟฟ์ก็ออกมาพูดสั้น ๆ เพียงแค่ว่า “เล่ายังไงดีครับ เรื่องมันยาว” ทั้งนี้เนื่องจากนักวิเคราะห์หลายสำนักก็พากันมองว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้ยิ่งทำให้ Amazon.com ทำกำไรจริงได้ยากขึ้น อีกทั้งการแข่งขันในตลาดก็สูง จึงเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกินที่จะทำกำไรสุทธิได้จริง ๆ

ในเวลาที่ลำบากเช่นนี้ณ ตอนนี้เจฟฟ์อาจจะยังหัวเราะร่วน หรือกำลังหนักใจอยู่ที่ไหนสักแห่ง หรือมีแผนอะไรอยู่ในใจต่อไป สำหรับช่วงขาขึ้นของธุรกิจดอทคอมเราคงต้องติดตามกันต่อไป เพราะความเคลื่อนไหวของธุรกิจดอทคอมที่เชื่อมต่อธุรกิจทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้พรมแดน ย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจดอทคอมบ้านเราอย่างแน่นอน

————————————–

ประวัติโดยสังเขป

เจฟฟรี่ เพรสตัน เบโซส์ (Jeffrey Preston Bezos)
เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม ปีค.ศ.1964 ปัจจุบันอายุ 40 ปี เติบโตในเมืองฮุสตัน รัฐเท็กซัส จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยพรินซตันเมื่อปี 1986 ด้วยความฉลาดเฉลียวและผลการเรียนดีเด่น เขาได้รับการทาบทามจากบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เขาเพิ่มพูนประสบการณ์มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเข้าร่วมงานกับบริษัทด้านเงินทุนชื่อดังอย่าง ดี.อี. ชอว์แอนด์โค กับตำแหน่งรองประธานอาวุโสของบริษัทที่มีอายุเพียง 28 ปี

ในช่วงนั้นเองที่เขาพบว่าการสร้างร้านหนังสือออนไลน์เป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด ควรค่าแก่การลงทุน แต่ผู้บริหารในบริษัทคิดต่างจากเขา จึงเป็นเหตุให้เขาลาออกจากบริษัท เริ่มต้นสร้างอนาคตของตัวเองกับ Amazon.com เมื่อปี 1994 ขณะนั้นเขามีอายุได้ 30 ปี

การออกเสียงคำว่า “Bezos”
บางคนอ่านนามสกุลของเจฟฟ์แบบตรงตัว เลยออกเสียงว่า เบ-ซอส แต่จากการสืบค้นชีวประวัติ พบว่าออกเสียงว่า เบ-โซส มาจากภาษาสเปน แปลว่าจุมพิต

ข้อมูลจาก..
– นิตยสาร Fortune – มิถุนายน 2546 จากเรื่อง “The Tao of Jeff – From dot-com joke to one click colossus – Winning the Amazon way”
– CBS.MarketWatch.com – 22 กรกฏาคม 2547
– The Internet Entrepreneure – กลยุทธ์ชี้ทางรอด 13 เจ้าพ่อดอทคอมระดับโลก โดย Christopher Price
(แปลโดย ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล และ ดาว ไวรักษ์สัตว์)
– Amazon.com โดย Robert Spector (แปลโดยอาจกิจ สุนทรวัฒน์ และชัยฤทธิ์ เอี่ยมกมลา)

อำนาจของ Search Engine กับ “ขาลง” ของเว็บ Portal

First publish on www.manager.co.th by Jakrapong Kongmalai (16 September 2004)
Revised by Jakrapong Kongmalai (30 April 2006)

คุณผู้อ่านทุกท่านคงจะมีเว็บไซต์สุดโปรด 5 อันดับแรกอยู่ในใจ และผมเชื่อเหลือเกินครับว่า 1 ใน 5 นั้น จะต้องมีเว็บไซต์ประเภท Search Engine อย่าง Google และ Siamguru ประดับอยู่บ้าง ต่อจากนั้นก็คงจะเป็นเว็บไซต์ท่า (Portal Site) ที่มีลิงก์ให้คุณค้นหาข้อมูลต่อไปเรื่อย ๆ หากลองสังเกตจาก 5 เว็บไซต์โปรดที่คุณเข้าบ่อย ๆ นี้ คุณเคยสังเกตไหมครับว่ามันสะท้อนพฤติกรรมในการค้นหาข้อมูลของคุณอย่างไร?

ประเด็นที่ผมจะเสนอต่อนี้ไปส่วนใหญ่ผมคิดเอง บางส่วนอ้างอิงแนวคิดของต่างประเทศมา เพราะเห็นว่ามันน่าจะเข้ากันกับสังคมอินเทอร์เน็ตไทย ถ้าคุณไม่เห็นด้วย กรุณาโต้แย้งพร้อมเหตุผลในเว็บบอร์ดเพื่อต่อยอดทางความคิดกันด้วยนะครับ

เมื่อพูดถึงการค้นหาข้อมูลในสมัยอินเทอร็เน็ตเข้ามาเมืองไทยในยุคแรก ๆ เว็บไซต์ประเภท Search Engine ก็เป็นเว็บไซต์ประเภทหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงว่าเป็นเว็บไซต์แห่งอนาคต แต่ ณ เวลานั้น Search Engine ที่เป็นสัญชาติไทยอย่าง Siamguru.com ก็ยังไม่ได้โด่งดังและถูกพัฒนาขึ้นมามีประสิทธิภาพเหมือนในปัจจุบันทางออกของการสืบค้นข้อมูลไทยในยุคนั้นจึงหนีไม่พ้นการพึ่งพา Portal Site ที่เรารู้จักกันดี เช่น Sanook.com, Hunsa.com, Siam2you.com ฯลฯ เนื่องจากเว็บไซต์เหล่านี้ได้รวบรวมลิงค์ที่น่าสนใจไว้มากมาย ผู้ใช้เพียงมองหาสิ่งที่ตนกำลังหาจาก directory ที่สนใจแล้วลองคลิกเข้าไปเรื่อย ๆ จนเจอเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลได้ตรงกับที่ต้องการ

แต่ ณ วันหนึ่งที่เว็บไซต์อย่าง Google.co.th เขยิบตัวเองเข้ามาในเมืองไทยด้วยความสามารถในสืบค้นข้อมูลภาษาไทยได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วจนกลายเป็นเว็บไซต์ยอดนิยมอย่างรวดเร็ว จนผู้บริหารเว็บ Portal ต่าง ๆ ต้องหันมาดูว่า Google จะขยับตัวอย่างไรต่อไป ส่วนทางด้านเว็บไซต์แบบเดียวกันอย่าง Siamguru.com ก็ต้องออกมาพูดเลยทีเดียวว่าได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน และประกาศ re-positioning Siamguru.com ว่าเป็นเว็บไซต์ Search Engine ที่ใช้ค้นหา content ภาษาไทยได้ดีที่สุด ชูจุดเด่นความเป็นเว็บไซต์ท้องถิ่นไว้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ว่าเว็บไซต์ของคนไทยย่อมหาข้อมูลของไทยได้ดี

จากการวิเคราะห์จากเอกสารที่รวบรวม ผลที่ออกมาก็คือ พฤติกรรมการสืบค้นข้อมูลของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปจากเมื่อ 5-6 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง จากการพึ่งพาเว็บไซต์ท่าด้วยการควานหาลิงก์ให้เจอ แล้วค่อย ๆ ละเลียดตามหาเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเฉพาะในด้านที่ตัวเองต้องการเปลี่ยนมาเป็นการพิมพ์ Keyword เพียงไม่กี่คำลงในช่องว่าง ก็ได้คำตอบออกมาในลักษณะ Answer Machine เพราะเว็บไซต์แต่ละแห่งก็มี MetaTag ที่รองรับการทำงานของ Search Engine อยู่แล้ว

นั่นหมายความว่าพฤติกรรมในการหาข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ท่าจะลดลง แต่ Search Engine จะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการสืบหาข้อมูลได้ถูกตีกรอบให้แคบลงตรงกับความต้องการข้อมูลแบบรวดเร็วปัจจุบันทันด่วน และเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้นในวันที่โลกของข้อมูลข่าวสารล้นทะลัก Portal Site กำลังนำเสนอข้อมูลในภาพกว้างๆ ซ้ำๆ กันหลายอย่าง อาทิ เรื่องกิน เรื่องเที่ยว เรื่องเซ็กซ์ เรื่องในชีวิตประจำวัน หันไปทางไหนก็มีเว็บไซต์ท่านำเสนอข้อมูลเหล่านี้ทับซ้อนกัน

ในขณะที่ผู้ใช้กำลังประสบกับ “ประสบการณ์การสับสนทางข้อมูล” ไม่รู้จะเริ่มหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลไหนดี คำถามประเภทนี้ก็เพิ่มขึ้นทุกวัน
“Content ไหนจะดี มีคุณภาพ? จะได้รีบคลิก ไม่อยากเสียเวลาหา”
“Content อันนี้น่าจะดีนะ น่าจะใช้ แต่ฉันจะคลิกมันดีไหม เธอคิดว่าไง?”
“อืม เรื่องนี้ก็ดีนะ แต่ฉันอยากค้นจาก Search Engine เพิ่มอีกว่ามีข้อมูลที่ละเอียดกว่านี้อีกไหม”

จากอัตราการเติบโตของผู้เยี่ยมชมเว็บ Portal ที่ช้าลงไม่เป็นไปอย่างก้าวกระโดดอย่างในอดีต ในขณะที่เว็บไซต์ที่สร้างสรรค์ข้อมูลด้วยตนเอง มีข่าวสารข้อมูลที่เฉพาะและแยกย่อยลงไปหาคนใน segment ที่ละเอียดมากยิ่งขึ้นกลับได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ (เช่น เว็บไซต์สื่อมวลชนไทยแขนงต่างๆ ที่ให้กองบรรณาธิการนำเสนอข่าวสารและข้อมูลด้วยกลยุทธ์การจัดการข่าวสารข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ จะได้รับความสนใจและมีอันดับสูงมากขึ้นเรื่อยๆ จากการจัดอันดับใน Truehits.net )เว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลที่เฉพาะและแยกย่อยแบบ Niche Market เหล่านี้ต่างหากที่จะตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนที่ใช้ “Search Engine” ในฐานะ “Answer Machine” เพราะข้อมูลที่ละเอียดและลึกคือคำตอบ ไม่ใช่เพียงเว็บไซต์ที่เป็นแหล่งรวมลิงค์ของข้อมูลทั่ว ๆ ไป

จากนี้ไปการสร้างเว็บไซต์ที่ดีประการหนึ่งจึงจำเป็นที่ควรจะสร้างเว็บไซต์ที่มีคำตอบอย่างละเอียดให้กับผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ ที่จะค้นหามันจาก Search Engine ได้ง่าย ท่ามกลางโลกของข่าวสารที่ต้องการคำตอบแบบฉับไว ส่วนเว็บ Portal ที่มีอยู่จะต้องบูรณาการเอา Search Engine มาใช้กับฐานข้อมูลที่ถูกปรับเป็นฐานความรู้ที่ให้คำตอบกับผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันในอนาคตอันใกล้ เราอาจเห็นเว็บไซต์ Portal ชื่อดังเว็บใดเว็บหนึ่ง และ Search Engine ในประเทศไทยควบกิจการกันก็เป็นได้

Reference:- When Search Engines Become Answer Engines โดย Jakob Nielsen August 16, 2004
– Where Google Is Headed โดย Charlene Li February 23, 2004