จับตาก้าวย่าง ‘ทรูฮิต’ เมื่อถึงเวลาต้องยืนด้วยขาตัวเอง

เพิ่งจะเห็นว่าไทยรัฐสัมภาษณ์ ดร.ปิยะ แห่งทรูฮิตส์เรื่องการแยกเป็นบริษัท ไว้ตั้งแต่กลางเดือนธันวาฯ ปีที่แล้ว แปะไว้ก่อนดีกว่า

– – – – – – – –

เมื่อประมาณ 5-6 ปี ที่ผ่านมา ผู้อ่านหลายท่านคงจะคุ้นๆ กับชื่อของ “ทรูฮิต” ผู้ให้บริการวัดความนิยมของเว็บไซต์สัญชาติไทย ภายใต้การบริหารจัดการของนักวิจัยสังกัดสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ หรือ สบทร. ในการกำกับดูแลของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช.

แต่มาวันนี้ เมื่อเวลาและสภาวะการณ์ต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเห็นควรว่า ถึงเวลาแล้วที่ทรูฮิตผลผลิตจากนักวิจัยสังกัด สบทร. จำเป็นจะต้องก้าวข้ามจากบริการเชิงการวิจัยไปสู่บริการในเชิงพาณิชย์อย่างเติมตัวเพื่อประโยชน์ในการแข่งขัน พัฒนาบริการใหม่ๆ และอยู่กับวงการเว็บไซต์เมืองไทยต่อไป

นับจากนี้ ทรูฮิต จะเดินไปในทิศทางไหนและความชัดเจนเกี่ยวกับการทำธุรกิจจะเป็นอย่างไร ผู้ที่จะมาไขข้อข้องใจเหล่านี้ ได้ดีที่สุดคงจะหนีไม่พ้น “ดร.ปิยะ ตัณฑวิเชียร” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา สบทร. นักวิจัยผู้ปลุกปั้นทรูฮิตมากับมือและยังจะก้าวเดินไปพร้อมกับทรูฮิตในวันข้างหน้า ขอเชิญติดตามได้ ณ บัดนี้ …

IT Exclusive: ความเป็นมาของทรูฮิต มีที่มาที่ไปอย่างไร

ปิยะ: จริงๆ แล้วทรูฮิตเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 6 ปีก่อน เนื่องจากว่าตอนนั้นในเครือของเนคเทคมีเว็บไซต์อยู่หลายเว็บ จึงคิดว่าในการจะวัดว่าเว็บไซต์เหล่านี้มีคนมาเยี่ยมชมเท่าใด เป็นสิ่งที่ควรจะต้องทำ เราเลยลองพัฒนาตัวซอฟต์แวร์ขึ้นมา ตอนแรกก็ทำแบบง่ายๆ วัดเฉพาะในส่วนเว็บไซต์ในเครือศูนย์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทคและสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ หรือ สบทร. มีประมาณ 5-6 เว็บไซต์ ทำไปก็คิดว่าน่าจะขยายวงไปถึงภาครัฐด้วย

ขณะนั้นกระแสการทำรัฐบาลอิเล้กทรอนิกส์ หรือ e-Government ค่อนข้างพูดกันเยอะมาก แล้วโดยส่วนตัวผมก็รู้สึกว่าการที่จะทำอะไรไม่ควรจะแค่ลงทุนลงไป แต่ควรจะวัดด้วยว่าคุ้มค่าหรือไม่ ผมก็คิดว่าหน่วยงานราชการไทยลงทุนด้าน e-government ไม่แพ้ที่อื่น แต่ความคุ้มค่ายังมีคำถามอยู่พอสมควร จึงน่าจะทำรวมไปถึงภาครัฐ ช่วงนั้นบังเอิญไปเจอสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย เขาก็บอกว่าอยากจะสนับสนุนให้มีการวัดเว็บเรตติ้ง สถิติการเยี่ยมชมเว็บของประเทศไทย ตอนนั้นพันธุ์ทิพย์กับแคชชาดอทคอม เขาบอกว่าจะทำเหมือนกัน ต่างคนต่างทำก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว และเราเองก็มุ่งเน้นว่าอยากจะทำให้ภาครัฐ

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากทำให้เป็นบรรทัดฐาน เพราะที่สังเกตดูเว็บไซต์ต่างๆ ก็มีการติดตัววัดต่างคนต่างรูปแบบ บางคนก็ใช้ของเมืองนอกเจ้านั้นเจ้านี้ เราก็คิดว่าคำจำกัดความคำว่า “ผู้เยี่ยมชม” นั้นต่างกันมาก สุดท้ายก็เลยไม่มีไม้บรรทัดเดียวมาวางเทียบเคียงกันได้ จึงมีคำถามเรื่อยมาว่าเว็บใดเป็นเว็บอันดับหนึ่งของประเทศไทย คนก็จะพูดถึงเว็บไซต์ใหญ่ๆ พันทิปดอทคอมบ้าง สนุกดอทคอมบ้าง จึงคิดว่าน่าจะมีมาตรฐานเดียวกัน และถ้ารวบรวมข้อมูลของเว็บไซต์ได้มากจริงๆ เราจะได้ข้อมูลของประเทศไทยด้วย ก็จะเห็นว่าประชาชนคนไทยชอบเนื้อหาเว็บไซต์ประเภทใดบ้าง

ตอนที่สมาคมผู้ดูแลเว็บไทยเชิญไปคุยเรื่องทรูฮิต ระยะนั้นเราตั้งเป้าปริมาณการเยี่ยมชมอยู่ที่ 5 ล้านครั้งต่อวันเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นเรายังทำไม่ถึง และยังคิดว่าไม่ใช่งานหลัก แต่ทำไปทำมารู้สึกว่าสมาคมฯ เอง หรือ เว็บไซต์เช่น thaisecondhand.com เขาก็สนับสนุนเต็มที่ เพราะเขาอยากให้มันเกิด เหตุผลอย่างหนึ่งก็คือเขาคิดว่า ตอนนั้นเว็บไซต์ที่มีขนาดกลางหรือเล็ก หรือที่ยังไม่ได้รับความนิยมขึ้นมานั้น โอกาสเกิดยาก

ส่วนมากคนก็จะนึกถึงแค่สนุก กับพันทิปเป็นหลัก ตรงนี้ก็มีส่วนผลักดันด้วย ประกอบกับทางผู้อำนวยการเนคเทคคนก่อนคือ ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล และผู้อำนวยการคนปัจจุบันคือ ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ก็ให้การสนับสนุน ดังนั้นจากงานอดิเรกจึงเริ่มเข้ามาเป็นงานที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้ง สบทร. โดยตอนนั้นมีการย้ายจากเนคเทคขึ้นมาอยู่ภายใต้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ทรูฮิตจึงย้ายจากเนคเทคมาอยู่ภายใต้ สบทร. ราวๆ 5-6 ปี ทั้ง ดร.พันธ์ศักดิ์ ผอ.เนคเทคคนปัจจุบัน ก็เคยเป็น ผอ. สบทร. และดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ผอ. สบทร.คนปัจจุบันก็ได้ให้การสนับสนุนและบอกว่าเราควรจะต้องทำ

การพัฒนาก็มีมาเรื่อยๆ แต่ทำไปทำมาเริ่มรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น เช่น ค่าทราฟฟิก เพราะจากยอด 5 ล้านครั้งต่อวันเมื่อเราไปถึง เราก็ตั้งเป็น 20 ล้านครั้ง โดยเราไม่คิดว่ามันน่าจะเร็ว แต่จากวันนั้นมาถึงตรงนี้ประมาณ 3-4 ปี เราพบว่าโดยเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่เกือบ 70 ล้านคลิกต่อวันถ้าหารดูก็ประมาณ 10 เท่าตัว ดังนั้นเรื่องของเซิร์ฟเวอร์หรือทราฟฟิกอะไรต่างๆ ผมคิดว่ารูปแบบการให้บริการฟรีเริ่มไม่ใช่คำตอบ ช่วงหนึ่งเราให้บริการฟรีมาเรื่อยๆ สมาชิกขึ้นไปอยู่ที่ 3 หมื่นกว่าเว็บไซต์

แต่ธรรมชาติอย่างหนึ่งก็คือเราดูจำนวนที่มาสมัครไม่ได้ เพราะสมัครแล้วไม่ใช้ ในเมื่อสมัครเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเป็นภาระของเรา เพราะต้องมาดูว่าเว็บไซต์ที่สมัครเข้ามานั้นต้องไม่ใช่เว็บลามกอนาจาร หรือผิดกฎหมายทุกอย่าง ต้องให้คนมานั่งตรวจสอบที่เสียเวลามาก และผมคิดว่าเราอยากจะให้บริการนี้กับคนที่ต้องการใช้จริงๆ ตอนนั้นจึงมีการเปลี่ยนรูปแบบนิดหนึ่ง คือ ให้คนที่ต้องการใช้จริงๆ ส่งเอสเอ็มเอสเข้ามาก่อน แล้วเราจะมีการส่งโค้ดในการเข้าเว็บไซต์ผ่านมือถือไป ตอนนั้นรู้สึกว่าได้เสียงด่าพอสมควรว่า 5 บาทเราจะเก็บทำไม แต่จริงๆ เราไม่ได้สนใจ 5 บาท

อีกประการหนึ่ง สบทร. เป็นหน่วยงานที่ต้องเลี้ยงตัวเอง ประกอบกับการให้บริการฟรีก็เหมือนกับการทำอาหารให้รับประทานฟรีๆ อร่อยหรือไม่อร่อยก็ไม่รู้ เพราะทำให้ฟรี ก็ไม่มีการพัฒนาตนเอง จึงคิดว่าจะเปิดให้บริการในลักษณะสนับสนุน คือ ให้มีผู้สนุบสนุน และเนื่องจากว่า สบทร. ไม่ได้มีภารกิจแค่ทรูฮิตอย่างเดียว การที่จะให้พนักงานสามารถทุ่มเทในส่วนของทรูฮิตได้ ควรจะต้องมีรายรับที่มาเจือจุนโครงการนี้ที่มีแต่ค่าใช้จ่าย จึงเปิดรับการสนับสนุน โดยตอนนั้นก็มีหลายเว็บไซต์ให้การสนับสนุนให้กำลังใจ

ทั้งที่ตอนนั้นการให้บริการสำหรับผู้สนับสนุน และผู้ที่ใช้ฟรีเหมือนกันทุกประการ แต่ก็เป็นธรรมชาติว่าถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะไม่ค่อยมีคนสนับสนุน สุดท้ายมานั่งคุยกันว่าฟีเจอร์ระหว่างผู้ให้การสนับสนุน และผู้ที่เป็นสมาชิกธรรมดาควรจะต่างกัน ก็เลยเริ่มทำรูปแบบการสมัครสมาชิกปีละ 1,800 บาท ตกวันละ 5 บาท เท่ากับการโทรศัพท์วันละครั้ง ก็ไม่น่าจะแพงมาก คิดว่าน่าจะได้สัก 200-300 เว็บไซต์

ช่วงแรกที่บอกว่าจะเปิดรับการสนับสนุน เพราะการที่เอาเงินภาครัฐมาทำโครงการแล้วให้บริการฟรีกับคนเฉพาะกลุ่ม ผมคิดว่าไม่ค่อยยุติธรรมสำหรับผู้เสียภาษีคนอื่น เพราะฉะนั้นการที่เราให้บริการกับคนที่ต้องการใช้จริงๆ และเกิดประโยชน์จริงๆ เราเก็บค่าบริการที่ไม่ได้แพงและคุ้มค่ามันมีประโยชน์กว่า ทางทีมงานก็รู้สึกตกใจเหมือนกัน เพราะจากที่ให้บริการฟรี คุณภาพการให้บริการไม่ต้องซีเรียสมากเท่ากับการรับเงินสนับสนุน แต่เพื่อผลระยะยาวก็ควรทำอย่างนี้

สถิติของทรูฮิตแตกต่างจากที่อื่นตรงที่ เราพยายามลดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด ตอนนั้นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ภาครัฐซื้ออยู่ที่หลักล้าน ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ต่อให้เก็บเงินสนับสนุนมาจึงคิดว่าจะใช้เครื่องพีซีธรรมดาที่ราคา ณ เวลานั้นอยู่ประมาณหลักแสน แล้วอาศัยความเป็นวิศวกรด้านซอฟต์แวร์ และใช้โอเพนซอร์สทำระบบขึ้นมาเพื่อลดค่าใช้จ่าย แล้วก็พยายามทำให้เว็บไซต์ทรูฮิตเบาที่สุด เพื่อให้ใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์น้อยที่สุด ทำไปทำมาคนก็ให้การสนับสนุนมาเรื่อยๆ และผอ.เนคเทคคนก่อน คือ อาจารย์ทวีศักดิ์ก็มีแนวคิดว่าน่าจะมีการประกาศรางวัล ทรูฮิตอวอร์ด เพื่อให้รางวัลกับคนที่เป็นเว็บไซต์ที่มีอันดับความนิยมยอดเยี่ยมแบ่งเป็นหมวดๆ ราว 50 รางวัล

พร้อมทั้งมีการประกาศภาพรวมของเมืองไทยว่านิยมเนื้อหาประเภทไหน คนไทยใช้เวลาเยี่ยมชมช่วงไหนมากที่สุด ใช้เว็บบราวเซอร์แบบไหน ซึ่งแล้วๆ มาเราก็ค่อนข้างตกใจ เพราะแม้แต่เสิร์ชเอนจิ้น ภาพที่เราสังเกตมา 3-4 ปีระบบปฏิบัติการ (OS), บราวเซอร์ หรือเสิร์ชเอนจิ้นของเรา 90% เป็นของคนค่ายเดียว และเทรนด์ของประเทศไทยไม่เปลี่ยนเลย โดยเราได้พยายามเผยแพร่อยู่บนสถิติภาพรวมเว็บไทย

หมวดบันเทิง หรือ เอนเตอร์เทนเมนท์ ของเราได้รับความนิยมมาเรื่อยๆ ในขณะที่เว็บไซต์ของภาครัฐหรือภาคการศึกษากราฟอยู่เตี้ยมาก เป็นสิ่งที่น่าจะเตือนได้อย่างหนึ่ง เพราะการศึกษาของเราอยู่ประมาณ 1-2 % ในขณะที่เอนเตอร์เทนเมนท์อยู่ประมาณ 40% ก็จะเห็นภาพว่านโยบายการแจกคอมพิวเตอร์ทุกโรงเรียน นโยบายงาน e-government วัดผลจริงๆ แล้วไม่ค่อยได้ผลเท่าไร ซึ่งแนวโน้มแบบนี้ในต่างประเทศยังแตกต่างกับเรา ของเขาเอนเตอร์เทนเมนท์อาจได้รับความนิยมมากก็จริง แต่ทางด้านการศึกษาหรือความรู้ไม่น่าจะต่างขนาดนี้

ตัวเลขทางนี้ ผมว่าแม้กระทั่งเนคเทคเองก็ใช้ดูว่าคนเปลี่ยนหันมาใช้โอเพนซอร์สมากขึ้นหรือเปล่า เช่นไฟร์ฟอกซ์เท่าไหร่ อินเทอร์เน็ตเอ็กซ์โพรเรอร์ของไมโครซอฟท์ก็ยังคงเป็น 90% อันนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราให้กับประเทศชาติ และคิดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เราเก็บประวัติศาสตร์ในด้านการใช้เทคโนโลยีของประเทศไทยได้ ทรูฮิตปัจจุบันก็มีผู้สนับสนุนและมีรายได้ที่พออยู่ได้

แต่ก็มีปัญหาที่ผมยังแก้ไม่ตกอีกว่าพนักงานของเรามีการลาออกไปทำที่อื่น เพราะค่านิยมของคนไทยก็คือถ้าเปลี่ยนที่ทำงานเงินเดือนก็จะเพิ่มขึ้นไป และเงินเดือนของราชการเมื่อเทียบกับเอกชนในระดับเดียวกัน เงินเดือนราชการก็ต่ำกว่า ในขณะที่รับเงินสนับสนุนเครื่องมีปัญหาเขาต้องขับรถเข้ามา แล้วการที่เราให้เงินเดือนเขาในอัตราราชการต่อไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่คำตอบแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะมีพนักงานหลายๆ คนที่เก่งจริงๆ ออกไป เมื่ออกไปผมก็รู้สึกว่าเป็นอุปสรรคของเรามากเลย และคิดว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลง โดยตอนนั้นคิดว่าท้ายที่สุดแล้วทรูฮิตจะต้องเป็นบริษัทจำกัด

อีกประการหนึ่งก็คือ การย้ายออกไปหรือการไปทำกิจการของตัวเองนั้น สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง องค์ความรู้ก็ไม่ได้อยู่ที่เนคเทคเลยจึงคิดว่าทำอย่างไรที่นักวิจัยจะมีความสุขและมีความเป็นเจ้าของในสิ่งที่เขาทำผมคิดว่าจริงๆ แล้วทางเนคเทคหรือ สวทช. จะต้องมีแนวคิดในเรื่องลิขสิทธิที่ให้กับนักวิจัย เพราะถึงแม้ลิขสิทธิ์จะเป็นของหน่วยงานจริง แต่ถ้าคนทำไม่อยู่จะเอาไปใช้ประโยชน์หรือพัฒนาได้อย่างไร

ดังนั้น 3 ปีก่อนผมจึงคิดและบอกน้องๆ ที่ร่วมงานว่าท้ายที่สุด ผมต้องการให้ทรูฮิตเป็นบริษัท เพราะถ้าไม่เป็นบริษัทพวกคุณก็จะไม่อยู่ แล้วพวกคุณจะต้องถือหุ้นในบริษัทเพื่อเป็นเจ้าของร่วมกันด้วย ก็เป็นความคิดและเตรียมการมาตั้งแต่นั้น วิธีการก็คือต้องลดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุดตามที่เล่าให้ฟัง ต้องทำให้คุณภาพการบริการดี เพราะบริการแบบนี้ในต่างประเทศมีมากมาย และได้เปรียบเราทั้งในเรื่องเงินทุนและบบุคลากร ในขณะที่ตอนนี้ทรูฮิตมีทีมจริงๆ เหลืออยู่แค่ 3 คน จาก 5 คน

เมื่อมีทีมงานเหลืออยู่น้อย การรับสมาชิกจำนวนมากๆ ไม่ใช่คำตอบของเรา คำตอบของเราคือปริมาณที่เป็นคุณภาพ ดังนั้น 2-3 ปีก่อน เราจึงปิดรับสมัครสมาชิกทั่วไปที่ไม่ต้องจ่ายเงิน เราจะรับสมัครสมาชิกที่สนับสนุนเราเท่านั้น ตอนนั้นก็ถูกด่าพอสมควร แต่ถ้าเขารู้เรื่องราวเขาจะเข้าใจ แต่สำหรับสมาชิกทั่วไปที่มีอยู่เดิมผมก็ไม่ได้ลบความเป็นสมาชิกของเขา ผมให้เขาใช้เหมือนเดิม แต่ถ้าคุณจะสมัครใหม่คุณต้องเสียเงิน

และมีเงื่อนไขว่า ขอให้สมาชิกทั่วไปที่ยังใช้อยู่ขอให้มีการล็อกอินเข้ามาในระบบ 1 ครั้งต่อเดือน ไม่เช่นนั้นจะหยุดรับสถิติ เพราะถ้ารับสถิติแล้วคุณไม่เข้ามาดู ผมถามว่าผมควรเอาทรัพยากรในส่วนนี้ ไปให้บริการคนอื่นไม่ดีกว่าหรือ แต่เรายังอนุญาตให้เว็บไซต์ที่เป็นมูลนิธิ ไม่ได้แสวงหากำไร และโรงเรียนใช้ทรูฮิตได้ เราก็ยังยึดจุดยืนตรงนี้

IT Exclusive: ความคืบหน้าในการจัดตั้งบริษัทของทรูฮิตขณะนี้ไปถึงไหนแล้ว?

ปิยะ: เราได้รับการอนุมัติจากบอร์ดของ สวทช. เมื่อ 4-5 เดือนที่แล้ว และก็ขออนุมัติของคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ กวทช. เมื่อประมาณปลายเดือนกันยายน 2549 ที่ผ่านมา ก็ได้รับความเห็นชอบ ต้องขอบคุณทั้ง 2 หน่วยงานที่เล็งเห็นว่า เป็นมิติใหม่ที่จะทำให้นักวิจัยทำผลงานให้ตอบคำถามสังคม และพึ่งพาตัวเองได้ ส่วนการจดทะเบียนนั้นยังอยู่ระหว่างรอขั้นตอนการจดทะเบียน ตอนนี้ สวทช. กำลังร่างสัญญาร่วมทุน เพราะ สวทช. จะเป็นผู้ถือหุ้น 49% อีก 51% ก็จะเป็นของคนที่ทำงานในทรูฮิต

พนักงานทรูฮิตเป็นพนักงานเทคนิคทั้งหมด แต่ต้องทำทุกอย่างทั้งพบลูกค้าและงานเอกสาร แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เพราะต้องการลดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด ก็หวังว่าเมื่อทรูฮิตแยกออกไปเป็นบริษัทแล้ว ก็อาจจะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นเดินตาม มีนักวิจัยเก่งๆ อยากเข้ามาทำงานที่เนคเทค โดยรูปแบบนี้ผมคิดว่าเป็นรูปแบบที่ดีต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ส่วนการรับคนเพิ่มนั้นก็เป็นสิ่งที่กำลังคิดอยู่ เพราะการรับคนเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ ถ้ามีทัศนคติแนวคิดตรงกันก็พร้อมจะรับคนเก่ง แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนในส่วนนี้

IT Exclusive: การที่มีเสียงต่อว่ามาโดยตลอดเมื่อมีการเปลี่ยนรูปแบบสมัครสมาชิก ส่วนนี้จะกระทบหรือไม่เมื่อทรูฮิตก้าวไปเป็นบริษัทและต้องหารายได้จริงจัง

ปิยะ: ถามว่ากระทบไหม ผมมองว่าขึ้นอยู่กับผู้ใช้ แต่สำหรับเรามองว่าอยากให้ทรูฮิตอยู่ได้ เหตุผลก็คือทำอย่างไรให้ทีมงานเขาอยู่กับเรา พัฒนาบริการให้ดีขึ้น และต้องเข้าใจว่าราชการมีเงินเดือนต่ำ ความผิดทางอาญาอยู่ใกล้มาก อาชีพราชการเป็นอาชีพที่น่าสงสาร ไม่มีหลักประกัน เมื่อมีเอกชนมาสร้างทางเลือกที่ดีกว่าเขาก็ไป คนเก่งๆ ก็ไปทำบริษัทข้ามชาติ ถ้าทรูฮิตไม่ทำเป็นบริษัท ผมจะทำแบบไหน แล้ววันหนึ่งหากต้องปิดทรูฮิตไป เมื่อถึงตอนนั้นผมไม่อยากพูดถึงประวัติศาสตร์ สำหรับรูปแบบการบริหารก็จะเหมือนเดิม มี สวทช. ถือหุ้น 49% มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพียงแต่ว่าเราต้องการให้ทรูฮิตมีการบริหารงานที่คล่องตัว มีค่าตอบแทนให้แก่พนักงานที่สมกับที่เขาทุ่มเท

IT Exclusive: ทรูฮิตมีแผนธุรกิจอย่างไรต่อไป

ปิยะ: บริการทรูฮิตในเรื่องการทำเว็บเรตติ้งคงจะยังให้ความสำคัญอยู่ แต่ก็คงจะเพิ่มนวัตกรรมบริการอื่นๆ อย่างที่มีอยู่ก็คือการทำมอนิเตอร์ระบบเซิร์ฟเวอร์ เพื่อไม่ให้พนักงานต้องมาเข้าเวรเฝ้าเซิร์ฟเวอร์ ทรูฮิตควรมีระบบตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นและแจ้งผ่านเอสเอ็มเอสไปยังพนักงาน และผู้บริหาร โดยทรูฮิตทำมา 3 ปี คิดว่าเป็นบริการที่น่าสนใจ เราจึงให้บริการกับเว็บไซต์ที่มีปัญหาคล้ายๆ กับเรา คิดว่าก็คงต้องทำการประชาสัมพันธ์ตัวนี้ ส่วนบริการอื่นก็กำลังจะทำเว็บไซต์ใหม่ขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ยังไม่อยากบอกรายละเอียด ก็เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ทำให้ทรูฮิตกระจายความเสี่ยงมากขึ้น เป็นเว็บที่ไม่เหมือนใคร เน้นเรื่องของคอนเทนท์แต่เราไม่ได้เป็นเจ้าของคอนเทนท์

IT Exclusive: สุดท้ายอยากจะฝากอะไรถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์

ปิยะ: ท้ายสุด ทรูฮิตมาถึงวันนี้ก็ต้องขอบคุณเว็บไซต์ในเมืองไทยที่ให้การสนับสนุน ถ้ามีข้อแนะนำอะไร หรือนิสิตนักศึกษาที่มีความคิดดีๆ ต้องการทำธุรกิจจริงๆ เราก็ยินดีที่จะส่งเสริม และไม่อยากให้มองว่าทรูฮิตเป็นเว็บสถิติ แต่อยากให้มองมากกว่านั้น เพราะมีการเก็บสถิติของประเทศไทยด้วย เราสามารถเก็บปริมาณผู้เยี่ยมชมอินเทอร์เน็ตในแต่ละวันได้ โดยนับเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์

ขณะนี้อยู่ที่ 3 ล้านเครื่องต่อวัน และต่อไปจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อุตสาหกรรมด้านนี้จะโตขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีธุรกิจโฆษณาเข้ามา ดังนั้น สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ได้คิดเอาเว็บไซต์ ผนวกเข้าไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแก่องค์กรธุรกิจ ณ จุดนี้ถ้าคุณเพิ่งเริ่มผมว่าคุณช้าไปแล้ว แต่ถ้าคุณยังไม่เริ่มเลย ผมว่าคุณคงตกขอบเยอะมาก…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s