Diary: สมดุลของชีวิต

วันนี้วันปิยะ… ผมชอบวันหยุดอยู่อย่างหนึ่งครับ ถ้าเราไม่ต้องเอาเวลาไปทำอะไรเป็นพิเศษ มันก็จะเป็นวันที่เราได้อยู่กับตัวเอง ได้ทบทวนสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราทำในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่หลังจากที่นั่งย้อนคิดเป็นสิบๆ เรื่อง มันดันมีแต่เรื่องงานทั้งนั้นเลย

เมื่อเดือนที่แล้ว จำได้ว่าเจอ พี่ตุ๊ก MarketingOops ที่งาน DAAT เราทักทายกันประสาคนคุ้นเคย แต่คำหนึ่งที่พี่ตุ๊กบอกก็คือ “ปอง พี่ดู timeline ของปองมันมีแต่เรื่องงานทั้งนั้นเลย อย่าหักโหมนะ คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานนะ ยูน่ะบ้างานมากเลย”

ฟังจบตอนแรกสารภาพว่าผมไม่ได้คิดอะไรมาก (อารมณ์ประมาณว่า เออใช่พี่ ผมบ้างานมาก แต่ผม happy ไงวะพี่) แต่พอวันนี้ได้มาย้อนนึก ผมก็เริ่มคิดได้ครับว่า ถ้าเราปล่อยให้ชีวิตมีแต่มิติของงาน ชีวิตเรามันก็จะแห้งแล้งไม่สมดุลสักเท่าไหร่

ไม่รอช้าผมเสิร์ชหาคีย์เวิร์ด “สมดุลของชีวิต” ปรากฏว่าเจอบทความของเพื่อนผมคนนึงคือ คุณนิ – นิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์ ที่เขียนเอาไว้ที่ Sanook! Money เรื่อง “สมดุลชีวิต 6 ด้าน

บทความนี้ได้บอกเอาไว้ครับว่า เป้าหมายชีวิตคนเราไม่ควรถูกกำหนดจากมิติของเป้าหมายทางการเงินการงานแต่เพียงอย่างเดียว ถึงเรื่องเงินมันจะสำคัญมากแค่ไหนก็เถอะ แต่เงินก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต เราจึงควรที่จะสร้างชีวิตที่สมดุลทั้ง 6 ด้าน ซึ่งประกอบไปด้วย

สมดุลชีวิต 6 ด้านประกอบไปด้วย จิตวิญญาณ, การงาน และการเงิน, สุขภาพและร่างกาย, การเรียนรู้และพัฒนาตนเอง, ครอบครัวและความสัมพันธ์, และสุดท้ายคือ สังคม

ผมเป็นคนหนึ่งที่พอบ้างานมากๆ ก็จะลืมและละเลยมิติอื่นในชีวิต เช่น การดูแลสุขภาพตัวเอง การหาเวลาสร้างความเติบโตทางความคิด การหาความรู้ การดูแลคนที่เรารัก การดูแลสังคมของตัวเอง และท้ายสุดอะไรที่ตอบสนองจิตวิญญาณของเราลึกๆ

มันเลยโคตรกระตุ้นให้เราคิดเลยว่าจากนี้ไป 6 ด้านนี้เราสมดุลหรือยัง เราท้ายที่สุดแล้วเราทุกคนล้วนต้องการชีวิตที่ดีที่สมดุล ไม่ใช่ชีวิตที่ใครๆ ยกยอสรรเสริญว่าเราสำเร็จในหน้าที่การงาน

จากนี้ไปเราจะสร้างสมดุลให้ได้

นิทานน้องหมา

ขอบคุณภาพของ HaroldMeerveld ทาง flickr

สมัยเด็กๆ ที่บ้านผมเลี้ยงหมาตัวนึงครับ ชื่อ Lazzie (อ่าน แลซ-ซี่) น้องฉลาดมากครับ ฉลาดถึงขนาดที่ว่าคุณยายผมใช้ให้ไปจ่ายตลาดแทนก็ได้ เพราะปกติเวลายายไปเดินตลาดก็จะพา Lazzie ไปด้วย เค้าก็เลยจำทางได้ ตลอดจนแม่ค้าในตลาดก็จำหน้าได้

ฟังดูเกินจริงมากนะ แต่มันจริงครับ (ถ้าคุณยายผมไม่เล่านิทานหลอกหลานนะครับ 555)

เรื่องมันเกิดจากว่าวันนึงคุณยายผมไม่สบาย เลยลองปล่อย Lazzie เดินไปคน (ตัว) เดียว โดยเอาตะกร้าคล้องคอ หย่อนเงินเอาไว้ในนั้น พร้อมกับเขียนรายชื่อของในตลาดที่ต้องการ แล้วบอกน้องให้ไปเดินรอบตลาด

Lazzie เค้าก็ไปครับ

พอไปถึงตลาดแม่ค้าที่สนิทกับคุณยายก็จะจำได้ว่า Lazzie เป็นมะหมาของคุณยายก็เลยเห็นตะกร้าและ Shopping list พร้อมเงิน ก็เลยจัดการเอากับข้าวใส่ไว้ให้

ด้วยความฉลาดเฉลียว Lazzie เลยเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน หลังจากนั้นบ้านผมเวลาจะเลี้ยงหมาตัวใหม่กี่ตัวๆ ก็ลืมเค้าได้ยากครับ ถึงขั้นต้องตั้งชื่อ Lazzie ทุกตัวกันเลยทีเดียว

อวยพรวันเกิดบน Facebook อย่างไรให้มี Last long relationship

วันนี้ผมอยากชวนเพื่อนๆ คุยเล่นๆ ว่าด้วยเรื่องของ “การอวยพรวันเกิด” บน Facebook ครับ

วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดผมฮะ วันนี้ผมก็ทำเหมือนทุกๆ ปีคือโพสต์แสดงความขอบคุณ จะแตกต่างไปจากทุกปีก็ตรงที่ 

1. ผมแค่อยากคุยกับ “บางคน” ไม่ใช่คุยกับ “ทุกคน”

ก็เลย Set ให้เฉพาะคนที่เป็น Friend กันเท่านั้นเห็นข้อความนี้ (เพราะใครไม่ใช่เพื่อนกันก็คงมองว่าไม่เห็นมันจะสลักสำคัญอะไร ก็แค่วันคล้ายวันเกิด คนมันจะแก่ขึ้นอีกปีก็คงเรื่องของมัน) 

2. ตอบขอบคุณเพื่อน “ทุกคน” ที่อุตส่าห์เข้ามาอวยพรวันเกิด ด้วยสาเหตุว่าผมอยากคุยกับเขาจริงๆ ใครที่ผมจำชื่อไม่ได้ เพราะไม่ได้สนิทมาก ผมก็เข้าไปดู Inbox แบบดูทีละคนเลยว่าเราคุยกันมานานแค่ไหน บางคนหายกันไปเป็น 10 ปีไม่ได้คุยกัน เพิ่งกลับมาก็มีครับ

ผลปรากฏว่ายิ่งตอบ เพื่อนที่ห่างหายไปนานก็ยิ่งเห็นครับ มีคนที่เป็น friend กัน 700 กว่าคน (คร่าวๆ ประมาณ 15% ของจำนวนเพื่อนทั้งหมด 4,700 กว่าคน) เข้ามา like status และมีคนที่เขียนอวยพรผมทั้งหมดราวๆ 400-500 คำอวยพร โดยผมตอบทุกคน top up เข้าไปอีก 400 – 500 comment รวมกันแล้วก็ 1,000 กว่า comment พอดี

สงสัยไอ้ความ 1,000 กว่า comment ไปเข้าตาพี่เซ็นแห่ง นสพ. ผู้จัดการเข้า แกเลยเข้ามาถามว่า “ตอบเป็นพัน comment ไม่เหนื่อยเหรอ” ผมตอบพี่เซ็นไปว่า

“เหนื่อยพี่ แต่คุ้ม ได้ update ทุกคนเลย ได้รื้อฟื้นแม้กระทั่งน้องรหัสสมัยมหาลัย คนที่เราเคยคุย เคยรักกันมา แต่จังหวะชีวิตพัดพาให้เราขาดกันไป (แบบที่เขาไม่เคยจะมาอยู่ใน newsfeed เราเลย) บางคนเราเคยเจอจริงๆ ครั้งสองครั้ง มันจำไม่ได้หรอกครับ การได้มาดูเขา one by one ทีละคน มันทำให้เราได้เพื่อนกลับมา น่าดีใจออกพี่”

เขียนมายาวๆ ทั้งหมดนี้ เพียงเพราะผมอยากจะบอกว่า 

อย่าปล่อยให้เพื่อนของเราหายไปตามกาลเวลา อย่าปล่อยให้ algo ของ Social ทำงานเพียงฝั่งเดียว เราเองก็มีหน้าที่ที่จะต้อง catch up กับเพื่อน

แค่ปีละครั้งตอบให้หมดเถอะครับ ก่อนจะหายกันไปตลอดชีวิตโดยไม่เคยมาคุยกันเลย

ประชาธิปไตย (คาราบาว)

วันนี้ผมขับรถพาครอบครัวออกไปกินข้าวเพื่อพักผ่อนเล็กๆน้อยๆ ระหว่างทางเปิด streaming ฟังเพลง Pop ทั่วๆ ไปฟังก็เพราะดีครับ แต่ด้วยบรรยากาศบ้านเมือง จู่ๆ ก็นึกถึงเพลง “ประชาธิปไตย” ของวงดนตรีเพื่อชีวิตรุ่นใหญ่อย่าง “คาราบาว” ขึ้นมา เลยเปลี่ยนบรรยากาศฟังเพลงให้คึกคักขึ้นมาอีกนิด

เพลง “ประชาธิปไตย” เป็นเพลงที่เป็นชื่อของสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 7 ของวง ออกจำหน่ายเมื่อ ธันวาคม พ.ศ. 2529 โดยทำขึ้นมาตามกระแสการเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อ 33 ปีที่แล้ว โดยในอัลบั้มมีเพลงที่สะท้อนปัญหาประชาธิปไตยไว้ในชุด คือ “ประชาธิปไตย” และ “ผู้ทน”

“ประชาชนชาวไทย
ชนชาวไทยเอ๋ย
อย่าพึ่งรีบร้อน
อดตาย อดตาย
กลั้นใจเอาหน่อย แข็งใจเอาหน่อย
ทนเอาหน่อย ทนเอาหน่อย
ทนเอาหน่อย 

ทนไม่ไหวแล้ว…

รีวิวเพลงเฉยๆ ครับ ฟังเพลงเก่าเพราะดีนะ ไม่คิดมากครับ ไม่คิดมาก 

บ้านหลัก ก่อนบ้านเช่า

[คิดดังๆ] เมื่อถึงเวลาที่ทั่วโลกรู้กันว่าเราไม่ควรอัปเดตความคิดของเราไว้ในแค่ Platform ใด Platform หนึ่ง เราก็รู้ว่า Website สำคัญกับเราแค่ไหน เราก็น่าจะอัปเดตความคิดไว้ที่เว็บไซต์ก่อนในบ้านหลักของเรา ก่อนจะลงไปในบ้านเช่าอย่าง Social ใช่หรือไม่?

Blogging direction

Typewriter with Blog buttons, vintage style

Today, I have something to say to you (Yes, ‘you’ who usually read my blog. ‘You’ who follow my social channels, email, etc.)

I have been blogging for more than 13 years. Some of you might already know that my blogs are all about technology and explanations of how this technology impacts business.

13 years ago, I was one of the first few people who blogged about this stuff in Thailand.

However, there are many tech and business blogs these days – and they are done well. This is the reason why I keep asking myself, “Is it better to stop writing about general tech and business stories and cover another kind of story which is more specialised?”.

After thinking about this for more than 3 months, I have made the decision to change my writing direction from tech + business stories to ‘digital people stories’.

What is the definition of my Digital People?I believe you are familiar with the concept of these words

  • Lost generation
  • Baby boomers
  • Generation X
  • Generation Y
  • Generation Z

These concepts separate people according to their demographics. For example, Generation X is usually defined as people born between the early-to-mid 1960s to the early 1980s. However, my definition of ‘Digital People’ is not defined by age.

Instead, I will write about people who have embraced digital technology, and how it has shaped their lifestyles.

In a nutshell, I will interview people who are not only passionate about using digital technology themselves but also want to use it to enhance their business lives and the lives of others.

For example

  • She might be a young farmer who knows how to use agri-tech to leverage their farming business.
  • He could be a 60-year-old man who learns how to use Facebook Page to set up a commercial channel for exporting Thai boxing shorts to Europe.
  • They could be a small group of people who want to change the world with their startup company.

Why have I chosen to cover Digital People?

This is because technology is not everything. I believe people’s willpower is the centre of everything. If we know how to integrate digital technology with our willpower, we will have a big chance to make a difference. 

However, I am more than happy to answer your questions about digital marketing, social media, and everything I have written about in the past 13 years. Also, my colleagues at thumbsup.in.th will keep updating you about marketing innovation as usual. 

10 Years Challenge

เพิ่งโพสต์ขึ้น Facebook ไปวันนี้ แต่คิดได้ว่าน่าสนุกดี อยากเก็บไว้เป็นบันทึกส่วนตัวเลยเอามาเก็บใน Personal Blog ดีกว่า –> ตอนแรกว่าจะแอบอินดี้ ไม่เล่น แต่มันอดใจไม่ไหว #10yearschallenge 2009 vs 2019

รูปซ้ายคือถ่ายไว้ประมาณปี 2009 ที่ซานฟรานฯ รูปขวาคือพาแก๋มไปเที่ยวที่ไทเป เอามาเทียบกันมันก็ตี๋อ้วนเหมือนเดิม (ฮา)