เล่าเรื่อง Amazon Kindle จากประสบการณ์ใช้งานจริง

เพื่อนๆ ที่ชอบอ่านหนังสือเวลาเจอหน้าผม มักจะชอบถามถึง Amazon Kindle เพราะอ่านบล็อกนี้แล้วรู้ว่าผมหลวมตัวซื้อไปแล้ว แถมผมยังมี iPad ที่อดใจซื้อไม่ได้มาอีกตัว

คำถามโดยทั่วไปก็จะถามให้ผมเปรียบเทียบว่า ของดีไหม ซื้อดีหรือเปล่า เทียบกับ iPad หรือ Nook, Sony Readers หรือยี่ห้ออื่นๆ แล้วเป็นยังไงบ้าง วันนี้เลยขอเกาะกระแส Amazon Kindle 3 ที่เพิ่งออกวางขาย มาพูดถึงเจ้า e-reader ตัวนี้สักหน่อย เอาแบบเล่าว่าในฐานะคนๆ นึ่งที่ซื้อมันมาใช้งานจริงมากว่า 7 เดือนแล้วพอใจแค่ไหน

คำตอบง่ายๆ ของผมก็คือ ถ้าคุณชอบอ่านหนังสือกระดาษ ไม่เน้นทำอะไรไปมากกว่าการอ่านหนังสือ Amazon Kindle เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้ครับ (และตอนนี้ Kindle 3 ออกมาแล้ว ราคาถูกกว่าเดิม คุณภาพดีกว่าเดิม หน้าจอชัดกว่าเดิม วัสดุดีกว่าเดิม ทำให้ปฎิเสธมันได้ยากขึ้นครับ) แต่ถ้าคุณต้องการเครื่องที่ทำได้สารพัดสารเพ มีความสามารถด้านมัลติมีเดียสูงกว่ามากๆ แต่อ่านหนังสืออาจจะเคืองตาง่ายหน่อยก็ iPad ครับ

ลองอ่านประสบการณ์ผมตามนี้ครับ

1. เทคโนโลยี E Ink ที่ Amazon นำมาใช้นั้น อ่านสบายตา คนที่ไม่เคยจับเครื่อง ไม่เคยอ่านเองจะไม่รู้ อันนี้บอกได้เลยว่า 8 ใน 10 คนที่เห็น Kindle จะบอกว่ามันอ่านสบายตากว่าที่คิดไว้มาก ไม่จับเองก็ไม่รู้

2. Amazon.com มีจุดขายตรงที่มีหนังสืออยู่ในร้านออนไลน์ที่ Amazon.com เกือบ 700,000 เรื่อง

3. หนังสือบน Kindle ถูกกว่าหนังสือกระดาษ เพราะไม่ต้องเสียค่าพิมพ์ และค่าจัดจำหน่ายสูงเท่ากับแบบเดิม

4. ไม่เปลืองพื้นที่เก็บหนังสือ – ที่บ้านผม เพื่อนชอบแซวว่าเหมือนห้องสมุด เพราะซื้อเก็บไว้เยอะจนเหมือนห้องสมุดชุมชนย่อมๆ พอมี Kindle แล้วผมก็เก็บไว้ในเครื่องพอ

5. อ่านเครื่องไหนก็ได้ - เมื่อก่อนอ่านได้แค่บนเครื่อง Kindle ตอนนี้ใครมี iPad, Android Phone, iPhone ก็อ่านได้เลย ถ้าตอนนั้นบังเอิญคุณไม่ได้พกเครื่อง Kindle ไว้กับตัว อยากอ่านแค่ 2-3 หน้าระหว่างนั่งรอเวลาก็สบายมาก แถมจะมีระบบขึ้นเตือนว่าจะให้ Sync ไปถึงหน้าที่เคยอ่านใน Device ก่อนหน้านี้หรือเปล่า เช่นผมมี Kindle กับ iPhone ระบบจะถามว่าตอนนี้คุณอ่านหนังสือ Purple Cow ถึงหน้า 99 จากเครื่อง Kindle แล้ว ตอนนี้คุณอยากให้ iPhone (ซึ่งลง Kindle App ไว้) โหลดไปหน้า 99 ที่เคยอ่านไว้ใน Kindle หรือไม่ นั่นหมายความว่า คุณจะอ่านได้สะดวก

6. แชร์ข้อความที่เราไฮไลท์ ในหนังสือที่อ่านขึ้น Twitter, Facebook ได้ แค่ไฮไลท์ แล้วกด Alt + Enter

7. ดู Popular Highlight ได้ – สมัยเรียนหนังสือเคยไหมครับ ที่จะชอบขอหนังสือเรียนของรุ่นพี่คนที่เรียนเก่งๆ เอามาใช้อีกที เพราะเขาหรือเธอชอบขีดเส้น ลากเส้นข้อความสำคัญเอาไว้หมดแล้ว ทำให้เราจับใจความสำคัญของหนังสือเล่มนั้นได้ง่ายขึ้น ใน Amazon Kindle ก็เหมือนกัน มันมีระบบที่บอกว่า “มีคนไฮไลท์ตรงนี้ 16 คน” ทำให้คุณอ่านหนังสือได้ไวขึ้น

8. น้ำหนักเบา ถ้าใช้ iPad มันหนักครับ นอนอ่านถือมือเดียวไม่ไหว แต่ Kindle สบายมาก

อย่างไรก็ตาม แฟนๆ iPad หลายคนก็แย้งผมว่า อย่างไร iPad ก็คุ้มเงินกว่า เพราะสิ่งที่ได้จาก iPad คือเครื่องมือที่ทำอะไรได้หลายต่อหลายอย่าง ไม่ใช่แค่อ่านหนังสืออย่างเดียว ซึ่งอันนี้ผมไม่เถียงเลยครับ ในฐานะที่ผมก็มี iPad บางครั้งผมก็รู้สึกเหมือนกันว่าทำไมต้องพก 2 เครื่อง ท้ายที่สุดก็มาลงตรงกลางที่ว่า ผมเก็บ Kindle ไว้อ่านที่บ้านเวลาต้องการอ่านนานๆ และใช้ iPad ทำงานมากกว่า

สรุปได้ว่าถ้านอนอยู่บ้าน หรือเดินทางออกต่างจังหวัด จะนอนอ่านหนังสือสบายๆ ต้อง Kindle แต่ถ้าต้องการทำงานไปด้วยก็ต้อง iPad แต่ แต่ แต่ แต่ ในฐานะหนอนหนังสือคนนึง ผมขอเชียร์ Amazon Kindle อย่างออกหน้าออกตา ด้วยเหตุผล 8 ข้อด้านบนที่น่าจะเพียงพอในการดันให้คุณหา Kindle 3rd Generation มาลองใช้กันดูครับ :)

True Innovation Awards 2010

วันนี้จริงๆ ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ผมแค่อยากเอาโครงการของที่ทำงานมาแชร์ในบล็อกตัวเองบ้าง เพราะเว็บที่ออฟฟิศมันแบ่งหลายหน้าไปหน่อย เอามารวมกันเป็นแกงโฮะแบบนี้ในแบบ Blog ด้วยภาษาง่ายๆ ตรงนี้ดีกว่า อ่านทีเดียวไม่ต้องคอยคลิกบ่อยๆ

True Innovation Awards 2010 หรือ TIA2010 จัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สำนักงานข่าวต่างประเทศ CNBC เขาจัดกันขึ้นมาเพราะเขาอยากสร้างเวทีแห่งโอกาสให้กับนักคิด นักสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมของไทยครับ

ประเภทการประกวด
แบ่งประเภทการประกวด 2 ประเภท
1. IDEA SEED (เมล็ดพันธ์ความคิด)
เป็นการนำเสนอแผนธุรกิจนวัตกรรม ซึ่งไอเดียนวัตกรรม เป็นการสร้างแนวคิด ที่ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ ทั้งด้าน เทคโนโลยี การตลาด และ การลงทุน โดยแนวคิดนี้ อาจยังไม่ได้สร้างต้นแบบจริง หรือ อยู่ในช่วงทดสอบ <- ใครที่ไอเดียยังไม่กล้าแกร่ง มีเวลาน้อยผมแนะนำอันนี้
2. INNO TREE (สุดยอดนวัตกรรม)
เป็นการนำเสนอผลงานนวัตกรรม ซึ่งผลงานที่สร้างขึ้น ได้มีการสร้างขึ้นจริง และ มีโอกาสทางด้านธุรกิจ <- ใครที่มีโครงการอยู่ในมือแล้ว อยากหาช่องทางในการขยับขยายให้ใหญ่ขึ้น เป็นธุรกิจจริงจัง อันนี้เลยครับ

คุณสมบัติผู้เข้าแข่งขัน
บุคคลทั่วไป (เปิดกว้างสำหรับนิสิตนักศึกษา โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาภายใต้มาตรฐานเดียวกัน)

คำว่านวัตกรรมกว้างเหมือนกัน ทางทีมงาน True Innovation Awards 2010 เลยจัดหมวดหมู่การประกวดตามนี้ครับ

1. Innovative Design (การออกแบบเชิงนวัตกรรม):
เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ ในรูปแบบที่แปลกใหม่ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

2. Innovative Education System & Distance Learning (นวัตกรรมเพื่อการศึกษา):

เป็นเทคโนโลยีซึ่งสามารถทำให้คนศึกษาทางไกลได้ ผ่านระบบออนไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องนั่งศึกษาภายในห้องเรียนอีกต่อไป

3. Green Innovation (นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม):

ในที่นี้หมายถึงผลงานใดๆที่จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การนำกลับมาใช้ใหม่ การใช้ซ้ำ ประหยัดและลดการใช้พลังงาน รวมถึงการนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างให้เกิดประโยชน์

4. IT & Computer Software (ซอฟแวร์นวัตกรรมเพื่อธุรกิจ):
นวัตกรรมเพื่อส่งเสริมธุรกิจซอฟแวร์ เป็นผลงานที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และระบบซอฟแวร์ต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้กับเทคโนโลยีสื่อสารทุกรูปแบบ

5. Robot and Electronic devices (นวัตกรรมหุ่นยนต์และ เครื่องกล เพื่อทดแทนแรงงานของมนุษย์):


6. Telecom Innovation (นวัตกรรมการสื่อสารเพื่ออนาคต):

คือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารเคลื่อนที่ทุกชนิด

7. Mobile Application (แอพลิเคชั่นบนมือถือ):

สำหรับ smart phone (เช่น I-Phone, Black Berry และAndroid) การออกแบบและพัฒนา Application ใหม่บนโทรศัพท์มือถือ เพื่อรองรับแนวโน้มการเติบโตของเทคโนโลยี 3G สำหรับผู้ใช้ทั่วประเทศ

แล้วมีอะไรเป็นเกณฑ์ตัดสิน?

1. ระดับนวัตกรรม (Degree of Innovation)
ผลงานออกแบบเชิงนวัตรรมที่ได้รับรางวัลต้องเป็นแนวคิดใหม่ ในระดับโลก ระดับประเทศหรือ ระดับบริษัท
2. กลยุทธ์ด้านธุรกิจ (Business Strategy)
ผลงานเชิงนวัตกรรมต้องมีการนำเสนอร่างแผนธุรกิจ การวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจ และการประเมินความเสี่ยง
3. กลยุทธ์ด้านการตลาด (Market Strategy)
ผลงานเชิงนวัตกรรมต้องมีการศึกษาขนาด แนวโน้มและการเติบโตของตลาดในธุรกิจดังกล่าว
4. กระบวนการบริหารจัดการ (Management)
องค์กร หรือทีมที่ส่งผลงานการออกแบบเชิงนวัตกรรมต้องแสดงการบริหารจัดการองค์กร รวมทั้งการการจัดการองค์ความรู้ทั้งด้านการออกเชิงสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี ได้เป็นอย่างดี
5. การวางแผนการเงิน (Financial)
ระบุแผนการลงทุน การประเมินรายได้
รางวัล

สิทธิประโยชน์อื่นๆ
- ข้อเสนอพิเศษจาก บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการทำธุรกิจร่วมกัน
- สิทธิพิเศษในการเข้าร่วมโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ และโครงการบ่มเพาะธุรกิจการสื่อสาร กับกลุ่มบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประเทศไทย
- เข้ารับการอบรมจากผู้เชี่ยวชาญ อาทิ เรื่องเทคนิคในการพัฒนาผลงาน แนวโน้มการตลาด
ผู้ได้รับการคัดเลือกจะได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้
- ได้รับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เชิดชูเกียรติผ่านสื่อมวลชน
- ได้รับการสนับสนุนการต่อยอดผลงาน และ มีการฝึกอบรม พัฒนา
- ผลงานหรือผู้ได้รับการคัดเลือกมีโอกาสได้รับทุนสันบสนุนเพื่อต่อยอดออกสู่เชิง พาณิชย์ ตามกลไกและเงื่อนไขของทรู คอร์ปอเรชั่น

เริ่มประกาศรับสมัครตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม – 30 กันยายน 2553 สนใจสมัครเข้าประกวดได้เลยครับ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ Innovation Center โทร. 02-699-6368

ตำนานนิสชิน คัพนูดเดิล

เมื่อคืนผมเกิดนึกครึ้มอกครึ้มใจค้นลังหนังสือเก่าที่บ้าน ก็เจอหนังสือการ์ตูนชื่อ “กว่าจะเป็น 26 สุดยอดสินค้าขายดีของญี่ปุ่น” โดย Ryuji Fujii แปลเป็นไทยโดยคุณอังคณา รัตนจันทร์ ในหนังสือเล่มนี้รวบรวมสินค้าจากญี่ปุ่นที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน เจาะลึกไปว่าใครเป็นคนสร้าง ทำมาได้อย่างไร แล้วทำไมขายดี อ่านสนุกได้ความรู้ดีครับ วันนี้เอาสินค้า นิสชิน คัพนูดเดิลมาแชร์ให้อ่านกันก่อนละกัน

พวกเราทุกคนคงคุ้นเคยกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมานานแล้ว ประเภทเปิดฝา เติมน้ำร้อน 3 นาทีกินได้เลย ที่มาที่ไปของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเจ้าแรกในโลก “นิสชิน คัพนูดเดิล” เกิดมาจากคุณโมโมฟุกุ อันโด อดีตนักธุรกิจผู้ร่ำรวย แต่วันนึงก็ต้องสะดุดล้มลง แต่สิ่งที่โมโมฟุกุมีเหนือคนอื่นก็คือ ใจที่สู้และหาช่องทางในการทำธุรกิจใหม่ นั่นก็คือ การทำบะหมี่ราเมนขาย

โมโมฟุกุมองว่า จริงๆ บะหมี่น่าจะทำเป็นแบบกินที่บ้าน เก็บได้นาน ถูกและกินง่าย ก็เลยทดสอบค้นหาวิธีการทำให้บะหมี่แห้งโดยใช้ความร้อนจากน้ำมัน ตอนแรกหน้าตาก็ออกมาเป็นก้อนสี่เหลี่ยม (นึกภาพไปแล้วคงคล้ายๆ กับมาม่าบ้านเรา) ต่อมาก็ทำเป็นก้อนกลมเพื่อให้ใส่ในชามได้ และเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1958 บะหมี่ “นิสชินโชะขุฮิน” บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองแรกของโลกก็ออกวางขาย ในปีนั้นบะหมี่ของโมโมฟุกุขายดีถึง 13 ล้านซอง

แต่หลังจากที่โมโมฟุกุสร้างสรรค์นวัตกรรม “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ออกมาได้ไม่นานก็มีบริษัทอื่นทำเลียนแบบเพิ่มมาอีกนับร้อยบริษัท ทำให้เขาต้องหาทางฉีกตัวเองออกจากสิ่งเดิมๆ ซึ่งนั่นก็คือการสร้างบะหมี่ “คัพนูดเดิล” ถ้วยแรกของโลกออกมา สนนราคาเพียงแค่ 100 เยน ในกันยายนปี ค.ศ. 1971 ยอดขายสูงถึง 4 ล้าน สร้างความสำเร็จให้กับนิสชินเป็นอย่างสูง

นวัตกรรมในที่นี้จึงไม่ใช่เพียงการคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมา หากยังหมายถึงวิธีคิดใหม่ๆ ต่อยอดจากเดิม เหมือนที่โมโมฟุกุเริ่มต้นด้วยบะหมี่ซอง แล้วต่อยอดเป็นบะหมี่ถ้วยที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลกตราบจนทุกวันนี้

ปัญญาญี่ปุ่น

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไปเดินเล่นที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ หลังจากไม่ได้แวะไปเยี่ยมเยียนเสียนาน ขากลับก็ซื้อหนังสือ “ปัญญาญี่ปุ่น” โดยนักเขียนชื่อดัง ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วแทบวางไม่ลงเลยทีเดียว จะบอกว่าบล็อกโพสต์นี้ผมเขียนเชียร์หนังสือก็คงไม่ผิด แต่ที่แน่ๆ เมื่อมันมาอยู่ในเว็บนี้มันต้องเกี่ยวกับเรื่องนวัตกรรมแน่นอน

ปัญญาญี่ปุ่น เป็นการเล่าเรื่องว่าเมื่อประเทศญี่ปุ่นแพ้สงคราม สังคมแตกแยก เศรษฐกิจล่มสลาย กษัตริย์ถูกท้าทาย ญี่ปุ่นพลิกฟื้นจากหายนะได้อย่างไร โดยคุณภิญโญได้เล่าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นผ่านวิกฤตอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น ที่แรกเริ่มเดิมทีเกิดจากการผลิตรถเพื่อเป็นยานพาหนะสำหรับทหารญี่ปุ่นในการสงคราม และเมื่อสงครามเลิกแล้วบริษัทอย่างโตโยต้า ฮอนด้าเดินทางต่อไปอย่างไร ท่ามกลางสภาพความขัดสนทางสังคม

ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับหนังสือเล่มนี้อยู่ตรงที่ จุดเปลี่ยนหรือจุดผลิกผันของญี่ปุ่นนั้นเกิดขึ้นจากจังหวะและโอกาส บวกกับความกล้าคิดกล้าทำ จนเกิดนวัตกรรม อย่างเช่น ตอนที่ญี่ปุ่นพบกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ โซอิจิโร่ ฮอนด้า ผู้ก่อตั้งฮอนด้า ณ ขณะนั้นทำงานอยู่ในอู่รถยนต์แห่งหนึ่ง อู่นั้นได้รับความเสียหายมาก ช่างเก่งๆ ลาออกกันมาก ไม่ก็แยกย้ายกลับบ้านไป จากเดิมที่ไม่ค่อยมีโอกาสในการทำงาน ทำให้โซอิจิโร่มีโอกาสในการฝึกฝนทักษะ และแสดงฝีมือ

จากจุดนั้นเองโซอิจิโร่เริ่มเห็นว่าซี่ล้อรถยนต์ที่ทำด้วยไม้นั้น ถ้าหากประเทศญี่ปุ่นมีไฟไหม้ขึ้นมาอีกก็จะเสียหายได้ง่าย เขาจึงริเริ่มสร้างซี่ล้อจากอะลูมิเนียม ที่มีความแข็งแกร่งทานทนมากขึ้น จากนั้นเขาก็ร่ำรวย และหันมาจับตลาดอะไหล่รถยนต์ทำดีขึ้นเรื่อยๆ จนโตโยต้าขอถือหุ้นบริษัทเขาถึง 40%

จากนั้นในปี 1946 โซอิจิโร่ก็คิดถึงผลิตรถจักรยานยนต์ จากการที่เคยเห็นเครื่องยนต์ที่กองทัพญี่ปุ่นเคยใช้กับวิทยุสื่อสาร เขาเลยคิดว่าจำเครื่องยนต์ที่ว่านี้มาใช้กับจักรยาน อันเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตจักรยานติดเครื่องยนต์ (หลายคนอาจคุ้นเคยกับมอเตอร์ไซค์ฮอนด้า ดรีม) ทำยอดขายสูงถึง 100 ล้านคันทั่วโลก และท้ายที่สุดฮอนด้าก็ก้าวเข้าไปเป็นผู้ผลิตรถยนต์ผู้ตีตลาดโลกอีกคำรบหนึ่ง

ใน “ปัญญาญี่ปุ่น” ไม่ได้เล่าเพียงที่มาที่ไปของธุรกิจเท่านั้นนะครับ แต่หากยังเล่าถึงสภาพความรู้สึกของคนในญี่ปุ่นในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ความมุมานะ ความพยายาม ตลอดจนแรงใจไฟฝันที่จะพลิกฟื้นประเทศ อาจจะด้วยทัศนคติแบบ Never-say-die นั่นแหละที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองและกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งทุกครั้งที่เขาล้มลง

อ่านเรื่องของญี่ปุ่นในหนังสือเล่มนี้แล้วก็อดทึ่งในความพยายามของเขาไม่ได้ครับ แล้วคนไทยล่ะจะสร้างนวัตกรรมแบบเขาบ้างได้ไหม คำถามนี้น่าคิดครับ

ท้ายนี้ตบท้ายรายการขายของนิดนึง ทาง True กำลังจัดโครงการ True Innovation Awards 2010 ครับ ถ้าใครมีโครงการอยู่ในใจบ้างแล้ว ลองเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของ True Innovation Awards นะครับ ทาง True กำลังเปิดรับสมัครอยู่ จนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้ หรือติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook ของโครงการครับ

มาพัฒนา Social Media Skill Set กัน (ตอน 1 ว่าด้วยความสำคัญ)

ภาพจาก flickr โดย oversocialized

สมัยเด็กๆ ใครเคยฝันอยากเป็นดีเจบ้างครับ?

ผมเป็นคนนึงที่ฝันอย่างนั้น สาเหตุเพราะภาพลักษณ์ภายนอกที่สวยงาม ได้อยู่กับเสียงเพลง ฮัมเพลงไปเลือกแผ่นไป เปิดโฆษณาไป มันคงไม่ใช่เรื่องผิดหากเด็กคนนึงจะชอบอะไรแบบนี้ แล้วพยายามที่จะไขว่คว้าเพื่อจะเป็นแบบนั้นบ้าง อย่างผมนี่บ้าเข้าขั้น ถึงกับเดินไปบอกดีเจดังๆ อย่างวินิจ หัทยา ถึงสถานีว่าขอทำงานไม่เอาเงินเลย ขลุกอยู่กับสถานีวิทยุได้ตั้ง 6 ปี ทำอะไรสุดทิ่มลิ่มประตูมาก

วัยรุ่นเป็นวัยที่มันมีพลัง ยุคนั้นเลยไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเราจะเห็นเด็กมัธยมแห่ไปสมัครสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์กันเยอะแยะ (ช่วงประมาณปี 2530-2540) ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เรียนจบมาความรู้ความเข้าใจเรื่อง Media ของผมก็ยังเป็นแบบเดิม คือ สื่อมี 5 อย่าง โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และภาพยนตร์

วันนั้นจริงๆ อินเทอร์เน็ตก็เริ่มก่อร่างสร้างตัวแล้ว แต่มันยังไม่มีการเจริญเติบโตอย่างทุกวันนี้ คนที่ทำงานในสายอินเทอร์เน็ตยังมีไม่มาก แต่องค์กรต่างๆ ก็เริ่มให้ความสนใจ ให้ความสำคัญกับอินเทอร์เน็ต อย่างองค์กรสื่อใหญ่ๆ ก็สร้างเว็บไซต์สำหรับคอมพิวเตอร์ กระจายข่าวทาง SMS เพื่อเพิ่มรายได้ นั่นคือความเคลื่อนไหวเดิม

แล้วตอนนี้ล่ะ?

ตอนนี้สื่อเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจริงๆ น้องๆ รุ่นใหม่โชคดีมากครับที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่สามารถทำให้ตัวเองสามารถสร้างสื่อขึ้นมาได้ ไม่เหมือนรุ่นของผม หากผมฝันจะเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ คุณต้องมีเงินมหาศาล ต้องมีเส้นสายมากมาย

แต่สมัยนี้ไม่ต้องเลย เวทีการประกวดอะไรก็ไม่ต้อง ขอเพียงแต่คุณรู้ว่าคุณต้องการนำเสนออะไร นำเสนอเป็น เข้าใจเครื่องมือในการนำเสนอบ้าง คนก็จะหันมาติดตามคุณเอง ตัวอย่างเช่น คุณเป้ เป็น Blogger ที่เขียนถึงโทรศัพท์มือถือได้ดีมาก หรือมีเว็บไซต์ Community ของคนรักมือถือยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง มีคนติดตามอ่านเป็นเรือนหมื่น มี Follower บนทวิตเตอร์หลายพันคน เวลาพูดอะไรทีนึงมีคนอีกหลายร้อยคนพร้อมจะ Retweet สิ่งที่คุณพูดให้กระจายออกไปแพร่หลายมากกว่าเดิม เวลาไปตามงานเปิดตัวสินค้า ก็จะต้องไปลงชื่อในใบลงทะเบียนว่าเป็น “สื่อมวลชน” นะครับ

คนยุคนี้สามารถตั้งตัวเป็นสื่อมวลชนได้ด้วยเทคโนโลยีทางอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องมีทุนเยอะ อะไรๆ มันเลยง่ายกว่าสมัยก่อนมาก คนทุกคนมี Media เป็นของตัวเองได้ แต่ในเวลาเดียวกัน คนยุคนี้ก็จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะการนำเสนอในแบบมืออาชีพให้มากยิ่งขึ้น ไม่อย่างนั้นเราก็จะมีแต่ข้อความโฆษณาออนไลน์ว่อนทั่วเน็ต

ในตอนนี้ ผมเพียงแต่อยากจะบอกว่า การเป็นสื่อมวลชนยุคใหม่มันมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเปิดทางให้เราเป็นสื่อมวลชนแขนงใหม่ได้เร็วทันใจ แถมต้นทุนต่ำแบบนี้ มันทำให้เรามีโอกาสที่จะแจ้งเกิดได้ง่าย แต่ข้อเสียคือ คนทั่วไปไม่ได้ถูกฝึกหัดมาให้มีความรู้ความเข้าใจด้านสื่อแบบที่สื่อรุ่นเก่ามี (และนั่นคือข้อดีที่สื่อเดิมมักจะอ้างถึงว่าตัวเองดีกว่าสื่อใหม่อย่างไร) ทักษะการนำเสนอ ความประณีตในชิ้นงาน ความเข้าใจในการเผยแพร่ให้คนจำนวนมากสนใจ ที่ผมขอตั้งชื่อเล่นๆ ว่า Social Media Skill

ตอนหน้ามาว่ากันต่อด้วยวิธีการพัฒนาเจ้า Social Media Skill แบบลงรายละเอียดครับ (ตอนที่ 2 ผมจะเขียนลงนิตยสาร Positioning เดือนกันยายนนะครับ)

ปล่อยสัตว์ ทำบุญได้บาป (ลอกจากฟอร์เวิร์ดเมล)

วันนี้บังเอิญได้ฟอร์เวิร์ดเมลจากเพื่อน ร้อยวันพันปีไม่เคยอ่าน แต่พออ่านแล้วก็สะท้อนใจครับ ใครแวะผ่านมาก็ช่วยกันส่งๆ ต่อนะครับ ผมไปแอบเสิร์ชหาที่มาที่ไปของฟอร์เวิร์ดเมลฉบับนี้มานิดหน่อย ตามอ่านดูได้ตามลิงก์นี้ครับ ใครอยากอ่านรายละเอียดอ่านด้านล่างได้เลยครับ

http://www.tvburabha.com/tvb/home/program_detail.asp?id=442&cate=16
http://www.tvburabha.com/tvb/home/program_detail.asp?id=443&cate=16
http://www.tvburabha.com/tvb/home/program_detail.asp?id=444&cate=16

- – - – - – - – -

ทำความ เข้าใจในการทำบุญที่เราไม่เข้าใจถึงผลที่เราจะได้รับ เพราะบุญที่เรากำลังจะทำนั้นมันเป็นชีวิตของผู้อื่นที่จะได้รับความ ทุกขเวทนา เพื่อแลกกับความสุขใขของเราเอง
Top 5 ของสัตว์ที่นิยมปล่อย
อันดับที่ 1 ปลาไหล
อันดับที่ 2 หอยขม
อันดับที่ 3 นก
อันดับที่ 4 เต๋า
อันดับที่ 5 ปลาหมอ

บางเสี้ยวส่วนของความจริงที่ รายการ ‘ จุดเปลี่ยน ‘ พบและเป็นความจริง
- ปลาไหลขนาดเล็กตัวเป็นๆ นับพับกิโลกรัมต่อวัน ถูกเบียดอัดมาในกระสอบปุ๋ยเดินทางจากเขมรสู่ประเทศไทยหลายต่อหลายทอด โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีชีวิตไปจนถึงมือคนใจบุญ
- ปลาไหลที่ปล่อยลงในน้ำลึกไหลเชี่ยว ไม่สามารถรอดชีวิตอยู่ได้ เพราะธรรมชาติของปลาไหลต้องอยู่ในน้ำแฉะมีดินโคลนให้มุดเพื่อหลบพัก
- หอยขมที่อยู่ในดินโคลนตามธรรมชาติ เมื่อถูกเทลงสู่ก้นแม่น้ำลึกอย่างแม่น้ำเจ้าพระยา หอยก็จมน้ำตายได้เหมือนกัน
- นกกระติ๊ดจะสูญพันธุ์ในไม่ช้า เพราะคนจับมาเบียดเสียดในกรงแคบ บางตัวแข้งขาหักตายคากรง ส่วนที่เหลือซึ่งบินจากไปก็บอบช้ำเกินกว่าจะรอดชีวิต และบ้างก็ไม่มีแหล่งหากินในเมือง
- เต่าเป็นสัตว์เลื้อยคลาน แต่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และเ มื่อถูกปล่อยลงน้ำที่ไม่มีสิ่งใดให้ยึดเกาะ เต่าก็จะต้องว่ายน้ำต่อไปจนกว่าจะขาดใจตายเพราะเหนื่อยและหมดแรง
- เต่าเป็นสัตว์ที่อายุยืนที่สุดในโลก แต่ถ้าเต่าถูกปล่อยในที่ที่แออัดน้ำเน่าเสียไม่มีที่เกาะ เต่าจะตายอย่างทรมานเพราะอาการเจ็บป่วยที่กระดองเน่าเปื่อย และจมน้ำตาย กลายเป็นสัตว์ที่น่าสงสารที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง

ทำไมการปล่อยสัตว์ในยุคสมัยนี้จึงมีบาปมากกว่าบุญ
1. เพราะปล่อยไม่ถูกที่ถูกทาง ทั้งสภาพความเป็นอยู่และศัตรูธรรมชาติ ทำให้สัตว์ที่ป ล่อยไปไม่มีโอกาสรอดชีวิต
2. เพราะส่งเสริมให้มีการจับสัตว์ที่อยู่ในธรรมชาติอย่างปกติสุขมากักขังหน่วงเหนี่ยว ทรมาน
3. ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การจับ กักขัง ขน ส่ง และรอจำหน่าย มีสัตว์จำนวนมากต้องตายอย่างทรมานก่อนที่จะได้รับอิสรภาพ

สิ่งมีชีวิตแม้จะเล็กเท่าผุ่นละออง แต่นั่น มันก็เท่ากับ 1 ชีวิต…

ช่วย กัน FW เพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่าคุณทำบาปกันอยู่ ไม่ได้ทำบุญ ผลบาปที่ทำกับสัตว์เหล่านี้จะย้อนมาสนอง ถ้าดูรายการกรรมลิขิต จะรู้ว่าคนที่ทำบาปกับสัตว์รับผลกรรมแบบไ หน คิดได้แล้วหยุดส่งเสริมการทำบาปกับเถอะ วิธีทำบุญมีเยอะไป ต่อไปจะเริ่มสร้างกระแสปลูกต้นไม้ทำบุญกันดีกว่า เพราะสร้างที่อยู่ในสัตว์ได้อาศัย สร้างอากาศให้คนได้หายใจ เป็นการทำบุญแบบต่อชีวิต แถมสิ่งแวดล้อมดีอีกต่างหาก

ป้องกันแบรนด์ผ่าน Blog พนักงานได้หรือเปล่า?

ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Positioning ฉบับที่  74 กรกฏาคม 2553
- – - – - – - – - -

เวลาเจอเพื่อนที่ทํางานในองค์กรใหญ่ๆ ยิ่งคนที่ดูแลแบรนด์ หรือเป็นฝ่ายทรัพยากรบุคคลในเมืองไทย ผมสังเกตว่าเพื่อนๆ ผมกลุ่มนี้จะค่อนข้างกังวลกับเรื่อง Blog และ Social Media เอา มากๆ เลยล่ะครับ เหตุผลง่ายๆ ก็คือ กลัวว่าจะมีคนมาออกความเห็นเชิงลบกับบริษัทแล้วมันจะทําให้เสียแบรนด์ หรือไม่ก็กลัวคู่แข่งมาแกล้งเขียนอะไรไม่ดี ไหนพนักงานจะเอาเรื่องในบริษัท ไปเขียนใน Blog ตัวเองหรือเปล่า

จริง ๆ มันมีแนวทางป้องกันรักษาชื่อเสียงของแบรนด์เราอยู่ครับ นั่นคือทำความเข้าใจกันในบริษัทซะก่อนว่า แบรนด์ของคุณบนโลกออนไลน์มันคุมไม่ได้ 100% จากนั้นก็วางไกด์ไลน์ให้พนักงานตัวเองไว้นิดนึงว่าทําอะไรได้บ้าง ทำอะไรไม่ได้บ้าง เพราะพนักงานทุกคนของคุณนั่นแหละ ที่จะช่วยรักษาชื่อเสียงของบริษัทได้ ไม่ใช่เพียงแค่พนักงานฝ่ายประชาสัมพันธ์เพียงทีมเดียว พร้อมกันนั้นก็จัดทำ Corporate Blog ของบริษัทเสียเลย คนทั่วไปจะได้เข้ามาหาข้อมูลอย่างเป็นทางการจากคุณได้

มาดูรายละเอียดกันเลย

วางไกด์ไลน์ในการเขียน Blog ให้พนักงาน

ชื่อเสียงของแบรนด์บนโลกออนไลน์มันคุมได้เพียงระดับเดียว เมื่อคุมได้ยาก ใครจะพูดถึง แบรนด์บริษัทของเรา ในทางชื่นชมหรือทางเสียๆ หายๆ เขาก็มีทางที่จะไปพูดอยู่ดี จะเป็น Blog ของเขาเอง เป็นเว็บบอร์ด เป็นเว็บชุมชนออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ มันก็กระทบคุณ ได้ทั้งนั้น ดังนั้นให้เตรียมรับมือไว้ให้ดีด้วยการจัดทําไกด์ไลน์ขึ้นมา แล้วขอความร่วมมือจาก พนักงานในบริษัทให้ทําตามอย่างเคร่งครัด

อย่างที่ผมเคยเจอมา ก็จะไม่มีอะไรมากครับ แค่ให้ พน้กงานบอกกับคนอ่านให้เคลียร์ในทุกๆ บทความที่โพสต์ว่า Blog ที่เราเขียนนั้นเป็นความคิดส่วนตัว และไม่สะท้อนถึงความคิดของบริษัทแต่อย่างใด และ Blog นั้นๆ จะต้องไม่ทําให้ บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง โดยฝ่ายกฏหมายของบริษัทจะจัดเตรียมเนิื้อหาตรงนี้มาให้ บางบริษัทถึงกับห้ามพนักงานเขียนก็มีครับแต่การห้ามนั้นมันเข้าข่าย “ยิ่งห้ามเหมือน ยิ่งยุ”ครับ กลับจะทําให้เรามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้

เพื่อให้คุณผู้อ่านเห็นภาพชัด ผมขอยกเอาตัวอย่างไกด์ไลน์ Blogger ของบริษัท IBM มานะครับ ทาง IBM ทําไว้ดีมากๆ เผื่อจะได้ไอเดียไปดัดแปลงใช้กันนะครับ (ผมคัดลอกจากหนังสือ Radically Transparent โดย Andy Beal + Dr. Judy Strauss และพบวา่ ในเวบ็ ตน้ ฉบบั มกี าร อัพเดท จึงขอแปลจากต้นฉบับอัพเดทที่ http://www.ibm.com/blogs/zz/en/ guidelines.html ซึ่งเปิดเผยต่อ สาธารณชน กรุณาอ่านจากลิงก์ที่ระบุนี้เพื่อความถูกต้องครบถ้วนอีกครั้งนะครับ)

- รู้และปฏิบัติตาม Business Conduct Guideline ของ IBM – Blog, Wikis และแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่สามารถสนทนาได้ในรูปแบบปัจเจก ไม่ใช่ Corporate Blog ของเรา ให้พนักงาน IBM รับผิดชอบต่อการเขียนของตนเอง และให้ระมัดระวังด้วยว่าการ ที่เราโพสต์สิ่งใดลงไปในอินเทอร์เน็ต มันจะอยู่บนโลกออนไลน์ไปอีกนาน ดังนั้นให้ป้องกันสิทธิ ความเป็นส่วนตัวของตัวเองให้ดี

- จงบอกตัวตนของคุณ ชื่ออะไร ทําอะไรอยู่ที่ IBM เมื่อคุณเขียนถึง IBM หรือเกี่ยวในทางใดทาง หนึ่งกับ IBM และเขียนเป็นบุคคลแรก คุณจะต้องชัดเจนว่าคุณพูดเอง ไม่ใช่บริษัทพูด

-ถ้าคุณโพสต์เนื้อหาใดๆออกไปในเว็บนอก IBM  แล้วมันเกี่ยวข้องกับงานที่คุณทําที่ IBM ให้คุณใช้ข้อความปฎิเสธความรับผิดชอบ (disclaimer) เช่น “บทความที่อยู่บนเว็บไซต์นี้เป็นของ…”

- ถ้าคุณโพสต์เนื้อหาใดๆ ออกไปในเว็บนอก IBM แล้วมันเกี่ยวข้องกับงานที่คุณทําที่ IBM ให้คุณ ใช้ข้อความปฎิเสธความรับผิดชอบ (disclaimer) เช่น  “บทความที่อยู่บนเว็บไซต์นี้เป็นของ ฉันและไม่จําเป็นจะต้องสะท้อนบทบาท กลยุทธ์ และความคิดเห็นของ IBM”

- เคารพเรื่องลิขสิทธิ์, การใช้งานโดยชอบธรรม (fair use) และกฏหมายการเปิดเผยเรื่องการ เงิน (Financial Disclosure Law)

- อย่าเผยแพร่ข้อมูลของ IBM หรือข้อมูลลับใดๆ ของ IBM ให้ขออนุญาตจากทางบริษัทก่อนที่ จะโพสตหรือเผยแพร่รายงานภายในใดๆ ออกไป

- อย่ากล่าวพาดพิงถึงลูกค้า พาร์ทเนอร์ หรือซัพพลายเออร์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเขาเหล่านั้น ถ้ามีการกล่าวถึงให้ทําลิงก์กลับไปที่ต้นฉบับที่มาด้วย

- เคารพผู้อ่านของคุณ ห้ามกล่าวดูหมิ่น หรือทําการใดๆ ที่จะละเมิดข้อควรปฎิบัติของ IBM คุณ ควรที่จะไตร่ตรองถึงสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น และจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่อาจนํามาซึ่งความขัดแย้ง อาทิ การเมืองและศาสนา

- คอยดูว่ามีใครเขียน Blog เรื่องเดียวกันนี้ และอ้างอิงถึงเว็บเหล่านั้น

- ระมัดระวังเมื่อคุณต้องระบุตัวตนว่าคุณเกี่ยวข้อง IBM ใน online social networks ถ้าคุณ ระบุว่าคุณคือคนของ IBM ให้แน่ใจว่าโปรไฟล์ของคุณและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องนั้นสม่ําเสมอกับ บทบาทของคุณที่มีต่อเพื่อนร่วมงานและลูกค้า – อยา่ เขา้ ไปถกเถยี ง จงเป็นคนแรกที่แก้ไขความผิดพลาดของตัวคุณเอง และอย่าเปลี่ยนแปลง บทความที่คุณโพสต์ไปก่อนหน้าโดยไม่บอกผู้อ่าน

- พยายามเพิ่มเติมความเห็นที่มีประโยชน์และมีคุณค่า แบรนด์ของ IBM จะถกู นาํ เสนอไดด้ ี ที่สุดเมื่อคนของบริษัทได้เผยแพร่สิ่งที่อาจจะสะท้อนแบรนด์ของ IBM

ทํา Corporate Blog ป้องกันข่าวลือ และจัดการหา Blogger มืออาชีพไว้ป้องกันแบรนด์ของบริษัทคุณ ทุกวันนี้คนในเมืองแทบทุกคนใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ เสียงผู้บริโภคเขาดังกว่าแต่ก่อนเยอะ ลอง นกึ งา่ ยๆ ว่าถ้าคุณทํารีสอร์ตแห่งหนึ่ง มีแขกเข้ามาพัก แล้วบังเอิญด้วยเหตุผลกลใด ลูกค้าไม่ พอใจบริการของคุณ ถ้าเป็นสมัยก่อนก็อาจจะไปบอกเพื่อนเขาว่าอย่าไปที่รีสอร์ตนี้อีกนะ ไม่เวิร์คเลย ถ้ามีเพื่อนเป็นสื่อมวลชน เอาเรื่องนี้ไปเขียนต่อว่าในหนังสือพิมพ์ มันก็เป็นเรื่อง แต่สมัยนี้ เพียงเอาไปโพสต์ใน Pantip แป๊บเดียวก็เป็นเรื่อง คนนับพันนับหมื่นรับรู้เรื่องแย่ๆ ของรีสอร์ต คุณได้ทันที (แม้ว่ามันจะจริงหรือไม่จริงก็ตาม)

นั่นหมายความว่าต่อไปนี้ใครๆ ก็กล่าวหาเราได้ ทั้งที่มันจะจริงหรือไม่จริง ดังนั้นเราควรจะมี อุปกรณ์ที่เอาไว้ชี้แจงผู้บริโภคอย่างเป็นทางการนั่นก็คือ Corporate Blog โดยเนื้อหาที่อยู่ใน Blog ก็สามารถเป็นข่าวสารต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ ข่าวประชาสัมพันธ์ ประกาศถึงผู้ถือหุ้น ฯลฯ หาพนักงานที่มีทักษะด้านประชาสัมพันธ์และการข่าวมาจะดีมากครับ เพราะเขาหรือเธอจะรู้่ว่า ควรจะจัดการกับความเห็นต่างๆ ได้อย่างไร และที่สําคัญคนๆ นี้จะสามารถตอบความเห็นของ บริษัทสู่สาธารณชนได้โดยไม่ต้องแถลงข่าวอะไรเลยด้วยซ้ํา

คิดว่าบทความนี้น่าจะแก้ไขปัญหาเบื้องต้นของท่านนักการตลาดทุกท่านได้นะครับ

Android Weekend

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้าจะบอกว่าเป็น Android Weekend ของคนไทยก็คงไม่ผิดนะครับ เพราะจู่ๆ เว็บไซต์ชื่อดังที่นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ Android อย่าง Blognone.com Duocore และ DroidSans.com เกิดพร้อมใจกันจัดงานรวมพลคน Android ขึ้นมาทั้งเสาร์และอาทิตย์ ทำให้ผมเห็นได้เลยว่าแฟนๆ Android แอคทีฟและเหนียวแน่นกันมาก ขอเล่าในมุมมองของคนที่มีโอกาสแวะไปทั้งสองงานนะครับ

วันเสาร์ – Android Talk โดย Blognone + Duocore = เข้มข้นด้วยเนื้อหาภาพรวม Android

ทางคุณมาร์คและคุณลิ่วติดต่อผมมาเมื่อสักต้นสัปดาห์ที่แล้วว่าจะจัดงาน Android Talk แบบเรียบง่าย เป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 20 คน แต่เน้นให้ผู้เข้าร่วมมีส่วนในการพูดคุยถึง Android กันอย่างถึงพริกถึงขิง คนที่เข้าร่วมคราวนี้หลากหลายดีครับ ไม่ว่าจะเป็นนักพัฒนา ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ทั้งผู้หญิงผู้ชาย นักข่าว คอลัมนิสต์ บล็อกเกอร์ และค่ายผู้ผลิตมือถือหลายๆ ค่ายรวมถึง Samsung ด้วย (ในงานมี LG, Acer มาร่วมด้วย)

งานนี้ถึงจะเล็ก แต่อุดมไปด้วยเนื้อหาเข้มข้น ช่วงเริ่มต้นงาน ทางทีมงาน Blognone ก็พูดเปิดถึงภาพรวมของ OS ค่ายต่างๆ ให้ผู้เข้าร่วมเห็นภาพว่า Android เติบโตมากแค่ไหน ซึ่งผมก็คิดว่ามันเติบโตมากจริงๆ นะครับ เมื่อสัก 3 เดือนก่อนถ้าถามว่ามี Apps เยอะแค่ไหน Android น่าจะมีประมาณ 50,000 apps แต่ข่าวล่าสุดว่าสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ไปก็คาดการณ์กันว่าน่าจะมากกว่า 100,000 apps ได้แล้ว ถึง Apple จะมีเกิน 200,000 apps ไปแล้วก็ตาม แต่อัตราการเติบโตก็รวดเร็ว และได้รับการตอบรับจากผู้ใช้ค่อนข้างมาก

นอกจากนั้นทีมงาน Duocore คือคุณกล้า คุณออย คุณโมเล็ก ก็เข้ามาร่วมสนทนา พร้อมถ่ายเก็บภาพขณะผู้ร่วมงานกำลังแสดงความเห็นทั้งหมด ซึ่งผมว่ามันเวิร์คทีเดียวล่ะครับ เพราะทุกคนที่นั่งอยู่ในงาน ไม่ใช่ว่านั่งได้เฉยๆ แต่เขาจะแอบ “บีบเบาๆ” ให้คุณพูด ให้ออกความเห็นออกมา หลายๆ อย่างก็เป็นแง่คิดที่น่าสนใจ สำหรับผมเอง บางประเด็นมันก็ดูคล้ายงานผู้ผลิตมือถือพบผู้บริโภค บางประเด็นก็เหมือนการคุยเชิงธุรกิจ บางประเด็นก็ออกเชิงเทคนิคสำหรับนักพัฒนา บางประเด็นก็ออกไปวิชาการว่ากันด้วยเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือแทนตัวตน

งานนี้น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีครับ ผมว่าทางทีมงานผู้จัดคงเห็นแล้วว่าครั้งต่อไปจะจัดอย่างไร คราวนี้คงเป็นการชิมลางดูก่อนว่ามีใครสนใจ อย่างไร แค่ไหน ถ้าใครสนใจอยากดูว่าเราถกกันแค่ไหนในงาน สามารถรอติดตามดูทาง Duocore อาทิตย์ที่จะถึงนี้ และเห็นว่าจะออกทาง Nation Channel ด้วยนะครับ

วันอาทิตย์ – Droidsans Meeting 2 : ANDROIDDIAN โดย DroidSans.com = สนุกสนานกับชุมชนคนรัก Android

เชื่อว่าคนที่เป็นแฟน Android คงไม่มีใครไม่รู้จัก DroidSans.com เพราะเป็นชุมชนคนใช้ + นักพัฒนา Android ที่มีนักพัฒนาชื่อดังอย่างคุณเนย สิทธิพล เป็นคนร่วมก่อตั้งขึ้นมากับเพื่อนๆ ดูรายละเอียดเกี่ยวกับเว็บไซต์ได้ที่นี่นะครับ

งานของทาง DroidSans เป็นงานที่ทางทีมงานบอกกับผมว่าเป็นงานสำหรับ “user” จริงๆ เพราะตัวงานจะแบ่งออกเป็นสองส่วน คือด้านล่างที่ทางทีมงานจะพูดคุยกับสมาชิก และชั้นสองจะเปิดให้ค่ายมือถือพบกับ user แบบตรงๆ (ในงานนอกจาก Samsung แล้วก็ยังมี HTC, True, WellCom) อย่างผมเองในนาม Samsung ก็เอา Galaxy S ซึ่งเป็น Android ตัวล่าสุดของบริษัทไปให้ลองจับกัน และน่าชื่นใจครับที่จากผู้เข้าร่วมทั้งหมดประมาณ 150 คน ดูทุกคนชอบมาก เพราะได้เจอเพื่อนและคุยกับค่ายมือถือที่ตัวเองซื้อเครื่องมาโดยตรง ส่วนผมเจอแฟนๆ ของ Galaxy S เพียบเลย ได้การบ้านกลับมาหลายข้อเลย

งานนี้มีการเชิญค่ายมือถือมาร่วมงาน มีการประมูลโทรศัพท์มือถือ และกิจกรรมสนุกๆ ของสมาชิก อย่าง เล่นเกมบิงโก เพนท์เสื้อ ผมเองถูกเรียกขึ้นไปพูดถึง Samsung Galaxy S นิดหน่อย แอบดึงคุณหนุ่ย แบไต๋ มาพูดด้วย (ขอบคุณนะคร้าบ) และกลับมานั่งที่ซุ้มตัวเองก็ทำให้เข้าใจว่าแฟนๆ Android ต้องการอะไรมากยิ่งขึ้นไปอีก ที่ Samsung เองปกติก็จะทำกิจกรรมสนุกๆ กับ user อยู่แล้ว อย่างตอนที่หลายๆ คนอยากลองจับ Galaxy S ทางเราก็เลยจัด Samsung Experience Day ให้ลองจับเครื่องกันก่อนตัดสินใจซื้อเลย และพอซื้อกันไปแล้วก็จัดงาน Workshop เพื่อแก้ข้อสงสัยด้วย มางานนี้ที่ DroidSans จัดก็ยิ่งสนุกเข้าไปอีก

พูดไปพูดมาผ่านไปแล้วห้าชั่วโมง จบกันที่ห้าโมงเย็น เวลาผ่านไปไวมากๆ ขอบคุณทีมงานทุกคน รวมทั้งขนมเค้กวันเกิดย้อนหลังของผมด้วยนะครับ งานนี้จัดได้ดีมากครับ เชื่อว่าถูกใจทุกคน ดูได้จากฟีดแบคที่นี่ และภาพบรรยากาศในงาน

อาทิตย์นี้เลยเป็น Android Weekend ที่ได้ทั้งสาระจากทาง Blognone, Duocore และความสนุกสนานจาก DroidSans ขอบคุณทุกคนมากครับ :)

Samsung’s new ‘inside man’

This article was written by Asina Pornwasin for The Nation. Published 6 July 2010. I were interview by a senior reporter of The Nation. Just want to copy and place it here for my record :)

- – - – -

Giant Korean mobile manufacturer Samsung has created a new staff position in Thailand and appointed an online marketing manager specifically to oversee the local online marketing of its smart phones.

The move follows Samsung’s decision to place additional emphasis on its smart-phone business this year, with the aim of becoming the market leader in Thailand. Its sole strategy for achieving the goal is to involve itself in online communities, which it expects will become the main marketplace for smart phones.

The new position has been accepted by Jakrapong Kongmalai who, until recently, took a major hand in driving the expansion of Southeast Asia’s large online community as Yahoo!’s community manager in the region.

With his three years of experience as a mover and shaker in the six-nation online community of Southeast Asia, Jakrapong, 34, is expected to manoeuvre Samsung’s smart phones into the thinking of all online citizens considering the purchase of a new handset.

He admits that it will not be easy to create brand awareness for Samsung in a huge and borderless community where tough competition is part of the environment.

“My job is to build up an online presence for Samsung mobile that will eventually lead to sales. It is very challenging job because smart-phone users already have their favourite brands. My job is to try to convince them to change their minds, and to favour Samsung smart phones,” Jakrapong said.

The key tools to help him achieve his mission are the popular and powerful social networks, Facebook and Twitter. Already, Samsung Electronics (Thailand) has established a presence at www.facebook.com/samsungmobile and twitter.com/samsunglover. It’s Jakrapong’s job to whip up a community within the two sites.

“Marketing in the current era demands that companies should provide as much meaningful information to customers as possible, but without a sales pitch. We become the customer’s friend, always providing help when it is needed,” Jakrapong said. “We don’t restrict ourselves to the social networks. We’re also connected to all kinds of online communities, such as Ning.com and online news agencies. Online communities are borderless and they are connected. This is the key channel through which we can get in touch with our customers.”

There is not much difference between his new position and his former role with Yahoo! Southeast Asia.

He spent an entire three years as an active member of the interconnected online communities of Thailand, Indonesia, the Philippines, Singapore, Malaysia and Vietnam. His responsibilities were taking care of three of Yahoo!’s main products. Yahoo Answer (th.answer.yahoo.com) is an online question and answer community platform. Yahoo Groups (asia.group.yahoo.com) is an online community that allows users to create their own groups, and Flickr.com is an online photo-sharing community.

Under Jakrapong’s management, the three communities have not only been successful over the past three years, but he claims they have also grown by 300 per cent per year in that time.

Jakrapong also worked previously at Thailand Yellowpages (Yellowpages.co.th) and Manager Online (Manager.co.th). He has also developed two successful online communities of his own: Singtip.com, a social network for Thais living in Singapore, and Aussietip.com, a similar social network for Thais living in Australia.

Using his years of experience in international online communities, Jakrapong is confident he will now be able to build the brand image of Samsung mobile in the minds of Thai consumers.

คุยกันน้อยเกินไปหรือเปล่า?

คุณเคยมีปัญหาคนภายในองค์กร “คุยกันน้อยเกินไป” ไหมครับ?

อาการคุยกันน้อยเกินไปตรงนี้หมายถึง คนเราคุยกันทุกวัน แต่ว่าคนเราร้อยพ่อพันแม่ พูดคำหนึ่งยังตีความต่างกันเลย นับประสาอะไรกับคนทั้งองค์กรจะเข้าใจในสิ่งที่คุณพูด เราจะสื่อสารอย่างไรให้เข้าใจในทางเดียวกัน

คำตอบก็คือต้องกระตุ้นให้คุยกันแบบ “เปิด” และ “ชัดเจน” มากขึ้นด้วยสื่อที่เหมาะสม

ทำไมต้องคุยกันแบบ “เปิด”? ต้อง “ชัดเจน” สักแค่ไหน? วันนี้มีเรื่องสั้นๆ เล่าสู่กันฟังครับ

สมัยผมทำงานอยู่ที่ Yahoo! ทุกๆ เย็นวันศุกร์ ผมจะต้องรออ่านอีเมลจาก CEO หญิงเหล็กคนเก่ง Carol Bartz หรือ “คุณ Carol” (พวกเพื่อนๆ คนไทยผมเรียกเธออย่างนี้จริงๆ ผมเลยติดเรียกคุณ Carol ไปด้วย) ในตอนนั้น Jerry Yang ผู้ก่อตั้ง Yahoo! เพิ่งลงจากตำแหน่ง CEO ใหม่ๆ พอคุณ Carol เธอมาเริ่มงานที่บริษัท เธอรู้ว่าพนักงานต้องผ่านเรื่องร้ายๆ มาหลายครั้ง มีทั้งเลย์ออฟ มีทั้งปรับโครงสร้างองค์กรกันวุ่นไปหมด ขวัญกำลังใจของพนักงานไม่ดีเท่าไหร่

สิ่งที่่คุณ  Carol เธอประกาศก่อนเลยก็คือ เธอต้องการจะทำอะไรกับบริษัท ตอนนั้นเธอประกาศอย่างชัดเจนว่า “จะทำให้พวกเราได้พักหายใจหายคอกันบ้างก่อน” (“some friggin’ breathing room”) หลังจากนั้นเธอก็เริ่มเขียนอีเมลคุยกับพนักงานทั่วทั้งโลกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการอัพเดทว่าในแต่ละสัปดาห์ Yahoo! มีอะไรก้าวหน้าบ้าง ไปเยี่ยมออฟฟิศที่ทวีปไหนมา แล้วไปเจออะไรก็มาเล่า หรือบางทีมีอะไรไม่ดี เช่น เธอพบว่าวิธีการทำงานของ Yahoo! ไม่ดี เธอก็จะเตือนและตอบอย่างตรงไปตรงมาว่าพนักงานควรจะแก้ไขอย่างไร

เรียกได้ว่าคุณ Carol แกใช้แค่อีเมลธรรมดาๆ นี่ล่ะครับ คุยกับพนักงานเรือนหมื่น เขียนบ่อยจนพนักงานติดกันงอมแงม บางคนเขียนไปคุยกับเธอ ส่วนใหญ่เธอจะไม่ตอบเพราะงานเยอะมาก แต่สิ่งหนึ่งที่คุณ Carol บอกตลอดคือ “ฉันตอบอีเมลทุกคนไม่ได้ แต่ทุกคนมั่นใจได้ว่าฉันอ่านอีเมลของพวกคุณทุกฉบับ อย่างน้อยทีมงานเลขาฯ ของฉันก็จะอ่านและเล่าให้ฉันฟังว่าพวกคุณพูดอะไร รู้สึกอย่างไร” ตรงนี้เองที่เป็นการสื่อสารแบบ “เปิด”

สไตล์ก็สำคัญนะครับ
ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คุณ Carol เธอยังไม่หยุดแค่นั้นครับ เธอรู้ว่าสื่อบางแห่ง โดยเฉพาะ TechCrunch ที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ Yahoo! ในเชิงลบตลอดมา ขอสัมภาษณ์เธอ เธอก็เอานะครับ คนที่สัมภาษณ์เป็น Tech blogger ชื่อดัง Michael Arrington โดยคำถามที่เขาตั้งกับคุณ Carol คำถามแรกก็คือ “So how the fuck are you?”. ซึ่งเธอตอบว่า “นี่มันเหมาะสมแล้วเหรอ” พร้อมกับสอน Michael Arrington ไปว่า “you are involved in a very tiny company” และบอกให้ Michael หุบปาก ด้วยคำว่า “fuck off.” จากเรื่องนี้ทำให้กูรูอินเทอร์เน็ตชื่อดังอย่าง Guy Kawasaki ยังออกมาพูดทาง Twitter ว่า “I respect Carol Bartz even more now.” คงเป็นเพราะ Guy Kawasaki เองฟัง Michael Arrington พูดจาไม่ให้เกียรติผู้หญิงอย่างนั้นก็ทนไม่ไหว

คือสไตล์ของคุณ Carol แกจะออกแรงๆ นิดนึงครับ แต่ก็ตรงไปตรงมา “เปิดเผย” และ “ชัดเจน” และใช้เทคโนโลยีที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายๆ อาทิ อีเมลที่ทุกคนต้องอ่านอยู่แล้ว หรือประกาศผ่านทาง Intranet ของบริษัท หรือเรียกคนในบริษัทประชุมแบบสบายๆ คล้ายๆ จิบกาแฟนั่งคุยกันในตอนบ่ายก่อนแยกย้ายไปทำงาน แล้วเรียกมาคุยกันให้รู้เรื่อง เอาให้จบ และจะยิ่งดีมากขึ้นหากคุณได้คุยกับทุกคนในองค์กรแบบเห็นหน้าเห็นตากันจริงๆ เพราะมนุษย์อย่างไรก็ต้องอาศัย Human touch

สรุปง่ายๆ ก็คือ อย่าปล่อยให้องค์กรของคุณสื่อสารกันด้วยข่าวของสื่อมวลชน อย่าปล่อยให้พนักงานลือกันเอง เราต้องคุยกัน คุยกันให้มากเข้าไว้อย่างเปิดเผย ชัดเจน และมาด้วยสื่อที่เหมาะสม ทันเวลาด้วยนะครับ