Slide Online Community สำหรับน้องๆ มศว. ครับ
เมื่อวันพุธไปพูดเรื่อง Online Community ที่มศว. มา คนฟังเป็นร้อยคนเลยครับ เจอหนุ่ยพงศ์สุข แล้วก็คุณแบงก์จาก Film Factory ด้วย
ดาวน์โหลดไฟล์ PowerPoint – Online Community ที่บรรยายไปอ่านได้ครับ พี่เขียน footnote ไว้ด้านล่างให้เข้าใจว่าพี่พูดถึงเรื่องอะไรไว้ด้วย ไม่เข้าใจตรงไหนถามได้ครับ มีอะไรติชมก็เขียนมาได้ครับ วิชาการเกินไปไหม หรือเหมาะสมดีแล้ว แล้วระหว่างที่พี่มาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เป็นอย่างไรบ้าง สนุก น่าเบื่อ อย่างไรบอกมาเลย
รบกวนน้องๆ ที่ม.ศรีนครินทรวิโรฒช่วยบอกเนื้อหาที่อยากฟังหน่อยครับ
สวัสดีครับ พอดีว่าวันพุธที่จะถึงนี้ผมจะไปพูดคุยกับน้องๆ ที่อยู่ในวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม ในหัวข้อ Online Community งานนี้ผมไปเป็นการส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทนะครับ ดังนั้นผมจะพยายามไม่พูดเรื่องของที่บริษัท
เรื่องรบกวน
ทีนี้ผมเตรียมสไลด์ เตรียมการพูดไว้เสร็จสรรพล่ะครับ ทีนี้เมื่อเสร็จแล้ว แต่ผมอยากจะ “optimize” และปรับให้มันเหมาะกับน้องๆ ที่ฟังมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ทราบว่าน้องๆ อยากฟังเป็นแบบไหนครับ อยากฟังแบบเป็น case study เยอะๆ หรือว่าเอาแบบพี่เล่าให้น้องฟัง ประสบการณ์พี่เอง หรือจะเอาวิชาการ บอกแนวโน้มอนาคตเยอะๆ อย่าบอกว่าเอาทุกอย่างนะครับ
UPDATED ขอบคุณมากนะครับ ได้ฟีดแบคเยอะดีจัง เดี๋ยวเอาไปแก้ครับ
Yahoo! Messenger Pingbox – เครื่องมือ Live Chat ใช้ง่ายๆ สำหรับ Blogger
สวัสดีครับ วันนี้ขออนุญาตมาแนะนำลูกเล่นของ Yahoo! Messenger รุ่น 9.0 ที่ชื่อว่า “Pingbox” ที่ผมรับรองเลยครับว่าคุณๆ ที่เป็น Blogger น่าจะชอบกัน เพราะมันคือลูกเล่นที่จะทำให้เราใช้แชทแบบเป็นส่วนตัวกับคนที่แวะมาดูหน้า Blog ของเราในได้โดยผ่าน Yahoo! Messenger สำหรับบทความตอนนี้ต้องสารภาพเลยว่าผมตั้งใจจะเขียนลง Bloggang.com แต่ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างทำให้ต้องผลัดแล้วผลัดอีก จนต้นฉบับจะราขึ้นอยู่แล้ว ผมเลยเอามาลงที่นี่ ใครเขียน Blog แนะนำให้อ่านกันนะครับ ตัวอย่างอาจจะเน้นไปทาง Bloggang.com เยอะหน่อยนะครับ แต่ว่าประยุกต์ใช้ได้กับทุกๆ เว็บครับ

เพื่อนๆ ใน Bloggang บางคนอาจจะบอกว่า อ้าวแหม… ตาพลีส (ชื่อของผมในพันทิป) เมืองไทยเค้าใช้ MSN กัน ใครจะไปลง Yahoo! Messenger ล่ะ รอเดี๋ยวจ้า รอเดี๋ยว… คือผมจะบอกว่า Yahoo! Messenger ถ้าลงแล้วก็คุยกับเพื่อนที่คุยเอ็มอยู่ปกติได้เหมือนกัน! เวลาแอดก็แอดข้ามระบบกันได้เลยครับ ดังนั้นถึงเราจะลง Yahoo! Messenger ก็สบาย ไม่มีปัญหา
ทำไมเราควรใช้ Pingbox?
1. ทุกวันนี้ Blogger หลายคนที่อยากจะรู้ว่าใครนะที่แอบมาอ่านหน้า Bloggang ของเรา เวลาเข้ามาแล้วอยากคุยกับเค้าจังเลย ถ้าเราอยากคุยกับคนที่ผ่านเข้ามาใน Blog ของเราทันที โดยที่คนที่ผ่านเข้ามา ไม่จำเป็นต้องลงโปรแกรมอะไรเลย ก็จะได้ประโยชน์มากครับ เพราะมันแชทกันสดๆ ได้เลย
2. เราสามารถใช้ Pingbox เป็นเครื่องมือในการสอบถามความคิดเห็นเพื่อปรับปรุง Blog ของเราได้แบบสดๆ ของคนที่แวะมาเยี่ยมเยียน Blog ของเราว่าเค้าคิดยังไงกับเรื่องที่เราเขียน หน้าเว็บจัดสวยไหม หรือบางทีคนอ่านอยากคุยกับเจ้าของ Blog ก็คุยได้เลย ไม่ต้องรอ!
3. บางทีขณะที่เราทำอย่างอื่นบนหน้าจอ เราจะไม่สะดวกแวะไปอ่านคอมเมนต์ใน Blog ว่ามีใครถามอะไรหรือเปล่า ถ้าเราแปะ Pingbox เอาไว้ เวลามีใครแวะเข้ามาดูใน Blog ของเรา ระบบก็จะ Pop up เตือนขึ้นมาทางขวามือด้านล่างว่ามีเพื่อนๆ แวะเข้ามาดูแล้วนะ เราจะให้เขาทักมาก่อนหรือเราทักเค้ัาก่อนก็ได้ไม่มีข้อจำกัด
4. การคุยของเรากับเพื่อนที่แวะมาอ่าน Blog จะไม่มีใครมาดูได้ เห็นกันสองคนเท่านั้น ขอเพียงออน Yahoo! Messenger ไว้ตลอดเวลาก็พอ ซึ่งใน Yahoo! Messenger Pingbox ตัวนี้ก็ยังเปิดให้เพื่อนๆ สามารถเลือกภาพ background ขนาด สีสัน ข้อความทักทายและอื่นๆ อีกมากมาย
Step-by-step วิธีแปะ Yahoo! Messenger Pingbox™
สำหรับใครที่ยังไม่มีเมล Yahoo! ก็เริ่มอ่านจากตรงนี้นะครับ ถ้าหากว่ามีแล้วก็ให้ข้ามไปที่ข้อ 5 ได้เลย…
1. สมัครสมาชิก Yahoo! ก่อน

ขั้นตอนแรกเลยก็คือไปที่ http://mail.yahoo.com นะครับ ซึ่งหน้านี้จะมีไว้สำหรับการล็อกอินหรือลงทะเบียนสมาชิกใหม่ ถ้าใครยังไม่มีเมลของ Yahoo! หรือมีแล้วลืมแล้ว ก็แวะมาลงทะเบียนที่นี่ก่อนครับ

2. ใส่รายละเอียดส่วนตัวกันหน่อยนะ
ในหน้านี้จริงๆ ก็ไม่มีอะไรมากครับ ใส่ชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด แต่แหม… อังกฤษพร้อยเชียว ตอนนี้ Yahoo! เขาปั๊ดตะนาแล้วนะ อ่ะๆ มองเห็น Drop-down เมนูทางขวามือข้างบนไหมครับ นั่นแหละเลือกคำว่า “Yahoo! เว็บไทย”

หน้านี้เป็นอังกฤษ ไม่เอา เอาภาษาไทยดีกว่า
สมมุติเราชื่อแจ่ม ณ บล็อกแกงค์ เราก็ใส่ชื่อเข้าไป รายละเอียดต่างๆ ให้ครบ อยากได้เมล ymail.com หรือ rocketmail.com ก็เลือกได้นะครับ (บอกใบ้ให้นิดนึงว่าจะได้ชื่อที่ดีขึ้นด้วย อย่างเช่น เคยมีเมลชื่อ somchai1234@yahoo.com คราวนี้อาจจะได้ Somchai@ymail.com ก็ได้ เพราะคนยังลงทะเบียนไม่เยอะเท่าโดเมน Yahoo) กรอกรหัสผ่านที่อยากได้ อีเมลสำรอง คำใบ้ ติ๊กๆ แล้วกด “สร้างบัญชีผู้ใช้ของฉัน” ได้เลยครับ
3. เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจะเห็นหน้าเว็บอย่างนี้ครับ จากนั้นก็คลิกคำว่า “ดำเนินการต่อ”

มันก็จะพาเรามาที่หน้าเว็บเมลของ Yahoo! ประเทศไทย เตรียมตัวนะครับ

ตรงนี้ให้มองไปที่ช่องกรอกที่อยู่เว็บไซต์ในบราวเซอร์ของเราเอง ให้กรอกว่า http://th.messenger.yahoo.com
![]()
มันก็จะพาเรามาที่หน้านี้ครับ

หน้านี้เป็นหน้าหลักของ Yahoo! Messenger ประเทศไทย จากตรงนี้ให้กดดาวน์โหลดโปรแกรม Yahoo! Messenger 9.0 ปุ่มเหลืองๆ นั่นล่ะครับ คลิกโลด ตรงนี้เราก็ปล่อยให้มันโหลดไปนะครับ แต่พวกเรากลับมาที่หน้านี้ล่ะครับ แล้วเลือกเมนูด้านบนที่เขียนว่า “Pingbox™”
5. ในหน้าเว็บนี้ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีชื่อ “jamnabloggang” ล็อกอินอยู่ อันนี้ดูให้ดีนะครับ เพราะเรากำลังจะสร้าง Pingbox กันแล้ว

จากหน้านี้ให้คลิกตรงปุ่มสีเหลืองที่เขียนว่า “สร้าง Pingbox” นะครับ มันจะพาเรามาที่หน้าที่เปิดให้เราปรับแต่งหน้า Pingbox ตามสไตล์ของเราได้ อันนี้จะสวยเริ่ดแค่ไหนแล้วแต่เราจะแต่งกันเองเลยจ้า
6. มาแต่งหน้า Pingbox กัน


ในหน้าสำหรับสร้าง Pingbox จะมีให้เลือกว่าจะให้ Theme ออกมาเป็นแบบ Professional ไหม ระบบจะให้ เราเลือกภาพ Background โดยมีให้เลือกหลายแบบนะครับ จะเป็นแบบสนุกๆ หรือเป็นตามเทศกาลก็ได้ จะมีสีสันแตกต่างกันไป เลือกขนาดตัวอักษร และสีที่เราชอบ ชื่อแทนตัวของเรา จะใส่ภาพหรือไม่ใส่ภาพแล้วแต่เราครับ
แล้วแต่เรา จากนั้นให้เลือกคำทักทาย/ คำลา คนที่จะเข้ามาคุยกับเรา รามถึงจะบังคับให้คนที่เข้ามาคุยกับเราใส่ชื่อเล่นด้วยไหม จากนั้นให้กด “บันทึก”

7. คัดลอกโค้ดไปแปะได้เลย
จากนั้นก็เลือกว่าเราจะเอาโค้ดที่ปรับแต่งแล้วไปใส่ที่ไหน จะใส่ใน Bloggang หรือจะใส่ใน Hi5, Live Spaces, Multiply, WordPress ฯลฯ ได้หลายที่ครับ หรือถ้า Blog หรือหน้าเว็บอื่นของเพื่อนๆ ไม่มีอยู่ในลิสต์ก็แค่เลือก “เว็บไซต์ใดก็ได้” มันจะเป็นโค้ดเปิดที่เราเอาไปแปะได้หลายเว็บ

8. มาเริ่มปฎิับัติการที่ Bloggang กันได้แล้ว
คราวนี้เราก็เปิดมาที่ Bloggang.com ของเรานะครับ

จากตรงนี้ให้เลือกตรงคำว่า “จัดการ Script Area”

จัดการแปะโค้ดที่ได้มาจากหน้าสร้าง Pingbox เมื่อตะกี้นี้ กด Save ก็เรียบร้อย

ระบบของ Bloggang จะยืนยันการบันทึกข้อมูล
9. ตอนนี้คงโหลด Yahoo! Messenger เวอร์ชั่น 9.0 เรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็เปิดขึ้นมานะครับ ให้แน่ใจว่าเราออนไลน์ สถานะของเราอยู่ในแบบ “คุยได้” และบราวเซอร์ของเรามี Flash Reader 9 อยู่แล้วก็โอเคล่ะครับ

ตรงนี้เพื่อนๆ จะเริ่มแอดรายชื่อเพื่อนๆ ที่อยู่ในอีเมลของเรามาลงใน Yahoo! Messenger ก็ได้นะครับ แต่ถ้ายังไม่อยากเพิ่มตอนนี้ก็ข้ามไปเลยครับ อันนี้เป็นหน้าต่างแยกออกมาอยู่แล้ว
9. เสร็จเรียบร้อย! กลับมาที่หน้า Bloggang ของเราก็จะเห็น Pingbox ของเราลอยเด่นเป็นสง่าอยู่ทางขวามือด้านบน ถ้ารู้สึกว่ามันใหญ่ไป ก็ปรับขนาดได้นะครับ อันนี้แล้วแต่ความสะดวก

ท้ายสุดนี้ก็ขอขอบคุณทุกคนนะครับที่อ่านจนจบ วิธีการติดตั้ง Pingbox ก็ง่ายๆ ครับ ไม่มีอะไรซับซ้อน ถ้าหากว่าเพื่อนๆ มีคำถามอะไรสงสัยก็เมลมาคุยกับทีมงานของ Yahoo! ได้นะครับ เข้ามาดูที่หน้า http://th.messenger.yahoo.com ได้ตลอดเวลาครับ ขอบคุณมากครับ
โลกกว้างไป หรือใจฉันแคบลง
ฟังเพลงของฟอร์ด เพลงนี้ นึกชอบประโยคที่ว่า “ไม่รู้โลกกว้างไป หรือใจฉันแคบลง”
โลกทั้งใบกำลังถูกย่อให้เล็กลงด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่ทำให้เราติดต่อกันได้ทันอกทันใจ เราเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วินาที นึกถึงสมัยก่อนว่าถ้ายังไม่มีเสิร์ชเอ็นจิ้น อาจจะต้องนั่งหาข้อมูลในห้องสมุดอีกนานสองนาน ถ้าไม่มีอีเมล คงต้องโทรหรือแฟกซ์เอกสารกันวุ่นวาย เพื่อนเราทำอะไรอยู่ไหนตามกันได้ทาง Twitter โลกที่ถูกเชื่อมด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจึงเป็นโลกใบใหญ่ที่ถูกย่อลงด้วยพลังของอินเทอร์เน็ต
แต่ในอีกมุม ผมกลับแอบรู้สึกลึกๆ ว่า…อินเทอร์เน็ตอาจสร้างความสะดวกให้เราได้มากมาย เรา add เพื่อนใน hi5 ใน facebook เป็นร้อยเป็นพันคน แต่เรารู้จักจริงๆ อาจจะไม่กี่คนก็ได้ (และดูเหมือนว่าเราก็ไม่แคร์ด้วยว่าจำเป็นต้องรู้จักคนที่เราเราเรียกว่า “เพื่อน” หรือเปล่า) ผมเลยรู้สึกว่าอินเทอร์เน็ตมีส่วนทำให้ความสัมพันธ์ของคนเราไม่แน่นแฟ้นเหมือนเมื่อก่อน เพราะเรา connect กับคนอื่นได้สะดวกเกินไปจนเราไม่ได้พยายามกลับมาสัมผัสรูปแบบของความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมที่เราเคยมีแบบเมื่อก่อน
บางเวลาแม้เทคโนโลยีจะเปิดกว้างให้เราเรียนรู้โลกใบนี้ได้เร็ว แต่มันอาจไม่มีความหมายอะไรถ้าเราไม่เข้าใจแก่นแท้ของความสัมพันธ์ ซึ่งก็คือการพยายามทำความรู้จักกับเพื่อนใน Social Network Site ของคุณอย่างแท้จริง เขามีตัวตนไหม เขาชอบฟังเพลงอะไร เขาไม่ชอบกินอะไร ชอบฟังดา เอ็นโดรฟินเหมือนเรามั้ย ฯลฯ ไม่ใช่เพียงแค่มี “เพื่อนที่เราไม่รู้จัก” เป็นจำนวนเยอะๆ ที่ไม่ได้ช่วยให้เราเปิดใจกว้างยอมรับ “เพื่อน” เข้ามาในชีวิต
ทั้งหมดที่ผมเขียนมา ผมเพียงแต่จะบอกว่า เรามี Social Network ได้ แต่ต้องรู้จักบริหารความสัมพันธ์ด้วย เดี๋ยวตอนหน้ามาว่ากันต่อเรื่องการบริหารความสัมพันธ์บนโลกออนไลน์นะครับ
Hunch.com เครื่องมือช่วยตัดสินใจ
ตีพิมพ์ครั้งแรก Positioning Magazine พฤษภาคม 2552
- – - – - – - – -
ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายคนคงเคยรู้สึกนะครับว่า ในชีวิตคนเราทำไมมันช่างมีเรื่องมาให้เราต้องตัดสินใจเยอะแยะไปหมด จนบางทีเราก็ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไร มีข้อมูลไม่พอ ไม่รู้จะไปถามใคร เข้าเว็บไป Search บางทีหาไม่เจอ ถามทิ้งไว้ก็ไม่มีคนตอบกลับ ถามเพื่อน เพื่อนก็ไม่รู้ ปรึกษาใครก็ไม่ได้ อารมณ์ว่ามืดแปดด้าน ถ้าคุณเคยมีอาการอย่างนี้ คุณจะสนใจ hunch.com เว็บไซต์แบบใหม่ที่เป็น “เครื่องมือช่วยตัดสินใจ” ในทุกๆ เรื่อง จาก Caterina Fake อดีตผู้บริหารของ Yahoo! ผู้สร้างเว็บไซต์แชร์รูปภาพ “Flickr” ที่โด่งดังมาแล้วนั่นเอง
Hunch คืออะไร ทำงานอย่างไร?
Hunch คือเครื่องมือช่วยตัดสินใจในทุกๆ เรื่องที่เราไม่แน่ใจ และอยากได้คำแนะนำ ขั้นตอนแรก ก็เริ่มจากเราก่อนว่ามีเรื่องอะไรที่เราอยากจะตัดสินใจ เช่น ผมควรจะเปลี่ยนใจไปใช้ Mac ดีไหม? ถ้าหากว่าเราไปถามในเว็บบอร์ด คนอื่นก็จะมาถามคำถามเพิ่มเติม “แล้วตั้งใจจะซื้อคอมพิวเตอร์ไปทำงานอะไรบ้าง?” หรือ “มีงบเท่าไหร่?” จากนั้นคนอื่นถึงจะให้คำตอบคุณได้ (หรือคุณจะลองไปอ่านรีวิว Mac เทียบกับ PC ดูก็ได้ แต่ผมว่ากินเวลาเป็นวันๆ) แต่สำหรับ Hunch คนที่เข้ามาในเว็บจะช่วยกันสร้าง “แบบฟอร์มของคำถาม” ในหัวข้อนั้นๆ ที่จะมาช่วยให้คนอื่นๆ ที่เข้ามาที่ Hunch ตัดสินใจอะไรๆ ได้ง่ายขึ้น ท้ายที่สุดจะก็จะลงท้ายด้วยข้อสรุปว่าเราควรจะตัดสินใจซื้อ Mac หรือไม่ซื้อ

ในที่นี้ผมกรอกคำถามว่า “Should I switch from Windows to a Mac?” แบบฟอร์มคำถามของทาง Hunch (ที่สมาชิกคนอื่นของ Hunch ช่วยกันสร้างขึ้นมา) จะเริ่มถามคุณว่า “คุณใช้ Outlook เป็น Email Client ของคุณบ่อยไหม?” เพราะเรารู้กันว่ายังไงๆ การใช้ Outlook ถ้าใช้บน PC ก็จะยังแจ่มกว่า Mac พอสมควร ในที่นี้ผมตอบว่าใช่ จากนั้นก็จะเริ่มมีคำถามที่มีตรรกะตามมาเรื่อยๆ ตามมาด้วยคำถามที่ว่า “คุณยอมจ่ายได้มากกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐหรือเปล่า” (ราวสามหมื่นกว่าบาท) ผมคิดว่าผมจ่ายได้ ถ้ามันเจ๋งพอก็เลยเลือก Yes คำถามต่อไปคือ “ผมจะใช้คอมพิวเตอร์เพื่ออะไรที่ล้ำหน้ามากๆ เช่น เล่น 3D Game ไหม” “อยู่ในธุรกิจดีไซน์ โฆษณา ดนตรี วิดีโอ โปรดักชั่นหรือเปล่า” “Ok หรือเปล่าที่จะใช้ Outlook ที่เป็น web-based” “ใช้ Excel บ่อยไหม หนักมากไหม”

หลังจากตอบคำถามทั้งหมดแล้วระบบจะประมวลผลว่าผมควรจะเปลี่ยนไปใช้ Mac หรือไม่คำตอบออกมาว่าผมควรจะเปลี่ยนไปใช้ Mac ได้แล้ว โดยให้น้ำหนักกับคำตอบนี้ 96% พร้อมกับเหตุผลว่าทำไมระบบถึงเลือกคำตอบนี้ให้ผม และถามว่าผมเห็นด้วยกับคำแนะนำในการตัดสินใจครั้งนี้ หรือไม่ เพี่อที่จะได้รู้จักผมมากขึ้น
สมาชิกของ Hunch ที่เข้ามาช่วยกันสร้างแบบฟอร์มคำถามต่างๆ ไม่ได้เงินเป็นผลตอบแทน แต่ว่าได้ป้ายที่แสดงตัวตนเป็นผลตอบแทน เช่น ได้ป้าย Architect ถ้าสร้างแบบฟอร์มแล้วมีคนฟีดแบ็กว่าดีเกินกว่า 100, 500, 1000 ครั้ง เพื่อเป็นการสร้างกำลังใจให้สมาชิกสร้างผลงานต่อไปเรื่อยๆ

Profile หัวใจสำคัญของ Hunch
มาดูที่หน้าโปรไฟล์ของ Caterina Fake กันนะครับ คุณจะเห็นว่าที่หน้าโปรไฟล์ของเธอจะมีรูป Icon ต่างๆ ที่เธอได้ มีคนที่ Follow เธอเหมือนกับใน Twitter ถึง 634 คน (หลังจากเปิดตัวมาได้เพียงหนึ่งอาทิตย์) ถ้าดูให้ดี หน้าโปรไฟล์นี่ล่ะครับ ที่จะแสดงว่าคุณได้ Contribute อะไรให้กับ Community มากน้อยแค่ไหน รวมถึงคุณเป็นคนแบบไหน และเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าลองไล่ดูจะเห็นว่ามีโปรไฟล์ของคนที่มีชื่อเสียงในซิลิคอนวัลลีย์อย่าง Jimmy Wales ผู้ก่อตั้ง Wikipedia เข้ามาเป็นสมาชิกด้วย
รูปแบบธุรกิจอะไร? นักการตลาดหลายๆ ท่านอาจจะถามว่า เขียนมาตั้งยืดยาว เจ้า hunch.com สร้างรายได้อย่างไร คำตอบคือ “Referrer Link” ครับ ถ้าคุณผู้อ่านดูดีๆ จะเห็นว่าท้ายสุดมีเว็บลิงค์กลับไปที่เว็บไซต์ของ Apple ซึ่งตรงนี้เองที่จะสร้างรายได้ให้กับทาง hunch.com อย่างตอนนี้ทาง Hunch ก็ร่วมมือกับทาง amazon.com ในการแนะนำหนังสือที่คุณควรอ่านแล้ว ลองนึกดูว่าถ้าผมอยากจะตัดสินใจซื้ออะไรสักอย่าง แล้วมีคนช่วยผมตัดสินใจ แล้วมีลิงค์นำผมไปสู่เว็บที่พร้อมจะขายของให้ผมในตอนท้ายสุด โอกาสที่ผมจะซื้อของจากเว็บนั้นๆ ค่อนข้างสูงทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า Hunch ยังคงอยู่ในช่วงตั้งไข่ และจะไปได้ดีหรือเปล่า คงต้องขึ้นอยู่กับสมาชิกว่าจะเข้ามาช่วยกันสร้าง Hunch ให้เป็นเครื่องมือในการช่วยตัดสินใจที่ดีได้หรือไม่ เหมือนกับครั้งหนึ่งที่หลายคนมองว่า Wikipedia เป็นเรื่องเพ้อฝัน เพราะคนที่เข้ามาให้ความรู้นั้นไม่ได้อะไรตอบแทน แต่ใครจะรู้? ในยุคที่เราเรียกกันว่า User Generated Content (UGC) อะไรก็เกิดขึ้นได้
เราเรียนรู้อะไรจากการเกิดขึ้นของ Hunch
อีกจุดหนึ่งที่ผมว่าน่าคิดและเราได้เรียนรู้จากการเกิดขึ้นของ Hunch ก็คือ อินเทอร์เน็ตกำลังก้าวล้ำเข้าไปอีกยุค คือจากยุค 1.0 ที่เว็บมีไว้ให้คนอ่าน ยุค 2.0 ผู้ใช้และสมาชิกมีอำนาจในการเข้าร่วมมีส่วนในการกำหนดความเป็นไปของโลกมาก ยิ่งขึ้น และล่าสุดไม่ว่าเราจะบัญญัติมันว่า 3.0 หรืออะไรก็ตาม อินเทอร์เน็ตกำลังชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น รู้จักเรามากขึ้น และช่วยให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ด้วย “Collective intelligence” หรือที่มีการแปลเป็นไทยไว้อย่างไม่เป็นทางการว่า “ปัญญารวมหมู่” โดยอาจารย์วิทยากร เชียงกูล อธิบายศัพท์สังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาไว้ว่า
“ความสามารถของชุมชนมนุษย์ที่จะพัฒนาไปสู่การคิดแก้ไขปัญหาและการผนึก กำลังในระดับสูงและซับซ้อนเพิ่มขึ้น โดยผ่านการอภิปราย การทำงานร่วมกัน และการคิดค้นใหม่ แม้ว่าจะเป็นการถกเถียงอภิปรายและร่วมมือกับคนอื่นที่รู้น้อยกว่า แต่กลุ่มคนที่รู้น้อยกว่าก็มีประสบการณ์และทักษะที่แตกต่างกันออกไป ช่วยทำให้เกิดมุมมอง แง่คิด ที่ช่วยให้กลุ่มสรุปแก้ปัญหาและทำงานได้ดีขึ้น มากกว่าการคิดโดยผู้นำหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพียงไม่กี่คน”
ที่มา: http://www.conan.in.th/allblogs/viewpost/43.html
นับว่าเป็นความเคลื่อนไหวในโลกดอทคอมที่น่าสนใจอีกครั้งนะครับ อันนี้คงต้องถามกลับมายังคนทำเว็บเมืองไทยด้วยว่า ตอนนี้เราทำเว็บที่ตอบโจทย์ผู้ใช้มากน้อยแค่ไหน อย่างไรทิ้งความเห็นไว้ที่ท้ายบทความของผมใน positioningmag.com ได้เลยนะครับ
รู้จัก Catarina Fake ผู้ก่อตั้ง Flickr

Caterina Fake เป็นนักธุรกิจสาวชาวลูกครึ่งอเมริกัน-ฟิลิปปินส์ เกิดที่เมืองพิตตสเบิร์ก รัฐเพนซิลวาเนีย เธอเริ่มต้นทำงานด้านอินเทอร์เน็ตในช่วงปี 1994 ที่ซาน ฟรานซิสโก จนกระทั่งปี 2001 เธอก็ย้ายไปเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ที่นั่นเธอพบกับ Stewart Butterfield สามีของเธอ ทั้งคู่ร่วมกันสร้างบริษัท Ludicorp ซึ่งมี Flickr เว็บไซต์แชร์รูปภาพชื่อดังของโลกเป็นเรือธง ต่อมา Ludicorp ถูกควบรวมกิจการไปกับ Yahoo! ในปี 2005 ที่ Yahoo! เธอมีตำแหน่งดูแลด้านการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึง Yahoo! Answers (ที่เมืองไทยรู้จักกันในนาม Yahoo! รู้รอบ) เธอมีชื่อเสียงมากจนได้รับรางวัลนักธุรกิจหญิงยอดเยี่ยมจากหลายๆ สถาบัน ปลายปี 2008 เธอลาออกจาก Yahoo! ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2009 เธอประกาศเปิดตัว hunch.com ในแบบ Private Beta สำหรับสมาชิกในจำนวนจำกัด ปัจจุบันเธออาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย
วันที่ฉันไม่เข้าใจตัวเอง
ระยะนี้ผมสังเกตว่าตัวเองเริ่มพร่ำพรรณนาเรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมา 30 กว่าปีในชีวิต ไม่วายว่าคนแถวนี้ก็จะบอกว่า “นี่มันเป็นอาการของคนแก่” ด้วยความดื้อๆ หน้ามึนของตัวเองก็ไม่อาจยอมรับได้ครับ บางคนก็บอกว่าสงสัยผมจะเจออาการที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า “midlife crisis” แปลเป็นไทยสั้นๆ ในแบบฉบับของผมว่า “อารมณ์คลั่งของวัยกลางคน” (จะแปลกว่า mid-วัยทอง ก็ทำร้ายจิตใจกันเกินไป) คือมันจะเป็นอารมณ์ที่เราไม่มีความสุขกับอะไรสักอย่าง ทั้งที่ก็สุขมานานแล้ว ตอนนี้รู้สึกเบื่อๆ อยากๆ กับคนรอบตัว อยากจะเปลี่ยนแปลงไปจากพื้นที่ (หรือบางคนเรียกว่าจุดยืน) ที่ตัวเองยืนอยู่เดิมๆ (เช่น ทำงานด้านอินเทอร์เน็ต แต่เกิดอยากจะหนีไปจัดสวน) แต่จะย้ายไปก็เสี่ยงเกิน มันจะมีคำถามผุดพรายขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด โกรธแฟน เบลมคนรอบข้าง ทำอะไรโง่ๆ บางครั้ง ตัดสินใจอะไรไม่แม่นเหมือนเดิม
แต่วันนี้ผมพอสรุปกับตัวเองได้สั้นๆ ว่า มันก็เป็นแค่บางวันที่อารมณ์เราอาจจะอ่อนไหวไปบ้าง มันต้องมีบ้างที่เราจะไม่เข้าใจตัวเองในบางครั้ง และเราก็ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องไปเร่งทำความเข้าใจอะไรกับสภาพ midlife crisis โดยทันที เพราะเราเองก็ไม่ได้ทุกข์มากเหมือนคนรอบข้าง บางคนมีหนี้หัวโต บางคนแฟนทิ้ง บางคนตกงานในระยะนี้ มันทำให้ชีวิตออกอาการ “ไม่เวิร์ค” ได้ในหลายๆ ทาง … ของผมนี่ “เด็กๆ” ไปเลย ว่างั้น
วันก่อนตั๋วการบินไทยถูกมาก ก็เลยจองตั๋วกลับเมืองไทยไปร่วมงาน Barcamp Bangkok ที่กทม. มา ตอนกลางคืนมีโอกาสได้คุยกับน้า (ผมมีน้าชายคนหนึ่งแกอายุ 60 ต้นๆ ผ่านอะไรมาเยอะ และเป็นที่ปรึกษาได้เสมอ) ผมคุยกับแก แกบอกว่าแกก็เคยเจอ ไม่ต้องห่วงหรอก มันเป็นแค่อารมณ์ที่ผ่านเข้ามา แล้วมันก็จะผ่านไป แต่ขอให้เราระลึกเอาไว้ถึงเป้าหมายในชีวิตของเราให้ดีว่า “นิยามความสุข” ของเราคืออะไร บางคนมีเงิน 100,000 ล้านอาจไม่สุขเท่าคนมีร้านกาแฟเล็กๆ มีเพื่อนคุยทุกวันก็ได้
การที่เราปล่อยวางกับอารมณ์ที่ปะทะเข้ามา โดยไม่ตั้งคำถามอะไรกับมันนัก ปล่อยให้มันเป็นไปจนเรานิ่งมากพอ เราจะเห็นเองว่าจริงๆ แล้วภาวะทางอารมณ์พวกนี้ไม่มีผลเลวร้ายอะไรกับเราในระยะยาวหากเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเรามีความสุขกับอะไร และเรา “พอ” ที่ตรงไหน
ชีวิตจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย แล้วแต่เรานิยามนั่นเอง
Print on demand ในเมืองไทย

“Print on demand” อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรสำหรับคนในแวดวงเว็บ เพราะเมืองนอกก็มีทำมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว อย่างเช่น Lulu.com และ Blurb.com โดยส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างชอบธุรกิจแนวนี้ เพราะเปิดให้คนที่อยากจะพิมพ์หนังสือของตัวเองจัดการพิมพ์ขึ้นมาได้เลยโดยไม่ต้องผ่าน Publisher และมีการจำกัดว่าต้องพิมพ์ขั้นต่ำ 3,000 – 5,000 เล่ม อย่างที่เป็นอยู่
รูปแบบธุรกิจของ Lulu, Blurb อาจไม่น่าสนใจมากนักหากลำพังมันแตกต่างจากการพิมพ์แบบเดิมๆ เพียงแค่ว่ามันพิมพ์ได้ทีละเล่มสองเล่ม หากสิ่งที่ทำให้ Print on demand น่าสนใจมากยิ่งขึ้นก็คือส่วนแบ่งรายได้ระหว่างนักเขียนกับ Publisher ผู้จัดพิมพ์จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งเดิมที ถ้าผมจำไม่ผิด Publisher, Distributor, Retail shop จะเอาส่วนแบ่งรายได้ของนักเขียนไปเกือบทั้งหมด เรียกได้ว่า หนังสือขายเล่มละ 100 บาท อาจตกถึงนักเขียนไม่ถึง 10 บาท แต่รูปแบบธุรกิจ Print on demand นักเขียนมีสิทธิ์ได้รับรายได้สูงถึง 80-90 บาท และ 10 บาทสำหรับต้นทุนการพิมพ์และจัดส่งถึงมือผู้อ่านโดยตรง
สารภาพว่าครั้งแรกที่เห็นแนวคิดการทำธุรกิจแบบนี้ก็แอบคุยกับพี่ๆ ที่รู้จักกันในวงการหนังสือ แต่หลายคนก็บอกว่า “คุณภาพหนังสือมันยังไม่ดีหรอกปอง คุณภาพการพิมพ์ การจัดเก็บหนังสือ ความชื้นของกระดาษ ฯลฯ” ส่วนคนในแวดวงดอทคอม ผมก็เคยคุยกับรุ่นน้องคนนึงที่เป็นเจ้าของเว็บท่าเจ้าดังคนนึงบอกว่าธุรกิจนี้น่าทำ เขาก็บอกว่า “น่าสนใจดีครับพี่ แต่มันจะคุ้มทุนหรือ ตลาดคนอยากพิมพ์หนังสือตรงนี้มีสักเท่าไหร่” หรือแม้กระทั่งบรรดาเพื่อนผมที่เป็นนักเขียน ยังชีพด้วยการเขียนหนังสือก็บอกว่า “เราก็เคยคิดนะ เราเปิดเว็บขายหนังสือเองเหมือนกัน แต่ท้ายสุดขายทางเว็บมันก็สู้ขายทางร้านเชนใหญ่ๆ ไม่ได้อยู่ดี เหมือนกับเราขายทางเว็บขายได้สิบเล่ม แต่ขายผ่านร้านหนังสือมันได้หมื่นเล่ม แล้วคุณจะซื้อเครื่องพิมพ์เองเลยไหม ตลาดตรงนี้มันเล็กมากนะ”
ทั้งหมดที่บอกมานี่คือเหตุผลที่ทำให้เมืองไทยยังไม่มีธุรกิจแนวนี้เกิดขึ้นมาสักที แม้ว่าเทคโนโลยีจะถึงแล้วก็ตาม ผมลองสอบถามไปทาง Fuji Xerox และผู้ผลิตแท่นพิมพ์อีกหลายๆ เจ้าก็ยืนยันว่าตอนนี้เครื่องพิมพ์ Print on demand มีขายแล้ว และในต่างประเทศก็มีให้บริการแล้ว เมืองไทยเองก็มีโรงพิมพ์บางแห่งให้บริการแล้ว แต่จนแล้วจนรอดเหมือนกันว่าทำไมธุรกิจ Book on demand สั่งเมื่อคุณอยากอ่าน ถึงยังไม่เกิดในเมืองไทยสักที
ตอนนี้ลองเสิร์ชคำว่า “หนังสือ Print on demand” คุณจะเจอคนที่มีความสามารถในการพิมพ์เยอะมาก แต่ยังไม่มี “Marketplace” ที่รับโฆษณาหนังสือแนวนี้ และสร้างชุมชนคนเขียนหนังสืออิสระแบบ Lulu และ Blurb เลย
ธุรกิจแนวนี้น่าสนใจนะครับ มีใครอยากทำไหมน่าสนนะ
Barcamp Bangkok 3
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแวะไปงาน Barcamp Bangkok 3 ที่จัดโดยทีมงานบาร์แคมพ์ ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม งานนี้สำหรับใครที่ไม่เคยไป อธิบายได้สั้นๆ ว่ามันเป็นงานที่คนในแวดวงไอทีจะเข้ามาแชร์ความรู้กันในรูปแบบของการพรีเซนต์ จะเป็นเรื่องไอทีหรือไม่ไอทีก็ได้ เรียกได้ว่าใครที่ไม่ได้อยู่แวดวงนี้ แต่อยากฟังก็มากันได้ โดยหัวข้อในการบรรยายแต่ละหัวข้อจะต้องผ่านการโหวตของผู้เข้าร่วมในงานก่อน ครั้งนี้ทางทีมงานจัดเป็นครั้งที่ 3 ในเมืองไทย
สำหรับปีนี้ผมไปเพราะคิดถึงเพื่อนๆ ที่เมืองไทย ตอนแรกว่าจะไปแชร์เรื่อง Online community management แต่ทำสไลด์ไม่ทันจริงๆ ไว้คราวหน้าค่อยเอาใหม่ ส่วนงานปีนี้ก็คึกคักดีครับคนไปลงทะเบียนกว่า 700 คน ในงานไม่แน่ใจว่าคนไปทั้งหมดเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ งานสนุกมากกกกก
ขอบคุณผู้จัดงานด้วยนะครับ http://www.barcampbangkok.org/
สร้างแบรนด์ด้วย Twitter
ตีพิมพ์ครั้งแรก – Positioning Magazine เมษายน 2552 ตอนนี้น่าแปลกใจที่ได้รับความสนใจมาก เว็บข้อมูลการตลาดเอาไปลงกันสองสามแห่ง (ให้เครดิต และลิงก์กลับ) ส่วนบางเว็บถึงขนาดก๊อบกันไปใส่ในเว็บตัวเองไม่ให้เครดิตผม แถมลบชื่อผมออกไปจากบทความด้วย อันนี้ไม่ขอบคุณครับ
ใครต้องการเอาบทความของผมไป บทความของผมใน Positioning magazine เป็น Creative Commons คุณเอาไปใช้ได้ แต่ว่าห้ามดัดแปลง และต้องให้เครดิตผมโดยการลิงก์กลับไปที่บทความด้วยนะครับ
- – - – - – - -
คิดว่าคุณผู้อ่าน POSITIONING คงรู้จักหรือใช้งาน Twitter กันอยู่บ้างแล้วนะครับ ระยะนี้กระแสของการอัพเดตว่า “เรากำลังทำอะไรอยู่” ผ่านทางเครื่องมือที่เรียกกันว่า Micro-blogging อย่าง Twitter, Plurk, Dipity, Yammer (เน้นใช้ในองค์กร) กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ อันนี้ต้องยกเครดิตให้ต้นไอเดียคือ Twitter ด้วยเจ้าตัว Micro-blogging นี่เองที่ทำให้เราสามารถสื่อสารกับคนรอบตัวได้ลึกมากขึ้น ลึกยังไง ลองนึกภาพตามนะครับ
ทุกวันนี้เราสามารถติดต่อสื่อสารกับเพื่อนกับแฟนกันได้หลายทาง จะใช้อีเมล จะเขียนบล็อก หรือจะโทรศัพท์ไปก็ทำได้หมด แต่ว่ามันมีช่องว่างในการสื่อสารอยู่อย่างหนึ่งตรงที่ว่า เราคงไม่เมลไปบอกเพื่อนเราแน่ๆ ว่า “ตอนนี้กินกาแฟอยู่” “ตอนนี้นั่งรอลูกค้าอยู่” เพราะเพื่อนอาจจะงงว่าเราจะส่งไปทำไม และตรงนี้เองที่ Micro-blogging อย่าง Twitter เข้ามามีบทบาทในการสื่อสารในชีวิตประจำวันของเรา มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการส่งข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรนี่เอง
ทุกวันนี้มีคนใช้ Twitter ทั่วโลกนับล้านราย ทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารในแบบเฉพาะทาง และด้วยความแตกต่างตรงนี้นั่นเองที่ทำให้นักการตลาดหลายคนสามารถใช้มันเป็น เครื่องมือในการทำการสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าและบริการของตัวเองได้ แต่การสร้างแบรนด์ผ่านทาง Twitter นั้นจำเป็นที่จะต้องเข้าใจธรรมชาติของมันสักนิดนึงก่อนว่า
Twitter ค่อนข้างเป็นการสื่อสารระหว่างบุคคล ทำอะไรในรูปแบบของบริษัท ที่ดูเป็นงานเป็นการจะไม่ค่อยเวิร์ค อีกทั้งมันยังมีสไตล์ที่ค่อนข้างเป็นกันเอง ง่ายๆ เหมือนภาษาพูดคุยกับเพื่อน การสร้างแบรนด์ด้วย Twitter ที่น่าสนใจจึงมีอยู่ประมาณ 5 แบบ
1. แจ้งข่าว
ถ้าหากว่าบริษัทของเรากำลังมีข่าวอะไรจะอัพเดตกับคนทั่วไป ก็ใช้ Twitter แจ้งข่าวได้ครับ ถ้าคนที่สนใจในสินค้าและบริการของเรา เขาอยากติดตามเราอยู่แล้ว การแจ้งข่าวแบบนี้ควรทำให้บ่อยหน่อย อย่างน้อยก็วันละครั้ง เพื่อให้สมาชิก Twitter รู้สึกได้ว่าคุณมีความเคลื่อนไหว แต่การแจ้งข่าวก็ต้องเป็นข่าวที่กระทบในระดับบุคคลสักหน่อยนะครับ เช่นมีสินค้าใหม่ออกแล้ววางขายที่ไหน อันนี้พอได้ แต่ถ้าข่าวประเภทโฆษณาชวนเชื่อ หรือออกแนว PR แบบเก่าๆ อันนี้ไม่เหมาะครับ
2. Customer Support
บางทีการตอบคำถามลูกค้าก็ช่วยในการประชาสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดีนะครับ อย่างเช่นถ้าหากว่าเราเป็น Home Depot แล้วเราเข้าไปใน Twitter เปิดให้คนถามเรื่องการซ่อมแซมบ้านทำอย่างไร เราก็เข้าไปตอบคำถามลูกค้า เช่น ลูกค้าถามว่า “ประตูห้องน้ำเสียจะแก้ไขเบื้องต้นยังไงได้บ้าง” เราก็ตอบคำถามลูกค้าทางนี้พร้อมกับลิงค์ภาพและวิธีการซ่อมแซมประตูในเว็บของ เราทาง Twitter นอกจากจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าจนพอใจได้แล้ว ลูกค้ายังอาจติดต่อเราเพื่อซื้อสินค้าของเราเพิ่มเติมอีกก็ได้ อันนี้ที่อเมริกาเขามีอยู่จริงๆ นะครับ ลองเข้าไปดูกันได้ที่ http://twitter.com/TheHomeDepot
3. Feedback
บางทีถ้าหากว่าเรานั่งรอลูกค้าโทรมาหาเราอย่างเดียวทางโทรศัพท์ก็พอได้ นะครับ แต่จะดีมากถ้าหากว่าเรามีทีมงานที่คอยตอบ คำถามลูกค้าแบบสั้นๆ ง่ายๆ ทาง Twitter ที่ตอบได้เลยทันที ไม่ต้องให้ลูกค้าต้องมานั่งคอยเรา หรือนั่งฟังเครื่องตอบรับ “กดหนึ่งเพื่อเลือกบริการ กดสองตามด้วยเครื่องหมายดอกจัน” อันนี้เห็นบางบริษัทในเมืองไทยทำกันแล้ว
4. มี Special Offer ให้บ้าง
ถ้าหากว่าบังเอิญคุณมีอะไรพิเศษ เช่น ลดราคาสินค้าพิเศษ (จริงๆ นะครับ ไม่ใช่ลดกันทุกเดือน) ที่เราคิดว่าน่าจะแรงพอที่คนจะสนใจและตัดสินใจทันที เช่นลด 70% ล้างสต๊อก หรือรับสิทธิ์จอง iPhone ก่อนใคร แบบนานๆ ที แล้วลูกค้าจะรู้สึกว่าคุณให้ความสำคัญกับเขาจริงๆ ไม่ใช่สักแต่โฆษณา
5. ข้อความบ้าๆ
ส่งข้อความที่ทำให้สนุกและเป็นกันเองเข้าไว้ อาจไม่ต้องเกี่ยวกับสินค้าและบริการของเราเลยก็ได้ โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบ้านเราค่อนข้างเรียกร้อง ความเป็นกันเองสูงมากกว่าประเทศอื่นๆ ถ้ากลุ่มเป้าหมายของคุณเป็นคนไทย อันนี้ขอแนะนำครับว่าบางทีมันต้องมีลูกบ้ากันบ้างครับ
อย่างผมเองปกติเคย “Tweet” แต่เรื่องของบริษัทวันนึงพอเปลี่ยนมาเป็นเรื่องการ์ตูนที่พนักงานที่บริษัท ดูกันตอนพักเที่ยง ปรากฏว่ามีคนสนใจเพียบเลย ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับสินค้าและบริการเลยแต่ลูกค้าจะรู้สึกได้ว่าเรามีชีวิต จิตใจ มีลูกบ้า และที่สำคัญเขาอาจรู้สึกว่าเราเข้าถึงได้ง่าย ไม่ได้อยู่ในแบบของการพูดคุยกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท แต่เขากำลังคุยกับคนคนนึงที่มาจากบริษัทนี้ และคนคนนี้ก็เป็นคนธรรมดา
แต่ท้ายที่สุด Twitter ก็เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสาร หัวใจสำคัญของการสื่อสารอย่างไรก็ยังเป็นเรื่องของเนื้อหาที่เราต้องการ เราต้องทำความเข้าใจกับธรรมชาติของมันเท่านั้นเอง สำหรับบริษัทที่เน้นเรื่องความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ที่เคร่งขรึม Twitter ก็อาจจะไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับเราก็ได้ครับ อันนี้ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป
กรณีศึกษา Starbucks
http://twitter.com/starbucks
ที่ Starbucks ในอเมริกาจะมีพนักงานคอยตอบคำถามลูกค้าอยู่ โดยทางบริษัทจะใช้ Twitter
เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงลูกค้าอีกทางหนึ่ง เพราะมีทีมงานอยู่แล้ว ก็เพียงจัดเอาพนักงานบางส่วนมาคอยตอบคำถามทาง Twitter เพิ่มเติม โดยพนักงานของ Starbucks จะมีวิธีการตอบ รวมถึงการชวนลูกค้าคุยว่า ส่วนตัวแล้วเขาชอบดื่มกาแฟแบบไหน ใส่กาแฟกี่ช้อน ทำงานสาขาอะไร ถึงแม้ว่าภาพลักษณ์ในหน้าโปรไฟล์มันจะดูออกเป็น Corporate แต่ถ้าเราคุยแบบเป็นกันเอง ดูสบายๆ ทุกอย่างก็จะเป็นไปได้ด้วยดี ความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ก็จะสอดคล้องกับที่ Starbucks วางไว้คือ สบาย รีแลกซ์ เป็นกันเอง เหมือนลูกค้าคุยกับคนนะครับ ไม่ได้คุยกับหุ่นยนต์
นอกจากนี้ทาง Starbucks ยังเปิด Twitter Account อีกอันเพิ่มที่ชื่อว่า http://twitter.com/MyStarbucksIdea ที่ใช้สำหรับให้ลูกค้าเสนอฟีดแบ็กเข้ามา ส่งลิงค์ไปที่ http://mystarbucksidea.force.com เว็บที่ลูกค้าสามารถร่วมกับบริษัทในการปรับปรุงบริษัทอีกด้วย
Tips & Tricks
- คำนึงถึงคาแร็กเตอร์ของแบรนด์ของเราให้ดีว่าเราเหมาะจะใช้ Twitter หรือไม่ สินค้าบางอย่างอาจจะเหมาะกับ Twitter อย่างเช่น เราเป็นสปา เพราะเน้นการพูดคุยอย่างเป็นกันเอง สบายๆ ให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายกับแบรนด์
- ใช้สีแบ็กกราวนด์ของหน้า Twitter ของเราให้สอดคล้องกับสีของแบรนด์เรา
- สร้างลิงค์จากหน้าโปรไฟล์ไปที่เว็บไซต์ของเรา เพราะมันคือการโฆษณารายละเอียดของสินค้าและบริการของเราแบบไม่ยัดเยียด
- พยายามอย่าส่งข้อความอะไรที่ไม่มีประโยชน์ต่อคนอ่าน ยกเว้นว่าคุณต้องการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ในแบบที่คุณต้องการให้เป็น
- สื่อสารด้วยภาษาพูด อย่าใช้ภาษาทางการแบบ Corporate
เกี่ยวกับผู้เขียน
จักรพงษ์ คงมาลัย อดีตคนข่าวจาก manager.co.th และเว็บนิตยสารในเครือผู้จัดการอย่าง marsmag.net ที่ผันตัวเองเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ตด้วยการสร้างเว็บไซต์คนไทยในต่างแดนทั้ง ในออสเตรเลียและสิงคโปร์ เคยร่วมพัฒนาสมุดหน้าเหลืองออนไลน์ กับบริษัทเทเลอินโฟ มีเดีย ปัจจุบันจักรพงษ์กำลังสนุกกับการร่วมงานกับบริษัทอินเทอร์เน็ตชั้นนำของโลก อย่าง Yahoo! ในตำแหน่ง Community Manager คุณสามารถติดต่อกับเขาได้ทาง jakrapong.com หรือ jakrapong@ymail.com__
Leave a Comments
Comments(28)
Comments(3)




