น้องคริสสสสสสสสสสสสสส

วันพฤหัส, พฤศจิกายน 5, 2009 jakrapong ใส่ความเห็น

คริส หอวังตั้งคำถามใน Yahoo! รู้รอบ @ Yahoo! Video

วันนี้ชวนน้องคริส หอวังมาร่วมสนุกกับ Yahoo! รู้รอบ กลัวคนเขาไม่รู้ว่าตัวจริง ก็เลยอัดวิดีโอเวลาคริสตั้งคำถามมาซะเลย ขอบคุณทีมงาน GTH มากๆ นะครับที่ช่วยกัน วานเพื่อนๆ ช่วยกันเข้าไปตอบคำถามของคริสหน่อยนะครับ ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว สาวๆ มีแผนจะพาหรือชวนหนุ่มๆ ไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง?

กลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 1, 2009 jakrapong ใส่ความเห็น

การที่อยู่ต่างบ้านต่างเมืองแม้ว่าจะห่างเพื่อนฝูงไปบ้าง นอกเหนือเวลางาน ผมก็มีเวลาทำอะไรที่ปกติอยู่เมืองไทยคงไม่ได้ทำ

อย่างเช่นการกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง อย่างที่เขียนบอกไว้ตอนที่แล้วว่าผมมีฝันของผมเหมือนกัน ความฝันที่ว่าก็คือ ฝันอยากเห็นข่าวออนไลน์เด็ดๆ อยากหัดเป็นนักข่าวออนไลน์แบบใหม่ที่เขาเรียกว่า Mojo เพราะมันแตกต่างไปจากสมัยที่ผมเคยทำข่าวออนไลน์ที่ Manager.co.th โชคดีว่าทางกลุ่มเนชั่น โดยคุณสุทธิชัย หยุ่น เปิดโครงการ Nation Media Academy ปั้นนักข่าวรุ่นใหม่ คุณสุทธิชัยและทีมงานคัดเลือกมาสำหรับรุ่นแรก 15 คน โชคดีที่ผมเข้ารอบกับเขาด้วย ตอนนี้นอกจากทำงานแล้วกลับบ้านมาก็ต้องมาฝึกหัดทำข่าวด้วย

หลักสูตรนี้ถ้ามีน้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ที่อยากเรียนเรื่องการทำข่าวออนไลน์ จับประเด็น สัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวกับเซียนข่าวอย่างคุณสุทธิชัย หยุ่น อันนี้เป็นโอกาสที่ดีมากครับ ผมเองตอนนี้ก็ได้เรียนอยู่ แต่ละสัปดาห์จะมีการบ้านให้ทำ ไม่หมูเลย แต่มันก็สนุกมาก เพื่อนๆ น้องๆ รุ่นแรกที่ผ่านเข้ามาบ้างก็ผ่านงานสื่อมาแล้วโชกโชน บางคนไม่เคยเลย แต่ที่น่าสนใจคือทุกคนมีไฟ และมีแววทุกคน (แต่ผมยังงงอยู่ว่าทางเนชั่นเห็นอะไรในตัวผม) งานนี้คุณสุทธิชัยลงมาวิจารณ์งานของเราด้วยตัวเองทุกชิ้นจริงๆ

ตอนนี้เขากำลังรับรุ่น 2 อยู่นะครับ ถ้าหากว่าสนใจก็สมัครเข้าไปได้ครับ ราคาค่าเรียนผมว่าไม่ถูก แต่สำหรับการเรียนกับคุณสุทธิชัยก็ถือว่าคุ้มครับ

ฝันกลางวัน เดี๋ยวฉันจะทำให้ดู

วันอาทิตย์, ตุลาคม 25, 2009 jakrapong 4 ของความคิดเห็น

วันนี้ขอออกตัวไว้ก่อน ผมเขียนเรื่องความคิดความรู้สึกนะครับ ขอพักเรื่องอินเทอร์เน็ตไว้ก่อน สำหรับคุณๆ ที่ผ่านมาแล้วอยากอ่านอะไรที่เอาไปใช้ได้ วันนี้คงไม่มีอะไรนะครับ ผมบ่นของผมไปเรื่อย เขียนเป็นกึ่งๆ บันทึกความทรงจำ กึ่งๆ เล่าเรื่องให้อ่านกันเล่นๆ สักตอน

ผมร่ำเรียนมาทางนิเทศศาสตร์ เติบโตทำงานมาทางสายสื่อสารมวลชน และโลกธุรกิจ กระโดดเข้าโลกอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ช่วงปี 2541-2542 มาถึงตอนนี้ 10 ปีแล้ว ระยะเวลา 10 ปีจะว่านานก็นาน จะว่าสั้นก็สั้น ที่ว่านาน เพราะถ้านับเป็นวัน มันก็ตั้ง 3,650 วัน นับเป็นชั่วโมงก็ 87,600 ชั่วโมง ตั้งสามพันกว่าวัน แปดหมื่นกว่าชั่วโมง แน่นอนว่ามันมีอะไรต่อมิอะไรผ่านเข้ามาในชีวิตให้เราเรียนรู้เยอะมาก จำกันแทบไม่ไหว ต้องมาบันทึกกันไว้สักหน่อย

10 ปีที่ผ่านมาบางทีก็สำเร็จ บางทีก็ล้มเหลว ดีใจ เสียใจ บางทีก็คิดว่าตัวเองเจ๋ง บางทีก็รู้สึกเราโง่เกินไป เจอมาหมดแล้ว ส่วนไอ้ที่ว่า 10 ปีมันสั้นก็เพราะเมื่อมองกลับมาที่ตัวเอง พอย้อนถามว่าเราได้ทำตามที่เราคิดเราฝันไว้บ้างหรือยัง สำเร็จตามนั้นไหม? ปรากฏว่าผมตอบมันไม่ได้ เพราะดันเป็นคนมีหลายความฝันเกินไป จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าทำฝันให้เป็นจริงได้แล้วหรือยัง สิบปีที่ผ่านมาเลยกลายเป็นว่าเหมือนมันผ่านไปแป๊บๆ

ผมเป็นคนช่างฝันครับ บางทีรำคาญตัวเองเหมือนกัน ที่ดันชอบฝันมันไปเรื่อย ตอนเด็กๆ แม่ถามว่าผมฝันอยากเป็นอะไร ผมบอกว่าผมฝันอยากเป็นทหาร เพราะเห็นบรรดาญาติผู้ใหญ่ผมหลายคนแต่งชุดทหารแล้วมันเท่ดี ดูมียศมีศักดิ์ เด็กๆ ก็คิดอย่างนั้นจริงๆ เด็กๆ เลยไปเรียนวชิราวุธวิทยาลัย นัยว่าจบมาเป็นทหารแน่ๆ

โตขึ้นมาหน่อย ก็ถูกที่บ้านปลูกฝังว่าเป็นหมอ เป็นวิศวะจะดีมาก เพราะนอกจากจะได้ช่วยคน สร้างชาติแล้วยังเงินดีอีกด้วย จนมัธยมปลาย กำลังจะสอบเอ็นทรานซ์ มันเป็นช่วงเวลาที่บีบบังคับให้ผมต้องเลิกวาดวิมานในอากาศ และคิดว่าต่อไปผมอยากจะทำอะไร ก็ตามประสาเด็กอีกนั่นล่ะครับ ชอบเรื่องวงการบันเทิง คิดว่าอะไรบันเทิงๆ ก็ต้องนิเทศศาสตร์ ความฝันของผมมันไม่ได้ชัดอะไรนัก ที่บ้านก็เลยเตะให้ไปเรียนนิติศาสตร์แทน

พ่อผมบอกว่า พ่อไม่ได้ฝืนใจลูกนะ ลูกอยากเรียน “นิ” เทศศาสตร์ พ่อขอให้ลูกเรียน “นิ” ติศาสตร์ ไม่เห็นมันจะต่างกันเท่าไหร่เลย เห็นไหม ยังไงก็ “นิ” … อ่ะนะ

เรียนได้สองปี เรียนๆ หลับๆ ท่องตัวบทมาตรา อยู่ที่นิติฯ เอแบค สองปี ผมเรียนไม่รู้เรื่องเลยครับ ใจมันไม่อยู่กับตัวบท ใจมันอยู่กับเสียงเพลง เสียงดนตรี อยู่กับสโมสรนักศึกษา วันๆ โดดเรียน นั่งทำกิจกรรมมหาวิทยาลัย จนวันหนึ่งเดินไปลาออกไม่บอกที่บ้าน บอกลาแค่อาจารย์และเพื่อนๆ ที่เอแบค บอกว่าผมจะไปตามฝัน ผมจะไปเรียนนิเทศศาสตร์ ย้ายไปเรียนนิเทศศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยรังสิตสามปีครึ่งก็จบออกมา มีใบปริญญา “นิ” สมใจที่บ้าน

แต่เป็นนิเทศฯ นะ ไม่ใช่นิติฯ แฮ่ม…

จากนั้นผมก็ลุยงานมาหลายๆ แบบ ทั้งวิทยุ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต ผ่านเลยไปถึงโทรศัพท์มือถือ ขอให้มันเป็นมีเดียก็ทำมันมาหมดล่ะครับ ทุกอย่างผมได้ใช้ที่เรียนมาจริงๆ ทฤษฎีก็ใช้บ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่ส่วนใหญ่ที่ได้ใช้จริงๆ ก็จะต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งนั้น แต่มีอย่างหนึ่งที่มหาวิทยาลัยไม่เคยสอนผมเลย นั่นก็คือ เรื่องความฝัน ดีแล้วล่ะครับที่เขาไม่ได้มาสอนให้เราฝัน แต่มหาวิทยาลัยกระตุ้นจินตนาการให้ผมหัดฝันด้วยตัวเอง เคยเจอคุณบัณฑิต อึ้งรังษี ในงานหนังสือฯ เอาหนังสือไปให้แกเซ็น แกบอกว่า “ความฝันของคนเรามีได้เป็นร้อย ๆ ฝันนี่ครับ ไม่ใช่ว่าเราไม่สำเร็จในฝันนี้ แล้วเราจะทำฝันอื่นให้เป็นจริงไม่ได้”

วันนั้นจำได้ว่ากลับบ้านมาแล้วก็ฝันต่อไป ต่อไม่เคยทำให้มันปรากฏชัดสักที ผมเพียงแค่คิดว่าผมชอบทำงานสื่อ ผมชอบมัน ผมเลยทำ การทำมีเดีย มันเลยอยู่ในความคิด ความรู้สึก ทำอะไรก็คิดเรื่องมีเดีย คิดบ่อยๆ เข้ากลายเป็นว่าเราฝันใฝ่จะทำ ฝันบ่อยๆ เข้าก็กลายเป็นว่าวันหนึ่งเราเชื่อว่าเราต้องได้ทำ แล้วเราก็ได้ทำมันจริงๆ เคยมีคนเขาบอกว่า คนเราคิดอะไรเราก็จะเป็นอย่างนั้น เพราะถ้าเราคิดอะไรบ่อยๆ เราก็จะทำมันบ่อยๆ ทำบ่อยๆ มันก็จะกลายเป็นนิสัย พอมีนิสัยนั้นเราก็จะเป็นคนแบบนั้น พอเราเป็นคนแบบนั้นต่อไปเราก็จะมีชะตากรรมแบบนั้น

ดังนั้นอำนาจของการฝันกลางวันมันมีอยู่ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ แต่ฝันอย่างเดียวมันไม่พอ มันต้อง “ลงมือทำ” ด้วย อย่างไอ้การที่มาอยู่ Yahoo! นี่ก็เป็นหนึ่งในแรงขับดับที่มาจากความฝัน คือผมชอบงานด้านอินเทอร์เน็ตจริงๆ ชอบมากขนาดที่ว่ากินนอนอยู่กับมัน สมัยเรียนมหาวิทยาลัยนอนที่หอพัก บ่อยครั้งที่ตื่นมาหน้าผมมักจะมีรอยคีย์บอร์ด เพราะนอนตรงโต๊ะอ่านหนังสือเลย ไม่ได้นอนบนเตียงแบบชาวบ้านเขา

ถึงตอนนี้ 10 ปีแล้วไวจริงๆ ผมยังคงฝันของผมต่อไป เพราะชอบคิดถึงโปรเจ็คต์เป็นสิบเป็นร้อย จดลง Evernote ไว้เพียบ

ผมเพียงแต่จะบอกว่า เวลา 10 ปีที่ว่ายาว มันก็ดูสั้นได้ หากเรายังตอบตัวเองไม่ได้ว่า เราได้ทำตามที่เราคิดเราฝันไว้บ้างหรือยัง สำเร็จตามนั้นหรือยัง เพราะวันๆ มันก็จะผ่านไปอย่างไม่มีค่าอะไร ชีวิตคงไม่สนุกอะไรถ้าเราขาดความฝัน ความหวัง

แต่จากนี้ไปผมจะไม่ฝันอย่างเดียวแล้วล่ะ จะจับฝันบางตัวที่เราชอบจริงๆ แล้วจะทำให้ดู แต่จะเป็นอะไรนั้น คอยดูนะครับ…

LinkedIn.com กับการบริหารความสัมพันธ์ทางธุรกิจ

วันจันทร์, ตุลาคม 19, 2009 jakrapong 2 ของความคิดเห็น

คงไม่มีใครปฎิเสธนะครับว่าหนึ่งในนิยามความสําเร็จทางธุรกิจก็คือ การสร้างมิตรภาพ การสร้างเสริมความสัมพันธ์ทั้งระหว่างคู่ค้า ระหว่าง เพื่อนร่วมงาน ระหว่างเพื่อนร่วมอาชีพ หรือเรียกรวมๆ กันว่า “Connection” วันนี้ผมขอแนะนํา LinkedIn.com เว็บไซต์แนว Social Network ที่สร้างขึ้นมาเพื่อบริหารความสัมพันธ์ทางอาชีพการงานและธุรกิจโดยเฉพาะ ใครที่รู้จักและเคยใช้ก็ดีแล้วครับ ผมอาจมีข้อมูลเพิ่มเติมมาให้คุณใช้งาน ได้ใช้ประโยชน์มากกว่าเดิมแต่ถ่้าใครไม่เคยใช้เลยขอเชิญไล่เรียงสายตาศึกษารายละเอียดกันได้เลยครับ

LinkedIn คืออะไร ทําไมต้อง LinkedIn?
LinkedIn.com นับว่าเป็นเว็บไซต์แนว Social Networking เฉพาะทางที่กล้าฉีกแนวออกจาก Social Networking อื่นๆ อย่าง Facebook Hi5 Friendster MySpace ที่เน้นสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคลในแบบเป็นกันเอง แต่ LinkedIn จะมาเน้นเรื่องการสร้างเครือข่าย ของคนทํางานและเรื่องอาชีพแทน เราก็ใส่เข้าไปเลยครับว่าทํางานอยู่ที่ไหน องค์กรไหน จบการศึกษามาจากที่ไหน สนใจในสายงานอาชีพแบบไหน

พอใส่ข้อมูลของเราเสร็จแล้ว ก็ลองหาข้อมูลคนอื่นดูครับ ไม่ว่าจะ เป็นเพื่อนที่ทํางานเก่า เพื่อนร่วมงานปัจจุบัน คนในแวดวง อุตสาหกรรมเดียวกัน อยากจะติดต่อกันเอาไว้ เผ่ือวันใดวันหนึ่งอาจ ได้ร่วมงานกันใหม่ก็มา add เป็นเครือข่ายกันเอาไว้ก่อน แถมยังแนะนําว่าไม่ให้เรารับ add ง่ายๆ นะครับ ให้รับเฉพาะคนที่รู้จักเท่านั้น เพราะคนที่เรารับเข้ามาเป็นเครือข่ายนั้นจะเห็นว่าเรารู้จักใครบ้าง มีสายสัมพันธ์กับใครบ้าง ซึ่งถ้าไม่ใช่คนรู้จักเราก็ไม่ควร ปล่อยให้เขารู้จริงไหมครับ

นอกจากนี้ระบบยังเปิดโอกาสให้คุณได้ “แนะนํา” คนที่คุณชอบ คนที่คุณเคยร่วมงานด้วย เคยทําธุรกิจด้วยกันว่าเก่งอย่างไร ดีอย่างไร ซึ่งเว็บทั่วๆ ไปไม่สามารถทําได้แบบนี้ โดยทางทีมงานออกมาคุยว่า ปัจจุบัน LinkedIn มีผู้ใช้ถึง 40 ล้านคนจาก 150 ประเทศทั่วโลก นับว่าไม่ใช่จํานวนน้อยๆ เลย

ทําอะไรได้บ้าง?
คุณสามารถใช้ LinkedIn เสิร์ชหางานใหม่ให้ตัวเอง หาลูกค้าใหม่ หาซัพพลายเออร์ หาผู้เชี่ยวชาญงาน หาคนร่วมงานได้ทุกประเภทงาน หรือแม้กระทั่งตรวจสอบพื้นหลังการศึกษา ของคนที่คุณต้องการรู้จักเขา เพิ่มเติมก็ได้ อย่างเช่นที่ออฟฟิศผมมีเพื่อนร่วม งานคนหนึ่งที่คุยกันถูกคอมาก ไม่เคยคุยกันว่าสมัยเรียนเรียนที่ไหน ปรากฏว่าเราเรียนมาทางสายเดียวกัน จบมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่คนละชั้นปี ทําให้เราเข้าใจเขามากขึ้น ประสิทธิภาพในการทํางานก็มากขึ้นเช่นกัน เมื่อเราต่างคนต่างเข้าใจกัน มากขึ้น ว่าแล้วก็มาดูกันเลยนะครับว่ามี Feature อะไรน่าใช้บ้าง

1

Answers – โชว์กึ๋นกันหน่อย ใน LinkedIn จะมีลูกเล่นที่เรียกกันว่า Answers สําหรับสมาชิกทุกๆ คนเข้ามาตั้งคําถามในเรื่องที่ตัวเองสงสัย อาจจะเป็นเรื่องวิธีการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ วิธีการเลือกที่ตั้งออฟฟิศ ที่เราไม่เชี่ยวชาญ แต่ใน LinkedIn มีคนที่รู้เรื่องพวกนี้เยอะครับ คนเหล่านี้จะเข้ามาช่วยกันตอบคําถาม
ว่ากันว่าคนที่ถามและตอบใน LinkedIn บ่อยๆ นี่ได้งานกันมาเยอะแล้วนะครับ อย่างผมเองนี่ก็มีประสบการณ์ในส่วนนี้มาบ้าง คือมีอยู่ครั้งหนึ่งมีฝรั่งเขา เข้ามาถามว่าถ้าต้องการหาคู่ค้าในเมืองไทยเฉพาะทางหน่อย บังเอิญว่าผมรู้จักเพื่อนที่ทําอยู่ทาง ด้านนั้นพอดี ก็เลยแนะนําให้เขาได้ เป็นต้น ตรงนี้ผมเห็นหนังสือฝรั่งหลายเล่มแนะนําให้เข้ามาตอบคําถามบ่อยๆ มันก็จะช่วยสร้างโปรไฟล์ในการเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ให้เราได้เหมือนกันครับ

User Groups
ลูกเล่นอีกอย่างของเว็บนี้ที่น่าสนใจก็คือกลุ่มความสนใจต่างๆ ของสมาชิก LinkedIn ครับ กลุ่มหลักๆ จะแบ่งออกเป็น 2 อย่างครับ แบบแรกคือ
“แบบองค์กร” อย่างผมเองทํางานที่ Yahoo! ผมก็จะเข้าไปร่วมในกลุ่มของ “ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน Yahoos” ซึ่งข้างในกลุ่มนี้ก็จะมีคนที่เคย/กําลัง ทํางานอยู่ใน Yahoo! เข้าไปคุยกันอยู่ในนั้น ใครย้ายไปประเทศอะไร อยู่ที่ไหนก็ตามกันได้ ใครมีงานใหม่ๆ มาประกาศกัน มีแม้กระทั่ง อดีตฝ่ายบุคคลมาตามหาคนไปทํางานก็มี
แบบต่อมาก็คือแบบ “กลุ่มความสนใจ” อันนี้แบ่งกันตามสะดวก เช่นวันดีคืนดีอาจจะมีคนมาชวนคุณมาเข้าร่วม “กลุ่มนักการ ตลาดออนไลน์แห่งประเทศไทย” หรือ “กลุ่มนักพัฒนาโอเพ่นซอร์ส” และถ้าไม่มีกลุ่มไหนตรงกับความต้องการหรือความสนใจเราเลย จะตั้งกลุ่มเองก็ไม่ผิดกติกาครับ การตั้งกลุ่มที่เป็นกลุ่มเฉพาะในความสนใจของเราเองจะทําให้เราได้สนทนาภา ษาเดียวกันกับคนที่ทํางานในสายเดียวกับเราได้แลกเปลี่ยนความรู้กับคนอื่นๆ มีแต่ได้กับได้ครับ เราเพียงแต่ต้องคอยจัดการกลุ่มหรือดูแลชุมชนของเราให้ดี

Applications
เมื่อปลายปีที่แล้ว ทาง LinkedIn เพิ่งเปิดตัวตรงส่วน Applications ขึ้นมา โดยตรงพื้นที่นี้มันจะเปิดให้เราสามารถฝังหรือ embed Application ต่างๆ เข้าไปในโปรไฟล์ของเราได้ เช่น ผมอยากจะเอาสไลด์พรีเซนเทชั่นของผม มาแชร์ ก็ใช้ Application ของเว็บไซต์ Slideshare.net มาวางเอาไว้ในโปรไฟล์ของผมได้ หรือจะเป็น Application TripIt ที่เอาไว้แชร์ว่าขณะนี้เรากําลังวางแผนจะเดินทางไปที่เมืองไหน ประเทศไหน เราอาจจะไปเจอคนรู้จักในต่างถิ่นต่างแดนก็ได้จริงไหมครับ

2

อีกอันที่ผมชอบมากๆ ก็คือ Reading list ของ Amazon ทําให้เรารู้ได้ครับว่าคนที่ทํางานในแวดวงเดียวกับเรากําลังอ่านหนังสืออะไรกัน อยู่ ทําให้เราไม่ตกข่าวตกประเด็นความสนใจ และประเด็นสําคัญของการมี Application ไว้ในโปรไฟล์ก็คือ เราสามารถแสดงตัวตนเราได้ชัดมากกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงเขียนว่า เราทํางานอะไรที่ไหน

มาแสดงตัวตนของคุณ (ทางด้านการงานและธุรกิจ) บนโลกออนไลน์กันดีกว่า

วิธีฝึกดูจิตด้วย Twitter

วันอาทิตย์, ตุลาคม 18, 2009 jakrapong 9 ของความคิดเห็น

Screen shot 2009-10-18 at 5.23.52 PM

วันนี้อ่านหนังสือ “เคล็ดลับดับทุกข์” ของ ว.วชิรเมธี ในหนังสือเล่มนี้ก็เป็นการเผยแผ่ธรรมะทั่วๆ ไป แต่มีอยู่ตอนหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับเรื่องการดูจิต การตามอารมณ์ ผมอ่านแล้วรู้สึกว่าเอามา apply ใช้กับ Twitter ได้เลยเอามาเขียนแชร์กันตรงนี้ บอกตามตรงนะครับว่าไม่แน่ใจว่าวิธีการประยุกต์ของผมมันจะเวิร์คหรือเปล่า แต่มันก็น่าลองนะ… ใครได้ผลอย่างไรเอามาบอกกันด้วย

ก่อนที่จะเข้าเรื่อง ขอให้อ่านบทความส่วนหนึ่งที่ผมขออนุญาตคัดลอกมาลงตรงนี้ก่อนนะครับ คัดมาจากหน้า 65 ชื่อตอนว่า “ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะ”

- – - – - – - – - -

“หลายท่านในที่นี้เคยปฎิบัติธรรม หลายท่านก็เป็นศิษย์มีครู ฟังมาแล้ว 4 เรื่องอาจจะเด็กๆ อะไรก็ไม่รู้ ก็พูดตามเขา เรื่องนี้สำคัญนะ คือฝึกจิตให้เกิดรู้ ฝึกใจให้เกิดรู้นี่ฝึกยังไง ก็คือให้เรามีสติรู้เนื้อรู้ตัว คนโบราณเวลาที่ลูกหลานจะไปไหนเรียกลูกหลานมาใกล้ๆ ลูบหัวแล้วว่าลูกทำอะไรให้รู้เนื้อรู้ตัวนะ

“คำว่ารู้เนื้อรู้ตัวนี่สำคัญนะ ทางเมืองเหนือจังหวัดบ้านเกิดอาตมา เชียงราย เชียงใหม่ จะมีคำอยู่คำหนึ่งสำคัญมาก ภาษาเชียงราย เชียงใหม่นะ ฮู้คิงก่อ ก็คือรู้ตัวบ้างไหม มันลึก ก็คือ What are you doing? (ตรงนี้เองที่ตรงกับ Twitter – ผู้คัดลอก) คุณกำลังทำอะไร รู้ตัวไหม คุณกำลังด่าฉันฉอดๆๆ รู้ตัวไหม ถ้ารู้ตัวมันจะไม่ด่านะ ทำเป็นเต้นแร้งเต้นกา ฟาดงวงฟาดงาต่อหน้าธารกำนัลนี่ ถ้ารู้ตัวมันไม่ทำใช่ไหม แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ทำอย่างไรถึงจะรู้เนื้อรู้ตัว คือมีสติอยู่ตลอดเวลา ทำอย่างไรก็ต้องฝึกใจให้เกิดรู้ เพราะฉะนั้นคำทักทายของล้านนา ฮู้คิงก่อของคนโบราณนี่แสดงว่าเป็นคนที่ลึก ลึกพอๆ กับที่คนภาคใต้ร้องเพลงกล่อมเด็กแล้วมีนิทานอยู่ในนั้น ท่านพุทธทาสเขียนว่า มะพร้าวนาฬิเก ต้นเดียวโนเน กลางทะเลขี้ผึ้ง ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง กลางทะเลขี้ผึ้ง ถึงได้แต่ผู้พ้นบุญเอย เพลงกล่อมเด็กทางใต้ก็จะมีนิทาน ในภาษาเหนือที่ว่าฮู้คิงก่อก็มีเรื่องของการเจริญสติของล้านนา ลึกไหมละ”

- – - – - – - – - -

อ่านจากบทความข้างต้น ถ้าเราจะมาลองถามใจตัวเราเองมาถามกันว่า “ฮู้คิงก่อ” แบบท่านวอบ้าง ก็มาลองใช้ Twitter กันดูบ้างเป็นไร ผมเห็นเพื่อนๆ หลายคนชอบใช้ Twitter อัพเดทเรื่องราวของตัวเองแทบจะทุกอากัปกิริยา เช่น เดินไปตลาดก็ทวีต เดินกลับมาถึงบ้านก็ทวีต กินข้าวก็ทวีต แม้กระทั่งกลับบ้านเข้าส้วมก็ยังทวีตเลย อย่ากระนั้นเลย เราลองปรับ mindset ของเราในการใช้ Twitter เพื่อประโยชน์ในการฝึกดูจิตของเราบ้างไหม?

วิธีการฝึกดูจิตด้วย Twitter ไม่มีอะไรมากครับ เวลาเราเข้ามาที่ Twitter ให้เราลองตามอารมณ์ตัวเองว่าตอนนี้เรารู้สึกอย่างไร คิดอะไรอยู่ แล้วทวีตออกไป เช่น ตอนนี้ห้าโมงเย็น ตอนนี้ผมกำลังเขียนบล็อกเรื่องการดูจิตด้วย Twitter ก็ทวีตไป เสร็จแล้วตามด้วย “รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เอาธรรมะมาลองผูกกับ Twitter อยากรู้จริงว่ามันจะเวิร์คสักแค่ไหน” เสร็จแล้วให้มองลึกลงไปในใจว่าเรารู้สึกอย่างไรก็ทวีตลงไป

ท้ายที่สุดผ่านไปแล้วสักสี่ห้าทุ่มก่อนจะนอนลองกลับมาดูว่าตัวเราได้ทวีตอะไรไปบ้างในแต่ละวัน เหมือนกับเป็นการทบทวนว่าวันนี้เรามีอารมณ์อะไรบ้าง เราทวีตไปบ่อยครั้งนั้นมีประโยชน์อันใด สนุก รู้สึกดี รู้สึกดีที่ได้บอกให้เพื่อนรู้ว่าเราทำอะไรอยู่ หรือรู้สึกดีที่ได้แชร์เรื่องดีๆ กับคนทั่วไป บอกกับตัวเราให้ได้ว่าทั้งวันที่เราทวีตไปนั้น มันตรงกับใจของเราหรือเปล่า แล้วมีข้อความไหนบ้างไหมที่เราอ่านแล้ว “เฮ้ย เราทวีตอย่างนั้นออกไปได้อย่างไร?” อย่างผมเองเจอกับตัวแล้วครับ เมื่อวานไปดูหนังเรื่องรถไฟฟ้ามาหานะเธอมา ที่โรงหนังเขาฉายหนังโฆษณานานมาก เพราะหนังดัง ผมก็หงุดหงิดเลยทวีตด่าออกไปว่า “โรงหนังนี้ห่วยมาก ถือว่าหนังดังเลยโฆษณานาน รอมาทั้งกว่า 40 นาทีแล้ว” แล้วผมก็สะใจที่ได้ทวีต

แต่พอมาดูตอนนี้รู้สึกได้เลยว่า เราควรจะต้องฝึกอีกเยอะเลย ฝึกให้ Twitter เป็นเครื่องมือตามดูอารมณ์เรานะครับ ไม่ใช่เครื่องมือระบายอารมณ์แบบที่ผมทำเมื่อวาน
ลองดูนะครับ ได้ผลอย่างไรบอกกันด้วย

สัมภาษณ์ออกรายการ “คุยกันวันเสาร์” ช่วง Digital life

วันพฤหัส, ตุลาคม 15, 2009 jakrapong 2 ของความคิดเห็น

@tukko สัมภาษณ์ผมออกรายการคุยกันวันเสาร์ ช่วง Digital life ออกอากาศเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2552 เวลา 19.00 – 20.00 น. TNN 24
เป็นการแนะนำผลิตภัณฑ์ครับ

เก็บตก (ย้อนหลังนานมากๆ) บรรยากาศงานขาย iPhone 3Gs ที่ Singtel ในสิงคโปร์เมื่อสองเดือนก่อน

วันศุกร์, กันยายน 18, 2009 jakrapong 1 comment

วันนี้ตื่นแต่เช้ารีบไป Com Centre (Singtel Building) เพื่อไปเข้าคิวซื้อ iPhone 3Gs ตัวใหม่กับเค้าหน่อย ตัวเก่าดันหายเฮ้อ Y-T เศร้า เอาล่ะ เข้าเรื่องดีกว่า

ออกจากบ้าน 9 โมงหน่อยๆ พอไปถึงเจอป้ายนี้เข้าก็ผงะ มันบอกว่าคิวยาว 8 ชั่วโมงครับพี่น้อง

คนเริ่มเข้าคิวออกมาจากหน้าตึก ดูไม่เยอะเท่าไหร่

พอเดินไปเรื่อยๆ ก็เจอคนเข้าคิวกันชนิดที่เรียกว่า ไหนว่าวิกฤตเศรษฐกิจคนจะไม่ซื้อของแพง อ่ะ ดูกันเอาเอง

จริงๆ งานมันเริ่มตั้งแต่ 10 โมง แต่เราไปถึงก่อนคนก็ทะลักทะล้นซะแล้ว กำลังคิดว่ามันจะซักกี่ชั่วโมงกันนะ ปรากฏว่ามันก็ไม่ได้แน่นอย่างที่เราคิดครับ พอไปถึงเราก็บอกว่าเรา pre-order ทางเว็บมาก่อนล่วงหน้าแล้ว เลยได้เดินลัดคนไปประมาณ 100 คนที่ walk-in เข้ามาซื้อ (ทาง Singtel ซึ่งเป็นเจ้าของงานลงโฆษณา 2 หน้าใหญ่ในหนังสือพิมพ์ ST และหน้างานก็ยังส่งคนไปแจกใบปลิวในสถานี Somerset และโปรโมทไปทั่วเกาะ)

ผมเดินลัดเข้าไปถึงตรงส่วนที่เขาจะต้อง verify ว่าเราจอง iPhone มาจริงหรือเปล่า เขาขอให้ผมโชว์อีเมลที่ทาง SIngtel ส่งมาหาผมวันก่อน 2 ฉบับ ผมก็ เอ๊ะ ก็ไม่มี Printer ที่บ้านนี่หว่า ไม่ได้เอามาเปิดโชว์ในมือถือได้ไหม มันยอมครับ พอดูๆ ไปก็ เอ้อ โอเคเข้าไปได้ ว่าแล้วเขาก็ให้ผมเล่นกีฬาสีครับ ต้องใส่ Wristband เบอร์ 10 (ผมเป็นเซ็ตที่ 10 นะครับ ไม่ใช่คนที่ 10)

เดินเข้าไปเรื่อยๆ อีกหลายเลี้ยวก็ยังไม่มีทีท่าจะได้เข้าง่ายๆ ครับคนมืดฟ้ามัวดิน

ในที่สุดก็เข้ามาจนได้หลังจากผ่านไปประมาณชั่วโมงนึง พอเข้าไปปุ๊บก็มีคนพาเดินเข้าไปเอาเครื่องครับ ตรงนี้ไม่ต้องทำอะไรมากแล้วเพราะเราจองทางเว็บไปแล้ว เราแค่เซ็นชื่อในเอกสารออนไลน์ และดูว่าตัวเครื่องเรียบร้อยดีไหม

แต่ตรงนี้เขาจะย้ำกับเราอย่างนึงครับว่า เนื่องจากผมเคยซื้อ iPhone 3G เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว แล้วมันเพิ่งผ่านไปแค่ 10 เดือน ดังนั้นเขาจะขอชาร์จ 300 เหรียญ บวกกับค่าเครื่อง 458 เหรียญ สำหรับรุ่น 32G สีดำที่ผมซื้อ รวมแล้ว 758 เหรียญ อันนี้เป็น iFlexi value นะครับ จ่ายรายเดือน เดือนละ 58 สัญญา 2 ปี

ได้เครื่องล่ะครับ ทีนี้พนักงานก็บอกว่าเนื่องจากเราจองก่อน เขาแจก accessories มูลค่า 30 เหรียญฟรีครับ (คงชาร์จรวมไปในนั้นแล้วล่ะ) ให้เราไปเลือกเอาเลยครับ เสร็จแล้วก็ไปจ่ายเงิน

ข้างในแคชเชียร์จะมีคนคอยตรวจเอกสารอีกรอบนึงเพื่อมั่นใจได้ว่าไม่มีผิดพลาด และแคชเชียร์มีแค่สองคนครับ ไม่รู้ว่า handle คนเยอะขนาดนี้ได้ยังไง แต่เขาจะมีแคชเชียร์สำหรับคนที่จ่ายเงินสดแยกออกไปอีกเคาท์เตอร์นึง

เรียบร้อยครับ จ่ายเงินรับเครื่องมาแล้ว เดินออกมาข้างหน้า เขาก็มีบริการรับ trade-in เครื่องรุ่นเก่าครับ ใครมี iPhone 3G สามารถเอามาขายได้ในราคา 400 เหรียญ แต่เครื่องผมหายไปแล้วเลยอดเลย เมิองไทยน่าจะมีแบบนี้บ้างนะครับ ถ้าหากว่า True Move ไม่ทำแบบนี้คนอาจจะโวยก็ได้นะ ฮ่าๆๆ

ทิ้งท้ายอีกสักรูปสำหรับคิวหลังจากผมที่ยังคงรอหน้าตึก ตอนที่เราได้เครื่องแล้ว คืนนี้คงถึงสองสามทุ่มล่ะครับ

Twitter ความจำเป็นทางการตลาดที่ต้องเริ่มวันนี้

วันพฤหัส, กันยายน 17, 2009 jakrapong 10 ของความคิดเห็น

Screen shot 2009-09-17 at 8.17.53 PM

เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คาดว่าคุณผู้ใช้ Twitter หลายคนคงหงุดหงิดไม่น้อยเมื่อพบว่าเจ้าบริการ Micro-blogging ยอดนิยมนั้นล่มนานหลายชั่วโมง ขณะนั้นผมก็กำลังออนไลน์อยู่เหมือนกัน เสียงตอบรับที่ได้ รับกลับมาผ่านทาง Facebook หลายสิบข้อความก็คือ “ไม่น่าล่มเลย ตอนนี้ขาด Twitter ไม่ได้ เหมือนขาดช่องทาง ในการสื่อสารไปอย่างหนึ่ง แย่จัง”

เสียงตอบรับข้างต้นนี้คงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนแล้วนะครับว่า Twitter เป็นช่องทางหนึ่งในการสื่อสารของคนบนโลกอินเทอร์เน็ตไปแล้ว ดังนั้นในแง่ของการตลาด การที่เราจะเข้าไปมีส่วนในการสื่อสารกับคนในสังคมจึงเป็นเรื่องที่เราจำเป็นต้องทำ และในวันนี้ผมก็อยากจะมาย้ำข้อความนี้กับคุณผู้อ่านอีกสักครั้งว่า ถ้าคุณยังไม่ได้เริ่ม คุณจำเป็นต้องเริ่มได้แล้ว เพราะอะไร? เพราะ Twitter เป็นพื้นที่การสนทนาของผู้บริโภค ที่เปิดให้นักการตลาดเข้าไปมีส่วนร่วมได้

สมัยก่อน Brand positioning ตลอดจนทิศทางทางการตลาดล้วนถูกกำหนดมาจากนักการตลาด ที่ทำการสำรวจทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ แต่วันนี้ Brand positioning ของสินค้าและบริการใดๆ ล้วนเกิดจากการนิยามของผู้บริโภค

ตัวอย่างที่ 1 มีโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เพิ่งเปิดศูนย์ตรวจสุขภาพใหม่ และประชาสัมพันธ์ออกไปว่าทางโรงพยาบาลได้รับการจัดอันดับอยู่ในระดับต้นๆ ของประเทศ พร้อมทั้งได้จัดซื้อเครื่องมือ ในการตรวจร่างกายที่มีประสิทธิภาพสูงมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท วันหนึ่งคุณอยากตรวจสุขภาพ ก็เลยลองไปที่โรงพยาบาลนี้ ไปนั่งรอคิวอยู่แล้วรอนานเกิน 3-4 ชั่วโมง เดินไปถามพนักงานก็แล้ว ถามพยาบาลก็แล้ว ปรากฏว่าคุณหมอทุกคนยุ่งหมด คุณรอไม่ไหวก็เลยเดินจากไป ไปเข้าคลีนิคเล็กๆ ที่อาจจะไม่ดีเท่า แต่ให้บริการได้ดีกว่า

ถามว่าความรู้สึกของคนไข้ที่มีต่อแบรนด์ของโรงพยาบาลจะเป็นอย่างไรบ้างครับ? แน่นอนว่า มันจะเป็นความรู้สึกเชิงลบ “ปล่อยให้รอได้ตั้ง 3-4 ชั่วโมง บริการแย่มาก วันนี้จะกลับไปเขียนบล็อกด่าซะให้เข็ด tweet มันอีกสัก 3 รอบ (คนไข้รายนี้มีคน follow อยู่ 1,000 ราย)” ในขณะที่บุคลากรในโรงพยาบาล อาจจะคิดในมุมกลับกันว่า “วันนี้คนไข้มารอตรวจสุขภาพ เยอะมาก เป็นเพราะการประชาสัมพันธ์ เรื่องเครื่องมือใหม่ของเรา และการจัดอันดับแน่ๆ เลย มีบางคนรอไม่ไหวกลับบ้านไปก่อนนิดๆ หน่อยๆ แต่คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ คราวหน้าเราต้องจัดคนมารับจำนวนคนไข้ให้ได้มากกว่านี้”

คุณผู้อ่านมองเห็นภาพไหมครับว่ามันคนละเรื่องกันเลยนะครับ ในโลกที่อะไรๆ เปลี่ยนแปลงเร็ว คุณกำลังจะเสียลูกค้าอีกนับพันคน จากการที่คุณให้บริการได้ไม่ดีกับคนเพียงคนเดียวก็เป็นไปได้

ถ้านักการตลาดที่สนใจจะ “ฟัง” ลูกค้าอย่างจริงจัง คุณจำเป็นแล้วล่ะครับที่จะต้องเข้ามาใช้ Twitter เข้ามาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับลูกค้าอย่างจริงจัง ถ้าคุณเริ่มใช้ Twitter และเข้าไปร่วมวงสนทนากับลูกค้า หรือ “Join conversation” กับลูกค้าที่สนใจในสินค้าและบริการของคุณ โดยใช้ Twitter ในการ ปรับความเข้าใจ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของแบรนด์ของคุณ ยกตัวอย่างอีกทีนะครับ

คนไข้ที่เสียความรู้สึก tweet ไปว่า 
“วันนี้ไปที่โรงพยาบาลก.ไก่ รอตรวจสุขภาพ 4 ชั่วโมง บริการแย่มาก ไม่ไปแล้ว”
คุณซึ่งเป็นฝ่ายการตลาดเข้าไปตอบว่า
“เราเปิดศูนย์เป็นวันแรก ทำให้จัดคิวพลาด ทางโรงพยาบาลขออภัยอย่างสูงค่ะ
รบกวนช่วยติดต่อกลับเพื่อรับบริการพิเศษจากทีมงานแพทย์ของเราด้วยค่ะ”

จากตัวอย่างข้างต้นคุณผู้อ่านจะเห็นได้ว่านี่เป็นการใช้ Twitter ในการแก้ไขปัญหา และป้องการการสูญเสียชื่อเสียงของโรงพยาบาลได้ Twitter จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่เราจะทำหรือไม่ทำก็ได้

ตัวอย่างที่ 2

ผมขอยกตัวอย่างที่มาจากตัวเองเลยนะครับ 

วันก่อนนี้ผมได้รับอีเมลฉบับหนึ่งจากเพื่อนที่สนิทกันที่ฟอร์เวิร์ดมา (พร้อมกับรายชื่อคนใน cc list ประมาณ 200 คน) เขียนตำหนิร้านอาหารญี่ปุ่นร้านหนึ่งว่าปรับเมนูอาหารใหม่แล้วขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรม ผมเจอเขาออนไลน์อยู่จึงถามดู เขาก็ยืนยันว่าจริง ผมเลย Tweet ลงไปว่า “ร้านอาหารนี้ขึ้นราคา 10-15% จะสั่งก็ระวังๆ กันหน่อยนะครับ” ปรากฏว่ามีคน Retweet ที่ผมเขียนไปถึง 15 ครั้ง และผมสำรวจคร่าวๆ ปรากฏว่า 15 รายนี้มี Follower อยู่รวมกันประมาณ 1,500 ราย นี่ยังไม่รวมถึงคนที่เข้าไปก่นด่าร้าน อาหารร้านนี้ในเว็บบอร์ดอีกหลายๆ แห่ง ซึ่งบางแห่งก็มีอดีตพนักงานเก่าของร้านมาร่วมด่าด้วยว่าร้านนี้ไม่ดีจริงๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วร้านอาหารนี้บริการดี อาหารอร่อย แต่ปรับราคาและปรับเมนูใหม่เยอะจนทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึก

นั่นหมายความว่าร้านอาหารญี่ปุ่นเจ้านี้กำลังมีแนวโน้มเสียลูกค้าถึงเกือบๆ 2,000 ราย เป็นอย่างน้อย ถ้าเพียงแต่ฝ่ายการตลาดของร้านอาหารนี้ลงมา “Join conversation” ไม่จำเป็นว่าต้อง Twitter ที่เดียวครับ จะเป็นช่องทางอื่นด้วยก็ได้ ก็อาจจะช่วยป้องกันไม่ให้เราเสียลูกค้าไปได้

ทั้งหมดนี้ผมเพียงแต่จะบอกว่า… ในฐานะนักการตลาดรุ่นใหม่ Twitter เป็นตัวอย่างหนึี่งของความจำเป็นทางการตลาดอย่างยิ่งยวด ที่เราจะต้องใช้ Social media ในการเข้ามาปรับความเข้าใจและปกป้องแบรนด์ของเรา เพราะแบรนด์อยู่ในมือลูกค้า ไม่ใช่ในมือของเราอีกต่อไปแล้ว

หลังจากจบบทความนี้ ขอแนะนำว่า:
1. กรุณาลงทะเบียน http://www.twitter.com
2. ค้นหา Google, Yahoo!, Bing, Pantip, และเว็บ Community อื่นๆ โดยใส่ชื่อแบรนด์ของคุณ ตามด้วยคำว่า “ดี, บริการดี, แย่, ห่วย” คุณจะพบว่าผู้บริโภคพูดถึงแบรนด์ของคุณไว้ว่าอย่างไร แล้วพยายาม Join conversation เสียแต่วันนี้
3. อ่านรูปแบบการทำการตลาดจาก Cover story ของ Positioning ได้ในเล่ม

นายแบบจำเป็น

วันเสาร์, กันยายน 5, 2009 jakrapong 5 ของความคิดเห็น

วันนี้ไม่มีอะไรครับ แค่บ้าเห่อ Yahoo! Messenger version 10 (beta) ดูซิว่านายแบบคือใคร!!

Picture 3

ใครไม่เคยลองใช้ไม่ต้องกลัวนะครับ ใช้คุยกับเพื่อนที่ออนไลน์ด้วย MSN ได้เลย

10 แบรนด์ดัง ที่ดังได้ด้วย Social Media

วันเสาร์, กันยายน 5, 2009 jakrapong 4 ของความคิดเห็น

ตีพิมพ์ครั้งแรก Positioning Magazine   สิงหาคม 2552

Screen shot 2009-09-05 at 1.03.51 PM

ฉบับนี้จริงๆ ผมคิดจะเขียนเรื่องของ Social Media และการ Engage ให้คนติดอยู่กับแบรนด์ของเรามากขึ้น แต่พอเจอรายงานฉบับหนึ่งทางอินเทอร์เน็ตที่ชื่อว่า The World’s Most Valuable Brands, Who is the Most Engaged? หรือแปลเป็นไทยว่าชื่อว่า แบรนด์ดังระดับโลก แบรนด์ไหนน่าติดตามที่สุด (Engage คนได้มากที่สุด) ของ Charlene Li อดีตนักวิเคราะห์ชื่อดังจาก Forrester เจ้าของหนังสือ “Groundswell” ที่ว่าด้วยบทวิเคราะห์โลกอินเทอร์เน็ตที่โด่งดังเมื่อปี 2008 ก็อดเอามาแปลให้คุณผู้อ่านก่อนไม่ได้ สำหรับรายงานฉบับนี้ผมอยากให้คุณผู้อ่านดาวน์โหลดไปอ่านกันจากลิงก์น http://www.altimetergroup.com/2009/07/engagementdb.html

ในรายงานฉบับนี้ Charlene ได้ค้นพบว่า บริษัทที่ทำ Brand Engagement ผ่านทาง Social Media ที่มีประสิทธิภาพ จะมีผลประกอบการที่ดีขึ้นด้วย โดยเธอพบว่า การทำ Brand Engagement นั้นมีความสัมพันธ์กับผลประกอบการทางการเงินขององค์กร และเธอกับทีมงานได้จัดทำ 100 แบรนด์ดังระดับโลกที่ใช้ Social Media ในการดึงให้ คนติดตามแบรนด์ของตัวเอง โดยมี Top 10 เรียงลำดับตามแต้มที่ทีมงานกำหนดไว้ดังนี้ครับ

1.Starbucks (127)
2. Dell (123)
3. eBay (115)
4. Google (105)
5. Microsoft (103)
6. Thomson Reuters (101)
7. Nike (100)
8. Amazon (88)
9. SAP (86)
10. เสมอกันระหว่าง – Yahoo!/Intel (85)

บริษัทอันดับต้นๆ จากทั้ง 100 อันดับนี้มีผลประกอบการที่ดีขึ้น เพราะรายได้โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 18% ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับกลุ่มบริษัท ที่มีคนติดตามทาง Social Media น้อยที่สุดจะมีรายได้ตกลงไป 6% ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าอันนี้รวมไปถึง กำไรและรายได้สุทธิด้วย แม้รายงานจะไม่ชี้ชัดว่ามีความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างความสามารถทางการเงิน กับการทำ Brand Engagement แต่สิ่งที่ทางผู้จัดทำได้ระบุชัดเจนก็คือมันมีความเกี่ยวเนื่องกันอยู่ อาทิ บริษัทที่เปิดให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมจะมีผลประกอบการที่ดีกว่าเพราะ ว่าบริษัทเหล่านั้นโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองทำมากกว่าที่จะมุ่งเน้นแข่งขันจน ลืมตัวเอง ในรายงานฉบับนี้ได้ยกตัวอย่างแบรนด์ดังอย่าง Starbucks, Dell, SAP, และ Toyota เป็นตัวอย่างในการอธิบายถึงการค้นพบหลักๆ (Key finding) ของทีมงานว่า

เน้นคุณภาพ ไม่ใช่แค่ปริมาณ
การสร้างความน่าติดตาม หรือการสร้าง Engagement เป็นอะไรที่มากกว่าเพียงแค่สร้าง Blog ขึ้นมาแล้วเปิดให้คนโพสต์อะไรก็ได้ มันเป็นอะไรที่มากกว่าจะเปิดโปรไฟล์ใน Facebook แล้วให้คนมาเขียนอะไรก็ได้ใน Wall ของเรา แต่มันเป็นเรื่องที่ว่าเราจะรักษาให้เนื้อหาใน Blog ของเราสดใหม่อยู่ตลอดเวลาได้อย่างไร และแน่ใจได้ว่าเราตอบความเห็นของผู้บริโภค ที่เข้ามาออกความเห็นกับแบรนด์ของเรา มันเป็นเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้านั่นเอง

กำหนดให้การทำ Brand Engagement เป็นงานของทุกคนในบริษัท

Social Media ไม่ได้เป็นงานของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป หากแต่ว่าทางบริษัทนั้นๆ ได้ให้ความสำคัญกับ Social Media ชนิดว่ามันเป็นงานของทุกคนที่จะต้องช่วยกันทำความเข้าใจ สื่อสารภาพลักษณ์ของบริษัท สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าด้วยช่องทางต่างๆ ที่เหมาะสม ทำกันคนละนิดคนละหน่อยไม่กี่นาทีในแต่ละวัน ถ้าพนักงานในบริษัทช่วยกัน มันจะกลายเป็นพลังที่ส่งผลถึงผู้บริโภคแน่นอนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับ Social Media ได้แล้ว
กลยุทธ์ในการทำการตลาดผ่าน Social Media อย่างคุ้มค่านั้นขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยซึ่งรวมไปถึง อุตสาหกรรมที่คุณทำงานอยู่ด้วย ถ้าหากว่าลูกค้ารายใหญ่ของคุณไม่เชื่อเรื่อง Social Media ว่ามันเป็นช่องทางการสื่อสาร หรือถ้าองค์กรของคุณต่อต้านที่จะสร้างความน่าติดตามในทางใดทางหนึ่ง คุณคงต้องเริ่มต้นจากสิ่งที่ง่ายๆ และเล็กๆ ก่อน ค่อยเป็นค่อยไป แต่คุณจำเป็นจะต้องเริ่มทำอะไรสักอย่าง ได้แล้ว ไม่เช่นนั้นคุณก็จะรับความเสี่ยงที่จะแพ้แบรนด์อื่นๆ ไม่ใช่เพียงแค่แบรนด์ในอุตสาหกรรมของคุณ แต่ยังรวมไปถึงการเข้าถึงจิตใจลูกค้าด้วย

ทำอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
การสร้างความน่าติดตามนั้นจะทำแบบผิวเผินไม่ได้ หากแต่เราจำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอ และจำเป็นต้องลงทุนในการหาคนที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่อง Social Media เข้ามาเป็นหูเป็นตาของแบรนด์ โดยจัดจ้างคนอย่างเป็นทางการ แต่ถ้าบริษัทคุณมีข้อจำกัด เรื่องบุคลากร ก็ให้พยายามมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอเท่าที่จะทำได้

ในตัวรายงานยังมีการอธิบายกรณีศึกษาอื่นๆ แบบละเอียดยิบของ Starbucks, Dell, Toyota, SAP ไว้ได้อย่างน่าสนใจมาก ถึงขนาดว่าจัดวางคนกี่คน ทำกันอย่างไรบ้าง แต่น่าเสียดายว่าพื้นที่เรามีจำกัด อยากให้ลองอ่านกันดูนะครับ