สะเก็ดข่าว: ‘จีฉ่อย’ เด็ด รุกประชาสัมพันธ์ออนไลน์บน Facebook

วันเสาร์, ธันวาคม 25, 2010 3 ของความคิดเห็น

ในยุคที่ร้านขายของชำ หรือร้านโชห่วยต้องปิดตัวลงมากมาย ด้วยการขยายสาขาของร้านสะดวกซื้อ และเชนสโตร์ขนาดใหญ่ ร้านของชำบางร้านก็ยังอยู่ได้ด้วยลักษณะการขายที่ลูกค้่ามองว่าแปลกแหวกแนว สร้างกระแสนิยมให้คนบอกต่อได้จนลูกค้ายังคงอุดหนุนคับคั่ง “จีฉ่อย” ร้านขายของชำ ใกล้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่อยู่ยั้งยืนยงมาร่วม 50 ปีเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนในใจในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ล่าสุดมีแฟนๆ ช่วยประชาสัมพันธ์ออนไลน์ทาง Facebook แล้ว

จีฉ่อย หรือ จื้อฉาย (จีนตัวย่อ: 志才; พินอิน: zhìcái; เยล: ji3choi4) คือ ชื่อร้านขายของชำของธุรกิจครอบครัวชาวจีนขนาดหนึ่งคูหา ตั้งอยู่หน้าตลาดสามย่าน ตรงบริเวณถนนพญาไท ใกล้กับคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตรงข้ามจามจุรีสแควร์ และได้ชื่อว่าเป็นสีสันแห่งหนึ่งของบริเวณสามย่าน ร้านจีฉ่อยเป็นร้ายขายของที่ขึ้นชื่อว่า “มีของขายทุกอย่าง และถ้าของไหนไม่มีขายในร้าน จะสามารถมาเอาได้ภายใน 2 วันให้หลัง

ในอดีต ร้านจะเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ลักษณะร้านเป็นร้านกว้างประมาณ 3 เมตร และลึกประมาณ 10 เมตร แต่ในปัจจุบัน ร้านจีฉ่อยจะปิดวันอาทิตย์วันเดียว ส่วนวันธรรมดาจะเปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม และเนื่องจากทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต้องการที่จะพัฒนาพื้นที่ของตลาดสาม ย่านและพื้นที่โดยรอบ ร้านจีฉ่อยแห่งนี้จึงต้องย้ายไปอยู่ในบริเวณอื่น กล่าวคือบริเวณยูเซ็นเตอร์[1]

มีผู้เล่าว่าในช่วงที่มาเปิดใหม่ๆ ของที่ขายถูกจะราคาถูก คนขายก็ใจดีมาก เช่น เวลาซื้อยาลบหมึก 1 ขวด สมัยนั้นราคา 50 สตางค์ ก็แถมกระดาษซับแบบไม่อั้น และยังมีเสียงร่ำลือกันอีกว่ามีนิสิตหลายคนชอบมา “ลองของ” กับจีฉ่อย สั่งซื้ออะไรยากๆ แล้วจีฉ่อยสามารถหาให้ได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ไม่ว่าเปียโน, ข้าวมันไก่, เก้าอี้หมอฟัน

นอกจากนี้ยังพบว่านิสิตยังรู้สึกสนุกกับการซื้อของจากจีฉ่อย แม้ว่าจะดูไม่สะดวกสบาย แต่ประสบการณ์ที่นิสิตได้จากการเดินไปที่จีฉ่อยก็คือ “ความบันเทิง” อย่างหนึ่ง ที่หาที่ไหนไม่ได้ จนเกิดกระแสการบอกต่อบนโลกออนไลน์ อาทิ

- มีคนสร้างกลุ่ม Facebook “มั่นใจเด็กจุฬาเกินแสนคนซื้อของที่จีฉ่อย”
- มีคนสร้างหน้าวิกิพีเดียให้จีฉ่อย
- มีคนไปสัมภาษณ์ออกทางสื่อกระแสหลักหลายแห่ง บทความนี้น่าสนใจ
- มีลูกค้าไปคุยเกี่ยวกับร้านทาง Pantip.com ล่าสุดย้ายร้านไปยูสแควร์แล้วก็มีคนอัพเดตให้
- มีคนจดโดเมนเนม Gchoiceonline.com เพื่อทำ E-Commerce แต่ภาษาไทยสะกดว่า “จีช้อยส์ออนไลน์” ปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้ว

ขอให้มีความสุขช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ครับ :)

Categories: Personal opinion

Digital Music Movement โดย @art3t

วันศุกร์, ธันวาคม 24, 2010 4 ของความคิดเห็น

เกี่ยวกับ Morning Green Tea: Morning Green Tea คือการเล่าเรื่องธุรกิจ การตลาด ที่เน้นไปทางด้านดิจิทัล ผ่านทาง Twitter โดยใช้แท็ก #MorningGreenTea กำกับ ความคิดนี้เริ่มมาจากวันหนึ่งนั่งดื่มชาเขียวร้อนที่ออฟฟิศตอนเช้า (เป็นคนชอบนั่งร้านกาแฟมากๆ แต่ไม่ชอบดื่มกาแฟ) พอมีโทรศัพท์มือถืออยู่ในมือ คิดเรื่องอะไรได้เรื่อยเปื่อยก็อยากจะเล่าให้คนอื่นฟัง (อ่าน) ด้วย จะเอามารวบรวมไว้ที่นี่นะครับ

วันจันทร์ที่ผ่านมาเราได้รับเกียรติจากคุณอาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล หรือที่หลายๆ คนในแวดวงอินเทอร์เน็ตรู้จักในชื่อ @art3t คุณซันปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Vice President Strategic Innovation Business ของ “RS” วันนี้ผมเชิญคุณซันมาแชร์เรื่องราวของธุรกิจดนตรีในยุคดิจิทัล มาดูมุมมองของคุณซันกันครับ

1.) สวัสดียามเช้า ชาว #MorningGreentea วันนี้ผมเป็นตัวแทน @jakrapong มาเล่าเรื่องธุรกิจสนุกๆเบาๆ เช้าวันนี้ (ยังกะพูดหน้าห้องเรียน)
2.) สำหรับวันนี้ จะมาเล่าเรื่องที่ผมถนัดหน่อย คือธุรกิจเพลง โดยเฉพาะธุรกิจเพลงยุค Digital ในโลกวันนี้ และกำลังจะเป็นยังไง #MorningGreentea
3.) ถ้าเราจะแบ่งยุคของ Digital Music ตามความคิดของผมก็คือ ยุค CD ราวปี82 ยุค iTunes Store ปี 03 และ ยุค Streaming ปี09 #MorningGreentea
4.) ยุค CD นั้นสำหรับผมมันใกล้จบ ทั่วโลกมันตกลงต่อเนื่องจนสัดส่วน Digital ใกล้แซง (60:40) คาดภายในปีหน้าคงแซง #MorningGreentea
5.) ร้านขาย CD ปิดตัวไปจากผลกระทบนี้ เช่น Tower Records ปีนี้เป็นข่าวดัง ปิด 83 สาขา รวมถึงที่ Shibuya ซึ่งถือเป็นร้านใหญ่มากลง #MorningGreentea
6.) หลายเจ้าที่ขาย CD ถ้ารีบปรับตัวเมื่อหลายปีก่อน ก็พอมีทางรอดบ้าง อย่าง HMV (ถึงอย่างนั้นก็ปิดตัวไปเยอะ) หรือ Walmart เอง #MorningGreentea
7.) ยุคที่ 2 ยุคที่เกิดท่ามกลางการละเมิดลิขสิทธิ์ของ Mp3 ผู้ที่ให้กำเนิดยุคนี้คือ Steve Jobs น้าจ๊อบ ศาสดาให้กำเนิด iTunes+iPod #MorningGreentea
8.) ท่ามกลางความไม่เชื่อ Digital Music ของค่ายเพลง, ศิลปิน น้าจ๊อบสามารถเกลี้ยกล่อมให้ค่าย Big ทั้ง 5 (ตอนนี้ยุบเหลือ 4) ลงมาเล่นด้วย #MorningGreentea
9.) ศิลปินวันนั้นไม่ยอมที่จะขายเพลงตัวเองแบบ Single ตูทำมา 10 เพลง จะมาแบ่งขายได้ไง? แต่น้าจ๊อบเกลี้ยกล่อมจนโมเดลนี้เป็นที่ยอมรับ #MorningGreentea
10.) วันนี้ iTunes Store ขายเพลงไปกว่าหมื่นล้านเพลง วางรากฐานการขาย Mp3 ให้กับโลกนี้ กินส่วนแบ่ง 66.2% ของตลาด Digital ใน US #MorningGreentea
11.) 16 พฤศจิกายน Beatles ขายบน iTunes เพียง 2 สัปดาห์ ขายไป 2 ล้านเพลง สิ่งสำคัญไม่ใช่ยอดขาย แต่คือเชิงสัญลักษณ์ยุค 100% digital music #MorningGreentea
12.) มาสู่ประเด็นที่น่าสนใจ ธุรกิจเพลงไม่หยุดอยู่แค่ Mp3 เมื่อเน็ตเร็วมาก, ไปได้ทุกที่, เทรนด์ของ Cloud Based มาถึง แม้แต่ในธุรกิจเพลง #MorningGreentea
13.) ลองจินตนาการดู วันนี้เราใช้มือถือพอๆ กับคอมพ์ ชีวิตเราออนไลน์ตลอด ถ้าวันนึงโลกนี้ทุกคนใช้ชีวิตแบบนี้ล่ะ? ธุรกิจเพลงจะไปทางไหน? #MorningGreentea
14.) วันนี้เรายังต้อง Sync เพลงจากคอมพ์ไปสู่มือถือ ถ้าความจุ 16GB มี App มีโน่นนี่เยอะๆ เราอาจจะมีเพลงในมือถือสักพันเพลง อาจเยอะอยู่ #MorningGreentea
15.) แต่ถ้าเราไม่ต้อง Sync เลยล่ะ? สร้าง Playlist ไว้บนคอม มันก็ไปโผล่ในมือถือ และเรามีเพลงเป็นล้านๆ โดยไม่ต้องโหลด? มันจะดีแค่ไหน? #MorningGreentea
16.) นั่นเป็นที่มาของยุค Streaming Music ยุคที่3ของ Digital Music ในมุมมองของผมนะ #MorningGreentea
17.) 1 กันยายนปีนี้ World Economic Forum ให้รางวัล Technology Pioneer 2011 กับ Spotify ผู้ให้บริการ Music Streaming ชื่อดังในยุโรป #MorningGreentea
18.) Spotify คือ 1 ในบริษัทดาวรุ่งที่ถูกจับตามากที่สุดในปีหน้า คู่กับ Groupon, Zynga และ Apple กีดกันทุกทางไม่ให้มาเปิดใน US #MorningGreentea
19.) แต่วันนี้ยาวมากแล้วครับ เอาไว้ต่อภาค 2 ถ้ามีโอกาส เรื่องของ Spotify สนุกมากจริงๆ ต้องขอบคุณ @jakrapong ที่ให้โอกาสมาเล่าครับ #MorningGreentea
20.) ขอบคุณทุกคนที่ทนฟังอย่างยาว รบกวน TL ใครก็ขออภัยครับ มีคำถาม ถามได้เลยครับ #MorningGreentea

คุณสามารถติดตามแนวคิดส่วนตัวของคุณอาทิตย์ได้ทาง http://www.twitter.com/art3t

Categories: Online marketing ป้ายกำกับ:

5 แนวโน้มการตลาดออนไลน์ปี 2011

วันพุธ, ธันวาคม 22, 2010 4 ของความคิดเห็น

เป็นธรรมเนียมว่าสิ้นปีก็จะต้องรวบรวมสรุปแนวคิดปลายปี และบอกถึงความเป็นไปได้ในปีหน้านะครับ สำหรับตรงส่วนการตลาดออนไลน์ ผมมองว่าปีนี้นักการตลาดไทยได้เรียนรู้ที่จะปรับใช้การตลาดออนไลน์มาเป็นส่วนผสมทางการตลาดมากยิ่งขึ้น รู้ว่าอะไรเวิร์ค และไม่เวิร์คสำหรับองค์กรตัวเอง ดังนั้นปี 2554 จะเป็นปีที่เราลงมือทำจริงๆ จัง โดยเฉพาะการนำ Social Technology มาใช้กับแคมเปญการตลาดในปีหน้า ในแบบ Conversational marketing ด้วยความจำเป็นด้าน Cost, การวัดผลได้ หรือแม้แต่การใช้มันเป็นสีสันทางการตลาดแบบทั่วๆ ไปที่มีทำกันมาหลายปีแล้ว

1. มองที่คุณค่าแท้จริงของอินเทอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น มากกว่าเป็นเพียงสีสันทางการตลาด
นักการตลาดจะมุ่งใช้อินเทอร์เน็ตในแคมเปญการตลาดมากขึ้น เพราะ “คุณค่าแท้จริง” ของอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ Conversation และ Interactivity ระหว่างผู้ใช้ด้วยกัน ที่มีคุณค่ากับผู้บริโภคมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการสร้าง Awareness แบบผิวๆ รวมไปถึงการวัดผลด้วย Engagement Rate จะสูงขึ้นมาก จากเมื่อก่อนอาจจะคิดกันว่ามีคนเข้าร่วมแคมเปญการตลาดเท่าไหร่ เพจวิวเท่าไหร่ CTR เท่าไหร่จบ
ทำไม? สาเหตุหลักจะมาจาก Facebook Ad ที่เข้ามาปรับกระบวนทัศน์ของนักการตลาดไทย
Next step? คุณควรทำความเข้าใจเรื่องการทำการตลาดออนไลน์แบบ Engagement รักษาฐานลูกค้าเดิม และดึงลูกค้าใหม่โดยการตอบคำถามที่ลูกค้าสนใจผ่านทุกๆ ช่องทางที่เข้าถึงได้
อ่านเพิ่มเติม http://theopenbrand.resource.com/framework.php และหนังสือ The Open Brand: When Push Comes to Pull in a Web-Made World โดย Kelly Mooney, Nita Rollins

2. อาชีพ Social Media Manager, Community Manager จะเป็นที่ต้องการขององค์กรในวงกว้างมากขึ้น
ทำไม? ทุกวันนี้องค์กรต่างๆ เริ่มจ้างคนๆ นึงมานั่ง Join conversation ตอบคำถามลูกค้าผ่าน Facebook, Twitter, Pantip โดยเฉพาะ คอย monitor ทุกๆ ความเคลื่อนไหว เพราะลูกค้าที่อยู่ใน Online community เหล่านี้มีเยอะมาก และเป็นเรื่องจำเป็น นอกจากนี้เราจำเป็นต้องมีคนที่เข้าใจเรื่อง Interactivity ของลูกค้ามากกว่าจะพึ่งพาคนภายนอกองค์กรแต่อย่างเดียว
Next step? จ้างมาเลยครับคนนึง ถ้า convince ผู้บริหารไม่ถูกอ่านนี่ http://jakrapong.com/2009/09/17/twitter-is-a-must/ เริ่มจ้างคนที่มี Service mind และเหมาะกับแบรนด์ของคุณนะครับ
อ่านเพิ่มเติม สำหรับใครที่ยังสงสัยบทบาทของอาชีพนี้ให้ลองอ่านที่นี่นะครับ http://www.web-strategist.com/blog/2006/11/16/what-a-community-manager-does/

3. แอบคิดดังๆ ว่า Online marketing budget สูงขึ้น 2% เป็น 4%
ทำไม? ปีนี้ Vendor ต่างๆ น่าจะจัด Online marketing budget มากยิ่งขึ้น เพราะว่ากันว่า Online budget เป็นแค่ 2% ของเงินที่ไหลเวียนในวงการโฆษณาไทย อย่างน้อยมันก็คงไม่น้อยลงแน่ๆ และผมก็ยังไม่เห็นประเด็นว่ามันจะลดลงไปได้
Next step? ถ้าคุณเป็น Vendor ก็ควรเพิ่ม Budget ครับ เพราะ ROI มันคุ้มเกินคุ้ม ถ้าคุณเป็น SMEs ไม่มีเงินถุงเงินถังก็ตั้ง Online marketing budget ไว้เท่าที่่ทำได้ เช่น Search Engine, Facebook 2 ตัวนี้ก่อน ส่วนเอเจนซี่คงไม่ต้องบอกอะไร งานคุณหนักขึ้นแน่ๆ :)

4. คนไทยจะเริ่มรู้จัก Social Collaboration มากขึ้น และมีนำมาใช้ในการตลาดมากขึ้น
ทำไม? เมื่อก่อนเราส่งเมลฟอร์เวิร์ดให้เพื่อนช่วยส่งต่อไปเรื่อยๆ หากเมลนั้นเป็นเรื่องการกุศล หรือทำให้สังคมดีขึ้น หรือ SMS บริจาคเงินช่วยน้ำท่วมแต่ Social Network เข้ามาทำให้คนไทยติดต่อสื่อสารและ “ร่วมกัน” ทำธุรกรรมที่ตัวเองต้องการในแบบ Social ได้มากขึ้น เช่นการ ใช้ Twitter ในการเรียกหาความร่วมมือช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ด้วย #ThaiFlood หรือ “ร่วมซื้อ” “ประมูล” ในเว็บ Social Commerce เจ้าต่างๆ ในไทย อย่าง Ensogo, 25 Satang ประสบการณ์การช้อปปิ้งจะเปลี่ยนไป ผู้ประกอบการต้องนำเอา Social Technology มาปรับใช้กับบริการของตัวเอง ตลอดจน ตั้งกระทู้เรียกร้องความเป็นธรรมเมื่อไม่ได้รับสินค้าหรือบริการที่ดีจาก บริษัทต่างๆ ใน Online community เช่น Pantip เอาพลังมวลชนมานกดดันให้คุณได้รับสิ่งที่ต้องการ
Next step? ถ้าคุณเป็น Vendor ลองนึกภาพว่าคุณจะทำการตลาดแบบไหนที่ “เปิด” ให้คนทั่วไปมาสนุกกับแคมเปญของคุณได้ยิ่งขึ้น โดยไม่รบกวนความเป็นส่วนตัวจนเกินไป และพร้อมที่จะรับทั้ง Positive, Negative feedback และรู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร หรือถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการคุณจะต้องเตรียมปรับปรุงบริการของคุณให้พร้อมรับ Social Collaboration มากขึ้น

5. โดเมนไทยอย่าง .in.th จะได้รัีบความนิยมมากขึ้น
ทำไม? ก่อนหน้านี้โดเมน .in.th ของ THNICs อาจจะขายยากสักนิด เพราะโดเมน .com .net ต่างๆ ก็ยังมีเยอะ แต่ตอนนี้ถ้าเราอยากได้ชื่อดีๆ .in.th เป็นทางเลือกที่ดี ช่วงนี้เวลาผมจะจดโดเมนใหม่ๆ .in.th ยังเหลืออยู่มาก และทำ Search engine optimization ได้ง่ายขึ้น ดังนั้นเราจะเห็นการจดโดเมน .in.th จะครอบคลุมมากกว่าแค่ในหมวด Entertainment เมื่อก่อนเราจะเห็นมากในอุตสาหกรรมเกม แต่ต่อไปมันจะสำคัญมากขึ้น จดโดเมนเหล่านี้เอาไว้จะช่วยได้มาก
Next step?จดโดเมนที่คุณชอบใน .in.th เอาไว้ไม่เสียหลาย

ถ้าหากว่าคุณผู้อ่านมีข้อแนะนำอะไร ทวีตมาบอกกันได้ที่ @jakrapong นะครับ สวัสดีปีใหม่ครับ

Categories: Online marketing

#MorningGreenTea Guideline

วันจันทร์, ธันวาคม 6, 2010 2 ของความคิดเห็น

เคยบอกกับเพื่อนๆ ใน Twitter มาหลายครั้งแล้วว่า จะเขียนถึงที่มาที่ไป และข้อเสนอแนะในการใช้งานของ #MorningGreenTea การเล่าเรื่องธุรกิจยามเช้าทาง Twitter จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้เขียนสักที วันนี้เลยขออัพเดทกันละเอียดๆ เลยนะครับ

สำหรับคนที่ผ่านมาที่บล็อกนี้แล้วไม่รู้จักว่า #MorningGreenTea คืออะไร — #MorningGreenTea คือการเล่าเรื่องธุรกิจ การตลาด ที่เน้นไปทางด้านดิจิทัล ผ่านทาง Twitter โดยใช้แท็ก #MorningGreenTea กำกับ ความคิดนี้เริ่มมาจากวันหนึ่งผมนั่งดื่มชาเขียวร้อนที่ออฟฟิศตอนเช้า (ผมเป็นคนชอบนั่งร้านกาแฟมากๆ แต่ไม่ชอบดื่มกาแฟ) พอมีโทรศัพท์มือถืออยู่ในมือ คิดเรื่องอะไรได้เรื่อยเปื่อยก็อยากจะเล่าให้คนอื่นฟัง (อ่าน) ด้วย Twitter ซึ่งเป็นรูปแบบที่คนเรียกกันว่า “Live” เหมือนกับที่ @Jimmy_Live ทำมาก่อน

รูปแบบการเล่าก็ไม่มีอะไรมากมาย คือมีอะไรอยู่ในหัวก็เล่าไปเรื่อยๆ เพียงแต่ตั้งหัวข้อไว้ในใจว่าจะพูดเรื่องอะไร เพื่ออะไร อันนี้ใช้หลัก “เริ่มต้นด้วยข้างขวา” ของ @malimli คือวาดภาพออกมาก่อน ฟุ้งๆ ไปนิดนึง แล้วเอาเรื่องที่ฟุ้งๆ นั้นมาปั้นๆ ผสมกับภาษาการเล่าเรื่องด้วยภาษาปาก พอเล่าไปเล่ามา ปรากฏว่ามีคนชอบอยู่บ้าง เพื่อนฝูงก็มาช่วยกันทวีต เลยกลายเป็นแท็กยอดนิยมของเมืองไทยไปซะงั้น คนที่มาอ่านก็ช่วยกันบอกต่อ และช่วยทวีตตอนแรกๆ ก็มี @yokekung @porpeangseller หรือบางคนโดนพาดพิงอย่างตอนที่เล่าเรื่องของ TARAD.com @pawoot ก็เข้ามาให้ข้อมูลที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

โตแล้วแตก แตกแล้วโต มาร่วมกันทวีตชาเขียวธุรกิจกัน
หลังๆ มานี้พอเล่าแล้วมีคนอ่าน ผมก็ชักสนุกกับการทวีต แรกๆ ฟิตจัดก็เลยทวีตมันอาทิตย์ละ 3 ครั้ง จันทร์ พุธ ศุกร์ พอบ่อยๆ เข้าก็ขักไม่ไหว เลยต้อง “Opensource” ให้คนรอบตัวไปทวีตกัน คือผมไม่ได้คิดว่าแท็กนี้จะเป็นสมบัติของผมคนเดียว ผมถือหลักใครใคร่ทวีต-ทวีต แต่ต้องไม่เยอะเกิน 20 ครั้ง ไม่งั้นมันจะท่วม Public Timeline ชาวบ้านเขา แล้วมันก็ดูไม่ดี ไม่ต้องปั่นให้มันดังอะไรมากมาย เอาแค่มีให้คนอ่านกัน 3 วันต่ออาทิตย์ก็พอแล้ว

หลังๆ นี้พอผมเล่าๆ ไปก็เริ่มมีเพื่อนๆ เริ่มเล่าด้วยแท็กใหม่ๆ คอนเซ็ปต์ที่โดนๆ สนุกกว่าผมซะอีก เช่น #molekbrunch #sexplus #sleeplate สนุกกันใหญ่เลย ^^

Categories: Online marketing, Personal opinion ป้ายกำกับ:

Jessica Jackley: ความยากจน เงินตรา และความรัก

วันพุธ, ธันวาคม 1, 2010 4 ของความคิดเห็น

วันแรกของเดือนสุดท้ายของปี หลายคนคงคิดถึงเรื่องการฉลองเทศกาลปีใหม่อย่างไรให้สนุก เริ่มวางแผนหยุดยาวอย่างไรให้คุ้ม บ้างก็รีบเคลียร์งานบอกลาเจ้านายเนิ่นๆ ไม่ก็เตรียมจับจ่ายซื้อของขวัญปีใหม่

ดูจะเป็นช่วงเวลาที่มีแต่ความสุขเนอะ แต่อย่างที่หลายคนคงรู้ดี โลกของเรามีคนนับล้านๆ คน บางคนมีความสุขสบาย บางคนมีความทุกข์ และบางประเทศที่มีปัญหาความยากจนก็ยังต้อง “ดิ้น” กันต่อไปเพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด แล้วในช่วงเทศกาลนี้ พวกเราได้ทำอะไรที่ช่วยให้โลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ดีขึ้นหรือเปล่า? ผมไม่ได้เจ้าปรัชญาอะไรครับ เพียงแต่มันเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่เราน่าจะแบ่งปันความสุขที่เรามีให้กับคนอื่นบ้าง

หวังว่าบทความใน Blog นี้จะเป็นส่วนช่วยจุดประกายความคิดความฝันเล็กๆ ในใจคุณช่วงปลายปีนะครับ

วันนึงผมเข้าไปในเว็บไซต์ TED.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์แหล่งรวมของคลิปวิดีโอที่เกี่ยวกับการให้แรงบันดาลใจกับคนทั่วโลก และจะมีคนหมุนเวียนกันเข้ามาพูดในฟอรั่มนี้ มีตอนหนึ่งที่ผมสะดุดใจกับมันมากๆ นั่นก็คือ “Jessica Jackley: Poverty, money — and love

Jessica เป็นหญิงสาวชาวอเมริกันผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Kiva.org เว็บไซต์ Online Micro-lending ที่เปิดให้คนจนทั่วโลกเข้ามากู้เงินจากเราได้แบบไม่มีดอกเบี้ย โดยมีจุดหมายว่าให้คนจนที่อยากจะสร้างกิจการหาเลี้ยงตัวเองนั้นเข้ามากู้เงินจากคนบนโลกอินเทอร์เน็ตได้ คือแทนที่เราจะให้เปล่าๆ แต่เราทำตัวเป็นแบบธนาคารกรามีนของ โมฮัมหมัด ยูนุส* ซะเลย นั่นคือปล่อยเงินกู้ที่ให้กับผู้ประกอบการที่ยากจนที่ปกติแล้วไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารใหญ่ๆ ได้ เพราะธนาคารทั่วไปไม่ปล่อยให้คนจนกู้อยู่แล้ว เธอบอกว่า “ฉันรู้สึกตื้นตันกับไอเดียนั้นมากๆ ฉันเลยลาออกจากงานของฉัน ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างและย้ายไปอาฟริกาตะวันออกเพื่อช่วยเหลือคน” ปลายปี 2005 เธอร่วมก่อตั้ง Kiva.org กับ แมทท์ แฟลนเนอรี่ (Matt Flannery)

Jessica เล่าในวิดีโอว่า เธอลาออกจากงานตำแหน่งใหญ่ที่อเมริกา และบินไปดินแดนที่ยากจนที่สุดในโลก นั่นคือทวีปอาฟริกา แม้ไม่ได้มีเงินมากมาย เพียงแต่รู้สึกว่า เธอ “ต้องทำ” สิ่งนี้ ถ้าไม่ได้ทำมันจะตาย ทั้งหมดนี่เพื่อไปทำงานกับอาสาสมัครที่อาฟริกา เสร็จแล้วสร้างทีมงานอาสาสมัครที่อาฟริกาเพื่อจัดการติดต่อกับชาวบ้านที่อาจเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ยาก เป็นตัวกลางคอยผสานระหว่างชาวบ้านในอาฟริกากับ “ผู้ให้กู้” ทั่วโลกผ่านทาง Kiva.org

Kiva ใช้โมเดลแบบ peer-to-peer ซึ่งรวบรวมรายชื่อคนจนที่ขอกู้ยืมเงินมาใส่ไว้ในเว็บ แล้วให้เราชาวอินเทอร์เน็ตเข้าไปปล่อยเงินกู้ ตัวอย่างเช่น ชาวนาในเขมร, เภสัชกรในซีเรีย, และร้านขายของชำในมองโกเลีย เงินให้กู้ขั้นต่ำคือ 25 เหรียญสหรัฐฯ โดยไม่มีดอกเบี้ย ที่น่าสนใจคืออัตราการคืนเงินสูงถึง 98% และเธอได้กล่าวต่อไปอีกว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งมา มีคนกว่า 700,000 คนทั่วโลกให้เงินกู้ผ่าน Kiva.org ถึง 128 ล้านเหรียญแก่คนยากจนถึง 325,000 คน โปรเจ็คต์ล่าสุดของเธอคือ ProFounder แพลตฟอร์มสำหรับการช่วยผู้ประกอบการ SME ในสหรัฐฯ สร้างเนื้อสร้างตัวผ่านทาง community ใน ProFounder

*โมฮัมหมัด ยูนุส นักเศรษฐศาสตร์ชาวบังคลาเทศ ผู้พัฒนาแนวคิด microcredit

ธารน้ำใจมันไหลจากคนที่แบ่งปันได้ไปสู่คนจนทั่วโลก สิ่งที่ Jessica ทำจึงเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ ที่เธอสร้างจากความตั้งใจดี แม้ว่าจะมีความยากลำบาก แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ และทำไมถึงประสบความสำเร็จน่ะเหรอ? ก็คงเป็นเพราะพอคิดได้เธอก็ไม่รอเลยที่จะ “ลงมือทำ” และสร้างความแตกต่างในโลกนี้ให้ได้นั่นเอง ว่าแล้วลองชมเองครับว่าเธอพูดอะไรยังไงบ้าง สุขสันต์เทศกาลแห่งความสุขนะครับ

Categories: Best of, I like it!, Personal opinion, Websites ป้ายกำกับ:

Social Commerce กระแสใหม่แห่งโลก eCommerce

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 21, 2010 1 comment

ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Positioning ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2553
- – - – -

ระยะนี้กระแสความเคลื่อนไหวของกลุ่ม eCommerce ใหม่ที่เรียกว่า ‘Social Commerce’ กำลังมาแรงในอเมริกา มีการจัดสัมมนาพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเป็นทางการหลายครั้ง ล่าสุดทางกลุ่ม Altimeter บริษัทวิจัยด้านการตลาดดิจิทัลชื่อดังก็ออกมาจัด event เป็นเวลา 2 วัน  พร้อมเชิญบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกให้ผู้ค้าอีคอมเมิร์ซสามารถใช้ Social Media ในการเพิ่มประสิทธิผลทางการค้า ตลอดจนนักวิชาการจากทุกสารทิศมาเข้าร่วม ในขณะที่แบรนด์ใหญ่อย่าง Best Buy, DELL, Delta  ก็เข้าร่วมเสวนาต่อยอดความรู้ด้วยเช่นกัน

ในงานนี้มีผลสรุปสถิติออกมาว่าในปี 2553 กว่า 20% ของกว่า 200 บริษัทชั้นนำในอเมริกามีกลยุทธ์ในการทำ Social commerce และในปี 2554  86% ของบริษัทเหล่านี้วางแผนที่จะเดินหน้าไปทางนี้อย่างแน่นอน และ 90% ของบริษัทเหล่านี้จะเพิ่มงบประมาณในการทำ Social commerce อีกประมาณ 8%  จึงเชื่อได้ว่าถ้าหากซิลิคอนวัลเล่ย์เริ่มปรับเปลี่ยน อีกไม่นานก็จะส่งผลให้ eCommerce ในทวีปอื่นๆ เปลี่ยนโฉมหน้า และส่งผลถึงตลาดอีคอมเมิร์ซในบ้านเราในที่สุด ผมติดตามผลงานของบริษัทนี้อยู่บ่อย วันนี้เลยไปรวบรวมเอาสาระสำคัญมาฝากคุณผู้อ่าน ผสมกับความเห็นของผมด้วยครับ

Social Commerce คืออะไร?

Social Commerce คือการใช้ Social technology ในการยกระดับ Shopping experience ให้ดีและสะดวกยิ่งขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือ  เรากำลังเข้ามาถึงยุคที่เราควรจะนึกต่อยอดได้แล้วว่าพวก Social technology ที่เราเห็นๆ กันอยู่ในทุกวันนี้มันสามารถเอามาทำอะไรให้กับผู้บริโภคได้บ้าง? เราจะติดต่อสื่อสารและทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้คนช้อปปิ้งกันให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร? เราจะ design ประสบการณ์ในการซื้อของผู้บริโภคใหม่ได้อย่างไร? และ เราจะสร้างความน่าติดตามของสินค้าและบริการ ด้วย Social Technology ได้อย่างไร? โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่านักการตลาดแต่ละท่านก็คงมีแนวทางในการใช้ Social Technology เพื่อสร้างประสบการณ์ในการซื้อให้ลูกค้าอยู่แล้ว ดังนั้นผมจะขอเอา case study สั้นๆ มารวมไว้ตรงนี้ เผื่อว่าจะนำไปประยุกต์ใช้กันได้นะครับ

Case ฝรั่ง
ร่วมกันช้อปปิ้งกับ Groupon.com, Kactoos.com – คน 100 คนอาจเข้าไปลงชื่อในเว็บไซต์ Groupon.com เพื่อซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งจากร้านค้าร้านหนึ่ง เมื่อครบ 100 คน และร้านค้าโอเค คนเหล่านั้นก็สามารถดาวน์โหลดคูปองเพื่อ “ร่วมกันซื้อ” สินค้าในราคาลดถึง 50%  หรือมีเว็บไซต์ที่คล้ายๆ กัน อย่างเว็บ Kactoos.com ที่เปิดให้บริการในบราซิล โคลัมเบีย และอีกหลายๆ ประเทศ

M Commerce - ผู้บริโภคในอเมริกามีแนวโน้มใช้มือถือในการช้อปปิ้งมากขึ้น (M Commerce) ซึ่งอาจดูไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่ตอนนี้ตัวอย่างที่เกิดขึ้นชัดๆ ก็ได้แก่การค้นหาข้อมูล เพื่อให้ตัดสินใจช้อปปิ้งได้ดีขึ้น เช่น ใช้ Mobile application ที่เป็นบาร์โค้ดสแกนเนอร์ “Red Laser” ในสมาร์ทโฟนส่องไปที่บาร์โค้ดบนสินค้า แล้วก็จะมีราคาของสินค้าตัวนั้นในหลายๆ ร้านขึ้นมาให้เปรียบเทียบกัน หรือการมี application “Food Scanner” สำหรับคนอยากซื้ออาหารลดน้ำหนัก ที่ให้คนสแกนบาร์โค้ด แล้ว application จะบอกเราได้เลยว่าอาหารชนิดนั้นๆ มีพลังงานกี่แคลอรี่

Yelp.com กับการกิน – นักดื่มนักชิมในเบย์แอเรียต่างใช้ Yelp.com ที่เป็น Social network ของคนรักการกินมาแชร์กันว่าร้านอาหารร้านไหนเจ๋ง เด็ดอย่างไร ด้วยประสบการณ์จริงของคนเหล่านั้น มากกว่าการดูและฟังโฆษณาจาก Traditional media เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันมีแนวโน้มจะเชื่อเพื่อนมากกว่าเชื่อแบรนด์ แต่อย่างไรก็ตามก็มีการพูดคุยกันเรื่องมีร้านบางร้านพยายามใช้วิชามารไปหลอกลวงผู้บริโภคให้สนใจในร้านของตัวเอง ปรากฏว่าพออาหารไม่อร่อยจริง กระแสข่าวเชิงลบก็จะออกไปรวดเร็ว และผู้ใช้ Yelp ก็จะไม่ให้ความเชื่อถือร้านอาหารร้านนั้นอีกเลย ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนักการตลาดร้านอาหารก็คือการรักษาความสัมพันธ์กับลูก้า แนะนำร้านอาหารของตัวเอง และบอกจุดเด่นของร้านตัวเอง และคอยแก้ไขปัญหาในกรณีที่ลูกค้าไปกินแล้วไม่พอใจบริการ หรืออาหารไม่ถูกปาก

Facebook Page – ผู้บริโภคจำนวนมากเลยทีเดียวที่ชอบเข้าไปใน Facebook Page ของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง เพราะอยากเข้าไปดูว่ามีอะไรใหม่ และอยากคุยกับฝ่าย Customer service เกี่ยวกับปัญหาการใช้งาน ดังนั้นตอนนี้ Facebook, Twitter จึงเป็นสิ่งจำเป็นของแบรนด์ในการ engage ลูกค้าไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้สิ่งที่จะต้องพูดคุยกันต่อไปก็คือวิธีการ engage ลูกค้าจะต้องทำอย่างไร ซึ่งผลสรุปออกมาง่ายกว่าที่คิด นั่นก็คือ พูดคุยอย่างธรรมชาติ ไม่ถึงกับต้องคอยสวัสดีตอนเช้า ตอนเที่ยงจะกินอะไรหรือยัง จะกลับบ้านแล้วขับรถดีๆ ไม่ต้องทำอย่างนั้น เพราะสิ่งที่ลูกค้าต้องการคือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการแบบสั้นๆ ไวๆ มากกว่า ลองดูตัวอย่าง http://www.facebook.com/xbox อย่างไรก็ตามสำหรับคนไทย อาจมีนิสัยในการใช้ Social network ในการหาเพื่อนมากกว่าหาข้อมูลแบบฝรั่ง การทักทายแบบกันเองๆ อาจจะยังจำเป็นอยู่ แต่เราก็ต้องดูด้วยนะครับว่า ภาษาที่ใช้พูดคุยนั้น เหมาะกับแบรนด์ของเราแค่ไหน อย่างเช่น ถ้าแบรนด์เราเป็นแบรนด์ที่ค่อนข้างหรู จะไปใช้ภาษา อิอิ อุอุ ฉึกๆ คงไม่ใช่แน่นอน

Community - คนรักหนังสือหันมาซื้อหนังสือตามคำแนะนำของชุมชนคนรักหนังสือในเว็บไซต์ Amazon.com และเมื่อซื้อมาแล้วยังได้ราคาดีกว่า เพราะในชุมชนยังมีการเปิดให้ผู้ที่ซื้อหนังสือไปแล้วเอาหนังสือมือสองมาขาย กันได้ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ลูกค้าจะไม่ไปเว็บไซต์อื่นง่ายๆ ถึงเว็บไซต์อื่นจะเสนอราคาถูกกว่า แต่ลูกค้าของ Amazon รู้สึกว่าใน Amazon มีทั้งชุมชนคนอ่านหนังสือที่มีคุณภาพ แนะนำหนังสือที่ดีได้ มีหนังสือมือสอง หรือแม้กระทั่ง eBook ที่ราคาถูกกว่าหนังสือจริงครึ่งๆ

Case ไทยๆ
คุณผู้อ่านอาจจะบอกว่า เฮ้ย ไม่จริงหรอก คนไทยไม่ได้ชอบอะไรแบบฝรั่งสักหน่อย อย่างน้อยคนไทยก็ไม่ใช้คูปองลดราคาเยอะเหมือนฝรั่งสักหน่อย ผมเห็นด้วยครับ เลยเอาตัวอย่างแบบไทยๆ มาให้อ่านกันด้วย ส่วนใหญ่คนไทยจะเน้นเรื่องการทำ CRM และการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าครับ แต่คงจะดีไม่น้อยถ้าหากว่าเราจะมีนวัตกรรมอะไรออกมาบ้าง

- ในเมืองไทยก็มีคนเข้าไปเทียบราคาสินค้าตัวหนึ่งจากเว็บไซต์หลายๆ แห่งที่ Yopi.co.th และ Priceza.com รวบรวมมาให้ หรือแอบเข้าไปสำรวจดูใน TARAD.com, WeLoveShopping.com ว่าตอนนี้ราคาตลาดเท่าไหร่ จะซื้อได้ในราคาที่เหมาะสมเท่าไหร่

- ภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น Fuji ชี้แจงเรื่องการขึ้นราคาอาหารผ่าน Twitter @Welovefuji โดยบอกกับลูกค้าคนที่ออกมาต่อว่าอย่างสุภาพและมีเหตุผล ทำให้ follower ของลูกค้าคนนั้นบอกต่อ จนส่งผลให้ลูกค้าหลายต่อหลายคนเข้าใจ Fuji ดียิ่งขึ้น และยังใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอเมนูเจในช่วงที่หลายคนกินเจได้ด้วย

- กลุ่มคนที่รักการกินการเที่ยวเข้าไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเที่ยวและการกินผ่านทาง where.in.th คนเข้าไปแนะนำร้านอาหารที่ตัวเองชอบ บางคนเข้ามาบอกว่าไม่ชอบ หรือไปเที่ยวภูเขาที่ไหนก็เอามาแชร์กัน ทำให้คนที่กำลังจะวางแผนไปเที่ยวภูเขาเดียวกันสามารถเลือกเส้นทาง และเตรียมตัวซื้อของสำหรับการปีนเขาได้ดียิ่งขึ้น (คำออกตัว: เว็บนี้ผมมีส่วนในการทำด้วย แต่คิดว่าเป็นตัวอย่างที่เหมาะสม)

หวังว่า Case study สั้นๆ เหล่านี้จะทำให้หลายๆ คนมองเห็นภาพมากขึ้นนะครับว่า Social Commerce นั้นทำงานอย่างไร และเรานักการตลาดควรจะปรับตัวอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์กับแนวทางในการทำงานของเรามากที่สุด

Categories: Online marketing

เรื่องกระทู้ในพันทิป

วันจันทร์, พฤศจิกายน 15, 2010 1 comment

เมื่อเช้านี้มีเรื่องราวบนพันทิปพาดพิงมาถึง Jakrapong.com ด้วย ที่ลิงก์นี้ http://www.pantip.com/cafe/mbk/topic/T9917632/T9917632.html

ผมได้ชี้แจ้งไปตามนี้

“ตอบเจ้าของกระทู้คุณ Earthchie ครับ ผมจักรพงษ์ที่คุณทวีตมาหานะครับ ชี้แจงได้ครับ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ อาจจะยืดยาวลงรายละเอียดสักนิดนะครับ จะได้เข้าใจ และเห็นภาพตาม

แต่สรุปได้ว่า คุณไม่ต้องห่วงครับ ได้เครื่องแน่นอนครับ

เมื่อ หลายเดือนก่อน ผมทำงานให้ Samsung Mobile และเป็นคนทำแคมเปญนี้เองครับ (ก็เลยได้เอาไปโพสต์ไว้ที่บล็อกส่วนตัว) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือผมได้ลาออกจากบริษัทไป เลยทำให้กระบวนการเบิกจ่ายเครื่องช้า คนที่รับเรื่องต่อก็ไม่ใช่คนที่ทวีต @samsunglover ซึ่งผมเป็นคนทวีตในช่วงนั้นครับ

ผมทำแคมเปญนี้คนเดียว ในทีมเราทำงานกันยังไม่รู้รายละเอียดเลย ดังนั้นเป็นเรื่องการสื่อสารและโอนถ่ายงาน ขออภัยนะครับ

ก่อน ออก ผมได้ทำเอกสารเรื่องนี้และแจ้งเพื่อนร่วมงานทั้งบอกกล่าวและอีเมลเอาไว้ด้วย ไม่ได้นิ่งนอนใจ บอกไว้เลยว่าจะต้องมีการเบิกจ่าย Galaxy Spica 2 เครื่อง เครื่องหนึ่งให้คุณ Earthchie เครื่องหนึ่งให้อีกท่าน และทาง Samsung เองโดยเพื่อนร่วมงานผมก็ทำเรื่องเบิกจ่ายเครื่องแล้ว เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (หลังจากที่คุณ Earthchie ทวีตมาหา 1 วัน) เพื่อนผมที่ Samsung Mobile ก็ถามเรื่อง @samsunglover ผมก็คุยกัน และยังถามเรื่องนี้อยู่เลย

ก็ขออภัยสำหรับความล่าช้านะครับ เดี๋ยวตามเรื่องให้ครับ ไม่หายแน่นอน (ช้าหน่อยครับ แต่มีเครื่องให้แน่ ไม่ต้องห่วง) คุณทราบ Twitter ส่วนตัวผมอยู่แล้ว ติดต่อมาได้ตลอดครับ หรือโทรมาหาผมก็ได้นะครับ 0819347256 ถ้ามีตรงไหนไม่เคลียร์พร้อมตอบทุกประเด็นครับ

ขออภัยถ้าผมเข้า Pantip มาตอบช้านะครับ”

ผมได้ตอบข้อเท็จจริงไปแล้ว รบกวนคุณ Earthchie ติดต่อกลับมาทางมือถือด้วยนะครับ

Categories: Personal opinion
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 6,393 other followers